Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

'โทลล์เวย์' เสียงแข็ง!! ยื่น 3 เงื่อนไข แลกชะลอขึ้นค่าผ่านทาง 'ขยายสัมปทาน-ให้สร้างส่วนต่อขยาย-ได้สัมปทานส่วนต่อฯ'

(21 มิ.ย. 67) นายสมบัติ พานิชชีวะ ประธานกรรมการบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ โทลล์เวย์ เปิดเผยว่า หากกระทรวงคมนาคมจะให้ชะลอการขึ้นค่าผ่านทางวันที่ 22 ธันวาคม 2567 นี้ บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือ และขอความเป็นธรรมด้วย ควรต้องมีการหารือร่วมกัน หากบริษัทดำเนินการแล้วจะชดเชยอะไรให้บริษัทบ้าง เพราะทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานทำไว้กับกรมทางหลวง (ทล.) ที่ปรับราคาได้ทุก 5 ปี ตลอดอายุสัญญา ครั้งละ 5-10 บาท ปัจจุบันบริษัทยังเหลือสัมปทาน 10 ปี ยังเหลือการปรับราคาอีก 2 ครั้ง คือ รอบวันที่ 22 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2572 และครั้งสุดท้ายวันที่ 22 ธันวาคม 2572 ถึงสิ้นสุดสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2577

นายสมบัติ กล่าวว่า “สัญญายังไม่หมด คงทำอะไรไม่ได้ ถ้ากระทรวงคมนาคมหรือรัฐต้องการให้เราชะลอขึ้นค่าผ่านทาง ก็ต้องมาคุยกัน จะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง อย่าผลักภาระมาให้เราฝ่ายเดียว รัฐต้องช่วยเอกชนด้วย แนวทางที่ง่ายสุด คือ ขยายอายุสัมปทาน เพราะรัฐไม่ต้องชดเชยรายได้ให้ หรือให้เราลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างส่วนต่อขยายจากรังสิต-บางปะอินให้และรับสัมปทานตลอดโครงการตั้งแต่ดินแดง-บางปะอินก็ได้ ทุกอย่างอยู่ที่การเจรจา อย่างไรก็ตามโทลล์เวย์เป็นทางเลือกในการเดินทาง ไม่ใช่ทางที่ผูกขาด ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการหรือไม่ใช้ก็ได้ ปัจจุบันโทลล์เวย์มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยกว่า 100,000 คันต่อวัน”

ทั้งนี้ ยังกล่าวต่ออีกว่า สำหรับค่าผ่านทางที่จะใช้วันที่ 22 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2572 ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ ปรับจาก 80 บาท เป็น 90 บาท มากกว่า 4 ล้อ จาก 110 บาท เป็น 120 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน 4 ล้อ ปรับจาก 35 บาท เป็น 40 บาท มากกว่า 4 ล้อจาก 45 บาท เป็น 50 บาท

ส่วนครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2572 ถึงสิ้นสุดสัมปทาน ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท มากกว่า 4 ล้อ จาก 120 บาท เป็น 130 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ จาก 40 บาท เป็น 45 บาท มากกว่า 4 ล้อ ปรับจาก 50 บาท เป็น 55 บาท

‘อานตี้ แอนส์’ สั่งพ้นสภาพ ‘พนักงานปากแจ๋ว’ ด่าทอลูกค้า พร้อมกราบขออภัย - สัญญาจะไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าว 3 โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่มีลูกค้าสาวรายหนึ่ง มีปากเสียงกับพนักงานร้านขนมชื่อดังในห้างสรรพสินค้าย่านรามอินทรา โดยในคลิป พนักงานมีการโต้เถียงกับลูกค้า บอกว่า ที่เล่นโทรศัพท์ คุยกับหัวหน้า ทำงานอยู่ บอกลูกค้าว่าอย่าหาเรื่อง และไล่ให้ลูกค้าไปศัลยกรรม ลูกค้าก็เถียงกลับว่าไม่ได้หาเรื่อง แต่พนักงานพูดจาไม่ดีใส่ลูกค้าก่อน

โดยล่าสุด ทางเพจ Auntie Anne’s Thailand ได้มีการโพสต์แถลงการณ์ ระบุว่า 

“อานตี้ แอนส์ กราบขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างสูง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น”

“ทางแบรนด์ได้พิจารณาลงโทษขั้นสูงสุดกับพนักงาน โดยให้สิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงานนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และขอให้คำมั่นว่าจะดูแลพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงอบรมพนักงาน เน้นย้ำถึงมาตรฐานการให้บริการที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก” 

ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 มิ.ย.67 น.ส.เอ (นามสมมติ) เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์‘ กรณีดังกล่าว ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 20 มิ.ย.67 ที่ผ่านมาโดยกล่าวว่า…

“ตนได้เข้าไปสั่งน้ำที่ร้านดังกล่าว ตอนแรกสังเกตเห็นแล้วว่า พนักงานเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียส ก็สั่งออเดอร์ตามปกติ แล้วยืนรอน้ำ”

“ต่อมามีคุณป้าที่มาสั่งออเดอร์ต่อจากตน พนักงานก็ถามว่ารับอะไร แต่ยังคงเล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย พอคุณป้าบอกว่า ขอใช้คูปองซื้อ พนักงานก็หยิบใบโปรโมชันมาวางแล้วไม่พูดอะไร คุณป้าก็มองว่าต้องทำยังไง เหมือนเล่นโทรศัพท์ไม่คล่อง”

“พนักงานก็ชี้ว่าให้สแกน แต่ไม่ได้ช่วยเหลือ ตนก็ยืนมองอยู่พักหนึ่ง เห็นคุณป้ามองขึ้นมองลง สแกนไม่ได้ ตนเลยเดินเข้าไปถามว่า ให้ช่วยไหม ระหว่างที่ช่วยสแกน ตนก็พูดกับคุณป้าว่า พนักงานไม่บริการเลย”

“พอพนักงานได้ยิน ก็เก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วเงยหน้ามาพูดกับตนว่า ก็แจ้งให้สแกนแล้วไงคะ ตนก็ตอบกลับว่า แล้วไม่ได้ดูหรอว่าลูกค้าสแกนไม่ได้ พนักงานก็มีท่าทีโมโห พูดขึ้นมาว่า “ก็แจ้งแล้วไงคะว่าให้สแกน เสือก” พอตนได้ยินคำนี้ จึงอารมณ์ขึ้นทันที ก็สวนกลับคำหยาบไปเหมือนกัน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามในคลิป”

“ซึ่งตอนที่พนักงานบอกว่าให้ตนไปศัลยกรรม ตนก็งงและตกใจว่ามันเกี่ยวอะไรกัน แต่ตนคิดว่าเป็นเพราะว่าวันนั้นตนใส่ชุดนอนไป ไม่ได้แต่งหน้าแต่งตัว พนักงานเลยมองว่าตนเป็นเด็ก แล้วกล้ามีปากมีเสียงด้วยหรือไม่ หลังเกิดเหตุตนได้ไปแจ้งกับทางห้าง ซึ่งก็มีผู้บริหารเข้ามาพูดคุยและบอกว่าจะร้องเรียนให้”

“จากนั้น ทางบริษัทก็ติดต่อมา บอกว่า พนักงานคนนี้ทำประจำอยู่ที่สาขานี้มานานแล้ว อาจจะคิดว่าตนเองเป็นคนเก่าแก่ อยู่มานาน เลยแสดงกิริยาแบบนี้ออกมา ตนก็บอกว่า ตนไม่ขอรับคำขอโทษ ตนยินดีให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และต้องการให้พนักงานคนนี้ถูกลงโทษให้ออก เพราะจากพฤติกรรมไม่ควรที่จะทำงานต่อ หากไปเจอลูกค้าที่ปะทะรุนแรงกว่านี้ เหตุการณ์จะบานปลาย”

“โดยล่าสุด ที่บริษัทมีคำสั่งให้พนักงานคนนี้พ้นสภาพ ตนก็รู้สึกดีที่บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ เข้าใจหัวอกผู้บริโภค ว่าการกระทำของพนักงานคนนี้นั้นไม่ถูกต้อง และตนก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว เพราะจุดประสงค์ที่ร้องเรียนไปตั้งแต่แรก ก็แค่ต้องการให้ผู้บริหารบริษัทรับทราบว่ามีพนักงานที่มีพฤติกรรมแบบนี้ และยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้ง หรือให้สังคมโจมตี ปิดช่องทางทำมาหากิน เพียงแต่ต้องการให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนกับพนักงาน ถ้าในอนาคตได้ไปทำงานที่ใหม่ ก็จะได้มีสติมากกว่านี้”

น.ส.เอ ยังบอกด้วยว่า “ตนก็เคยฝึกงานพาร์ทไทม์แบบเดียวกันนี้ มองว่า พนักงานควรจะควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ และลูกค้าก็ไม่ได้พูดแดกดันหรือหยาบคายใส่ก่อน แต่ถามเพราะพนักงานไม่ต้อนรับลูกค้า ก็ควรจะเก็บอารมณ์ให้มากกว่านี้ หรือเลือกคำตอบให้กับลูกค้าได้ดีกว่านี้ ถ้าไม่มีคำว่า ‘เสือก’ ทุกอย่างอาจจะจบได้ดีกว่านี้ แม้แต่พนักงานอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องยังพูดขอโทษตน แต่กับพนักงานคนนี้ ไม่มีคำขอโทษออกมาเลย”

'โซเชียล' ตะลึง!! ชาวเมียนมาจบวิศวะ ภาษาดี เรียกเงินน้อย ใช้ 'ค่ะ' ถูกต้อง ชี้!! เจอคนแบบนี้เยอะ อาจทำเด็กไทยอยู่ยาก แต่ประเทศไทยจะอยู่ได้

(21 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กเพจ 'รักภาษาไทย อย่าใช้ผิด' ได้โพสต์ข้อความชวนคิด กรณีชาวเมียนมาท่านหนึ่งที่มีโปรไฟล์ดีโพสต์สมัครงาน จนเกิดการแชร์เป็นไวรัล ระบุว่า...

“ คนพม่าจบวิศวะ พัฒนาความรู้และมีประสบการณ์การทำงาน ใช้คำว่า ‘ค่ะ’ ถูก พูดภาษาอังกฤษได้ เรียกเงินเดือน 12,000 บาท เด็กไทยอยู่ยากแล้วค่ะ ”

นอกจากนี้ทางเพจ ยังได้โพสต์ตอีกว่า “ เล่านิด: ด้วยสภาพความไม่เรียบร้อยในบ้านเขา จึงทำให้หลายคนออกนอกประเทศ และเข้ามาหางานในไทย ”

“ ตอนนี้ครูต่างชาติสัญชาติพม่ามากพอๆ กับฟิลิปปินส์ ”

“ ถ้าคุณคนนี้สอนหนังสือได้ ยิ่งถ้าเป็นวิชาหลัก เช่น Science, Math เขาได้งานแน่นอนค่ะ ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ โลกโซเชียลก็ออกมาให้ความเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มองว่า Gen Z ของไทย อาจจะลำบากในการหางานต่อจากนี้ เพราะไม่สนใจความรู้วิชาการ วัน ๆ หนึ่งท่องแต่โซเชียล เสพแต่คอนเทนต์บันเทิง แถมมีเปราะบางทางจิตใจ ส่วนทางกายงานหนักไม่เอา เบาไม่สู้ สนใจแต่ความงาม อยากได้คู่ชีวิตที่สวย / หล่อ รวย มองเงินคือพระเจ้า แต่ไม่มีคุณสมบัติที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ แถมยังไปวัดเพื่อขอหวยและขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ร่ำรวยลูกค้า

ขณะที่บางคอมเมนต์ ก็มองว่า ถ้ามีต่างชาติคุณสมบัติแบบนี้เยอะ ๆ ก็ควรให้สัญชาติไปเลย คนมีความรู้ความสามารถแบบนี้ ต้องดึงมาเป็นคนไทย

ด้าน คุณเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ก็ได้แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า " เด็กไทยอาจอยู่ยาก แต่ถ้าเปิดใจรับแบบนี้เยอะ ๆ ประเทศไทยจะอยู่ได้ "

ขณะที่ เพจ 'สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา' ก็ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นด้วยเช่นกัน ว่า...

" สาวเมียนมาอายุ 27 ปี จบวิศวะเครื่องกล มีใบเซอร์บริหารโครงการ ภาษาอังกฤษดีมาก ทำ CV มาอย่างดี เรียกเงินเดือน 12,000 เท่านั้น ไม่สนชื่อตำแหน่ง ที่สำคัญ ใช้ ‘ค่ะ’ ได้อย่างถูกต้อง ดูทรงแล้ว Gen Z ไทย คงต้องไปเน้นหาสามีต่างชาติรายได้สูงที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วครับ 555 "

‘เพจดัง’ เร่งล่าตัว ‘คนใจโหด’ ใช้หนังยางรัดคอ ‘เจ้าเมก้า’ ทำ ‘เนื้อตาย-ติดเชื้อ’ ทนเจ็บอยู่หลายวันกว่าเจ้าของจะรู้ตัว

(21 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ ‘Mootoo’ โพสต์ภาพและข้อความ ตามหาคนทำร้ายเมก้า ความว่า…

“วันนี้จะมาเตือนภัย และเพื่อเป็นอุทาหรณ์ ให้กับทุก ๆ คนนะคะ”

“อย่างที่เอฟซีหลายๆคนรู้ว่า มู่ทู่ จะมีน้องชื่อ เมก้า (ซึ่งเมก้าเป็นน้องหมาของพี่ชาย แม่น้องมู่ทู่เองค่ะ) มู่ทู่ และ เมก้า มักจะอยู่ประจำที่ร้าน MegaMoo Boardgame Cafe”

“เช้าวันนี้เมก้ามีอาการคางบวมผิดปกติ และมีน้ำลายยืดเยอะค่ะ (ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนยังวิ่งร่าเริงอยู่เลยค่ะ) พอพาไปหาคุณหมอ ถึงได้รู้ว่า เมก้าโดนคนใจโหด นำยางรัดของ 2 เส้น มารัดอยู่ที่คอค่ะ และโดนรัดมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2-3 วัน”

“ด้วยความที่เมก้าเป็นหมาที่ดื้อมาก ๆ ค่ะ น้องร่าเริง วิ่งเล่น ดีดตลอดเวลา และที่สำคัญคือน้องขนยาวมากค่ะ (ในรูปคือใส่ปลอกคอทุกรูปเลยนะคะ แต่จะมองไม่เห็นเลยค่ะ) จนถึงวันนี้ที่น้องติดเชื้อ และ ไข้ขึ้นหนักมาก ๆ น้องถึงเริ่มที่จะมีอาการไม่ร่าเริงค่ะ และมีน้ำลายไหลเยอะค่ะ”

“พิมไม่แน่ใจว่าที่เมก้าตกเป็นเหยื่อ เป็นเพราะคนที่ทำเค้าตั้งใจเลือกน้องหมาที่ขนยาวรึเปล่า แต่ที่พิมมั่นใจคือ เมก้าเป็นหมาที่น่ารักมากค่ะ เฟรนด์ลี่มาก ๆ เค้าขี้อ้อน ใครเรียกก็ไปหาค่ะ ไม่อยากจะคิดเลยว่าคนที่ทำเค้าสามารถทำลงไปได้ยังไง”

“ที่ปวดใจยิ่งกว่าคือที่ต้องมารู้ว่าเมก้าทนเจ็บอยู่หลายวัน แล้วยังร่าเริงและชวนเราเล่นอยู่ตลอดเวลา จนดูไม่ออกเลยค่ะว่าเค้าถูกทำร้าย”

“เมก้า เลือดติดเชื้อ ไข้สูง และมีเนื้อตายบางส่วนค่ะ ตอนนี้อาการเมก้าดีขึ้นแล้วนะคะ แต่ยังต้องโกนขนเพิ่ม และอาจต้องตัดเนื้อส่วนที่ตายเพิ่ม กับรักษาแผลอีกนานเลยค่ะ”

“ตอนนี้กำลังไล่กล้องวงจรปิดตามหาคนที่ทำร้ายเค้าค่ะ ใครที่มีเบาะแส หรือ คำแนะนำอื่น ๆ ขอความกรุณาด้วยนะคะ”

“มู่ทู่ปลอดภัยดีค่ะ เค้าไม่เฟรนลี่เท่าเมก้า ไม่สุงสิงเท่าเมก้า ขนสั้นด้วยค่ะ และที่สำคัญ ถ้ามู่เจ็บเค้าจะไม่อดทนแบบเมก้าค่ะ เค้าจะมาฟ้องแม่ทันที”

“คุณพ่อคุณแม่ที่มีสุนัขขนยาว ขอให้นำเคสของเมก้ามาเป็นตัวอย่างนะคะ วันนี้ปวดใจมาก ๆ เลยค่ะ สงสารน้องมากๆเลย จะมาอัปเดตเรื่อยๆนะคะ”

‘มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์’ บริจาคเครื่องผลิตออกซิเจน 10 เครื่อง ใช้ดูแลผู้ป่วย ใน รพ.สมเด็จพระยุพราช จอมบึง ราชบุรี

(21 มิ.ย. 67) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน ขนาด 5 ลิตร จำนวน 10 เครื่อง มูลค่าเครื่องละ 27,600 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 276,000 บาทให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยมี แพทย์หญิง ผกาพันธ์ เปี่ยมเคล้า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง และคณะ เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า สำหรับเครื่องผลิตออกซิเจนที่นำมามอบให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึงในวันนี้ เป็นเครื่องมือบริการทางการแพทย์ ที่ทางมูลนิธิได้รับบริจาคจากนางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ โดยเครื่องผลิตออกซิเจนจำนวน 10 เครื่องที่นำมามอบในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องที่ได้ร่วมกับคณะกรรมการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำไปมอบให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ 

โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อไว้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิที่สนับสนุนด้านสาธารณสุขของประเทศ

ด้าน แพทย์หญิง ผกาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง กล่าวว่า ในนามโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึงต้องขอขอบคุณ คุณเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์เป็นอย่างสูงที่ได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลในวันนี้ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ที่ดูแลประชากร 65,000 คน และมีโครงการถวายการดูแลสุขภาพให้กับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และผู้นำทางศาสนา 72,000 รูป เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยหวังว่าเครื่องผลิตออกซิเจนที่ได้รับจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิต่อไป

‘บ.ผลิตรถชื่อดัง นิคมแหลมฉบัง’ ปลดพนง.ซับยกล็อต ทำงานวันสุดท้าย 22 มิ.ย.นี้ ทั้งที่ช่วงปีใหม่เพิ่งรับคน

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง สั่งปลดพนักงานซับทั้งหมดอย่างกะทันหัน หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์บอกเล่าเรื่องราวลงในกลุ่ม ‘A1หางาน อีสเทิร์นฯ เหมราช ปลวกแดง บ่อวิน อมตะซิตี้ V.2’ โดยในเนื้อความระบุว่า... 

“ วันที่ 22 มิถุนายน 2567 นี้ ทำงานวันสุดท้าย ที่บริษัท… มอเตอร์ส นิคมแหลมฉบัง ประกาศเตรียมปลดพนักงานซับทั้งหมด เลิกจ้างกะทันหัน ขอเป็นกำลังใจให้พนักงานซับทุกคน สู้ ๆ กันต่อไปนะครับ ”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก และบางรายก็คอมเมนต์ด้วยว่า “ได้ยินว่าไม่ใช่แค่แหลมฉบังหรอกครับที่จะปลด ในสยามก็จะปลดครับ, เห็นรับคนช่วงหลังปีใหม่มาไม่นานนี้เองปลดซะแล้ว, ฯลฯ ”

พิษณุโลก มทบ.39 ตรวจความพร้อมการบรรเทาสาธารณภัย เตรียมรับมือเหตุอุทกภัยในปี 2567

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เวลา 1000 พลตรี กฤษณะ ภู่ทอง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 / ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 39 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ให้การตรวจเยี่ยมการตรวจสภาพความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 โดย กองร้อยบรรเทาสาธารณภัยและส่วนสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ณ ลานด้านหน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อตรวจสอบโครงสร้างและประเมินขีดความสามารถของกำลังพลในการรองรับสถานการณ์อุทกภัยเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าว ในด้านต่างๆ อาทิ การใช้ยุทโธปกรณ์, การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ, การทำลายสิ่งกีดขวางเพื่อเปิดเส้นทาง, การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (CPR) และการสนับสนุนรถครัวสนาม - รถน้ำ เป็นต้น โดยได้จำลองสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก – ดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก สาธิตการปฏิบัติแบบเสมือนจริง และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้มอบแนวทางและข้อห่วงใยแก่กำลังพลทุกนาย โดยเน้นย้ำเรื่องของความปลอดภัย ความถูกต้องเป็นสำคัญ

ซึ่ง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 มีขีดความสามารถทั้งด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ในการร่วมสนับสนุนศูนย์บัญชาการประจำพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ ในพื้นที่รับผิดชอบทั้งจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดสุโขทัย หน่วยงานต่างๆ สามารถขอรับการสนับสนุนผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดพิษณุโลก (ฝ่ายทหาร)

หรือสามารถประสานขอความช่วยเหลือมายังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 โทรศัพท์ 055 – 906450, 055 – 244529

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 
ศูนย์ประชาสัมพันธ์มณฑลทหารบกที่39 

‘เอ็มเคสุกี้’ ออกแถลงการณ์ ปมลูกค้าแพ้อาหารจนต้องแอดมิต เข้าเยี่ยม-ติดตามอาการใกล้ชิด พร้อมรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมด

(21 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ลงในกลุ่ม 'พวกเราคือผู้บริโภค' เผยว่าได้พาครอบครัวไปรับประทานสุกี้เจ้าดังแห่งหนึ่ง ซึ่งทางครอบครัวรับประทานกันเป็นประจำ โดยเมนูสั่งมาคือ ‘ลูกชิ้นปู’ กับ ‘หมูทรงเครื่อง’ เมื่อรับประทานไปได้สักระยะลูกชายเริ่มมีอาการไอและอาเจียน พูดไม่มีเสียง ตนจึงรีบเช็กบิลและพาลูกส่งรพ.เอกชนที่ใกล้เคียงที่สุด เมื่อมาถึงหมอแจ้งว่าดีนะที่มาไว หากช้ากว่านี้สัก 2-3 นาทีลูกชายอาจจะหายใจเองไม่ได้แน่ เพราะว่าตอนที่มาถึงหลอดลมตีบมาก แต่หมอและพยาบาลได้ช่วยจนได้พ้นขีดอันตราย

ล่าสุด MK Restaurants บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ออกหนังสือชี้แจงระบุว่า…

“เรื่อง ชี้แจงความคืบหน้ากรณีลูกค้าแพ้อาหารในร้านอาหาร MK Restaurants”

“จากกรณีลูกค้าแพ้อาหารที่เกิดขึ้น ทางบริษัทรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ครั้งนี้ หากทราบข้อมูลการแพ้อาหารก่อนรับประทาน ทางบริษัทสามารถตรวจสอบส่วนผสมในอาหารทุกรายการอย่างละเอียด และให้ข้อมูลกับลูกค้าก่อนสั่งอาหารได้”

“ทั้งนี้ ทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการติดตามอาการของลูกค้าตั้งแต่ขณะรับประทานที่ร้าน จนถึงโรงพยาบาล เข้าเยี่ยมติดตามอาการด้วยกระเช้าดอกไม้และมื้ออาหารสำหรับผู้ปกครองเฝ้าไข้ และดูแลลูกค้าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์อย่างเต็มที่ โดยทางร้านได้ติดต่อกับลูกค้าเพื่อช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว” 

“ในส่วนของมาตรการของบริษัทในการป้องกันการแพ้อาหารของลูกค้า ทางบริษัทได้มีการจัดกลุ่มการแพ้อาหารกลุ่มหลัก โดยระบุข้อมูลในรายการอาหารทั้งหมด พร้อมคำแนะนำในเมนู หากลูกค้าแพ้อาหารชนิดใดสามารถแจ้งพนักงานเพื่อตรวจสอบส่วนผสมในรายการอาหารที่ลูกค้าต้องการสั่งได้ อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางบริษัทตั้งใจที่จะปรับปรุงมาตรการให้ดีขึ้นเพื่อดูแลลูกค้าอย่างดีต่อไป”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” ครั้งที่ 15

กองทัพอากาศได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา เสด็จฯ เป็นองค์ประธานทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” ครั้งที่ 15 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

โดยมี พลอากาศเอก พันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย คุณมนทิรา  พัฒนกุล นายกสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนมูลนิธิชัยพัฒนา และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศ เฝ้ารับเสด็จฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2567 โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลอากาศเอก พันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการจัดคอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” เพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา จากนั้นทรงพระราชทานเงินรายได้และของที่ระลึกแก่ นายสุเมธ  ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กองทัพอากาศได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวม 14 ครั้ง เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนโครงการพัฒนาอื่น ๆ โดยมีพระราชปณิธานเพื่อให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่อาณาประชาราษฎร์ คอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” ครั้งที่ 15 มี พลอากาศเอก ชัยนาท  ผลกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ เป็นประธานกรรมการอำนวยการจัดคอนเสิร์ตฯ และ นาวาอากาศเอก ชยกร  โชติพิทยานนท์ ผู้บังคับการกองดุริยางค์ทหารอากาศ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน เป็นผู้อำนวยการฝึกซ้อม ทั้งนี้ ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THE WIND BENEATH MY WINGS” ซึ่งสื่อความหมายถึงความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศเกิดจากข้าราชการ นักเรียนทหาร ทหารกองประจำการ และครอบครัวที่เป็นส่วนสำคัญสนับสนุนให้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ โดยเป็นการแสดงศักยภาพทางดนตรีของวงซิมโฟนีออร์เคสตรากองทัพอากาศ (The Royal Thai Air Force Symphony Orchestra) ซึ่งประกอบด้วยนักดนตรี และคณะนักร้องหมู่ประสานเสียงกว่า 180 คน คอนเสิร์ตครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินรับเชิญที่มีชื่อเสียง ได้แก่ คุณนันทิดา  แก้วบัวสาย คุณศรราม  เอนกลาภ คุณอิสรพงศ์  ดอกยอ และคุณณัฐวดี  พวงสุวรรณ ร่วมขับร้องบทเพลงต่าง ๆ ได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับการแสดงในครั้งนี้บรรเลงและขับร้องบทเพลง โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 2 ภาค ภาคแรก เป็นการบรรเลงเพลง GUARDIAN OF THE SKY  บทเพลงจะแบ่งออกเป็น ๔ ท่อน ที่บรรเลงต่อเนื่องกัน

โดยมีอารมณ์เพลงและท่วงทำนองที่แตกต่างกันออกไป ต่อเนื่องด้วยเพลงเหาะ (ดำเนินเวหา) บรรเลงโดยวงซิมโฟนีออร์เคสตรากองทัพอากาศ ประกอบการร้องประสานเสียงและฆ้องไทย 5 วง เพลงสองฝั่งโขง เพลงยอยศพระลอ เป็นการบรรเลงประกอบดนตรีไทย และปิดท้ายด้วยเมดเลย์ลูกทุ่ง ภาคที่สองเริ่มด้วยบทเพลงทรายกับทะเล และเพลง WIND BENEATH MY WINGS ต่อเนื่องด้วย เพลง I DREAMED A DREAM เพลงศรพระราม เพลง CIRCLE OF LIFE & HE LIVES IN YOU จากนั้นเป็นการขับร้องเพลงดุจบิดามารดร ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับสองเพลงสุดท้ายเป็นการขับร้องหมู่ร่วมกับวงซิมโฟนีออร์เคสตรากองทัพอากาศ ประกอบด้วย เพลงในหลวงของแผ่นดิน และเพลงแด่เธอ ซึ่งเป็นการนำเสนอสื่อความหมายถึงการขอบคุณผู้ที่เสียสละในการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ เพื่อกองทัพอากาศและประเทศชาติ

#กองทัพอากาศ

เชียงใหม่-สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ จัดงานวัน”มัคคุเทศก์ไทย ประจำปี 2567”

วันที่ 21 มิถุนายน 2567 เวลา 9.00 น. ณ วิหารหลวง วัดสวนดอกพระอารามหลวง   สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ จัดงานวันมัคคุเทศก์ไทย ประจำปี 2567  โดยมี นายสิทธิศักดิ์ อภิกุลชัยสุทธิ์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี นางพิกุล เรืองไชย นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กล่าวรายงาน ถึงความสำคัญของวันมัคคุเทศก์ พร้อมด้วย รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายกสมาคมในภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ทุกสมาคม  มัคคุเทศก์ทุกๆภาษา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายสิทธิศักดิ์ อภิกุลชัยสุทธิ์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า "วันมัคคุเทศก์ไทย" ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันประสูติของ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยตลอดพระชนม์ชีพ ท่านทรงรับราชการ ประกอบพระกรณียกิจด้วยพระปรีชาสามารถ และด้วยความอุตสาหะ ได้ทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระเชษฐา ได้ตรัสชมว่าทรงเป็นเสมือน "เพชรประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ"พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษ ทรงประกอบพระเกียรติคุณเป็นอันมาก 

ในด้านการศึกษา ทรงเป็นองค์ปฐมอธิบดีกรมศึกษาธิการ ในด้านการปกครอง ทรงเป็นองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการทหารบก เป็นองคมนตรี อีกทั้งทรงพระปรีชาสามารถโดดเด่นใน ด้านการต่างประเทศ ด้านการสาธารณสุข ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรม ทรงได้รับพระสมัญญานามเป็น "พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย" และ "พระบิดาแห่งมัคคุเทศก์ไทย" และที่น่าภาคภูมิใจอย่างที่สุดในนามปวงชนชาวไทย คือ พระองค์ได้รับการสดุดีจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก และเป็นคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องพระเกียรติระดับโลกนี้

การจัดงานในวันมัคคุเทศก์ไทยนี้ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ทางสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสมาคม มัคคุเทศก์ในประเทศไทย ที่มีความโดดเด่นในการจัดงานเพื่อรำลึกถึงท่านตลอดมา และจัดต่อเนื่องอย่างสมพระเกียรติตลอดทุกปี การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการแสดงออกของสมาชิกมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความกตัญญูรู้คุณ แสดงความรำลึกถึงองค์พระบิดาแห่งมัคคุเทศก์ไทย ผู้มีคุณูปการต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ได้สร้างรายได้สำคัญให้กับประเทศ และประชาชนคนไทยหลายภาคส่วน

นางพิกุล เรืองไชย นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กล่าวว่า ด้วยในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2505 ครบรอบ 100 ปีชาตกาล องค์การยูเนสโก ได้ถวายสดุดีพระองค์เป็น บุคคลสำคัญของโลก และเป็นคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับตำแหน่งนี้ ได้รับการขนานนามว่า "บิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย" นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้กำหนด วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปีเป็น "วันดำรงราชานุภาพ" และในปี พ.ศ.2549 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ยกย่องพระองค์เป็น "พระบิดามัคคุเทศก์ไทย"

สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ ได้เห็นความสำคัญในบทบาทของ มัคคุเทศก์ไทยซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่ทำรายได้หลักเข้าสู่ประเทศ จึงได้ดำเนินการจัดงานวันมัคคุเทศก์ไทย ต่อเนื่องทุกปี เป็นวาระและภารกิจสำคัญที่สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ได้ตั้งปณิธานยึดมั่นในการดำเนินงาน และสานต่อสืบไป เพื่อตระหนักถึงความสำคัญแห่งพระบิดามัคคุเทศก์ไทย ผู้มีคุณปการต่อการท่องเที่ยวไทย และเป็นผู้มีอัจฉริยภาพมองการณ์ไกลในการค้นคว้าข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ซึ่งมัคคุเทศก์ไทยได้ใช้ตำราของพระองค์ท่านเป็นข้อมูลบรรยายการนำเที่ยวมาถึงทุกวันนี้ 

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงในพระกรุณาธิคุณแห่งองค์พระบิดามัคคุเทศก์ไทย พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้มีคุณูปการต่อการประสิทธิ์ประสาทตำราวิชาความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และองค์ความรู้หลากหลายให้กับมัคคุเทศก์ไทย ซึ่งมัคุเทศก์ได้ศึกษาค้นคว้าเจริญรอยตามพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน

การจัดกิจกรรมวันมัคคุเทศก์ เป็นการน้อมถวายความกตัญญต่อองค์บิดามัคคุเทศก์ไทยอย่างหาที่สุดมิได้ โดยในภาคเช้าเป็นส่วนของพิธีการ การวางพานพุ่ม พิธีสงฆ์และในภาคบ่ายเป็นการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในบริเวณวัดสวนดอก พระอารามหลวง กวาดลานวัด ทำความสะอาด บริเวณวัด ห้องน้ำ และจุดสำคัญอื่นๆอีกด้วย

พัฒนชัย/เชียงใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top