Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘นพ.สมรส’ แชร์อุทาหรณ์ฝังเข็มผิดวิธี ‘จนปอดรั่ว’ หมอแนะ!! เกิดจาก ประมาท-กายวิภาคไม่แม่น

เมื่อวานนี้ (26 ต.ค.66) นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Somros MD Phonglamai ” เตือนเกี่ยวกับการฝังเข็ม ระบุว่า...

คนไข้ปวดคอบ่าไหล่ ไปฝังเข็ม วันต่อมาหายใจแล้วเจ็บหน้าอกทุกครั้ง เจ็บแปล๊บๆ x-ray เจอปอดรั่ว pneumothorax นิวโมธอแรกซ์ ! ถ้าขึ้นเครื่องบินอาจตายได้ 

1. การฝังเข็มหรือการลงเข็ม เป็นการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ออฟฟิศซินโดรมที่ดี ประหยัด มีประสิทธิภาพถ้าใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ประมาท เข้าใจการดำเนินโรคอย่างถูกต้อง

2. แต่ช่วงหลังๆเจอปัญหาปอดรั่วบ่อยขึ้นมากๆ คนไข้มักมีอาการไอหลังฝังเข็ม
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ 'ประมาท' 'กายวิภาคไม่แม่น' 
อย่าฝังลึกเกินจำเป็น มากกว่า 3.34 cm to 5.35 cm.  +/- ผอมอ้วน
อย่าปักจำนวนเข็มมากเกินจำเป็น
อย่าให้คนไข้ขยับตัวโดยไม่จำเป็น ให้คนไข้หายใจด้วยท้อง เบาๆ ฝังตอนหายใจออกให้ปอดแฟ่บ
ทิศทางเข้ากล้ามเนื้อ ไม่ใช่เข้าปอด พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด

3. สำหรับแพทย์จีน อย่าจำแค่ว่าจุดนี้ฝังได้กี่ชุ่น กี่ ซม. เพราะเคสนี้กล้ามเนื้อก็หนา ไม่ได้ผอม ไม่มีโรคปอดใดๆ เป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญชำนาญล้วนๆ มีอาจารย์หลายท่านสอนน้องๆว่าปักลึกได้เลย ไม่ต้องกลัว อันนี้อันตรายอย่างยิ่ง !

4. สำหรับคุณหมอแผนปัจจุบัน ตอนฉีดยาชาเข้า Trigger point ก็ยิ่งต้องระวังนะครับ ปลายเข็ม syringe ใหญ่กว่าเข็มฝังเข็มมาก ปอดรั่วจะใหญ่กว่านี้เยอะ

5. สำหรับคนที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์จีน “ไม่ควรฝังเข็มในสิ่งที่เราไม่เชี่ยวชาญ” นะครับ เห็นน้องๆวิชาชีพอื่นๆแอบทำกันหลายคลินิก ถ้าทำแล้วคนไข้ปอดรั่วหนัก พิการ เสียชีวิตขึ้นมา จะโดนทั้งอาญา แพ่ง วิชาชีพ และวินัยได้นะครับ

6. ฝากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์จีนเข้มข้นกับการสอนน้องๆกันหน่อยนะครับ ให้แม่นอนาโตมี่หน่อย รู้ทิศทางและตำแหน่งปอดดีๆ อย่าย่ามใจประมาทเกินไป ถ้าประมาทก็พิการหรือตายได้

7. ทุกครั้งที่เราจะฝังเข็ม/ลงเข็ม ต้อง Informed Consent เสมอว่าจะมีโอกาสเกิดปอดรั่วได้, และติดตามอาการคนไข้สม่ำเสมอ, ถ้ามีปัญหารีบ take action ดูแลคนไข้เต็มที่

8. อย่ามั่นใจในตัวเองเกินไป ไม่มีอะไร 100% ใน medicine ต่อให้ฝังมา 10 ปีก็เกิดได้ถ้าทุกอย่างซวยจริงๆ

9. ถ้าปอดรั่วขนาดเล็ก 1-2 เซนติเมตร มักปิดเองใน 1-2 สัปดาห์ (ดังนั้นจำนวนผู้ป่วยที่แท้จริงจึงมากกว่าที่รายงานจากโรงพยาบาล เพราะคนไข้หายได้เอง) ติดตามอาการเหนื่อย หายใจเจ็บ ออกซิเจนปลายนิ้ว ตลอด  อาจพิจารณา x-ray ซ้ำ 24-48 ชั่วโมง
ถ้าขนาดใหญ่ > 2 เซนติเมตร อาจต้องใส่ท่อระบาย ขึ้นกับหลายปัจจัยและคุณหมอเจ้าของไข้

10. ถ้าสมมติคนไข้รายนี้ ขึ้นเครื่องบินก่อนที่ปอดรั่วหาย จะเกิดอะไรขึ้น ? 
ขณะที่ขึ้นบินแรงดันในเครื่องจะต่ำ ทำให้ปอดรั่วลามมากขึ้นได้ ในกรณีที่แย่ที่สุดคือเสียชีวิต ดังนั้นอย่าเสี่ยง งดบินไปเลยอย่างน้อย 2 สัปดาห์หรือยืนยันแน่ชัดว่ารูรั่วปิดสนิทแล้ว 
การฝังเข็มไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือความประมาท 

เพราะคนที่ต้องมารักษาปอดรั่ว มักไม่ใช่คนทำให้ปอดรั่วนะครับ
นพ.สมรส พงศ์ละไม
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด แพทย์ฝังเข็ม 
#DrSomros #Acupuncture #Pneumothorax #ฝังเข็ม #ปอดรั่ว
ถ้าอาจารย์ท่านใดอยากแชร์ประสบการณ์ หรือมี update guideline ก็ยินดีเลยนะครับ 

คนไข้เป็นหมอด้วยเคสนี้
ขอบคุณคนไข้ที่ให้ภาพมาเป็นวิทยาทาน คงจะกลัวฝังเข็มไปอีกนาน ขอบคุณอาจารย์เอกที่ช่วยคอนเฟิร์มฟิล์มครับ 

ปทุมธานี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทานช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2566  เวลา 9.00 น. ณ ศาลาการเปรียญวัดพืชอุดม ตำบลพืชอุดม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ดำรงตำแหน่ง นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1,199 ถุง โดยมี นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางปาริชาติ ธีระศิลป์ รองผู้จัดการมูลนิธิฯ นางบุษบา บุญญลักษม์  ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดปทุมธานี นางสาวกันตรัตน์ เริ่มสูงเนิน ปลัดจังหวัดปทุมธานี นายสมชาย ตรีณาวงษ์ นายอำเภอลำลูกกา นางสาวสุพีพร โมรา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปทุมธานี สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมพิธี ถวายถุงยังชีพพระราชทานแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 58 รูป และมอบถุงยังชีพพระราชทานให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอลำลูกกา 7 ตำบล 

ประกอบด้วย ตำบลลาดสวาย ตำบลบึงคำพร้อย ตำบลลำลูกกา ตำบลบึงทองหลาง ตำบลลำไทร ตำบลพืชอุดม ตำบลบึงคอไห จำนวน 1,141 ถุง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ได้ประสบกับสภาวะฝนตกหนักติดต่อกันในพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำสะสมในแม่น้ำ ลำคลองต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน สิ่งสาธารณประโยชน์ เส้นทางสัญจร และพื้นที่ทางการเกษตร ได้รับผลกระทบ จำนวน 8 ตำบล 87 หมู่บ้าน 8 ชุมชน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 2,020 ครัวเรือน 2,984 คน พื้นที่ทางการเกษตร 3,870 ไร่ ได้รับความเสียหาย โดยจังหวัดปทุมธานีได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ทั้งนี้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลาย แต่ยังคงมีพื้นที่บางส่วนของตำบลบึงคอไหและตำบลพืชอุดม อำเภอลำลูกกา ที่ยังมีน้ำท่วมขัง การได้รับถุงยังชีพพระราชทานจากมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในครั้งนี้ ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

กระบี่-องคมนตรี ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่

เมื่อวานนี้ 26 ต.ค.2566 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ในฐานะ รองประธานอนุกรรมการฯ และคณะ ได้เดินทางไปติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยมี นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและรายงานความคืบหน้าในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำหริในพื้นที่

โอกาสนี้หน่วยงานต่าง ๆ ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ปัญหา ของ องคมนตรี ในการเดินทางตรวจติดตามครั้งที่ผ่านมา อาทิ สำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน ได้รายงานความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา ที่ยังประโยชน์เรื่องน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค แก่ราษฎรในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ของ ตำบลปลายพระยา จำนวน 800 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 3,932 ไร่ โดยปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้พัฒนาอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วยการสร้างถนนรอบอ่าง ระยะทาง 7,800 เมตร เตรียมก่อสร้างท่อส่งน้ำให้กับราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่ 3 และ หมู่ที่ 9 ตำบลปลายพระยา บางส่วน จำนวน 200 ครัวเรือน ที่ยังคงขาดแคลนน้ำ รวมถึงเตรียมก่อสร้างสถานีสูบน้ำและระบบท่อส่งน้ำ และได้ขยายเขตไฟฟ้าให้แก่ราษฎร หมู่ที่ 1 ต.ปลายพระยา ที่อาศัยอยู่ด้านเหนือของอ่างเก็บย้ำคลองหยาฯ ซึ่งอดีตไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้งนี้หากโครงการแล้วเสร็จจังหวัดกระบี่ เตรียมขยายผลโครงการโดยการส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการรายงานความคืบหน้า โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในนิคมสหกรณ์อ่าวลึก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ , โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ , โครงการอ่างเก็บน้ำบางกำปรัด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ , โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ , โครงการทำนบดินคลองสังกาอู้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ , โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก 

ในช่วงบ่าย องคมนตรี และคณะฯ เดินทางไปยัง โครงการอ่างเก็บน้ำบางกำปรัด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านโคกหาร ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง มีความจุน้ำ 16 ล้านลูกบาตรเมตร ที่ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค แก่ ราษฎร หมู่ที่ 2,3,4,5,6,7,9 และหมู่ที่ 10 ตำบลสินปุน หมู่ที่ 1,2,3,4,5 และหมู่ที่ 6 ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จานวน 1,200 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตร จานวน 16,909 ไร่ แต่ทั้งนี้ยังคงมีราษฎร หมู่ที่ 4 บางส่วน และหมู่ที่ 7 ตำบลโคกหาร  หมู่ที่ 3 บางส่วน หมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 10 ตำบลสินปุน ยังขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือด้วยการสร้างระบบท่อส่งน้ำ จาก อ่างเก็บน้ำบางกำปรัดอันเนื่องมาจากพระราชดาริ เพื่อขยายพื้นที่ส่งน้ำให้กับราษฎร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา สำรวจ และออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 และจะเสนอขอสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างจาก สำนักงาน กปร. ในปี พ.ศ. 2568 วงเงินงบประมาณ 35 ล้านบาท ต่อไป

จังหวัดกระบี่ มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวม 17 โครงการ ที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มี จำนวน 8 โครงการ โครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อม 3 โครงการ โครงการส่งเสริมอาชีพ 1 โครงการ โครงการพัฒนาแบบบูรณาการและโครงการพัฒนาด้านอื่น ๆ จำนวน 5 โครงการ ซึ่งได้สร้างประโยชน์สุขให้แก่ราษฎรเสมอมา...

(ศรีสะเกษ) กองทัพบก มทบ.25 ร่วมกับ ภาคเอกชน มอบเสื้อกันหนาว โครงการ 'KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว' ปีที่ 24

วันที่ 26 ตุลาคม 2566 พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณอุไรวรรณ เจริญพิบูลย์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 และคณะร่วมพิธีมอบเสื้อกันหนาว 2500 ตัว ตามโครงการ "KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว" ปีที่ 24 ที่ โรงเรียนบ้านบักดอง ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และ ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษโดยมี นายนพ พงศ์ผลาดิสัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พันเอก โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ(ท) พันเอก สุรังค์ วิทยาวงศรุจิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน  พันโท สุริยะ สุระ ผบ.ป.6 พัน.16 พันโท เสนีย์ ศรีชาดา ผบ.ป.6 พัน.106 นายปิยะชาติ ศรีมารุต กรรมการผู้จัดการ นายสุรชัย ตรงมหวิเศษ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การตลาด บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด และคณะผู้บริหาร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารส่วนราชการอำเภอขุนหาญ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนจำหน่ายคูโบต้าเจริญชัย สาขากันทรลักษ์ และ พี่น้องประชาชนชาวอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ 

พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า กองทัพบก เป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรม "คูโบต้าพลังใจ สู้ภัยหนาว" ร่วมกับ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผนึกกำลังส่งมอบเสื้อกันหนาวสร้างความอบอุ่นในวันนี้ ขณะนี้หลายพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ เริ่มมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นด้วยอุณหภูมิที่ลดลง เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งยังมีพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ประสบปัญหาขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มกันหนาว สำหรับ มณฑลทหารบกที่ 25 เป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ รวมถึงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ผู้บัญชาการทหารบก และความทุ่มเทของกำลังพลในพื้นที่ ในการเข้าดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุดในทุกภัยพิบัติ สำหรับความร่วมมือกับสยามคูโบต้าในปีนี้ มณฑลทหารบกที่ 25 ได้ใช้ศักยภาพของหน่วยที่ขึ้นตรงต่อกองทัพบก เตรียมความพร้อมดำเนินการลำเลียงเสื้อกันหนาวไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายโดยเร็วทันต่อสถานการณ์ภัยหนาว ด้วยหน้าที่ของกองทัพบก เรายึดมั่นในการดูแลและใกล้ชิดประชาชน พร้อมเสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ตลอดจนพร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมดีๆ 

เช่นนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นพลังช่วยสร้างกำลังใจให้แก่พี่น้องประชาชนทุกท่าน นายสุรชัย ตรงมหวิเศษ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การตลาด และคณะผู้บริหาร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัทสยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด กล่าวว่า โครงการ "KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว" ของ สยามคูโบต้า ปีนี้ เป็นปีที่ 24 ที่ดำเนินการต่อเนื่องตลอดมา สิ่งที่คูโบต้า เล็งเห็นก็คือ ความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่หางไกลและประสบกับภัยหนาว จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา แล้วปีนี้ สยามคูโบต้า ได้ร่วมกับ กองทัพบก เป็นปีที่ 4 ได้ทำการได้มอบเสื้อหนาวจำนวน 10,000 ตัว ให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาว และแน่นอนในเรื่องของการห่วงใยดูแลพี่น้องเกษตรกร สยามคูโบต้า  เล็งเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ทาง สยามคูโบต้า จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดไป 

ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าพบเลขาธิการคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC

เมื่อวันพุธที่ 25 ตุลาคม 2566 เวลา 15.00 – 17.00 น. ที่สำนักงาน EEC ชั้น 25 อาคาร NT TOWER (CAT TOWER) เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ดร.โอกาส เตพลกุล ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา  พร้อมคณะ เข้าพบ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เพื่อร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา ตามแนวนโยบายของการพัฒนาพื้นที่ EEC  โดยมีการนำเสนอประเด็นเข้าสู่การพัฒนา จำนวน 4 ประเด็น ประกอบด้วย

1.การผลักดันโครงการถนนวงแหวนรอบเมืองฉะเชิงเทรา
2.แนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา (โครงการผันน้ำคืนถิ่น)
3.การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน “โครงการรถไฟเชื่อมฉะเชิงเทรา-แอร์พอร์ต เรล ลิงก์
4.โครงการขยายโซนนิ่งสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงจังหวัดฉะเชิงเทรา

ด้าน ดร.โอกาส เตพลกุล กล่าวว่าในการเข้าพบครั้งนี้ได้การตอบรับจากเลขาธิการคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นอย่างดี พร้อมร่วมมือกันหาแนวทางการขับเคลื่อนและการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราในด้านต่างๆต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ลงพื้นที่ชุมชนบ้านติ้ว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ตรวจเยี่ยมครอบครัวตำรวจและประชาชนที่ประสบอุทกภัย

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค.66) เวลาประมาณ 17.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.(มค) ที่รับผิดชอบงานบรรเทาสาธารณภัย และงานบริการประชาชน ตามที่ ผบ.ตร. มอบหมาย ได้ลงพื้นที่ชุมชนบ้านติ้ว และ สภ.บ้านติ้ว ต.บ้านติ้ว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่ประสบอุทกภัย มอบข้าวสาร อาหารแห้ง และถุงยังชีพ ให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจ และพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยกว่า 300 หลังคาเรือน พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ข้าราชการตำรวจ สภ.บ้านติ้ว จว.เพชรบูรณ์ ที่ตัวอาคารที่ทำการและอาคารบ้านพัก ประสบอุทกภัยเช่นเดียวกัน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร.(มค) เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจและประชาชนที่ประสบอุทกภัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งในหน้างานที่รับผิดชอบ ประกอบกับส่วนตัวก็มีความตั้งใจที่จะมาให้กำลังใจเพื่อนข้าราชการตำรวจ และพี่น้องประชาชนที่ประสบภัย จึงได้จัดเตรียมถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน พร้อมทั้งถือโอกาสกำชับข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ให้ช่วยกันตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัยบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ให้โจรผู้ร้ายออกอาละวาด ก่อเหตุลักทรัพย์ ซ้ำเติมพี่น้องประชาชนอีก และในวันพรุ่งนี้ คือวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.66 ก็จะไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อไป

‘พวงเพ็ชร’ จับมือ TikTok ปั้นนักเล่าข่าวโซเชียล ชู!! ‘ถูกต้อง-แม่นยำ-รวดเร็ว’ ด้วยสไตล์ที่ดึงดูด

(26 ต.ค.66) ที่โรงแรม เอส ซี ปาร์ค นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุยงานสื่อสารงานรัฐให้โดนใจ สไตล์ Content creator ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารออนไลน์ของบุคลากรภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพและก้าวทันยุคดิจิทัล โดยเน้นการสื่อสารในรูปแบบคลิปสั้น ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยม ซึ่งเป็นเทรนด์การสื่อสารยุคใหม่ที่พบว่ามีการเข้าถึงมากขึ้น และสร้างกระแสสังคมได้รวดเร็ว ว่องไว และสามารถกระจายสู่กลุ่มเป้าหมายได้ทั่วทุกมุมโลก 

โดยในวันนี้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อโซเชียลมาให้ความรู้และทักษะด้านการสื่อสารออนไลน์ในหัวข้อที่น่าสนใจ ประกอบด้วย หัวข้อ ‘ทำ Tiktok ให้เข้าถึงตรงใจได้อย่างไร’ โดย นางสาวนิดา คล้ายพันธุ์ จาก Tiktok Thailand และ นางสาวพิมญาดา เดชบุญญาภิชาติ หัวข้อ ‘เล่าข่าว ปัง ปัง กับ 3 ตัวตึง Tiktok’ โดย นายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ (คุณปอนด์ ออนนิวส์) นายจิรายุ จันทรวงศ์ (คุณเบ็นซ์) และ นายกฤษฎิ์กุล ชุมแก้ว (คุณแต๋ง After Yum) หัวข้อ ‘ตัดคลิปอย่างไรให้ได้ 1 ล้านวิว’ โดย ผศ.เวทิต ทิงจันทร์ หัวหน้าภาควิชาสื่อสารดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และทีมงาน หัวข้อ ‘เส้นทางสู่นักเล่าข่าวสไตล์บอลลี่’ โดย นายศรัญ แก้วประจันทร (คุณบอลลี่ขยี้ข่าว) และทีมงานโซเชียลมีเดียกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงกิจกรรมประชันคลิปที่ปัง คลิปที่โดน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในความเป็นสื่อของรัฐ นอกจากมีการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เชื่อถือได้แล้ว ความรวดเร็วและความน่าสนใจของสื่อที่นำเสนอออกไปก็มีส่วนสำคัญ เพราะนอกจากเป็นการป้องกันการเกิดข่าวปลอม ยังเป็นการสร้างกระแสความนิยมในสื่อภาครัฐ ผ่านการนำเสนอในช่องทางโซเชียลมีเดีย ที่กำลังได้รับความนิยม อย่างเช่น Tiktok, Reels, Thread จึงถือเป็นการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่พัฒนาตามกระแสความนิยม การประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ จึงนับว่าเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นสื่อภาครัฐปรับตัวต่อวิธีการสื่อสาร โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ รวมถึงแนวทางการพัฒนาประเทศในทุกมิติตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นกันเอง โดยวิทยากรชั้นนำและผู้มีประสบการณ์ในแวดวงสื่อออนไลน์

‘สมศักดิ์’ โต้ข่าวรีดเงิน ‘เปรมชัย’ แลกหลุดคุก ยัน!! ไม่เป็นความจริง มีแต่ผุดสารพัดโครงการสร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้ต้องขังได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

(26 ต.ค. 66) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มีผู้ส่งข้อมูลมาให้ตนว่า ในโซเชียลมีเดีย มีผู้โพสต์ข้อความกล่าวหาตนทำนองว่าเรียกรับเงินจากผู้ต้องขังคือ นายเปรมชัย กรรณสูต โดยผู้โพสต์ได้อยู่ต่างประเทศมีข้อความว่า “ส่วนตอนที่เข้าคุกไปแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มาเสนอว่าจะช่วยให้ออกไปได้ แต่ต้องจ่าย 50 ล้าน แต่ตอนนั้นแกไม่ยอม เลยติดจริง”

โดยตนขอยืนยันว่า ไม่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต้องขอขอบคุณ นางคณิตตา กรรณสูต ภรรยานายเปรมชัย ที่ได้ส่งจดหมายมาถึงตน เพื่อยืนยันว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหา ไม่มีมูลความจริง โดยในจดหมายระบุว่า “ตามที่มีการพาดพิง เมื่อตอนคุณเปรมชัย กรรณสูต เข้าคุก มีการเรียกรับเงินจากครอบครัวดิฉัน 50 ล้านบาทนั้น เป็นความเท็จ” ซึ่งตนต้องขอขอบคุณครอบครัวกรรณสูตร ที่ได้ออกมาปกป้อง และได้ยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียนั้น ไม่ใช่ความจริง

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานอยู่กระทรวงยุติธรรม ในส่วนของกรมราชทัณฑ์นั้น ไม่เคยมีการเรียกรับเงิน หรือให้ประโยชน์กับผู้ต้องขังคนใดคนหนึ่ง โดยทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ และในทางกลับกัน กลุ่มผู้ต้องขัง ตนก็ไม่เคยทอดทิ้ง ซึ่งมีความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องความเป็นอยู่ รวมถึงการสร้างอาชีพ ที่ได้ผลักดันไว้หลายเรื่อง เช่น เรือนจำท่องเที่ยว โครงการนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ การสร้างอาชีพ การลอกท่อระบายน้ำ การให้ความสำคัญกับการศึกษา ทั้งภาษาจีนภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ เพราะตนกังวลว่า ผู้ต้องขังจะไม่มีรายได้ รวมถึงเมื่อออกมาจากเรือนจำแล้ว จะไม่มีงานทำ จึงให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ไว้ ดังนั้น เรื่องรับผลประโยชน์ ตนไม่มีอย่างแน่นอน

“ผมขอสังคมที่หลงเข้าใจผิด ตามที่ผู้โพสต์บิดเบือน ได้เข้าใจว่า ตลอดการทำงานการเมือง 40 ปี ผมไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนเป็นหลัก จึงขอให้สังคมอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีที่มาที่ไป เป็นเพียงข้อความสั้นๆ กล่าวหาแบบไร้หลักฐาน และเหตุผล ทำให้ผมเสียหาย ทั้งที่พี่น้องประชาชนควรจะได้รับรู้เรื่องที่ดีที่ผมได้ขับเคลื่อนไว้ แต่กลับต้องมาเสียหายจากการบิดเบือนแบบไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

เตือนกลุ่มเสี่ยง!! หลังคนไทยเสียชีวิตที่ 'ลี่เจียง' ผลข้างเคียงจากการขึ้นไปในระดับพื้นที่สูง

(26 ต.ค. 66) กลายเป็นเรื่องต้องระวังอย่างจริงจัง หลังจากผู้ใช้โซเชียลท่านหนึ่งไม่ระบุนาม ได้เผยว่า ไม่นานมานี้ เพื่อนแพทย์รุ่นเดียวกับเขาได้เสียชีวิต จากการไปเที่ยวที่สูงใน 'ลี่เจียง' ประเทศจีน โดยเกิด Pulmonary edema ซึ่งเป็นกลุ่มอาการจาก High altitude sickness จึงฝากเตือนคนไทยในยามนี้สำหรับบุคคลที่อาจจะเจออาการเสี่ยงดังกล่าวได้ พร้อมทั้งแนบคำเตือนจากกระทรวง ตปท.ไทย ที่เคยเตือนไว้ตั้งแต่ปี 2562 และมีการแก้ไขอัปเดตเนื้อหาเมื่อปี 2565 โดยมีรายละเอียด ดังนี้...

ข่าวประชาสัมพันธ์สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง

เรื่อง แจ้งเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปยังประเทศจีนที่มีระดับพื้นที่สูง

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง ขอแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์มายังประชาชนชาวไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือพำนักในมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะเมืองลี่เจียงและเมืองแชงกรีล่าซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่มีระดับความสูงเหนือน้ำทะเลประมาณ 3,000 - 4,000 เมตร หรือเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่เป็นเขตพื้นที่ราบสูง เช่น ทิเบต, ซินเจียง, ชิงไห่ ซึ่งมีคนไทยหลายรายประสบปัญหาด้านสุขภาพเป็นโรคแพ้พื้นที่สูง หรือ High altitude sickness เมื่อเดินทางมายังพื้นที่เหล่านี้

โรคแพ้พื้นที่สูง คือ อาการของร่างกายที่ขาดออกซิเจนจากการอยู่บนที่สูง ซึ่งมีอากาศเบาบาง (ยิ่งสูง ออกซิเจนก็ยิ่งน้อยลง) เนื่องจากบนที่สูง ความหนาแน่นของโมเลกุลออกซิเจนจะน้อยกว่าอากาศในที่ต่ำใกล้ระดับน้ำทะเลอย่างประเทศไทย ฉะนั้นการสูดลมหายใจเต็มปอด 1 ครั้ง จะได้จำนวนปริมาตรของอากาศน้อยลงกว่าเดิม ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจนแบบไม่รู้ตัว และร่างกายทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับตัว เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น กระดูกไขสันหลังผลิตเม็ดเลือดมากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกาย เป็นต้น จนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา ตั้งแต่อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยคนทั่วไปมักจะเริ่มมีอาการเมื่ออยู่บนพื้นที่สูงตั้งแต่ 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีปริมาณออกซิเจนเพียง 75% ของอากาศระดับน้ำทะเลในปริมาตรที่เท่ากัน 

อย่างไรก็ดี บางคนอาจมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และเหนื่อยง่ายได้ แม้ว่าจะอยู่ในระดับความสูงเพียงประมาณ 1,800 เมตรอย่างในนครคุนหมิง

โรคแพ้พื้นที่สูงแบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการ ได้แก่...

1. Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นอาการเริ่มแรก เช่น มีอาการปวดหัวเล็กน้อย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เป็นต้น หากมีอาการเช่นนี้ ให้พักผ่อนมาก ๆ หลีกเลี่ยงการขึ้นไปยังที่สูงกว่านี้ ควรพักผ่อนจนกว่าจะอาการดีขึ้นถึงไปต่อ หากแย่ลง อาการจะหนักขึ้นไปเป็นกลุ่มอาการที่ 2 หรือ 3

2. High Altitude Cerebral Edema หรือภาวะสมองบวมจากการแพ้พื้นที่สูง อาการนี้เป็นอาการต่อเนื่องจาก AMS โดยมีอาการปวดหัวรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนมาก เดินเซ ชัก พูดไม่รู้เรื่อง โคม่า หรือเสียชีวิต หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบลงจากระดับความสูงนั้นให้เร็วที่สุด และไปพบแพทย์ในทันที

3. High Altitude Pulmonary Edema (HAPE) หรือน้ำท่วมปอดจากการแพ้พื้นที่สูง จะมีอาการเช่น เหนื่อยมากขึ้น โดยมักมีอาการเหนื่อยตอนกลางคืน และไอแห้ง ๆ ข้อแตกต่างระหว่างอาการกลุ่ม AMS และอาการกลุ่มนี้ คือ หากเป็น AMS เมื่อหยุดพักแล้ว จะมีอาการดีขึ้น แต่หากเป็นกลุ่มอาการ HAPE แม้ว่าจะพักสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังมีอาการเหนื่อยมากขึ้น และอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกเหนื่อย ซึ่งแสดงถึงอาการที่อันตรายมาก ต้องพบแพทย์และลงจากที่สูงในทันที

สำหรับอาการของโรคแพ้พื้นที่สูง ในช่วง 6-12 ชั่วโมงแรก ร่างกายอาจจะยังไม่รู้สึกผิดปกตินัก เนื่องจากอาจจะยังมีออกซิเจนสะสมในร่างกายอยู่ แต่เมื่อออกซิเจนในร่างกายน้อยลง จะเกิดอาการดังนี้...

- เหนื่อยง่าย หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพราะเกิดจากการปรับตัวโดยธรรมชาติของร่างกาย
- ปวดศีรษะด้านใต้ท้ายทอย เพราะเป็นสมองที่สั่งงานเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
- อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ปากเขียวคล้ำ ฯลฯ แล้วแต่บุคคล แต่หากมีอาการขั้นรุนแรง อาจช็อก หรือเสียชีวิตได้

>> แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นโรคแพ้พื้นที่สูงหรือไม่? และจะต้องเตรียมตัวอย่างไร?

สำหรับอาการแพ้พื้นที่สูงนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย แม้ว่าผู้สูงอายุอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากความสามารถในการปรับตัวของร่างกายอาจไม่ดีเท่ากับคนวัยหนุ่มสาว และอาจมีโรคประจำตัว อาทิ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยช่วยเร่ง แต่ที่ผ่านมา ก็พบว่า เด็ก วัยรุ่น และคนวัยทำงาน ก็มีอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน

ดังนั้น จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมในการเดินทางไปยังมณฑลยูนนานหรือเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยควรอยู่พักในพื้นที่ที่ไม่สูงมากนักก่อนเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ก่อนที่จะขึ้นไปยังที่สูงขึ้นไป หากทราบว่าตนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ควรพกขวดออกซิเจนไว้ (ซึ่งมีจำหน่ายตามสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเขาหิมะมังกรหยกในเมืองลี่เจียง) หรือเตรียมยาประจำตัว (หากมี) ให้เพียงพอระหว่างการเดินทาง

ที่สำคัญ สถานกงสุลใหญ่ฯ ขอแนะนำให้ทุกท่านซื้อประกันสุขภาพไว้ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจากการเป็นโรคแพ้พื้นที่สูงเช่นนี้ 

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง
มีนาคม 2562

กระทรวงพลังงาน-สหพันธ์การขนส่งทางบก แห่งประเทศไทย บุกกระทรวงพลังงานยื่นหนังสือรองนายกฯ ตรึงราคาก๊าซ NGV

วันที่ 26 ต.ค. เวลา 15.00 น. นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมคณะเข้ายื่นหนังสือต่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ตรึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ (NGV) ตามที่ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้ NGV ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งเบนชินและดีเซลให้ได้ร้อยละ 10 ภายใน ปี พ.ศ. 2551 และทดแทนให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2552 ในวาระยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาด้านพลังงานของประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 นั้น

ต่อมามีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซNGV ตามกรอบแนวทางการปรับโครงสร้างราคาตาม มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา ทำให้ราคา ขายปลีก ก๊าซ NGV ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีราคา 8.50 บาท/กิโลกรัม และจากสถานการณ์ราคาก๊าซ NGV ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการขนส่งที่สมัครใจใช้รถบรรทุกเครื่องยนต์ NGV ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ที่สูงมากและมีผลกระทบถึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่ประชาชนได้รับโดยตรง และเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล ก๊าซ NGVถือเป็นพลังงานสะอาดที่ก่อให้เกิดมลภาวะในระดับต่ำเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานอื่นๆ

โดยเฉพะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในภาคขนส่ง การส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซ NGV เพื่อทดแทน การใช้น้ำมันดีเซลในภาคขนส่ง จึงเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และการพิจารณากำหนดราคาก๊าซ NGV จะก่อให้เกิดแรงจูงใจต่อผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล เป็นเชื้อเพลิงปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซ NGV แทน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถบรรทุกและรถโดยสาร

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีประกาศราคาขายปลีกก๊าซ NGV มีผล 16 กันยายนที่ผ่านมา 19.59 บาท/กิโลกรัม และได้กำหนดราคาขายปลีกก๊าซ NGV มีผล 16 ธันวาคม 2566 บาพ/กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซล ทางสหพันธ์การขนส่งทางบก แห่งประเทศไทย จึงขอให้กระทรวงพลังงานตรึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ (NGV) ที่ราคา 18.59 บาท/กิโลกรัม ต่อไป เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ลดการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือเกิดมลภาวะที่เป็นมลพิษทางอากาศน้อยที่สุดในบรรดาเชื้อเพลิงทั้งหมด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top