Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

“นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต Medical Sciences Innovations: From Lab to Life”

สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับงานงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 โดยนายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดขี้นโดยมีแนวคิดหลักคือ “นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต Medical Sciences Innovations: From Lab to Life” ในระหว่างวันที่ 5 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นประธานเปิดการประชุม วิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 และทรงพระราชทานพระดำรัสเปิดการประชุม พระราชทานโล่ที่ระลึก แก่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นใหม่ DMSc Award อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน ระดับชาติ โดยมีคณะผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข คณะผู้บริหารและบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บุคลากรจากหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณุสข รวมถึงคณะบุคคลจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์  ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็คฟอรั่มเมืองทองธานี วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เครือข่ายสุขภาพด้านต่างประเทศและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างสรรค์งานวิชาการให้มีความก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วยการสัมมนาทางวิชาการ การเสวนาโดยวิทยากรจากชาวไทยและต่างประเทศ อาทิ เรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดการควบคุมการติดเชื้อ โดย ดร.โยชิฮารุ มัตสึอุระ ศูนย์การศึกษาและการวิจัยโรคติดเชื้อ (CiDER) สถาบันวิจัยโรคจุลินทรีย์ (RIMD)มหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ความหลากหลายของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในเอเชีย โดย ดร.ยูกิฮิโระ อาเคดะ ผู้อำนวยการภาควิชาแบคทีเรียวิทยา สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น

การใช้ CAR-T Cell ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด โดย ศ.นพ.เจียนเซียง หวาง รองผู้อำนวยการสถาบันโลหิตวิทยา สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน, ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรงพยาบาลโรคเลือด,ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางคลินิกแห่งชาติโลหิตวิทยา ประเทศจีน

การควบคุมกำกับการใช้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงโมโนโคลนอลแอนติบอดีในการรักษาโรคไข้เลือดออก โดย ดร.เพ็ดดี เรดดี้ และ ดร.อนิรุธา โปเตย์ จากสถาบันเซรุ่มอินเดีย

นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์จากโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช,โรงพยาบาลราชวิถี,โรงพยาบาลรามาธิบดี, ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่จะมาบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ด้านการรักษา การศึกษาวิจัย 

รวมทั้งยังมีภาคเอกชนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ เช่น เรื่อง เถ้าแก้น้อย "วัยรุ่นพันธุ์แลปสู่นวัตกรรมพันล้าน" โดย ดร.วิสุทธิ์ วีระกุลพิริยะ จาก บริษัท เถ้าแก่น้อยฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และยังมีหน่วยงานอื่นๆที่น่าสนใจอีกหลายหน่วยงาน
การนำเสนอและประกวดผลงานทางวิชาการ

ในงานมีการเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักวิชาการได้มีเวทีนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์โดยเฉพาะในปีนี้นอกจากงานวิชาการในเชิงลึกแล้ว มีการเปิดเวทีให้งานประเภท Routine to Research ที่มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในงานประจำ มาร่วมนำเสนอผลงานด้วย

การจัดงานครั้งนี้มีผลงานที่ส่งเข้าร่วม 426 เรื่องแบ่งเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการ การนำเสนอด้วยวาจา 47 เรื่อง โปสเตอร์ 211 เรื่อง R2R 168 เรื่องและการนำเสนอผลงานทางวิชาการของผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น และผู้ได้รับรางวัล DMSc award ตลอดจน อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับชาติ

การแสดงเทคโนโลยีทางการแพทย์ มีการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อให้ที่ผู้สนใจเข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ในปัจจุบัน อาทิ
- บูทนิทรรศการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แสดง  
  ผลงานดังนี้
* ด้านชันสูตรโรค แสดงการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านโรคติดเชื้อโรคไม่ติดเชื้อและโรคทางพันธุกรรมในทุกช่วงวัยของคนไทย (เกิดจนตาย) ตลอดจนการวิจัยพัฒนาและการให้บริการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง: Advanced therapeutic medicinal products
* ด้านคุ้มครองผู้บริโภค จัดแสดงการคุ้มครองผู้บริโภคใส่ใจทุกช่วงวัยของชีวิต
* ด้านสมุนไพร แสดงกระบวนการวิจัยพัฒนาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
* ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน แสดงงานวิทยาศาสาตร์การแพทย์ชุมชนจากแล็บสู่คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในชุมชน โดยการดำเนินการของ อสม.นักวิทย์และศูนย์แจ้งเตือนภัย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ OTOP/SME ด้านอาหารและเครื่องสำอางจากสมุนไพร

- นอกจากนี้ยังมีบูทจากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนอื่นๆอีกกว่า 100 บูท อาทิองค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หน่วยชีวสนเทศทางการแพทย์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท Engine Life คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เอส เอ็มอี ฯลฯ ที่จะมาจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ร่วมงาน

และในงานนี้ได้รับความสนใจจาก เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเข้าร่วมงานและเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสำหรับในส่วยของเภสัชและนักเทคนิคการแพทย์สามารถเก็บสะสมคะแนนการศึกษาต่อเนื่องได้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่….
โทรศัพท์ : 0 29510000
เว็บไซต์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ : www.dmsc.moph.go.th
FB : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

โฆษก สธ. เผย อีก 42 จังหวัดลงประกาศราชกิจจา อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม ให้บริการตามนโยบาย '30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว' หลังนำร่องไปแล้ว 4 จังหวัด

นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า การขับเคลื่อนให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว หลังจากนำร่องไปแล้วเฟสแรก 4 จังหวัดและคิกออฟไปแล้วเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 และเฟสสอง เฟสสามตามลำดับ ยังต้องใช้เวลาในการเตรียมการอยู่อีกหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนของรัฐบาลที่ได้แบ่งจังหวัดในการเริ่มนโนบายเป็น 4 ระยะ โดยขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมดำเนินการระยะที่ 4 ใน ซึ่งนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะครอบคลุมทั้งประเทศภายในปี 2567 ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ 

“การขับเคลื่อนที่ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาฯ นั้น การเริ่มให้บริการขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีการประกาศให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบอีกครั้ง แต่ทั้งนี้จะเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลวางไว้ คือจะครอบคลุมทั้งประเทศภายในปีนี้ สำหรับในส่วนของพื้นที่ กทม. นั้น ด้วยเป็นพื้นที่มีประชาชนอาศัยหนาแน่ รวมถึงจำนวนหน่วยบริการที่มีจำกัด ไม่มีเพียงพอ ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ใน กทม. จึงกำหนดเป็นนโยบาย“บัตรประชาชนใบเดียว ไปปฐมภูมิได้ทุกแห่ง” ที่ประชาชนเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยให้เริ่มต้นไปรับบริการที่หน่วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขที่สะดวกก่อน แต่หากไม่ดีขึ้นก็ให้เข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำของท่าน แต่หากเกิดขีดความสามารถในการดูแลโดยหน่วยบริการประจำ ก็จะมีระบบส่งต่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพต่อไป โดยประชาชนสามาถสังเกตป้ายคลินิกปฐมภูมิ 7 วิชาชีพได้แก่ คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกทันตแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นคลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น คลินิกกายภาพชุมชนอบอุ่นและร้านยา

ขณะนี้ สปสช.เขต 13 กทม. ได้ร่วมมือกับสภาวิชาชีพทางการแพทย์ ในการเชิญชวนสถานพยาบาล คลินิกเอกชน และร้านยา เข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบเพื่อให้บริการประชาชนตามนโยบาย โดยจากข้อมูล ล่าสุดมีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยนวัตกรรมบริการสาธารณสุขใน กทม. จำนวน 1,135 แห่งแล้ว ประกอบด้วย คลินิกชุมชนอบอุ่น 134 แห่ง คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น 38 แห่ง คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น 89 แห่ง คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น 20 แห่ง คลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น 12 แห่ง ร้านยาชุมชนอบอุ่น 830 แห่ง และคลินิกการพยาบาลชุมชนอบอุ่น 13 แห่ง โดยประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหน่วยบริการเอกชนได้ที่ลิ้งค์ของสปสช. https://www.nhso.go.th/page/Innovative-services-pilot-provinces 

“สปสช.เขต 13 กทม. อยู่ระหว่างการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนให้สถานพยาบาล คลินิกเอกชน และร้านยา ที่กระจายอยู่ในเขตต่างๆ มาร่วมสมัครเพื่อให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ กับ สปสช. ซึ่งทันทีที่ได้จำนวนตามเป้าหมายแล้ว จะมีการเปิดตัวการให้บริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ให้ประชาชนรับทราบต่อไป” โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

‘รร.ราชินีวิพัฒน์ ฉะเชิงเทรา’ ประกาศเลิกกิจการถาวร หลังประสบวิกฤตนักเรียนใหม่น้อย-ไม่ได้ยอดตามเป้า

เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 67) ผู้สื่อรายรายงานว่า โรงเรียนราชินีวิพัฒน์ ออกประกาศ ‘เลิกกิจการ’ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของทางโรงเรียน หลังเผชิญวิกฤต ‘จำนวนเด็กนักเรียนน้อย’ โดยเนื้อความในประกาศชี้แจงรายละเอียดดังนี้

‘ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโรงเรียนราชินีวิพัฒน์ ครั้งที่ 4/2566 วันที่ 27 เมษายน
2567 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เลิกกิจการโรงเรียนราชินีวิพัฒน์ เมื่อสิ้นปีการศึกษา 2566 เนื่องจากโรงเรียน ประสบปัญหาจำนวนนักเรียนไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ ประกอบกับไม่มีนักเรียนประสงค์ศึกษาต่อในปีการศึกษา 2567’

‘โรงเรียนราชินีวิพัฒน์จึงได้ดำเนินการแจ้งขอเลิกกิจการโรงเรียนต่อสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
ฉะเชิงเทรา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขอประกาศเลิกกิจการโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป’

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานพระราชวโรกาส ‘ครู-นักเรียน’ เข้าเฝ้า ก่อนเดินทางร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี 2567

เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

“วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นำนักเรียนที่จะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี ๒๕๖๗ พร้อมด้วยคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ กราบถวายบังคมลา”

“ต่อจากนั้น ทรงเป็นองค์ประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๗ ของคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

นครพนม-ฉก.ทพ.21 โชว์ฝีมือตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ จำนวน 109 มัด ประมาณ 218,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.67 ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี  บ้านปากห้วยม่วง ต.นาเข อ.บ้านแพง จ.นครพนม  พ.อ. อินทราวุธ ทองคำ ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21, พ.ต.อ.สุนันท์  สร้อยสุด  ผกก.สภ.บ้านแพง, น.ท.ไพโรจน์  แก้วพลอย  หัวหน้าสถานีเรือบ้านแพง, ร.ท.วันชาติ  เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านแพง  หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่แถลงข่าวการตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่จากขบวนการค้ายาบ้าข้ามชาติ ใช้การขนมาแบบกองทัพมด จำนวน 109 มัด ประมาณ  218,000 เม็ด โดยตรวจยึดได้ในพื้นที่บริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.แพงใต้ ม.11 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม

โดยเมื่อ วันที่ 20 มิ.ย.67 เวลา ประมาณ 00.45 น. พ.อ. อินทราวุธ ทองคำ ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไม่ทราบจำนวน จากขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติล็อตใหญ่จากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งประเทศไทย บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณพื้นที่บ้านแพงใต้ หมู่ที่ 11 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อลำเลียงขนส่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในให้กับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดภายในประเทศ                    

จึงสั่งการให้ ร.ท.วันชาติ  เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 วางแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจตามภาพข่าวที่ได้รับแจ้งตรวจพบการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด และตรวจยึดของกลาง ยาเสพติดประเภทที่ 1(ยาบ้า) หน่วยจึงจัดกำลังพลชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าทำการเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ตามพื้นที่เพ่งเล็งจุดเสี่ยงตามภาพข่าว กำลังพลที่ทำการเฝ้าตรวจได้ตรวจการณ์ด้วยกล้องตรวจการณ์กลางคืน สังเกตุเห็นราษฎรชาย จำนวน 3 คน แบกสิ่งของต้องสงสัยเดินมาในเส้นทางตามภูมิประเทศ ห่างจากจุดที่ กำลังพลของหน่วยทำการเฝ้าตรวจอยู่ ประมาณ 200 เมตร จึงได้ทำการคืบคลานเข้าไปยังพื้นที่ใกล้กับเส้นทางที่ราษฎรชายต้องสงสัยเดินอยู่  ครั้นเมื่อเข้าไปได้ระยะประมาณ 100 เมตร ราษฎรชายทั้ง 3 คนได้สังเกตเห็น 

จึงได้ทิ้งสิ่งของที่แบกมา แล้วทำการวิ่งกระโดดลงแม่น้ำโขง ว่ายหลบหนีไปกับความมืด หน่วยจึงเข้าตรวจสอบสิ่งของต้องสงสัย จำนวน 2 กระสอบ พบว่าสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในเป็น ยาเสพติดประเภทที่ 1(ยาบ้า) ห่อหุ้มด้วยกระดาษไขพันทับด้วยเทปกาวพิมพ์อักษร  Y1 อยู่ในถุงพลาสติกสีดำ ใส่ไว้ในถุงกระสอบอีกชั้นหนึ่ง หน่วยจึงได้ทำการตรวจยึดของกลางมายัง บก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 เพื่อทำการตรวจสอบ และตรวจนับของกลางอย่างละเอียด จำนวน 109 มัด ประมาณ  218,000 เม็ด  จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด และประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมแถลงผลการตรวจยึดในครั้งนี้ และถ่ายภาพการตรวจยึดพร้อมทั้งได้นำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำนักงานศาลปกครองโดยสำนักประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ สำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก จัดงานศาลปกครองพบสื่อมวลชนออนไลน์ ประจำปี พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 4

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลปกครอง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ สำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก จัดงานศาลปกครองพบสื่อมวลชนออนไลน์ ประจำปี พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 4 ให้แก่สื่อมวลชนท้องถิ่นในพื้นที่เขตอำนาจของศาลปกครองพิษณุโลก จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดพิจิตร เพื่อเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลปกครอง การดำเนินคดีปกครองและกระบวนวิธีพิจารณาคดีปกครอง 

เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองกับสื่อมวลชน ตลอดจนเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของศาลปกครองให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายประพัฒน์ ตันสุวรรณนนท์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง เป็นประธานเปิดโครงการฯ นายเฉลิมวุฒิ เครืออินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีศิริวัฒน์ สิมนาม ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการคดีปกครอง บรรยายเรื่อง “คดีพิพาทที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองพิษณุโลก” และ“คดีที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน” และนางจตุภรณ์ แก้วคุ้มภัย ตุลาการศาลปกครองกลาง  บรรยายเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครองและคดีปกครอง" ผ่านระบบออนไลน์ Cisco Webex Meetings และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live สำนักงานศาลปกครอง โดยมีสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

‘เจ้าของร้านฟู่โหย่ว’ ชี้แจงหลังเกิดดรามา ‘เก็บค่านั่งรอไรเดอร์’ ยัน!! ไม่เคยสั่งให้ติด พร้อมแก้ไข ‘เปลี่ยนผู้จัดการ-จัดระบบใหม่’

(20 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี โซเชียลฯ วิจารณ์กรณีที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ขายข้าวมันไก่สิงคโปร์ ถนนผดุงพานิช ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ติดป้ายบริเวณประตูระบุว่า ‘ไรเดอร์รอในร้าน ค่าบริการ 10 บาทค่ะ’ ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหาร และลูกค้าในร้านมองว่าทางร้านใจแคบหรือไม่ที่ให้ไรเดอร์ไปรอด้านนอกซึ่งอากาศร้อนจัด และไรเดอร์รายหนึ่งได้ระบายว่า ‘ทำเกินไปหรือเปล่าครับ ผมจะไม่รับ (ออเดอร์) ร้านนี้อีก ทำเกินไปไม่เห็นใจไรเดอร์เลย ที่นี่ร้อยเอ็ด’

ต่อมาทางร้านได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงในประเด็นดรามาที่เกิดขึ้นซึ่งทางร้านเผยว่า ไม่ได้เจตนา แต่เพื่อปรามไม่ให้เข้ามานั่งในร้าน อ้างรักษาความปลอดภัยลูกค้า และมีพื้นที่คับแคบ ย้ำยังไม่เคยเก็บเงินใด ๆ

ล่าสุดวันนี้ เพจ ‘ข้าวมันไก่สิงคโปร์ฟู่โหย่ว’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้เป็นทางเจ้าของร้านได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจ โดยได้ระบุข้อความว่า…

“ดิฉัน น.ส.พัชราภรณ์ เป็นเจ้าของร้านฟู่โหย่ว”

“ขออนุญาตชี้แจง กรณีที่ทางร้านเรียกรับเงินกับไรเดอร์ ที่เข้ามานั่งรอรับอาหาร และต่อมามีการลงในโซเชียล และมีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นนั้น ดิฉันขอชี้แจงรายละเอียดดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567”

“ดิฉันได้มาเปิดร้านที่ร้อยเอ็ด หลังเปิดร้านค้า ดิฉันได้ว่าจ้างพนักงานเข้ามาดูแลกิจการแทน เนื่องจากดิฉันมีเรียนและมีกิจการอย่างอื่นที่ต้องดูแล นานๆดิฉันจึงจะเดินทางมาดูแลธุรกิจเป็นบางครั้งคราว”

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดิฉันต้องกราบขอโทษลูกค้าและไรเดอร์อย่างมากที่ทำให้เกิดเรื่องราวไม่ดีเกิดขึ้น ดิฉันไม่ได้ทราบการติดป้ายนี้แต่อย่างใด และไม่เคยสั่งให้ติด เมื่อได้ทราบข่าว ดิฉันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะรีบจัดการแก้ไข และเปลี่ยนผู้จัดการร้านใหม่และระบบในร้านใหม่ทั้งหมด”

“ตั้งแต่บัดนี้ ขอโทษพี่ไรเดอร์และทุกท่านที่ทำให้เดือดร้อนและที่ทำให้ทุกท่านรู้สึกไม่ดีทุกคนคะ ทางเราจะรีบจัดการแก้ปัญหาเรื่องนี้และดูแลไรเดอร์เหมือนลูกค้าเรา”

“ขอบพระคุณค่ะ พัชราภรณ์ (เจ้าของร้านฟู่โหย่ว)”

‘ศูนย์การสุนัขทหารฯ’ เปิดประมูล ‘น้องหมา’ ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 66 ตัว 3 สายพันธุ์ เตรียมปักหมุดรอ 6 กรกฎาคมนี้

(20 มิ.ย.67) ศูนย์การสุนัขทหาร กองทัพบก เตรียมเปิดประมูลสุนัขทหารไม่ผ่านเกณฑ์ 66 ตัว จำนวน 3 สายพันธุ์ ลาบราดอร์, เยอรมันเชฟเพิร์ด และ มาลีนอยส์ เพื่อหาคนที่รักสัตว์รับไปดูแลต่อในวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567 เวลา 08:00 น.ณ ศูนย์การสุนัขทหาร กรมการสัตว์ทหารบก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

โดยรอบนี้ มีน้อง ๆ สุนัขสวย ๆ เยอะ แบบสวย ดุดัน ไม่เกรงใจใคร อาทิ…

CINDY เพศ เมีย พันธุ์ MN. ทะเบียน D - 2464
วันเกิด 31 ม.ค.64 อายุ 3 ปี 4 เดือน เริ่มต้น 3,000 บาท

EVIAN เพศ เมีย พันธุ์ GS. ทะเบียน D - 1962
วันเกิด 1 ส.ค.62 อายุ 4 ปี 10 เดือน เริ่มต้น 2,500 บาท

>> สำหรับเอกสารที่ใช้ในการประมูล
กรณีบุคคลธรรมดา
- สำเนาบัตรประชาชน
- ภาพถ่ายสถานที่ที่จะนำสุนัขไปเลี้ยงดู

กรณีนิติบุคคล
- สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ หรือหนังสือรับรองจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท
- ภาพถ่ายสถานที่ที่จะนำสุนัขไปเลี้ยงดู

‘ธปท.’ เปิดตัวธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง ร.10’ ชนิดราคา 100 บาท 10 ล้านฉบับ เปิดให้แลก 23 ก.ค.นี้

(20 มิ.ย.67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสแลกธนบัตรไว้เป็นที่ระลึก และมีส่วนร่วมในการแสดงความจงรักภักดี

โดย นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธปท. จัดทำธนบัตรที่ระลึกในชนิดราคา 100 บาท จำนวนทั้งสิ้น 10 ล้านฉบับ โดยธนบัตรได้รับการออกแบบเป็นแนวตั้ง เพื่อให้พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความโดดเด่น งดงาม มีความพิเศษแตกต่างจากธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป และได้จัดพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง บนวัสดุพอลิเมอร์ เพื่อให้มีความทนทาน รวมทั้งมีลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงอย่างครบถ้วน

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธนบัตรที่ระลึกนี้สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยจ่ายแลกในราคาฉบับละ 100 บาท พร้อมกันนี้ ธปท. ได้จัดทำแผ่นพับสำหรับธนบัตรที่ระลึกดังกล่าว จำนวน 2 ล้านชุด เพื่อจำหน่ายในราคาชุดละ 10 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายแผ่นพับทั้งหมด จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจ สามารถติดต่อขอแลกธนบัตรที่ระลึกนี้ได้ที่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และที่ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

'กระทรวงแรงงาน' จับมือ 'ซีพี แอ็กซ์ตร้า' ส่งเสริมการมีงานทำ ฝึกทักษะผู้สูงอายุ รองรับสังคมสูงวัย ในโครงการ '60 ยังแจ๋ว'

วันที่ 20 มิ.ย.67 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ ระหว่าง กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมผนึกกำลังสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป  เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ควบคู่การเพิ่มบทบาทและสร้างคุณค่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้ผู้สูงวัย โดยโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 
1.การจ้างงานผู้สูงอายุ ปฏิบัติงานในสาขาของ แม็คโคร และ โลตัส 
2. “เถ้าแก่วัยเก๋า” โครงการฝึกอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานอิสระหรือมีธุรกิจของตนเอง และ 3. “ตลาดสุขใจวัยเก๋า” เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้กับพ่อค้าแม่ค้าสูงวัยในพื้นที่ของสาขาแม็คโคร-โลตัส โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำการสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้กับคนไทย

นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ทำให้ต้องมีการขับเคลื่อนการส่งเสริมการมีงานทำแก่ผู้สูงอายุให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ สร้างหลักประกันที่มั่นคงด้านรายได้ สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้แก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนเป็นการเพิ่มบทบาทและคุณค่าของผู้สูงอายุด้วยการมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในด้านสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ จึงจัดทำบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ ระหว่างกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ทั้ง 3 ฝ่ายจะร่วมมือในการขับเคลื่อนมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกรมการจัดหางาน ทำหน้าที่ส่งเสริมการมีงานทำในตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำหน้าที่สนับสนุนหลักสูตรการฝึกอบรม และการจัดฝึกอบรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ทักษะ สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ เช่น การทำเบเกอรี่ การประกอบอาหารว่างและเครื่องดื่ม การทำอาหารจานด่วนเพื่อจำหน่าย การประกอบอาหารไทยเชิงธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น ระยะเวลาการฝึก 18-30 ชั่วโมง      

ในส่วนของ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)(แม็คโคร - โลตัส) จะจ้างงานผู้สูงอายุตามกรอบนโยบายที่สถานประกอบการกำหนด และเตรียมความพร้อมรองรับการจ้างงานผู้สูงอายุ พร้อมกับจัดส่งตำแหน่งงานว่างสำหรับผู้สูงอายุให้กรมการจัดหางาน และร่วมจัดหลักสูตรการฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน ที่จะสร้างกรอบความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำ เพราะผู้สูงอายุมีความเพียบพร้อมไปด้วย วัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์จากการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ใช้แรงงานได้เป็นอย่างดี โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภายในปี พ.ศ. 2567 จำนวน 800 คน เบื้องต้นบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมรับผู้สูงอายุทำงานในสถานประกอบการแม็คโคร และโลตัส ในงานที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ เป็นงานที่ไม่หนัก และไม่เป็นอันตราย อาทิ ตำแหน่งจัดเรียงสินค้า ตำแหน่งบริการลูกค้า ณ จุดบริการลูกค้า เป็นต้น มีรายได้ไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับผู้สูงอายุด้วย

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับกระทรวงแรงงาน ในโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ร่วมส่งเสริมการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัยในสังคม โดยการจ้างงานผู้สูงอายุทำงานในสาขาแม็คโคร-โลตัส รวมถึงส่งเสริมทักษะอาชีพ และเปิดพื้นที่ให้จำหน่ายสินค้า ทั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมสนับสนุนความแตกต่าง ความหลากหลาย เปิดกว้างรับคนทำงานตามความสามารถและทักษะ ควบคู่การเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้กับทุกคน”  

นอกจาก การจ้างงานแล้ว ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังได้มีกิจกรรมสนับสนุนผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ทั้ง
“เถ้าแก่วัยเก๋า” ที่ขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ ได้รับการฝึกอาชีพสร้างรายได้ให้กับตนเอง และโครงการ “ตลาดสุขใจวัยเก๋า” ที่เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า ขยายช่องทางจำหน่ายช่วยพ่อค้าแม่ค้าสูงวัยในแต่ละชุมชนได้เข้าถึงลูกค้าผ่านสาขาของ แม็คโคร – โลตัส โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นขององค์กรในสร้างคุณค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่สังคม (Social impact & economic contribution) ขยายโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับผู้สูงวัย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีความสนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อได้ที่ แม็คโคร และ โลตัส หรือติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job center) อาคาร 3 ชั้น ด้านหน้ากระทรวงแรงงาน เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top