Saturday, 27 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-เปิดอย่างยิ่งใหญ่ การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46"ฉัททันต์เกมส์"

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 เวลา 17.00 น. นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคีครั้งที่ 46 "ฉัททันต์เกมส์" พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดยมีรองศาสตรจารย์ ดร.สมเกียรติ อินทสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานดำเนินงานฯ กล่าวรายงาน มี นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่  ผู้บังคับการศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่  ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 5 คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์  ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตทั้ง 22 สถาบัน ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิด ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี   ซึ่งเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน สร้างความเข้มแข็ง และปลูกฝังการมีน้ำใจนักกีฬาให้กับเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในทุก ๆ ด้าน  ในโอกาสนี้ จังหวัดเชียงใหม่ และชาวเชียงใหม่ ขอส่งความปรารถนาดีอย่างจริงใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งให้การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46 ฉัททันต์เกมส์ครั้งนี้ หวังว่าจะมีโอกาสต้อนรับทุกท่านสู่จังหวัดเชียงใหม่ในโอกาสต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ที่ได้มีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนสาธิต มีศักยภาพในด้านกีฬา มีความรู้รักสามัคคี และได้รู้จักกับเพื่อนต่างสถาบัน ผ่านการแข่งขันกีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญระหว่างผู้บริหารและคณาจารย์/ ของโรงเรียนสาธิตจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

รองศาสตรจารย์ ดร.สมเกียรติ อินทสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานดำเนินงานโครงการกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46 "ฉัททันต์เกมส์" กล่าวว่า ตามที่โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวง อว. จำนวน 22 สถาบัน จัดการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ระหว่างโรงเรียนขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนและผู้ปกครองได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการกีฬา เสริมสร้างและอบรมให้นักเรียนมีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีบุคลิกภาพและมีความประพฤติที่ดี มีความสามัคคีในหมู่นักเรียน อาจารย์ บุคลากร และผู้เกี่ยวข้อง และอีกประการสำคัญเพื่อเป็นการพัฒนาการกีฬาของนักเรียนสาธิตสู่ระดับมาตรฐานสากล

ในปีนี้ กีฬาสาธิตสามัคคีได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ 46 ซึ่งโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2566 ภายใต้คำขวัญ "กีฬาสาธิต ผูกมิตรสัมพันธ์ สามัคคีกัน ร่วมฉัททันต์เกมส์" โดยได้นำนามของช้างตระกูลพรหมพงษ์ คือ "ฉัททันต์" มีความคล่องแคล่วว่องไว มีคุณลักษณะเหมาะสมกับความเป็นนักกีฬา มาเป็นชื่อในการแข่งขันและที่สำคัญสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ ตรา "ช้างชูคบเพลิง" ชื่อช้างอันเป็นมงคลนี้ จึงได้รับเลือกมาเป็นชื่อการแข่งขันกีฬาสาธิตสามัคคี ครั้งที่ 46 "ฉัททันต์เกมส์"

โดยครั้งนี้มีการแข่งขันทั้งสิ้น 18 ชนิดกีฬาและมีนักกีฬาผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 22 สถาบันทั่วประเทศ รวมกว่า 10,000 คน การจัดการแข่งขันครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะศึกษาศาสตร์ หน่วยงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนหน่วยงานสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งผู้สนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ จำนวนมาก

พัฒนชัย/เชียงใหม่

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย เพจขายลอตเตอรี่ (Lottery) ออนไลน์ปลอมระบาดหนัก

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีผู้เสียหายถูกรางวัลจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ (Lottery) แต่ไม่ได้รับเงินรางวัล เนื่องจากภายหลังพบว่าตนถูกหลอกลวงให้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านเพจเฟซบุ๊กปลอมของมิจฉาชีพ ซึ่งได้ถูกปลอมเป็นผู้ให้บริการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ออนไลน์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง นั้น

การหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการหลอกลวงในรูปแบบเดิมๆ ที่ผ่านมามิจฉาชีพมักจะปลอมเพจเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อเหมือน หรือใกล้เคียงกับเพจจริง แอบอ้างใช้สัญลักษณ์บริษัท หรือหน่วยงานนั้นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นเพจปลอมหลอกลวงขายสินค้า หรือบริการออนไลน์ เพจหน่วยงานราชการปลอม เพจบริษัทห้างร้านปลอม เพจสถาบันการเงินปลอม เพจที่พักปลอม เป็นต้น

นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 – 25 9.ค.66 มีประชาชนถูกหลอกลวงซื้อขายสินค้า และบริการออนไลน์ สูงเป็นลำดับที่หนึ่งกว่า 140,836 เรื่อง หรือคิดเป็น 40.27% ของจำนวนเรื่องการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด และมีความเสียหายรวมกว่า 2,041 ล้านบาท  

บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงขายสินค้า หรือบริการออนไลน์

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการใช้งาน หรือเข้าถึงบริการต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างการติดต่อกับหน่วยงาน หรือร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ควรตรวจสอบช่องทางเหล่านั้นให้ดีเสียก่อนว่าเป็นของหน่วยงาน หรือร้านค้านั้นจริงหรือไม่ ขอให้ประชาชนมีสติ ไม่หลงเชื่อง่ายๆ แม้ว่ามิจฉาชีพจะเปิดเพจใหม่ที่เหมือนเพจจริงมาหลอกลวงอย่างไร ถ้ามีประชาชนมีสติ ไม่หลงเชื่อ ตรวจสอบอย่างรอบคอบเสียก่อน ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา บช.สอท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center) หรือศูนย์ AOC 1441 ซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อ 1 พ.ย.66 ที่ผ่านมา เพื่อให้มีการบูรณาการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ มีศูนย์ One Stop Service สามารถดำเนินการอายัดบัญชีของมิจฉาชีพให้แก่ประชาชนได้ทันที รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับคดีออนไลน์ ผ่านสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ พร้อมแนวทางการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้

1.ระมัดระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ไม่มีหน้าร้าน ควรติดต่อซื้อจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
2.หากจะซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก ต้องระมัดระวังเพจปลอม หรือเพจลอกเลียนแบบของมิจฉาชีพ โดยเพจจริงควรจะมีผู้ติดตามสูง บัญชีถูกสร้างขึ้นมานานแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนชื่อที่น่าสงสัย และมีรายละเอียดการติดต่อที่ชัดเจน สามารถโทรศัพท์ไปสอบถามได้
3.ตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ ว่ามีการเปลี่ยนชื่อมาก่อนหรือไม่ ผู้จัดการเพจอยู่ในประเทศหรือไม่ หากไม่ได้อยู่ในประเทศอาจจะเป็นมิจฉาชีพ
4.ก่อนโอนชำระเงินค่าสินค้า ให้ตรวจสอบชื่อบัญชี และหมายเลขบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน ว่ามีประวัติไม่ดีหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ Google, Blacklistseller เป็นต้น ในกรณีนี้ควรโอนเงินชำระค่าสลากผ่านบัญชีบริษัทเท่านั้น หากเป็นชื่อบุคคลธรรมดาให้สันนิษฐานว่าเป็นบัญชีม้าของมิจฉาชีพ
5.หากมีการให้โอนเงินไปเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียม ค่าภาษี หรือค่าใดๆ ก็ตามให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพเช่นกัน
6.ช่วยกันกดรายงานบัญชี หรือเพจในเฟซบุ๊กปลอม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และตกเป็นเหยื่อ
7.หมั่นติดตามข่าวสารของทางราชการอยู่เสมอ

‘พี่หมอกลาง’ ไขข้อสงสัย!! “ทำไมคนเราถึงอ้วนได้?” เพราะร่างกายสร้าง ‘ไขมัน’ ได้แบบไร้ขีดจำกัดไงล่ะ!!

(5 พ.ย.66) ผู้ใช้งานติ๊กต็อกชื่อ @d_klang ที่รู้จักในนาม ‘พี่กลาง หอสมุดแห่งชาติ’ หรือหลาย ๆ คนเรียกติดปากว่า ‘พี่หมอกลาง’ ได้โพสต์คลิปแชร์ความรู้จากการทำคลิปตอบคำถามทางการแพทย์ให้แก่คนที่สนใจและคอมเมนต์ถามเข้ามา ซึ่งคลิปนี้ ‘พี่หมอกลาง’ ได้ตอบคำถาม “ทำไมเราถึงอ้วน?” ว่า…

“ทุกคนคงคิดว่าพี่หมอจะตอบกลับว่าก็เพราะปากเราไง…แต่ไม่ใช่…เวลาที่เราตั้งคำถามว่าทำไมร่างกายของเรามันถึงเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ซึ่งต้องขอย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคหิน เพราะว่ายีนของพวกเราตอนนี้ หากเทียบกับยุคหิน มันเปลี่ยนไปนิดเดียว มนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติมาตลอด มันก็เลยวิวัฒน์ไปน้อยมาก เอาเป็นว่าร่างกายของพวกเราเป็นร่างกายของมนุษย์ยุคหิน…

ซึ่งยุคหินนั้นจะอยู่กันเป็น ‘แคมป์’ และอาหารในยุคนั้นก็ไม่อร่อย และก็หายากกว่ายุคนี้ ซึ่งสิ่งที่หาง่ายหน่อยก็คือผลหมากรากไม้ที่อยู่รอบ ๆ แคมป์ ซึ่งมันไม่ได้หวานฉ่ำ เพราะยุคนั้นไม่มีปุ๋ย ดังนั้นมันก็ขึ้นในป่าแบบตามมีตามเกิด รสชาติจะเปรี้ยว ๆ ฝาด ๆ อีกทั้งพลังงานยังต่ำ ดังนั้น อาหารที่ให้แคลอรี่เยอะกว่าคืออะไรรู้ไหม… คือ ‘เนื้อสัตว์’ เพราะมีทั้งโปรตีนและไขมัน แต่มันไม่ได้มีมาให้กินบ่อย ๆ เพราะผู้ชายในแคมป์ต้องออกไปล่าหามา 2 สัปดาห์ถึงจะมีมาให้กินซักที และความที่นาน ๆ จะได้อาหารพลังงานสูงเข้าสู่ร่างกายนี่แหละ ร่างกายมันก็เลยพยายามเก็บพลังงานสุดฤทธิ์ ทีนี้มันมีโมเลกุลในธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเวลาเก็บจะเก็บง่ายมาก เพียงแค่เอาพลังงานมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอนแล้วก็ต่อ ๆ กัน แต่เวลาจะสลายออกมาใช้จะยากมาก ดังนั้นร่างกายจึงคิดว่าดีเลย…งั้นเก็บเป็นอันนี้แหละไม่รั่วไหลดี ซึ่งก็คือ ‘ไขมัน’ ร่างกายรักไขมันมากดั่งทองคำ…

แต่ทุกคนรู้ไหมทุกปฏิกิริยาในร่างกายเรามันจะมีสิ่งที่เรียก ‘Negatice Feedback’ คือถ้าสร้างออกมาเยอะเกินไป มันจะหยุดสร้าง แต่ไขมันเป็นสารชนิดเดียวที่ไม่มี Negatice Feedback จึงแปลว่าร่างกายสามารถสร้างไขมันได้แบบ ‘อันลิมิต’ เลย… ซึ่งตรงข้ามกับกล้ามเนื้อเพราะเวลาสร้างจะยากมาก เพราะโครงสร้างของกล้ามเนื้อมันซับซ้อน นอกจากนี้ เวลาที่เราพยายามจะสร้างกล้ามเนื้อ มันจะต้องเอาพลังงานยัดลงไปอีกถึงจะสร้างได้ แล้วพอมีกล้ามเนื้อเกิดขึ้น กล้ามเนื้อก็จะสูบพลังงานไปใช้เรื่อย ๆ ซึ่งร่างกายของเราจะเกลียดกล้ามเนื้อมาก เพราะมันผลาญพลังงาน  เพราะฉะนั้นร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อแค่จำเป็น แล้วก็ใส่ลิมิตในการสร้างไว้…

ดังนั้น ถ้าเรากินอะไรเข้าไปร่างกายจะเลือกเก็บเป็นไขมันก่อน แต่ถ้าต้องใช้จะใช้ไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ทีนี้เวลาผ่านไปหลายล้านปี สังคมมนุษย์เปลี่ยนไปเยอะมาก อาหารการกินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ อยากกินอะไรก็ต้องได้กิน เนื้อสัตว์ที่นาน ๆ จะได้กินสักที ปัจจุบันนี้ได้กินกันเกือบทุกมื้อ หรือผักผลไม้ฝาด ๆ เปรี้ยว ๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว รสชาติจะหวานฉ่ำหมด ซึ่งทุกอย่างแคลอรี่สูงขึ้นหมดเลย อีกทั้ง มนุษย์เรายังขยับตัวน้อยลงมาก เพราะไม่ต้องออกไปล่าสัตว์แล้ว โดยพลังงานที่ได้จากการกินเข้าไป มันก็มีแนวโน้มที่มันจะเหลือ แล้วพอพลังงานเหลือร่างกายก็จะทำแบบยุคหินคือเก็บเป็นไขมันแบบที่เคยทำ ซึ่งก็คือแบบอันลิมิต

ด้วยปัจจัยเหล่านี้บางคนถึงอ้วนเป็นร้อยโลได้ ดังนั้น ไขมันที่สะสมเยอะ ๆ มันมีพิษภัยมากมาย…”

‘หมอกฤตไท’ เจ้าของเพจ ‘สู้ดิวะ’ โพสต์ซึ้ง ทุกอย่างจบเร็วกว่าที่คิด  ยังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่ทันได้ทำ หลังเตรียมจากไปช่วงกลางเดือนหน้า

(5 พ.ย.66) นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล อายุ 28 ปี เจ้าของเพจ สู้ดิวะ ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ทั้งที่อายุยังไม่มาก ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพตัวเองดีเยี่ยมเสมอมา ซึ่งโลกออนไลน์ต่างติดตามคุณหมอ ให้กำลังใจ ข้อคิดชีวิตเป็นเพื่อนใจกันมาตลอด

ล่าสุด คุณหมอกฤตไท ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

“ผมคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วครับ ใครมีอะไรอะไอยากพูดอยากบอกผม เชิญได้เลยครับ ผมน่าจะไปช่วงกลางเดือนหน้า จากนั้นไว้เจอกันใหม่ชาติหน้านะครับ ณ ตอนนี้ผมพิมพ์ได้เท่านี้ก็เอาละครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างตลอดช่วง 30 ที่ผ่านมาครับ ขอโทษถ้าผมทำให้ใครไม่พอใจ”

“ผมคงไม่ได้ไปดู NBA ผมคงไม่ทันได้เข้าไปอยู่ในบ้าน อรสิริน Belive คงไม่ทันได้เจอพี่เพียวอีก จากนี้ฝากบ้าน ฝากพีม ฝากครอบครัวด้วยนะครับ ขอบคุณจากใจให้กับทุกคนที่ช่วยดูแลด้วยครับ”

ก่อนจะเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นภาพงานแต่งงานของคุณหมอ และแชร์โพสต์จุดเริ่มต้นการแชร์เรื่องราว หลังทราบว่าป่วยเป็นโรคร้าย พร้อมระบุว่า “จบเร็วกว่าที่คิดเนาะ”

‘หมอทวีศิลป์’ เข้ารับประทานผ้าไตรจาก ‘สมเด็จพระสังฆราชฯ’ เพื่อเตรียมออกบวชที่พุทธคยา ประเทศอินเดียเป็นเวลา 10 วัน

เมื่อวานนี้ (4 พ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘More ทวีศิลป์’ ขอขมาลาบวช 10 วัน เพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์นั้น

ล่าสุด นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่า “ขออนุญาตใช้พื้นที่ทางเฟซบุ๊กนี้อีกครั้ง เพื่อกราบลาอุปสมบทที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 -15 พฤศจิกายนนี้ ที่พุทธคยาครับ

ข้าพเจ้านายทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ขอลาอุปสมบทและขอขมา หากมีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่าน ด้วยทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ทั้งตั้งใจก็ดี มิได้ตั้งใจก็ดี ทั้งต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ไม่ด้วยเจตนาก็ดี ขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วย เพื่อให้การอุปสมบทเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้รู้แจ้งมรรคผลนิพพาน และอนุโมทนาบุญในการอุปสมบทของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ”

ก่อนที่จะโพสต์ภาพการเข้าพิธีขลิบผม และโกนผมเพื่อเดินทางไปอุปสมบท พร้อมเล่าว่า “วันนี้ได้เข้าพิธีขลิบผมและโกนผม เพื่อพร้อมเดินทางไปอุปสมบทที่พุทธคยาครับ ครั้งแรกในชีวิตที่ได้บวช….ภูมิใจที่ได้เกิดมาภายใต้พระพุทธศาสนา เกิดมาในแผ่นดินไทยที่มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาหลักของชาติ และที่สำคัญที่สุดวันนี้มีโอกาสได้กราบพระบาทสมเด็จพระสังฆราชฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อรับประทานผ้าไตร เพื่อใช้ในการบวชครั้งนี้ เป็นพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ขอทำหน้าที่ธำรงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอดไปครับ”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงมีกระแสพระราชดำรัส หลัง กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูล “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว”

‘สมเด็จพระเทพฯ’ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า “สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว” พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง”...

จากพระวิสัยทัศน์ใน สมเด็จพระพันปีหลวง สู่ความสำเร็จของโขนพระราชทาน มรดกโลกโดยยูเนสโก

การแสดงโขนของไทย ที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการรวมกันระหว่างศิลปะการร่ายรำ วรรณกรรม ดนตรี และศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายเข้าไว้ในศาสตร์เดียวกัน ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับการแสดงอุปรากร โอเปราของฝั่งตะวันตก

ถึงแม้ว่าในอดีตการแสดงโขนจะมีไว้เฉพาะสำหรับราชสำนัก และขุนนาง แต่การได้รับการอุปถัมภ์โดยชนชั้นสูงในสมัยนั้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุด เนื่องจากการพัฒนาศิลปะนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และเงินทอง เพื่อการพัฒนาศิลปะเฉพาะทาง

โขนได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระราชนิยมที่ทรงโปรดศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ในรัชกาลที่ 7 เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การแสดง และศิลปวัฒนธรรมทุกชนิดตกต่ำ หยุดการพัฒนา และแม้ในรัชกาลที่ 8 จะมีความพยายามที่จะฟื้นฟูให้คืนกลับมา แต่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรผู้ฝึกสอน ประกอบกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เข้ามาซ้ำเติมให้วงการศิลปะของไทยดำดิ่งลงเหวไป

จนเมื่อมาถึงรัชกาลที่ 9 สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคง ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมีพระราชดำริว่าศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ได้รับการสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพชน กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป 

จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาดั้งเดิมของไทย ให้คืนกลับมาดังเดิม ซึ่งการฟื้นฟูดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่พสกนิกรชาวบ้าน ให้มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน และหนึ่งในศาสตร์นั้นก็คือการแสดงโขน นั่นเอง

พระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้น ณ บริเวณสวนจิตรลดา และเปิดสอนสมาชิกในต่างจังหวัดในบริเวณพระราชนิเวศน์ทุกภาค ในเวลาที่พระองค์สมเด็จทรงเยี่ยมราษฎร ทรงรับเด็กยากจนที่มีการศึกษาน้อย รวมทั้งผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการช่างใดๆ เข้าเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงาน ทรงติดตามผลงานทุกชิ้น พระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกทุกคนและโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนทั่วไปด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้ก่อทรงตั้งมูลนิธิขึ้น พระราชทานว่า ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์’ พระราชทานทุนเริ่มแรก และทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง

ในเวลาต่อมาทรงสังเกตเห็นว่าสุนทรียะของการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทยนั้น ลดน้อยด้อยลงไปจากเดิม ประกอบกับกรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงกราบทูลพระพันปีหลวงว่า สมัยนี้ไม่มีคนชมโขนแล้ว พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งตอบว่า

“เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” 

ทุกวันนี้ ประชาชนชาวไทยไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดการแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน โดยทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น มูลนิธิจึงสนองพระราชประสงค์ด้วยการฟื้นฟูพัฒนาโขน บูรณาการศิลปะไทยทุกแขนงเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับเทคนิคการแสดงแสง สี เสียงสมัยใหม่ ก่อให้เกิดเป็นการแสดงโขนร่วมสมัย จนนำไปจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในปี 2550 ชุดพรหมมาส 

การแสดงโขนพระราชทานในครั้งนั้น ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีการเรียกร้องให้มีการแสดงโขนขึ้นอีก พระพันปีหลวงจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้มีการพัฒนาขึ้นอีก ก่อนจะจัดแสดงอีกครั้งในปี 2551 ซึ่งมีคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ จำนวนมากมีความสนใจชมโขนและยังพากันจูงผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวไปชมโขนกันอย่างเนืองแน่น จึงทรงโปรดฯ ให้มีการจัดแสดงโขนในทุก ๆ ปี และคนไทยก็เรียกว่า “โขนพระราชทาน” นับแต่นั้นมา

จากพระวิสัยทัศน์ ทำให้โขนไทยได้รับการพัฒนาสู่รูปแบบอื่น ๆ อาทิละคร และภาพยนตร์ จนต่อมาเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 61 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน ‘โขน’ ประเทศไทย ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Khon, masked dance drama in Thailand’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท ‘รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ’

สำหรับล่าสุดนี้ ปี 2566 มูลนิธิ ฯ จัดแสดงโขนพระราชทานชุดล่าสุดตอน ‘กุมภกรรณทดน้ำ’ เป็นตอนที่กุมภกรรณคิดกลวิธีทำศึก นิมิตกายลงไปใต้น้ำ ทำพิธีทดน้ำ นอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อขัดขวางกองทัพพระราม ทำให้แม่น้ำเหือดแห้ง

การแสดงในครั้งนี้ ใช้นักแสดงรุ่นใหม่ ที่มีใจรักสืบสานศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการรักษาตกทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และมีการต่อยอดด้วยการประยุกต์เทคนิค แสง สี เสียงสมัยใหม่ เพื่อให้การแสดงโขนมีความตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

การแสดงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคมนี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา บัตรราคา 2,000 บาท 1,800 บาท 1,000 บาท 800 บาท และ 600 บาท

‘วราวุธ’ ย้ำ!! พฤศจิกายนเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรง ชวนคนไทย สร้างความอบอุ่นต่อ ‘เด็ก-สตรี-บุคคลในครอบครัว’

(4 พ.ย.66) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า เนื่องในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น ‘เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว’ และวันนี้สังคมไทยของเรามีความเปราะบางมากเหลือเกิน ความเข้มแข็งความอบอุ่นในครอบครัว เป็นเกราะป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับเด็กและเยาวชนของเรา ความอบอุ่นของครอบครัวนั้นจะมาจากการเริ่มยุติความรุนแรงเสียก่อน แต่ไม่ใช่ยุติความรุนแรงแค่เดือนพฤศจิกายนนี้เท่านั้น แต่เราต้องยุติความรุนแรงในทุกวันทุกปีและตลอดไป เพื่อให้เด็กและเยาวชนของเรานั้นเติบโตมาในครอบครัวที่มีความอบอุ่น ปกป้องสิทธิของสตรีและดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัว เราต้องมาช่วยกันรณรงค์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็น ‘เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว’

รมว.พม. กล่าวว่า สำหรับสัญลักษณ์ริบบิ้นสีขาว ‘White Ribbon’ เป็นสัญลักษณ์สากลที่ใช้ในการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว เพื่อแสดงจุดยืนของการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวทุกรูปแบบ

หากพบเห็นการกระทำความรุนแรงในสังคม สามารถแจ้งเหตุมาที่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300 บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือ แจ้งเหตุผ่าน Line OA ‘ESS Help Me’ เพียงกดเพิ่มเพื่อน @esshelpme ซึ่งกระทรวง พม. โดย ทีม ‘พม. หนึ่งเดียว’ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

‘วปอ.66’ จัดกิจกรรมเพื่อสังคม ‘มอบทุน-สิ่งของเครื่องใช้’ ร่วม 5 แสนบาท พิกัด!! รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์

(4 พ.ย. 66) ‘วปอ.66’ ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม ส่งมอบสิ่งของและปัจจัย เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มูลค่าโดยประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งงานนี้มีผู้ใหญ่ใจดีมาเป็นผู้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมมากมาย อาทิ...

1.) ศาสตราจารย์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (คุณเอ้ หมู่ไก่ฟ้า) ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารในพระสังฆราชูปถัมภ์ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน 2 หัว ระบบดิจิทัล จำนวน 2 เครื่อง

2.) คุณวิกร ภูวพัชร์ (คุณหรั่ง หมู่นกเค้าแมว) ประธาน บริษัท ฟังก์ชันอินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด มหาชน มอบเครื่องกรองน้ำจำนวน 4 ชุด

3.) คุณวราภรณ์ วีระภุชงค์ (คุณเปิ้ล หมู่นกยูง) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด มอบเวชภัณฑ์จำนวน 9 กล่อง

4.) คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี (คุณหนุ่ม หมู่ช้าง) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มอบเงิน 1 แสนบาท

สำหรับ ‘วปอ.66’ ถือเป็นหลักสูตรที่รวบรวมบุคคลที่ทรงคุณค่าเพื่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยการนำศักยภาพของกลุ่มนักศึกษา วปอ.66 มาช่วยเป็นกลไกสำคัญในการให้ความร่วมมือแบบองค์รวม ที่ทุกภาคส่วนจะต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาระดับนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจ, สังคม รวมถึงความเหลื่อมล้ำ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทุกมิติ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม CSR ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมหลัก เพื่อที่จะต่อยอดในกิจกรรม CSV ต่อไปอีกด้วย

 

 

 

 

 

เปิดมุมมอง ‘คนไทย’ ได้สัญชาติออสเตรเลีย รับ!! ‘ผูกพัน-บ้านอีกหลัง’ แต่เมื่อเกิดที่ไทย โตมาที่ไทย ก็ยังรู้สึกว่าเป็นคนไทยแท้ 100%

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 66 เพจ ‘Sydney Moments’ ได้แชร์มุมมองความภูมิใจในการเป็นคนไทย แม้จะได้สัญชาติออสเตรเลียแล้วก็ตามไว้อย่างน่าสนใจ ว่า...

คำถามสุดคลาสสิก :

รู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘ออสซี่’ หลังจากได้สัญชาติออสเตรเลียไหม? 🇦🇺

ถ้าถามผม ผมเฉยๆ นะ แม้ว่าผมจะได้มา 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังเป็นคนไทย ที่ได้ใบสัญชาติ และพาสปอร์ตออสเตรเลียมา… แค่นั้นเองครับ

เพียงแต่ผมรู้สึกผูกพัน และรักในประเทศนี้มากขึ้น เพราะผมเรียกที่นี่ว่า ‘บ้าน’ อีกหลังของผม นางให้ที่พักอาศัย ให้งานทำ ให้มีข้าวกินหล่อเลี้ยงชีวิต ให้ลูกๆ ของผมได้มีการศึกษา (thank you)

และการเป็นออสเตรเลียน มันก็เพิ่ม option ความสะดวกในการใช้ชีวิต และการเดินทางมากขึ้น

เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าพาสปอร์ตของออสเตรเลียนั้นทรงอิทธิพลมากระดับ Top 10 ของโลก 🌍

แต่… เวลาผมไปไหน ผมจะ Represent ตัวเองเป็น ‘คนไทย’ เสมอ 🇹🇭

แม้กระทั่งเวลาผมเจอชาวออสซี่ในต่างประเทศ (บ่อยมาก) เวลาเราทักกันผมก็บอกผมก็เป็นคนไทยที่อยู่ซิดนีย์ บางทีเพื่อนชาวออสซี่ก็บอกผมว่า คุณต้องเรียกตัวเองว่า ‘ออสซี่’ สิ เพราะว่าคุณเป็นออสเตรเลียนเหมือนกัน

“Well, it depends”

ผมบอกว่าผมก็ Celebrate ทั้ง 2 อย่าง 😊

เพราะการเป็นออสเตรเลียน (ตามกฎหมาย) มันมาได้หลายวิธี การเกิด, ทักษะ, ลี้ภัย หรือแม้แต่การสมรส

แต่ทางด้านจิตใจ มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะรู้สึกถึงความเป็น ‘ออสซี่’ แตกต่างกันไป ซึ่งผมมองว่า จริงๆ มันแล้วแต่คนนะ บางคนอาจจะแบบ patriotic มากๆ หลังจากได้สัญชาติ

เขาก็ไม่ผิด… มันสิทธิ์ของเขา

ผมก็มีเพื่อนที่เป็นคนต่างชาติ แล้วพอได้สัญชาติออสเตรเลีย เขาก็ represent ตัวเองเป็นออสซี่เลย เขาภูมิใจในความเป็นออสซี่มาก แล้วความเป็นออสซี่จริงๆ ที่ผมสัมผัสได้ตลอดเกือบสิบกว่าปีที่นี่ คือ กีฬา, ธรรมชาติ, อาหาร, ความชิลของการใช้ชีวิต และความมีมิตรไมตรีต่อคนแปลกหน้า นี่แหละ ‘ออสซี่’ สำหรับผม

ผมไม่ Relate ความเป็น ‘ออสซี่’ ของตัวเองผ่านรูปลักษณ์ภายนอก บางคนอาจจะบอกว่า ‘ออสซี่’ มีไว้เรียกแค่ ‘ฝรั่งผิวขาว’ เท่านั้น!!

ผมจะบอกว่า “คุณผิด” ครับ

แล้วคนอะบอริจิน หรือคนผิวอื่นๆ ที่เกิดที่นี่ล่ะครับ?

ก็ออสซี่หมดแหละครับ!

ประเทศนี้เป็นประเทศพหุวัฒนธรรม (Multicultural) ที่แต่ละคนมีรากเหง้าที่มาต่างกัน แต่เรามา Celebrate วัฒนธรรมของเราร่วมกันที่ดินแดนแห่งนี้

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน ถ้าคุณได้เป็นคนออสเตรเลียแล้ว คุณก็เป็นออสเตรเลียน ไม่มาก และไม่น้อยไปกว่าคนอื่น ในทางนิตินัย แต่ทางพฤตินัยนั้น ก็แล้วแต่ใจคุณครับ

สำหรับผม ผมเกิดไทย โตมาที่ไทย ก็รู้สึกว่าเป็นคนไทย 100% ครับ 

ขอจบโพสต์นี้ ด้วยท่อนเพลงสุดคลาสสิกของวง The Seekers ครับ

"I am. You are. We are Australian" 🎵

อ้น
Just another Australian

‘วันชัย’ อ้าง!! มุมลูกค้าตัวจริง บ.เดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ไม่มีรายไหนจะมาใช้ Landbridge เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก

(4 พ.ย. 66) นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ สื่อมวลชนอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการด้านข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ ‘Landbridge กับความเห็นของลูกค้าตัวจริง บริษัทเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ’ ระบุว่า...

ผู้มีอำนาจฝันไปเรื่อย ไม่มีบริษัทเดินเรือขนส่งระดับโลกไหนจะมาใช้ Landbridge นี้หรอก เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก ผู้บริหารสายการเดินเรือระหว่างประเทศหลายคน ที่เป็นลูกค้าโดยตรงของโครงการนี้เล่าให้ผู้เขียนฟังตรงกัน

ผลของการศึกษาของจุฬาฯ ก็ออกมาแล้วว่า ลงทุนไปหนึ่งล้านล้านบาท ไม่คุ้มค่าแน่นอน แต่รัฐบาลไม่ฟัง

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง) ด้วยมูลค่าการลงทุนโครงการนี้มากถึง 1 ล้านล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ความกังวลถึงความไม่คุ้มค่าของโครงการนี้

ผู้บริหารสายการเดินเรือให้ข้อมูลผู้เขียนต่อว่า…

“ลองคิดดูสิ หากเรือสินค้ามาจอดที่ท่าเรือชุมพร ต้องยกตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร แล้วยกขึ้นรถไฟไประนอง ยกลงจากรถไฟ ยกไปขึ้นเรือที่ระนองอีก ยกตู้ 4 ครั้ง โดนไป 4,000-5,000 บาทต่อตู้ ไหนจะค่าภาระท่าเรือ 2 แห่ง ค่าขนส่งทางรถไฟอีกประมาณ 100 กม. รวมแล้วค่าใช้จ่ายเยอะมาก ประมาณ 10,000-12,000 บาทต่อตู้ (US$ 300-400)

ปัจจุบันนี้ เรือขนส่งสินค้าจะมีระวางขับน้ำตั้งแต่ 100,000 -200,000 ตัน ยิ่งลำใหญ่ต้นทุนขนส่งสินค้าจะถูกลง สมมุติว่าเรือสินค้าขนาดระวาง 100,000 ตัน จะบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ได้ 10,000 ตู้ หรือเฉลี่ยตู้คอนเทนเนอร์ละ 10 ตัน ถ้ามีเรือเทียบท่าเรือระนองวันละ 10 ลำ ก็หมายความว่ามีตู้ต้องยกขึ้นรถไฟ 100,000 ตู้ ขณะที่รถไฟแต่ละขบวนขนได้ประมาณ 500 ตู้คอนเทนเนอร์ ลองคิดดูสิว่าจะเสียเวลากี่วันกว่าจะขนขึ้นขนลง

ขณะที่เรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์หรือมาเลย์เสียค่าใช้จ่ายตู้ละ US$ 80-100 เรือสินค้าลำหนึ่งขนตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 10,000-20,000 ตู้ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายถูกกว่ากันลำละหลายสิบล้านบาท และกว่าจะขนถ่ายตู้นับหมื่นตู้ขึ้นลงรถไฟ และขนส่งตู้ระหว่างชุมพร-ระนองคงใช้เวลาประมาณ 5-10 วัน ไม่ได้ประหยัดเวลาเลย

สรุปคือ ระยะเวลาก็ไม่ได้เร็วกว่า แต่ยังเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก แล้วลูกค้าเรือสินค้าที่ไหนจะมา

ความเห็นของผมคือ โครงการนี้ไม่น่าจะไปรอด ตำน้ำพริกละลายทะเลเปล่าๆ และคนในวงการเดินเรือส่วนใหญ่ส่ายหน้ากันมานานแล้วกับโครงการนี้ และอีกประการหนึ่ง รัฐบาลก็กำลังสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ เรือกินน้ำลึกเข้าจอดเทียบท่าได้ แล้วจะไม่เป็นการแย่งลูกค้ากันเหรอ?”

ต่อคำถามที่ว่าแล้วที่จะมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นหลังท่าเรือ และจะทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามมา พวกเขามีความเห็นอย่างไร?

“การจะมีอุตสาหกรรมหลังท่าเรือตามมา มันจะต้องมีตู้ขนส่งสินค้าจำนวนมากวิ่งผ่าน เกิดความหลากหลายของสินค้า จึงจะเป็นการดึงดูดให้เกิดอุตสาหกรรม แต่จะมีจริงหรือ เราเคยสร้างท่าเรือระนอง บอกว่าจะมีอุตสาหกรรมตามมา แต่คุณไปดูท่าเรือระนองเปิดมาสิบกว่าปี แทบไม่มีใครใช้ ตอนนี้ก็แทบจะร้างแล้ว”

ขณะที่รายงานฉบับสมบูรณ์ ‘โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย’ จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ‘สภาพัฒน์’ และ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีข้อสรุปว่า โครงการ Landbridge ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เสนอว่า...

“...ทางเลือกที่ ‘เหมาะสมที่สุด’ ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน คือ การให้ความสำคัญกับการสร้างเส้นทางเข้าถึงพื้นที่พัฒนา ตามแผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (SEC) โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ และดำเนินการพัฒนาต่อจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด…”

โครงการลงทุน 1 ล้านล้านบาท คุ้มค่าจริงหรือ คำตอบมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะรับรู้หรือไม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top