Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 ฝึกทบทวนการปฏิบัติส่งต่อผู้ป่วยวิกฤติและฉุกเฉิน โดยอากาศยานกองทัพบก

วันที่ 1 ธันวาคม 2566 ที่หน่วยบินทหารบกยุทธวิธีที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์  แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการฝึกทบทวนการปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต และฉุกเฉินโดยอากาศยาน กองทัพบก (ฮ.ท.145) และ (ฮ.ท.212) ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ที่เน้นย้ำในการนำยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่โดยได้อนุมัติแนวทางการใช้อากาศยานของกองทัพบก ในการสนับสนุนภารกิจส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ ทั้งในยามปกติและในสนาม ด้วยการปรับปรุงและดัดแปลงอากาศยานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ ฮ.ท.145 จำนวน 4 เครื่อง ขนาดเบา ฮ.ท.212  จำนวน 4 เครื่อง 

ที่เดิมใช้สำหรับ การปฏิบัติทางธุรการทั่วไป มาพัฒนาขีดความสามารถให้เป็นเฮลิคอปเตอร์พยาบาล โดยกองทัพบกได้ดำเนินการแบ่งมอบเฮลิคอปเตอร์พยาบาลให้แต่ละกองทัพภาค  เพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนสำหรับการส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ ทั้งนี้ได้อนุมัติแนวทางปฏิบัติในการขอรับการสนับสนุนอากาศยานกองทัพบก สำหรับส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน และในปัจจุบันทางกองทัพบกได้ใช้อากาศยานในการสนับสนุนภารกิจการลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งในบางพื้นที่จะมีการใช้อากาศยานของกองทัพบก แบบ ฮ.ท.212 ร่วมปฏิบัติการด้วย เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่ผู้บัญชาการทหารบกกำหนด และเพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพล กองทัพภาคที่ 3 ในการลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉินกับอากาศยานจริง โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในฐานะโรงพยาบาลแม่ข่าย กองทัพภาคที่ 3 จึงได้จัดการอบรมและฝึกทบทวนการปฏิบัติ การส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน โดยอากาศยานกองทัพบก ฮ.ท.145 และ ฮ.ท.121 ให้กับชุดส่งกลับทางอากาศโรงพยาบาลกองทัพบก ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 10 โรงพยาบาล กองพันเสนารักษ์ที่ 4 และโรงพยาบาลพุทธชินราช 

ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมผู้เข้ารับการฝึกฯ จำนวน 70 นาย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อฝึกซ้อมและสร้างความชำนาญกับอากาศยานเฮลิคอปเตอร์พยาบาล ฮ.ท.145 และ ฮ.ท.212 กับสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ประจำอากาศยาน การอบรมและฝึกทบทวนประกอบด้วย การบรรยายวิชาการ ณ ห้องประชุมชินราชา โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฝึกทบทวนการปฏิบัติกับอากาศยานเฮลิคอปเตอร์พยาบาล ฮ.ท.145 และ ฮ.ท.212 แบบ Static ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อภาคบ่ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน ๒๕๖๖ โดยวันนี้ เป็นการฝึกปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉินโดยอากาศยาน กองทัพบก ฮ.ท.145 และ ฮ.ท.212 ตามสถานการณ์สมมุติ จำนวน 12 เที่ยวบิน 

กองทัพภาคที่ 3 เห็นความสำคัญในความปลอดภัยของประชาชน และมุ่งเน้นการฝึกบุคลากรให้มีความชำนาญในการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉินโดยอากาศยาน กองทัพบก จึงได้อนุมัติให้แผนกแพทย์กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในฐานะโรงพยาบาลแม่ข่ายของกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้นำจัดการอบรมและฝึกทบทวนการปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉินโดยอากาศยาน กองทัพบก ฮ.ท.145 และ ฮ.ท.212 ให้กับชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้การฝึกทบทวนการปฏิบัติดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนและผู้ประสบภัย  ในสถานการณ์จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้มาถึงนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต อบอุ่นใจในคำมั่น กองทัพบกเพื่อประชาชน

สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย เยือน ศอ.บต. รับฟังการดำเนินการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาในพื้นที่ จชต. พร้อมเปิดมุมมองด้านการท่องเที่ยวชายแดนใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เมื่อวันที่ (29 พฤศจิกายน 2566) ที่ผ่านมา พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบหมายให้ นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. ให้การต้อนรับ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ซึ่งนำคณะสื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซียกว่า 42 คน พบปะผู้บริหารของ ศอ.บต. และรับฟังการดำเนินการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ณ ห้องประชุมน้อมเกล้า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา ในโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อร่วมกิจกรรมสานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายูครั้งที่  1 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2566 ซึ่งจัดโดยสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT และกระชับมิตรระหว่างสื่อมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสื่อไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นระหว่างผู้ประกอบท่องเที่ยวทั้ง 3 ประเทศและเปิดมุมมองหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย โดยประชากรมากกว่าร้อยละ 80 นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความพิเศษของวิถีชีวิต และความศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ จึงได้จัดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษ มีนโยบายการพัฒนาที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์และความเชื่อของตนเอง โดยเมื่อปี พ.ศ. 2524 รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. มุ่งเน้นบทบาทในการบูรณาการความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่ร่วมกันได้ในวิถีพหุวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน” ปัจจุบัน ศอ.บต. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานกว่า 40 แห่ง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนา อีกทั้งเป็นหน่วยรับผิดชอบในการกำกับดูแล ติดตาม และประเมินการดำเนินงานในภาพรวม  โดยได้มีการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างหลักประกันด้านสังคมจิตวิทยา เพื่อสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และ การสนับสนุนการแสวงหาทางออกโดยสันติวิธี นอกจากนี้ ศอ.บต. มีภารกิจในการเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีและการรับรู้อันดีเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้าน ดาโต๊ะ ซัมซีร อาลัม เอส เอ็ม คัยรุดดีน ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ สำนักงานเลขานุการ องค์กร Kebangkitan Nusantara Sejahtera หรือ SKNS จากรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ทางกลุ่มของตนต้องการที่จะพัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นในเรื่องของ Eco Tourism การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกัน โดย SKNS เชื่อมั่นในความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างกลุ่มมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาชนในทาง 4 รัฐตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย 

ทั้งนี้ โครงการสานสัมพันธ์สื่อมวลชน เริ่มต้นวันแรกเข้าจากด่านเบตง จ.ยะลา จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.สงขลา พบปะ ผู้บริหาร ศอ.บต. ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารองค์กรการท่องเที่ยว ผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ชมแหล่งท่องเที่ยวอันซีนและแหล่งใหม่ของแต่ละจังหวัด และสัมมนาหัวข้อ ความร่วมมือการพัฒนาการท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจ IMTGT ที่จังหวัดสงขลา ก่อนเดินทางกลับผ่านด่านสะเดา

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ต้อนรับคณะสื่อมวลชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในโอกาสเยือนพื้นที่ จชต. พร้อมรับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่ 

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะฯ ต้อนรับ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย พร้อมคณะสื่อมวลชน,ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย เข้าพบปะและรับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสื่อพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทยได้ดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนของประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน ทางสมาคมฯ จึงได้จัดโครงการ "สานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายู ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT เชื่อมสัมพันธ์และกระชับมิตรระหว่างสื่อมวลชนมาเลเซีย อินโดนีเซียและสื่อมวลชนไทยในพื้นที่ จชต. และแลกเปลี่ยนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 3 ประเทศ และเพื่อเปิดมุมมองหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ต่อการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ 

โอกาสนี้ พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางคณะฯ ได้มาพบปะพูดคุยกันในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความร่วมมือกันระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย, สื่อมวลชน และผู้ประกอบการ จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้ง สื่อมวลชนในท้องถิ่นและศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่อกันอย่างแนบแน่น รวมทั้ง ได้มีการนําข่าวสารสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนในประเทศของตนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากหลาย ความเท่าเทียม ทั้งทางวัฒนธรรม และความเป็นสังคมที่ให้ความสําคัญกับเอกลักษณ์ของทุกเชื้อชาติ ศาสนา ภายใต้การเคารพความแตกต่างของกันและกัน ที่สําคัญยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญอีกมากมายที่สวยงามโดดเด่น มีเอกลักษณ์ พร้อมที่จะเป็นทางเลือกและรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมที่จะดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

นราธิวาส-มทภ.4 ”โครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" กอ.รมน.ภาค 4  ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลประจำตำบลสะโลว์ (รพ.สต.) อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ภายใต้อำนวยการ พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4  สั่งการให้ พ.อ.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผบ.ทพ.ฉก.45 พร้อมด้วย นายรพี มามะ คณะทำงาน แม่ทัพภาค 4   ร่วมมอบแว่นสายตา และพบปะกับ ประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ตามโครงการแว่นสายตาที่มีคุณภาพ เพื่อประชาชน..ในการนี้มี คุณมารีสา อับดุลเลาะ  รักษาการ รพ.สต.สะโลว์ ร่วมต้อนรับ

พ.อ.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม ผบ.ทพ.ฉก.45 ได้กล่าวว่า ทหารเคียงข้างประชาชน และพร้อมช่วยเหลือประชาชนเสมอ ตามนโยบาย แม่ทัพภาค 4 ผอ.รมน.ภาค 4 โครงการตาแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ เน้นช่วยเหลือประชาชน ที่มีปัญหาทางสายตาสั้นและสายตายาว เพื่อให้มีแว่นตาที่มีคุณภาพ ใช้อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อื่นๆ ที่ต้องใช้สายตา ในการประกอบอาชีพในกิจวัตรประจำวัน อนึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ ที่อยากจะได้แว่นหรือต้องใช้แว่น แต่ขาดทุนทรัพย์ด้วย ในส่วนทางปฎิบัติหลัก ทหารมีหน้าที่ รักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินให้กับประชาชน  และยังมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน หากได้รับความเดือดร้อน อุทกภัย วาตภัย หรืออื่นๆ ที่จำเป็นให้แจ้งทหารได้ตลอด 24 ชม.ทหารพร้อมเสมอ ที่จะช่วยประชาชน
ด้านนายรพี มามะ คณะทำงานฯ กล่าวว่า ประชาชนทุกคนทุกศาสนา ในพื้นที่ล้วนมีบทบาทหน้าที่ การเป็นพลเมืองของประเทศ และทุกคนก็รักพื้นที่ ฉะนั้นทุกคนมีหน้าที่ ในการแสวงหาสันติสุข สันติภาพ และการมีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้พื้นที่เกิดความรุนแรง ไม่เฉพาะแค่เจ้าหน้าที่เท่านั้น  แต่ประชาชนเป็นหัวในสำคัญ ที่ต้องร่วมมือร่วมใจ ส่งเสริมสนับสนุน การแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความมั่น และยั่งยืน เพื่อให้พื้นที่เกิดการพัฒนา สังคมและครอบครัว จะเข้มแข็ง ต่อไป

สำหรับโครงการ “แว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้" กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ บริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ( ห้างแว่นท็อปเจริญ ) จัดโครงการฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 - 2570 รวม 5 ปีเต็ม เป็นการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหมู่เหล่า ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและเป็นผู้ประสบปัญหาทางสายตาที่ยากไร้และขาดแคลน ให้สามารถเข้าถึงบริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นใหม่ฟรี นอกจากประชาชนจะได้มีสุขภาพดวงตาที่ดีขึ้นมองเห็นชัดเจนแล้ว ยังช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบปัญหาทางสายตาได้มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัวได้ ทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และบริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ( ห้างแว่นท็อปเจริญ )ได้เดินหน้าสานต่อภารกิจสำคัญ แว่นท็อปเจริญได้ยกขบวนทีมผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันครบครัน เพื่อลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาประกอบแว่นใหม่ฟรี ให้แก่พี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ครบทุกพื้นที่ รวมประชาชนเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการฯ ทั้งสิ้น 10,000 ราย

ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ หะไร​ จ.นราธิวาส

"พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ" เป็นผู้แทนหลวงปู่ทุย มอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง แก่ ผบ.ตร. เพื่อส่งต่อโรงพยาบาลตำรวจ สำหรับดูแลพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ต.อ.หญิง ฉันฉาย รัตนพานิช รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ (30 พ.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง (มาตรฐานความปลอดภัย 10G) ณ ห้องพรมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.โสภณรัตน์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมพิธี

ทั้งนี้ หลวงปู่ปรีดา (หลวงปู่ทุย) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ  ได้มีเมตตาบริจาครถยนต์พยาบาล พร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง (มาตรฐานความปลอดภัย 10G) จำนวน 4  คัน รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 9,040,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยแบ่งมอบให้หน่วยต่างๆ ในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ ได้แก่ กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 2 คัน , โรงพยาบาลดารารัศมี จำนวน 1 คัน และโรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ จำนวน 1 คัน เพื่อใช้ประโยชน์ในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวันนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. เป็นผู้แทนหลวงปู่ปรีดา ส่งมอบรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง ให้กับ ผบ.ตร.

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอกราบนมัสการหลวงปู่ ด้วยความเคารพ และขอขอบคุณ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นผู้กราบนมัสการเรียนหลวงปู่ปรีดา ว่าโรงพยาบาลตำรวจยังขาดแคลน และมีความต้องการรถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง จึงทำให้พระเดชพระคุณหลวงปู่  พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ มีเมตตาบริจาครถยนต์พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตชั้นสูง ตลอดจนขอขอบคุณคณะศรัทธาสามัคคี มา ณ โอกาสนี้

‘ชาวเน็ต’ โวย!! ติดแฮชแท็ก #scbล่ม รับวันเงินเดือนออก หลังใช้แอปฯ โอน-จ่ายไม่ได้ ธนาคารแจง!! กำลังเร่งแก้ไข

(30 พ.ย.66) โลกทวิตเตอร์ (X) ติดแฮชแท็ก #scbล่ม รับวันสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 หลายที่ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก โดย แอปพลิเคชัน SCB EASY App ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ไม่สามารถใช้งานได้ ด้านเพจ SCB Thailand แจ้งว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินแก้ไข

โดย แอปพลิเคชัน SCB EASY App ของ ไทยพาณิชย์ ไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เช้าของวันนี้ (30 พ.ย.66) ชาวเน็ตต่างบ่นอุบเนื่องจากไม่สามารถใช้ธุรกรรมทางการเงินได้และรอคำชี้แจงจากธนาคารว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน ก่อนจะมีการแก้ไขในภายหลัง

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ SCB Thailand ได้โพสต์ข้อความแจ้งว่า ขณะนี้ แอปฯ SCB EASY ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข ธนาคารขออภัยเป็นอย่างสูงในความไม่สะดวกครั้งนี้ค่ะ

สำหรับท่านที่พบปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งาน SCB EASY App ได้ ธนาคารรับทราบปัญหาและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้ค่ะ

‘เฉกอะหมัด กุมมี’ ข้าราชการชาวอิหร่าน ผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

พิธีรำลึกถึง ‘ท่านเฉกอะหมัด กุมมี’ ชาวอิหร่าน ซึ่งมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ถูกจัดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ฯพณฯ ไซยิดเรซา โนบัคติ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทยเข้าร่วมงานด้วย

ผู้เข้าร่วมพิธีรำลึกดังกล่าวประกอบไปด้วย ชาวไทยผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากท่านเฉกอะหมัด, ตัวแทนจากญามิอะตุ้ลมุศฏอฟา และที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน-กรุงเทพฯ เข้าร่วม โดยเริ่มต้นพิธีด้วยการอัญเชิญโองการจากคัมภีร์อัลกุรอ่านและมีการพวงหรีดที่สถานที่ฝังศพของท่านเฉกอะหมัด

ในปี 1605 ท่านเฉกอะหมัด เดินทางยังกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้นท่านก็เป็นหนึ่งในข้าราชการระดับสูงในราชสำนักแห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการและไหวพริบของท่าน และได้เข้ารับราชการที่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ถึง 6 พระองค์ นับตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเนื่องจากท่านได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมาก จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ระดับสูงที่สำคัญ รวมทั้งตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีกด้วย

ท่านเฉกอะหมัด ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี (ชัยคุลอิสลาม) คนแรกแห่งกรุงศรีอยุธยา จึงถือเป็นท่านแรกของราชอาณาจักรไทย โดยมีหน้าที่ในการเป็นผู้นำชาวมุสลิมและดูแลกิจการของชาวมุสลิมทั้งปวงในราชอาณาจักร

ในสมัยของท่านเฉกอะหมัด เหล่าข้าราชบริพารและขนบธรรมเนียมของพวกเขาได้รับอิทธิพลจากชาวอิหร่าน พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาก็ทรงรับเอาวัฒนธรรมอิหร่านในเรื่องการแต่งกาย, การรับประทานอาหาร และรูปแบบสถาปัตยกรรม และบรรดาชาวอิหร่านมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นประจำ

ท่านเฉกอะหมัด สมรสกับสตรีคนหนึ่งจากราชวงศ์ และผลของการแต่งงานครั้งนี้ ท่านจึงมีทายาท คือ บุตรชาย 2 คนและบุตรสาว 1 คน ซึ่งในปัจจุบันลูกหลานของท่านนั้นยังคงเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในประเทศไทย เช่น ตระกูลอะห์หมัดจุฬา และบุนนาค เป็นต้น

ท่านเฉกอะหมัด ถึงแก่อนิจกรรมในปี 1631 สิริรวมอายุ 88 ปี และหลุมฝังศพของท่านตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอิสลาม-อิหร่าน ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

จะมีการสร้างภาพยนตร์สารคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของบุรุษชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เมื่อกว่าสี่ร้อยปีที่แล้วท่านได้เดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรไทย และมีบทบาทสำคัญในราชสำนักของไทย นับเป็นสิ่งสำคัญในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันของอิหร่านและไทย และยิ่งทำให้ผู้คนของทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันและรู้จักกันมากขึ้น

JKN ประกาศขู่เจ้าหนี้ หากคิดล้มแผนฟื้นฟู บริษัทต้องปิดกิจการ หุ้นเน่า เสียหายกันทั่วหน้า

(29 พ.ย.66) จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัทได้พยายามหาเงินมาชำระคืนหุ้นกู้ โดยเข้าเจรจากับนักลงทุน 3 กลุ่มเพื่อเพิ่มทุน ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน รวมถึงขายสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนและหาแนวทางการทำธุรกิจต่างๆ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการเจรจากับนักลงทุนต่างๆ ตลอดทั้งเดือน แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่จะหาเงินทุนมาชำระหุ้นกู้ได้ บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องยุติการเจรจาในวันที่ 30 ตุลาคม 2566

งบการเงินบริษัทมีทรัพย์สิน 67% เป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน ไม่สามารถแปลงมาเป็นเงินสดเพื่อชำระหนี้ได้ทันเวลา และในการเจรจากับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้และผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ทาง KPMG ได้ร่วมกับบริษัทจัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปในการชำระคืนหนี้

ในการประชุมเห็นตรงกันว่า ผู้ถือหุ้นกู้มีแนวโน้ม ไม่ยอมรับการชำระคืนหนี้ยาวนานถึง 8 ปี ต้องการรับเงินคืนภายใน 3 ปี บริษัทเห็นว่าจะไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ บริษัทจึงตัดสินใจยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางตามแผนที่ได้รับจากที่ปรึกษาทางการเงิน โดยไม่ได้แจ้งที่ปรึกษาทางการเงินก่อนที่จะยื่นคำร้องในวันที่ 8 พฤศจิกายน  และบริษัทได้เข้าสู่สภาวะการพักชำระหนี้ทั้งหมด (Automatic Stay) ไปจนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

จักรพงษ์ กล่าวว่า การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด และเป็นวิธีการแก้ปัญหาเพียงช่องทางเดียวที่บริษัทมีในเวลานั้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อบริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และบริษัทได้ประเมินปัญหาและอุปสรรคที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้มีดังนี้...

ต้องได้ความร่วมมือจากเจ้าหนี้ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการชำระหนี้ร่วมกัน เพิ่มความสามารถในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนธุรกิจจากธุรกิจ Content ไปเป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทได้เตรียมไว้ และ การหาพันธมิตร นักลงทุน ตลอดจนการจัดหาแหล่งเงินทุน สภาพเศรษฐกิจโดยเฉพาะภายในประเทศ

>> กรณีเลวร้ายที่สุด หากบริษัทไม่ได้รับอนุมัติให้เข้าแผนฟื้นฟูกิจการจะเกิดปัญหาตามมาดังนี้...

- ปริมาณหุ้นกู้ทั้งหมด หากเจ้าหนี้ทุกรายเรียกร้องบริษัทให้ชำระหนี้คืน บริษัทจะไม่มีเงินสดเพียงพอในการดำเนินธุรกิจแน่นอนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคู่ค้าและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
- บริษัทอาจจะต้องปิดกิจการหรือถูกฟ้องร้อง จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และล้มละลายอันจะทำให้ทุกฝ่ายเสียหายอย่างมาก
- หุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่มีมูลค่า ทำให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบรวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
- หากบริษัทต้องปิดดำเนินกิจการหรือไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จะส่งผลกระทบต่อพนักงานของบริษัททุกคน 

จักรพงษ์ บอกอีกด้วยว่า บริษัทยืนยันว่ามีเจตนาที่ดีในการชําระหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ทุกฝ่าย โดยการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทจะช่วยให้บริษัทแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม อีกทั้ง บริษัทฯ ยังสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อการแก้ไขปัญหาของบริษัทฯ และเพื่อสร้างผลกําไรจากการดําเนินกิจการต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง

สำหรับ บริษัท JKN ได้ออกหุ้นกู้จำนวน 7 ชุด มูลค่ารวม 3,360 ล้านบาท แต่สภาพคล่องไม่เป็นไปตามแผน ทำให้หุ้นกู้รุ่น JKN239A ผิดนัดชำระหนี้ และถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ทั้ง 6 รุ่น นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้แปลงสภาพและหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินด้วย  บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด (KPMG) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน KPMG

'โบว์-ณัฏฐา' แนะ!! ยกระดับภาษาอังกฤษคนไทยต้องให้เรียนไว้เป็นภาษาที่สอง พร้อมทั้งต้องสอนอย่างถูกวิธี ให้ความสำคัญครบ 'ศัพท์-ไวยากรณ์-ทักษะ'

(29 พ.ย.66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงประเด็นภาษาอังกฤษคนไทยลำดับต่ำลง ว่า...

ที่ภาษาอังกฤษคนไทยลำดับต่ำลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะเรียนไวยากรณ์มากไปอย่างที่พูดตามๆ กัน ที่มันดิ่งลงเรื่อยๆ เพราะไวยากรณ์ก็ทิ้ง ศัพท์ก็ไม่ให้ท่อง อยากสอนแนวใหม่แบบเน้นทักษะแต่จำนวนชั่วโมงก็ไม่พอ

ถ้าจะสอนแบบคนเรียนภาษาแม่ เน้นฟังเน้นพูด ก็ต้องมีเวลาอยู่กับภาษานั้นมากพอ แทบตลอดเวลา คือเรียนแบบ English as the First Language (EFL) ซึ่งพอระดับสูงขึ้นก็จะเน้นทุกอย่าง

ถ้าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ก็ต้องเรียนในฐานะภาษาต่างประเทศ ซึ่งจะทิ้งศัพท์ทิ้งไวยากรณ์ไม่ได้ เพราะต้องมี Pattern ให้ตั้งหลักไว้ต่อยอดเมื่อมีโอกาสฝึกทักษะมากขึ้น คือเรียน English as a Foreign Language (EFL)

ทางที่ดี ยกระดับให้เรียนเป็นภาษาที่สอง จะได้ความเข้มข้นเพิ่ม และมีเวลาฝึกทักษะเพียงพอ แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศที่ใช้ภาษานั้นเป็นหลักก็ตาม คือเรียน English as the Second Language (ESL) 

คนจัดการศึกษาต้องเข้าใจและเลือกเอาสักอย่างค่ะ แต่ถ้ามีชีวิตแบบไม่มีภาษาอังกฤษแวดล้อมเลย แล้วทิ้งศัพท์ทิ้งไวยากรณ์ หวังพึ่งการพูดการฟังแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง เพราะคิดว่าแบบนี้แหละคือการสอนแนวใหม่แล้ว … ผลที่ได้ก็คือ ถูกแซงเรียบ ดิ่งต่อได้อีก 

📍ถ้ายังทำอะไรไม่ได้ ระหว่างนี้ หยุดสร้างความเข้าใจผิดๆ กันก่อน เรียนภาษาต่างประเทศต้องให้ความสำคัญครบสามอย่าง 'ศัพท์ ไวยากรณ์ ทักษะ'

อย่าไปตั้งข้อรังเกียจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าสอนถูกวิธี ไม่มีแย่ลงค่ะ

อันนี้พูดถึงการยกระดับของคนทั้งรุ่นในระบบ ให้เปิดโอกาสไปถึงการใช้งานระดับสูงได้ ไม่ใช่แค่พอสื่อสารได้

ตร. แนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำ เมื่อถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน”

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ซึ่งคนร้ายมักจะใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำ เมื่อรู้ตัวว่าถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ นั่นคือ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.“แจ้งความ” เมื่อรู้ตัวว่าถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ จะต้องรีบดำเนินการรวบรวมหลักฐานเบื้องต้น เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้ใช้งานบัญชีดังกล่าว โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการแจ้งความคือ ชื่อบัญชีปลอม ภาพบันทึกหน้าจอ และ URL ของบัญชีปลอม

2.“รีพอร์ต” ให้ทำการรายงาน (Report) บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมดังกล่าว ไปยังผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการตรวจสอบและปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีปลอม เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายนำบัญชีปลอมดังกล่าวไปหลอกลวง สร้างความเสียหายกับผู้อื่น

3.“บอกเพื่อน” ให้รีบแจ้งเพื่อน ๆ ในสื่อสังคมออนไลน์และทุกช่องทางให้รู้ว่า ท่านถูกปลอมบัญชี และยืนยันว่าท่านไม่ได้เป็นผู้ใช้งานบัญชีปลอมดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนของท่าน ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย อีกทั้งการบอกให้เพื่อนช่วยรีพอร์ตบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม จะช่วยให้ผู้ให้บริการปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีปลอมดังกล่าวรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ซึ่งหากพี่น้องประชาชน ทำตาม 3 สิ่งที่ต้องทำ ที่ได้กล่าวมาข้างตน ก็จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ช่วยให้สามารถปิดกั้นบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสที่คนร้ายจะสามารถนำบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมไปหลอกผู้อื่น หรือบุคคลใกล้ตัว

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top