Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

'ดร.เอ้' โพสต์ซึ้ง!! "อีกไม่นาน ฝันของผม กำลังจะเป็นจริง" 'โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร' จากน้ำใจของทุกท่าน

(22 มี.ค. 67) ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ 'ดร.เอ้' รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กทม. ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'เอ้ สุชัชวีร์' โดยระบุว่า…

"อีกไม่นาน ฝันของผม กำลังจะเป็นจริง" ทุกเช้า ผมจะผ่าน #โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ริมมอเตอร์เวย์ ที่สร้างมาจากน้ำใจของท่าน

เพราะไม่มีบุญใด ใหญ่กว่า การช่วยชีวิตคน แม้ว่าจากวันแรก ถึงวันนี้ มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ กว่าเราจะทำได้...

พิสูจน์ ทุกอย่างเป็นไปได้ หากมุ่งมั่น ลงมือทำ!

วันนี้การก่อสร้างก้าวหน้าไปมาก ปีนี้ได้จะเปิดให้บริการทุกคน แล้วนะครับ

ผมภูมิใจสุดๆ ทุกครั้ง ทุกวัน เล่าให้ลูกฟัง "พ่อเอ้ ขอเป็นตัวอย่าง สร้างการเปลี่ยนแปลง" ทำดี ให้ลูกดู

ขอบพระคุณทุกท่าน ท่านกำลังจะมีโรงพยาบาลที่เป็นผู้นำด้านการรักษาพยาบาล และสร้างนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ ลดการนำเข้า วันหนึ่ง เราจะพึ่งพาตนเองให้ได้ครับ

ผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ฝันของผมเพียงลำพัง แต่เป็นฝันของคนไทยทุกคน กำลังเป็นจริง

โรงพยาบาลของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทยทุกคน จากน้ำใจท่าน

อนุโมทนาบุญ ขอบพระคุณจริงๆครับ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ ชุดยาฉุกเฉิน และเสื้อสำเร็จรูป ให้แก่ผู้รับขาเทียม และช่างอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 167 จังหวัดตราด

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2567)  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย ร่วมกับมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำทีมลงพื้นที่ มอบค่าพาหนะ พร้อมชุดยาฉุกเฉิน และเสื้อสำเร็จรูป ให้แก่ผู้รับขาเทียม และ ช่างทำขาเทียมอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 167 รวม 160 คน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 110,176 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหกบาทถ้วน)  โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ร้อยเอก นายแพทย์ภูรีวรรธน์ โชคเกิด รองเลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ และคณะกรรมการมูลนิธิขาเทียมฯ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์แสดงสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด อำเภอเมือง จังหวัดตราด

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

‘สภาสตรีโคราช’ กังวลต่อป้ายโฆษณาแอปฯ หาคู่ จี้!! ให้ปลดออก เหตุสื่อความหมายสองแง่สองง่าม อาจทำให้คนเข้าใจสับสนได้

(22 มี.ค.67) จากกรณีสื่อชาวโซเชียล มีการแชร์ต่อป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความว่า ‘ของอร่อยนครราชสีมา!’ แล้วต่อด้วยตัวเลือก 2 ข้อ คือ ผัดหมี่โคราช มีเครื่องหมายกากบาทผิดต่อท้าย และมีข้อความผู้สาวโคราชและมีเครื่องหมายถูกต่อท้าย และด้านล่างมีโลโก้ของแอปพลิเคชันหาคู่เจ้าหนึ่ง  

ป้ายโฆษณาดังกล่าวอยู่บนอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ริมถนนโพธิ์กลาง ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ห่างจากลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ราว 500 เมตร โดยเป็นตัวอักษรภาษาไทยสีขาว พื้นหลังสีแดง โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านแจ้งว่าป้ายลักษณะนี้ ยังมีติดอยู่หลายพื้นที่ของ ซึ่งจากข้อความดังกล่าว สร้างความไม่สบายใจให้กับชาวจังหวัดนครราชสีมา  

ด้าน นางสุทิน ชาติพุดซา ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี อำเภอเมืองนครราชสีมา กล่าวว่า อยากให้เจ้าของป้ายขยายข้อความสื่อสารให้ถูกต้อง หรือไม่ก็ปลดป้ายลง ซึ่งคำว่าสาวโคราชตามด้วยเครื่องหมายกากบาท เป็นการสื่อความหมายสองแง่สองง่าม และในส่วนของผัดหมี่โคราช ถือว่าเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อที่ทุกคนที่มาโคราช ซึ่งเป็นคนต่างพื้น ต้องมากิน และป้ายโฆษณาจะมาทำเครื่องหมายกากบาทผิด อาจทำให้คนอื่นไม่เข้าใจและสับสนได้ จึงวอนอยากให้ปลดป้ายโฆษณาออก เนื่องจากจะทำให้คนต่างพื้นที่เข้าใจสับสนและเมืองนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีสตรีท้าวสุรนารี ที่มีความกล้าหาญเป็นแบบอย่างให้กับสตรีชาวโคราช

เด็กรุ่นใหม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน แต่ดูคำตอบแล้วน่าจะไม่ได้งานทำ

(22 มี.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ประเทศไทยต้องชนะ’ ได้โพสต์แชร์ประสบการณ์การสัมภาษณ์งานเด็กรุ่นใหม่ แต่เมื่อได้มีการพูดคุย กลับรู้สึก ‘แสบทรวงทุกดอก’ ทำให้ต้องจบการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว โดยระบุว่า…

“เจอแบบนี้ถึงกับกุมขมับ! เด็กรุ่นใหม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน แต่ดูคำตอบแล้วน่าจะไม่ได้งานทำ 

“เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ ไม่รู้ว่าเขาไปกินรังแตนกันมาจากไหน เมื่อมีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวที่เขาได้เรียกสัมภาษณ์งานเด็กจบใหม่คนหนึ่ง แล้วก็ต้องตกใจกับคำตอบที่เด็กคนนั้นสวนมา เรียกได้ว่า ‘แสบทรวงทุกดอก’ โดยข้อความสนทนาระบุว่า

“สัมภาษณ์งานวันนี้
ผม : แนะนำตัวหน่อยครับ
น้อง : ตามเอกสารที่ผมส่งมาเลยครับ
ผม : ได้หาข้อมูลบริษัทพี่มาก่อนหรือเปล่าครับ
น้อง : ไม่ว่างเลยยังไม่ได้ดูครับ
ผม : (เล่าเรื่องออฟฟิศให้ฟัง) เคยทำด้านนี้มาบ้างหรือเปล่าครับ
น้อง : ไม่เคยครับ
ผม : แล้วคิดว่าทำได้หรือเปล่า เพราะเห็นเรียกเงินเดือนมาสูง
น้อง : ถ้าคิดว่าผมทำไม่ได้แล้วเรียกมาสัมภาษณ์ให้เสียเวลาทำไมครับ
ผม : !?! งั้นขอจบการสัมภาษณ์นะครับ

“รู้สึกผิดที่ไม่ศึกษาข้อมูลผู้มาสมัครงานให้ดี อยู่ ๆ ก็อยากทำระบบแชร์ข้อมูลผู้สมัครงาน ส่วนมากน่ารัก ... แต่แบบนี้ก็ไม่น้อย”

“ทุกคนว่าอย่างไรกันบ้างครับ ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ”

'กรณ์' ทึ่ง!! รสชาติอาหารไทยสุดจี๊ดใน Soho ลอนดอน แม้ไม่ได้ขายความเป็น 'ร้านไทย' แต่สัมผัสได้ถึงไทยแท้

ไม่นานมานี้ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กแชร์ประสบการณ์สุดทึ่ง หลังจากได้ไปทานร้านอาหารย่าน Soho ที่ลอนดอน ซึ่งเสิร์ฟอาหารไทยแนว Street food ว่า...

ร้านอาหารย่าน Soho ที่ลอนดอน เป็นร้านบริหารโดยฝรั่งที่กล้าเสิร์ฟอาหารไทยแนว Street food ในบรรยากาศและการออกแบบร้านแบบเท่ๆ เมนูฉีกแนวจากร้านไทยทั่วไป ในราคาที่อยู่ในมาตรฐานร้านฝรั่งหรือร้านญี่ปุ่นในระดับเดียวกัน

ร้านเล็กแต่เป็นที่นิยม ตอนเที่ยงเราไปยืนรอร้านเปิดอยู่คู่แรก กว่าจะเปิดมีคิวยาวเต็มที่นั่งในร้านพอดีๆ 

ระหว่างรอ เราเห็นรถมาส่งวัตถุดิบในกล่องโฟมขนาดใหญ่สามกล่องซึ่งเพิ่งเดินทางมาบนเครื่องการบินไทย - อันนี้เพิ่มความมั่นใจในความจริงจังของพ่อครัว

ซึ่งในร้านไม่มีคนไทยทำครัว ไม่มีพนักงานคนไทยเลย แต่อาหาร Authentic และอร่อยมาก รสชาติและความเผ็ดอยู่ในระดับต้นๆ ที่หาทานได้ในประเทศไทย 

ในร้านไม่ได้เสิร์ฟเบียร์ไทย แต่เสิร์ฟสาเก และเหล้าไวน์เหมือนร้านฝรั่งทั่วไป

คือเขาไม่ได้ขายความเป็น 'ร้านไทย' แต่เขาขายอาหารที่อร่อย ที่เขาพบและชอบที่เมืองไทย และขายในบรรยากาศชิลๆ

และเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ (จากฝรั่ง) ว่า ‘jin toob’ (จิ้นตุ๊บ) คืออะไร น่าอายสำหรับหลานคนลำปางคนนี้ 😅#kilnsoho

‘ผู้สร้างหนัง 2475’ ชี้!! จะฝ่ายไหนก็ไม่สำคัญเท่าความจริง ขอแค่คนไทยได้เรียนรู้และทวงคืนความเป็นธรรมให้รัชกาลที่ ๗

เมื่อวานนี้ (21 มี.ค. 67) จากกรณีที่ น.ส.สุดา พนมยงค์ และนางดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล ทายาทหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ออกมาเคลื่อนไหวถึงข้อคิดเห็นบางประการเรื่องที่ฝ่ายอธรรมกําลังปลุกกระแส โดยสร้างและเผยแพร่ ภาพยนตร์ 2475 อยู่ในขณะนี้ หลังการฉายภาพยนตร์แอนิเมชันประวัติศาสตร์เรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ ผลงานของผู้กำกับ ซัง-วิวัธน์ จิโรจน์กุล ผ่านออนไลน์ โดยเปรียบตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ ระบุว่า สถาบันปรีดีฯ จะไม่ตอบโต้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดยตรง เพราะทําให้เข้าทางฝ่ายตรงข้าม ที่หวังสร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนประวัติศาสตร์ ยั่วยุเพื่อให้เกิดกระแสด้านลบ

โดยสถาบันปรีดีฯ เผยแพร่ความรู้ และข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อผู้ที่สนใจจะสามารถสืบค้น เข้าถึงได้สะดวกขึ้น และตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว เคยมีการสร้างสื่อในลักษณะใส่ร้ายและโจมตีการอภิวัฒน์ 2475 แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสังคม จึงไม่ประสบความสําเร็จในการปลุกกระแสดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะ กับฝ่ายอธรรม ยังคงดำเนินต่อไปในสังคมอีกยาวนาน ขอบคุณกรรมการทุกท่าน ที่ได้ช่วยกันพิจารณาวิถีทางรับมือกับกระแสดังกล่าว และขอเป็นกําลังใจให้ทุกท่านยืนหยัดอยู่กับความถูกต้องเสมอไป ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เฟซบุ๊กของนายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ โพสต์ข้อความระบุว่า "จริงๆ แล้วแอนิเมชันของเราเกือบจะล้มไปหลายครั้ง และผมเริ่มมีความคิดหนึ่งในหัวว่า หรือเรากำลังทำสิ่งที่ผิด เราจึงมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่อยากให้เราทำ

วันหนึ่ง ผมไม่รู้จะไปต่อยังไงแล้ว ผมจึงไปพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า พนมมืออธิษฐานต่อพระองค์ว่า “ถ้าผมทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ผมหมดหนทางไปต่อ ให้งานนี้ล้มเหลว และไม่สามารถเผยแพร่ได้ แต่ถ้าผมทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ขอพระองค์ทรงช่วยให้มีปาฏิหาริย์ ทำให้ผมสามารถทำงานนี้เสร็จ และประสบผลสำเร็จ”

ผมไม่รู้หรอกว่า ปาฏิหาริย์ หรือความดันทุรัง แอนิเมชันตัวนี้มันจึงมาถึงจุดหมายปลายทางได้ เราเจ็บปวดที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านที่เป็นผู้ซึ่งคอยประนีประนอม ประสาน และประคอง ให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด แต่กลับถูกกล่าวร้าย ถูกกระทำต่างๆ นานา แม้จนปัจจุบัน

ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการถูกชี้ว่าเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ทุกคนต่างเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตัวเอง เป็นเรื่องปกติ เราเพียงแค่ต้องการคืนความเป็นธรรมให้พระองค์ท่าน และคนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้

จะเป็นฝ่ายไหน ก็ไม่สำคัญเท่าความจริง"

“เราเห็นประวัติศาสตร์ เราเห็นว่าประวัติศาสตร์ปัจจุบันไม่ค่อยให้ความเป็นธรรมกับรัชกาลที่ 7 เท่าไร คือเราอ่านประวัติศาสตร์ เราเห็นว่าท่านถูกกระทำต่างๆ มากมาย ด้วยความที่กระแสของประวัติศาสตร์ที่เขาเขียนกันขึ้นมาในยุคหลังๆ มักจะเน้นไปในทางโจมตีทำให้การเสียสละของพระองค์ด้อยค่าลง เราแค่รู้สึกว่าเราอยากคืนความเป็นธรรมให้พระองค์ อยากให้คนไทยรู้ว่าท่านสู้เต็มที่แล้ว ท่านพยายามเต็มที่แล้วที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองมันราบรื่นที่สุด” นายวิวัธน์ กล่าว

นายวิวัธน์ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ออกประกาศคณะราษฎร ผู้คนก็รู้สึกโกรธแค้นกันมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ทั้งการก่อหวอดทำร้ายคณะราษฎร หรือก่อกบฏหรือปฏิวัติอะไรขึ้นมาอีก ในเวลานั้น รัชกาลที่ 7 ท่านก็ส่งจดหมายไปยังพระประยูรญาติ ขออย่าเคลื่อนไหวใดๆ จากนั้นเมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม รวมถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา แกนนำคณะราษฎร มาขอพระราชทานอภัยโทษ รัชกาลที่ 7 ท่านก็เขียนจดหมายส่งไปเพิ่มเติมอีกฉบับว่าปรับความเข้าใจกันแล้ว

ซึ่งรัชกาลที่ 7 ได้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาความสงบ ให้ประเทศไทย (หรือสยามในเวลานั้น) เดินไปได้ แม้กระทั่งช่วงที่มีการสู้รบระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช ท่านก็พยายามไกล่เกลี่ยให้ทุกฝ่ายมาเจรจากัน อย่าทะเลาะตีกันเพราะคนไทยไม่ควรมาฆ่ากันเอง ตนจึงมองว่ารัชกาลที่ 7 ท่านเสียสละให้ทุกอย่างแล้ว แต่ประวัติศาสตร์แนวใหม่ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องเหล่านี้ 

‘วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ-ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร’ ร่วมมอบ ‘ของรางวัล-ของขวัญ’ สนับสนุนเด็กที่มีความพิการบนใบหน้า-กะโหลกศรีษะ ผ่านกิจกรรม Happy Family Day

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.67 รศ.ดร.นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาคณาจารย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการวิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ รศ.ดร.ศุภวุฒิ เนตรโพธิ์แก้ว รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ ผศ.กุลยศ สุวันทโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา ดร.สุชาวดี เดชทองจันทร์ ลิมปนนาคทอง อาจารย์ประจำวิทยาลัย และผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี อาจารย์ประจำวิทยาลัยและกุลบุตรกาชาดดีเด่น สภากาชาดไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมมอบของรางวัล ของขวัญ 

เพื่อสนับสนุนให้กับเด็กที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ปากแหว่ง เพดานโหว่ ในกิจกรรม Happy Family Day สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนวันเด็กแห่งชาติที่จัดขึ้นเพื่อเด็กที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ปากแหว่ง เพดานโหว่ โดยศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในการนี้ได้รับเกียรติจาก คุณจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย 

‘ผู้ปกครอง’ เฝ้าระวัง!! ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ แปลงร่างเป็น ‘Toy Pod’ ผลิตเลียนแบบ ‘ตุ๊กตา-ของเล่น-กล่องขนม’ หวั่นระบาดสู่เด็ก

(21 มี.ค. 67) ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ ผู้จัดการโครงการศึกษาพัฒนาขยายผลการเฝ้าระวังและจัดการความรู้ผลิตภัณฑ์เสี่ยงสุขภาพ เปิดเผยว่า ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าได้ปรับเปลี่ยนรูปโฉมของสินค้าบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ให้ห่างไกลจากบุหรี่มวน โดยใช้การตลาดการ์ตูน ปรับรูปร่างหน้าตาจากบุหรี่ไฟฟ้าแบบเดิม มาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า Gen 5 ‘toy pod’ หรือบุหรี่ไฟฟ้าตุ๊กตา ที่ผลิตเลียนแบบตุ๊กตา ของเล่น ตัวการ์ตูนฮิต อาร์ตทอย ทำเหมือนกล่องขนม ขวดน้ำผลไม้ ไปจนถึงเครื่องเขียน ชนิดเลียนแบบได้เหมือนสมจริงทั้งรูปร่างหน้าตา ขนาด และสีสัน และมีขนาดเล็ก ซึ่ง toy pod ใช้นิโคตินปรับโครงสร้างหรือนิโคตินสังเคราะห์ทำให้สูบง่ายไม่ระคายคอ มีนิโคตินสูง 3-5% สูบได้นานถึง 8,000-15,000 พัฟฟ์

โดย toy pod จะผลิตเลียนแบบตัวการ์ตูนตุ๊กตายอดฮิต โดราเอมอน Super Mario โปเกมอน บางรุ่นเลียนแบบอาร์ตทอยชื่อดังอย่างตุ๊กตา Molly ตุ๊กตา plush หรือตัวการ์ตูนเจ้าหญิงดิสนีย์ บางรุ่นสร้างตัวการ์ตูนขึ้นมาเองเป็น brand character เช่น การ์ตูนโจรสลัด โดยขายสินค้าผ่านการผจญภัยของตัวการ์ตูนและเหล่าสมุน บางรุ่นทำเหมือนของเล่นเลโก้ และผลิตออกมาเป็นคอลเลคชั่นคล้ายของสะสม แต่ละชุดมี 10-12 ตัว มีชื่อเรียกแต่ละชุด มีสีแตกต่างกันเพื่อบอกรสชาติ กลิ่นหอม รสชาติผสมผสานกันทั้งผลไม้ ความเย็น และลูกกวาด เช่น รสแตงโม พีช มิ้นท์

“เป็นที่น่าตกใจที่การตลาดล่าเหยื่อเด็กนี้ประสบความสำเร็จ จากการมีข่าวว่ามีการระบาดในกลุ่มนักเรียนระดับประถม ล่าสุดพบเด็ก ป.1 (6 ขวบ) พกบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้นพ่อแม่ ครูและโรงเรียน ควรต้องคอยเฝ้าระวังบุหรี่ไฟฟ้าแปลงร่างเหล่านี้ที่เป็นอันตรายต่อเด็ก เพราะ toy pod ออกแบบช่วงปากสูบให้กลมกลืนไปกับตัวตุ๊กตา จนอาจไม่ทราบว่านี่คือบุหรี่ไฟฟ้า หากนำมาวางปนกันกับของเล่น อาจแยกไม่ออกว่าอันไหนคือของเล่นจริง อันไหนคือบุหรี่ไฟฟ้า” ผศ.ดร.ศรีรัช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า การตลาดล่าเหยื่อของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าที่ไร้จริยธรรมนี้ นอกจากจะพัฒนาบุหรี่ไฟฟ้าให้เย้ายวนเด็กอายุเล็กลงเรื่อยๆ ยังพัฒนาสถานที่ และส่งเสริมการขาย ในสื่อโซเชียลที่ถูกใจและตรงกับวิถีชีวิตของเด็กๆ ด้วย จากรายงานการเฝ้าระวังการตลาดบุหรี่ไฟฟ้าในสื่อออนไลน์ช่วงม.ค.-ก.พ. ปี 2567 โดย น.ส.กนิษฐา ไทยกล้า พบว่า มีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าในสื่อออนไลน์จำนวนมากถึง 309 บัญชีรายชื่อ 

มีการโพสต์ 605 ครั้ง ส่วนใหญ่ 66.7% เป็นผู้ขายรายเก่าที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มาก่อนปี 2567 รองมาคือ 33% เป็นผู้ขายรายใหม่ที่ลงทะเบียนใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ปี 2567 โดยลักษณะการขายส่วนใหญ่ 54.4% เป็นผู้ขายย่อย 44.7 ขายส่ง/รับตัวแทนขาย และ 1% รับรีวิว ทั้งนี้ 29.1% ใช้แพลตฟอร์มเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) มากที่สุด รองมาคือ 26.9% เฟซบุ๊ก 17.5% อินสตาแกรม 15.2% เว็บไซต์ 7.4% ไลน์ 3.6% ติ๊กต็อก และ 0.3% ยูทูบ

“กลยุทธ์การตลาดบุหรี่ไฟฟ้าบนสื่นออนไลน์ เน้นโพสต์เพื่อสร้างการรับรู้ถึงตัวผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า การรักษาลูกค้าด้วยการจัดส่งฟรี แจก แถม และลดราคา จนกระทั่งเกิดการซื้อขาย ส่งถึงบ้าน มีเก็บเงินปลายทาง โดยผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่นิยมโพสต์ขายมากที่สุด คือ 89.3% pod รองมาคือ 6.3% ชุดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมสูบ และ 4% เครื่องเปล่า โดยแนวโน้มของการออกแบบผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเน้นให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ ความชอบของคนรุ่นใหม่ เริ่มมีการรายงานพบตู้กดขายบุหรี่ไฟฟ้า” ผศ.ดร.นพ.วิชช์ กล่าว

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ กล่าวต่อไปว่า น่าเป็นห่วงมากที่เด็กอาจกำลังตกเป็นเหยื่อการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าบนสื่อออนไลน์ เพราะหากสมองของเด็กตั้งแต่ในครรภ์ถึงอายุ 25 ปี สะสมสารนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้า จะทำให้เซลล์สมองถูกทำลายได้มาก โดยเฉพาะต่อระบบความจำ ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียน และส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ชัก หัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องคงมาตรการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีที่สุด และยังต้องเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องจริงจัง จับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบนำเข้าและขายบุหรี่ไฟฟ้าบนสื่อออนไลน์ ที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน เพื่อปกป้องเด็กจากการตลาดล่าเหยื่อนี้ 

“วิกฤตการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า หายนะกำลังคืบคลานทำร้ายลูกหลานไทย สังคมคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ จะต้องร่วมพลังกันออกมาส่งเสียงดังๆ บอกรัฐบาล ว่า 'คนไทยไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า' ร่วมกันสอดส่องดูแลหากมีสิ่งผิดกฎหมาย ช่วยกันแจ้งเบาะแส สายด่วน สคบ. 1166 และที่สำคัญผู้ปกครองและครูต้องรู้เท่าทันกลยุทธ์ล่าเหยื่อ รู้จักพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมแรงร่วมใจทั้งชาติเพื่อปกป้องลูกหลานไทยจากมหันตภัยนี้” ผศ.ดร.นพ.วิชช์ กล่าว

‘อินเตอร์ลิ้งค์ฯ’ เปิดศึกแห่งปี 'Cabling Contest' ปีที่ 12  ค้นหาสุดยอดเยาวชนที่มีทักษะชั้นเลิศด้านสายสัญญาณ

ใครจะเป็นแชมป์คนที่ 12 บนเวทีแข่งขันสุดยิ่งใหญ่แห่งปี 2567 ชิงถ้วยพระราชทานฯ ใน ‘โครงการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณ ปีที่ 12 (Cabling Contest#12)’ เพื่อค้นหาผู้ชนะเลิศเยาวชนคนเก่งที่มีทักษะเฉพาะด้านเพียงหนึ่งเดียว จากทั่วประเทศไทย พร้อมชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท โดยได้ประกาศแผนการแข่งขัน และเปิดรับสมัครผู้ที่มีความสามารถจากทั่วทุกภูมิภาคแล้วตั้งแต่วันนี้ เตรียมตัวมาปะทะกันทางความรู้ สู้ศึกด้วยทักษะกันให้พร้อม เพื่อชิงชัยคว้ารางวัลสู่ความสำเร็จ

(21 มี.ค. 67) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK  ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้าค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ ผลิตภัณฑ์ LINK จากสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่ายตู้ RACK ผลิตภัณฑ์ 19” GERMANY EXPORT RACK แถลงข่าวงานจัดการแข่งขันใน ‘โครงการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณ ปีที่ 12 (Cabling Contest#12)’ ภายใต้ความร่วมมือ และสนับสนุนโดย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้ชนะเลิศจะได้รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และถ้วยรางวัลเกียรติยศ และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท

สมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าววัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขัน พร้อมกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการว่า “โครงการฯ นี้ ดำเนินการจัดการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 จากความตั้งมั่นพร้อมอุดมการณ์ที่จะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย อีกทั้งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในทุกระดับ และทุกภาคส่วน เพื่อเป็นการผลักดัน ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ ตอบโจทย์แห่งวงการระบบโครงข่ายพื้นฐาน นำสู่การต่อยอด พัฒนา ฝึกฝน ผู้ที่มีทักษะ และมีฝีมือทางความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านนี้ ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริม ช่วยยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ให้ไปสู่การต่อยอดทางอาชีพ เพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่เยาวชนได้อย่างมีคุณภาพ ไปพร้อมกับสามารถต่อยอดองค์ความรู้ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อสอดรับการเติบโตในอนาคตอย่างมีมาตรฐาน ก้าวไปสู่การพัฒนาให้ทัดเทียมเท่ากับนานาชาติได้อีกด้วย”

สำหรับการแข่งขัน Cabling Contest ปีที่ 12 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างให้ผู้เข้าแข่งขันได้เรียนรู้ถึงระบบโครงข่ายพื้นฐานที่เป็นปัจจัยหลัก และสำคัญอย่างยิ่งในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ เพื่อก้าวให้ทันเทรนด์เทคโนโลยีแห่งยุคที่มีการพัฒนา และปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยตลอดทั้งโครงการฯ แข่งขัน จะได้เรียนรู้ถึงระบบการติดตั้ง และเข้าใจถึงการต้องเลือกอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานจาก LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE เพื่อตอบโจทย์แก่การใช้งานในทุกระบบอย่างมีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพสูงสุด นับเป็นเวทีการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เยาวชน มาร่วมประลองความรู้ ความสามารถ เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีฝีมือ และมีทักษะสุดยอดด้านสายสัญญาณ จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยที่จะนำไปสู่การต่อยอดพัฒนาทักษะ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ ให้แก่ นิสิต นักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่ม นิสิต นักศึกษา ที่ในอนาคตจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

ล่าสุด บนเวทีการแข่งขันปีที่ 12 ได้จัดรูปแบบการแข่งขันตลอดทั้งโครงการฯ ภายใต้ Concept : E-Sport เพิ่มความตื่นตา แปลกใหม่ที่ไม่ใช่แค่เพียงการแข่งขันรอบคัดเลือกผ่านหน้าจอออนไลน์อีกต่อไป เตรียมพลิกโฉมการแข่งขันให้สะเทือนวงการไปพร้อมกันตลอดทั้งปีนี้ โดยรอบคัดเลือกระดับภูมิภาค รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล จัดขึ้นในรูปแบบ ONLINE ซึ่งเป็นการสร้างสีสัน และมิติใหม่ให้แก่วงการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานฯ ระดับประเทศอีกด้วย โดยบริษัทฯ จะสนับสนุน จัดส่งชุดอุปกรณ์การแข่งขันไปยังสถานศึกษาของผู้สมัคร และไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งโครงการฯ พร้อมกันนี้ ในรอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้นในรูปแบบ Onsite ณ จังหวัดชลบุรี

สำหรับรอบคัดเลือกเพื่อเฟ้นหาตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาค มีกำหนดการเปิดประเดิมเริ่มต้นการแข่งขันขึ้นตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม 2567 ดังนี้

ตารางการแข่งขัน 

‘รอบคัดเลือกระดับภูมิภาค’
ภาคกลาง วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Online)
กรุงเทพและปริมณฑล วันที่ 12 มิถุนายน 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Online)
ภาคเหนือ วันที่ 18 มิถุนายน 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Online)
ภาคตะวันออก วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Online)
ภาคใต้ วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Online)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Online)

‘รอบชิงชนะเลิศ’ วันที่ 24 - 26 ตุลาคม 2567 (การแข่งขันในรูปแบบ Onsite ณ จังหวัดชลบุรี)

ในการคัดเลือกรอบภูมิภาค จะมีผู้ผ่านเข้ารอบ ภูมิภาคละ 10 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน ก่อนเข้าชิงชัย โดยโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน จะมีการอบรม ฝึกซ้อม เตรียมความพร้อม ก่อนลงสนามแข่งขันจริง เพื่อโชว์ศักยภาพ และทักษะทางความรู้ ความสามารถ ค้นหาเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ผู้ชนะเลิศคว้าถ้วยพระราชทานฯ ผู้ที่จะเป็นสุดยอดทักษะด้านสายสัญญาณคนที่ 12 ของประเทศไทย

สามารถลงทะเบียน - สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ‘โครงการแข่งขันสุดยอดทักษะสายสัญญาณปีที่ 12 (Cabling Contest#12)’ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ www.cablingcontest.net หรือ Website: www.interlink.co.th หรือ Facebook: INTERLINK FAN หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-666-1111 ต่อ 1705

'หมอดื้อ' เตือน!! หยุด 'มัน' เดี๋ยวนี้ ต้องเปิดโปงผู้ได้รับผลประโยชน์จาก 'มัน'

(21 มี.ค.67) นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

หยุด 'มัน' เดี๋ยวนี้และเปิดโปงผู้ได้รับผลประโยชน์จาก 'มัน'

1- มันไม่ได้อยู่ที่ต้นแขนเท่านั้น
2- มันเลื้อยเข้ากระแสเลือด
3- มันซึมเข้าไปในเซลล์ทุกแห่งในเนื้อเยื่อและทุกอวัยวะ
4- มันบังคับให้เราสร้างโปรตีนหนามในเซลล์
5- โปรตีนหนามเป็นพิษต่อเซลล์
6- โปรตีนหนามยังเป็นเป้าล่อให้ร่างกายพยายามทำลายเลยเกิดการอักเสบในร่างกาย
7- สิ่งที่หลุดรั่วออกมาจากผนังเซลล์และเนื้อเยื่อมีปฏิกิริยาเหนี่ยวนำ ทำให้เกิดโปรตีนชนิดใหม่เป็นอะไมลอยด์โปรตีน เข้าไปในหลอดเลือด ทำลายไม่ได้ เป็นสารวัตถุคงทนยืดเหนียวเหมือนหนังสติ๊ก
8- มันยังมีสิ่งแปลกปลอมเพราะกระบวนการผลิตมีดีเอ็นเอปนเปื้อนและยังมียีนส์ที่ทำให้มันเข้าไปเสียบในโครโมโซมของมนุษย์
9- คุณสมบัติของอนุภาคนาโนไขมันที่มีขยะอยู่มากและพร้อมที่จะเข้าไปเสียบในโครโมโซมของมนุษย์โดยเฉพาะที่พิสูจน์แล้วคือโครโมโซมที่เก้าและ 12
10- สิ่งที่ควรทำและต้องทำคือต้องหยุดการฉีดมันเข้าร่างกายมนุษย์

สมควรแล้วหรือไม่ที่มีเทคโนโลยีนี้นำมาใช้ในโรคชนิดต่างๆ ที่ทยอยกันออกมา 

สมควรหรือไม่ที่ต้องออกมารับผิดชอบเยียวยาผู้ที่เสียชีวิตและพิการตลอดชีวิต 

หยุด 'มัน' เดี๋ยวนี้และเปิดโปงผู้ได้รับผลประโยชน์จาก 'มัน' 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top