Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

‘นักวิจารณ์หนัง’ แนะ!! 'เพจดัง' ควรใช้คำอื่นมากกว่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย ชี้!! ทุกวันนี้ 'วงการพากย์ไทย' ไม่หยุดนิ่ง พัฒนาตนไม่ต่างกับงานแสดง

(25 มิ.ย.67) จากประเด็นดรามาในโลกโซเชียลขณะนี้ ทำเอาชาวเน็ตถกกันสนั่นจนเกิดแฮชแท็ก ‘#ไม่ควรดูพากย์ไทย’ โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 67 เพจเฟซบุ๊กวิจารณ์ภาพยนตร์หนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า “Ultraman Rising ควรดูเสียง Eng หรือ JP?” หรือแปลได้ว่า ‘Ultraman Rising ควรดูเสียงอังกฤษ หรือ เสียงญี่ปุ่น?’ 

ซึ่งในคอมเมนต์ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายว่าควรฟังเสียงต้นฉบับ หรือ เสียงพากย์ ท่ามกลางคอมเมนต์ จนนำไปสู่ดรามา #ไม่ควรดูพากย์ไทย

ล่าสุด ดรามา #ไม่ควรดูพากย์ไทย ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความไม่พอใจให้กับนักพากย์ไทย และเหล่าคนชอบดูภาพยนตร์พากย์ไทย ทางเพจดังกล่าวจึงได้ออกมาโพสต์อีกครั้งว่า “มีอินบ็อกซ์แจ้งว่า คนในวงการนักพากย์ไทย ไม่พอใจในคอมเมนต์ที่บอกว่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย”

“จึงอยากจะพูดอย่างเปิดอกว่า #ผมไม่มีปัญหาอะไรกับนักพากย์ไทย #ไม่มีปัญหาอะไรคนดูพากย์ไทย”

พร้อมเสริมว่า “แต่ถ้าถามว่า หนังฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือหนังที่ไม่ได้พูดภาษาไทย ก็ยังคงต้องเน้นย้ำว่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย ด้วยเหตุผล ภาพยนตร์ เสียงเองก็เป็นปัจจัยสำคัญ เช่นเดียวกับภาพ การได้รับฟังเสียงของต้นฉบับ ของนักแสดงที่เล่น ที่ผู้กำกับเลือกคัตนั้น คือการเสพงานแบบที่เต็มอรรถรสที่สุด”

“เช่นเดียวกับหนังไทย ต่อให้ได้ วาคีน ฟีนิกซ์ มาพากย์เสียงอังกฤษ ผมก็จะบอกว่าให้ดูเสียงต้นฉบับ #ไม่ควรดูพากย์อังกฤษ เพราะผมยึดถือว่าการดูในสิ่งที่ผู้สร้างต้องการนั้น คือที่สุด”

ล่าสุด ธนพัฒน์ วงษ์วิสิทธิ์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ‘Thanapat Wongwisit’ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า “เห็นคนรอบตัวแชร์ #ไม่ควรดูพากย์ไทย จากเพจหนังเพจหนึ่ง พอเห็นแชร์มาก ๆ ก็รู้สึกอดคันปากไม่ได้จนต้องพิมพ์”

“ส่วนตัวในฐานะเป็นคนดูหนัง ถามว่า #พากย์ไทย มีความจำเป็นต้องฟังหรือไม่ ? เลยขอบันทึกคำตอบสำหรับตนเองก่อน”

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า…

1.การข้ามกำแพงทางด้านภาษา
ส่วนหนึ่งของการเกิดพากย์ไทยช่วงเวลาดังกล่าวมาจากช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง หนังเงียบอยู่ช่วงขาลง กับ หนังเสียงเข้ามาในสยาม

ตอนนั้นทางเจ้าของโรงภาพยนตร์พัฒนากรประสบปัญหาคนดูหนังลดน้อยลง นาย ต่วน ยาวะประภาษ ซึ่งตอนนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือภาพยนตร์รายเดือนในชื่อ ‘ภาพยนตร์สยาม’ (ซึ่งเป็นหนังสือภาพยนตร์รายเดือนเล่มแรกของสยาม)และเป็นหนังสือของเครือโรงหนัง

นายต่วนเคยเรียนที่ญี่ปุ่นและเห็นการพากย์ของญี่ปุ่นมาก่อน เขาจึงเสนอให้มีการพากย์เสียงทับหนังขึ้นมา ทางโรงหนังไม่มีทางเลือกอื่นจนต้องอนุญาตให้ลอง นายต่วนจัดการด้วยการเตรียมบทพากย์ เขาใส่นุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน ยืนบนเวทีข้างหน้าจอ ในมือมีไฟส่องบท 1 ดวงและโทรโข่ง 1 ตัว และเริ่มบรรยายบทพูดและบทสนทนาขึ้น

ทั้งนี้ยังรวมถึงการทำเสียงประกอบเองด้วย ถึงแม้นายต่วนจะไม่ใช่นักแสดง เสียงแข็งไร้อารมณ์ แต่ด้วยความแปลก เสียงตอบรับของคนไทยต่อการพากย์ก็ตอบสนองเป็นอย่างดี (การพากย์หนังเงียบญี่ปุ่นสามารถดูได้จาก Talking The Pictures หนังผู้กำกับ Shall We Dance)

สาเหตุที่ตอบรับเป็นอย่างดีมาจากภาพยนตร์เงียบในช่วงเวลาดังกล่าว เสียงในหนังที่เข้ามาในยุคแรกมีการพูดภาษาต่างประเทศจึงฟังไม่รู้เรื่องจนต้องมีการแปลเป็นบทขึ้นมา การกระทำของนายต่วนจึงเป็นปรากฎการณ์ต้นสายการพากย์หนังในไทย

ต่อมาในปี 2470 นาย สิน สีบุญเรือง (ทิดเขียว) เพื่อนนายต่วนและญาติโรงหนังดังกล่าว เห็นโอกาสในการทดลองพากย์เสียงไทย ด้วยความสามารถด้านการพากย์โขนสดก็ดัดแปลงใช้เป็นพากย์หนังสด ด้วยความที่ตนพากย์คนเดียวจึงรับบททุกวัย ทุกเพศ สัตว์ จนถึงเสียงประกอบ เช่น เสียงปืน เป็นต้น (จะบทเด็กชาย เด็กหญิง คนแก่ ไก่ หมา ก็เหมาหมด) ผลตอบรับกลายเป็นกระแสบวกอย่างล้นหลาม

ถัดมาในช่วงหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การพากย์ก็เกิดเป็นยุคทองอีกครั้งโดยนำโมเดลการพากย์แบบ นายสิน มาประกอบการพากย์ กลายเป็นยุคทองของหนังฟิล์ม 16 มม. ที่เป็นช่วงการฉายหนังกลางแปลงและนักพากย์เร่ (รวมถึงฉายหนังแบบรถขายยา ) ซึ่งค่านิยมของการพากย์ก็ยังเป็นที่นิยมและมีชื่อไม่แพ้ดาราในหนัง ซึ่งถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงหนังไทย ‘มนต์รักนักพากย์’ ฉะนั้นการพากย์ไทยจึงเป็นการข้ามกำแพงภาษาให้เข้าใจหนังมากขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว

2.ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น
จะเห็นได้ว่าการพากย์ไทยแรกเดิมมาจากสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสนุกกับลีลาของผู้พากย์ อีกทั้งการรับจ้างพากย์หนังกลางแปลง มันต้องการพื้นที่ใหญ่ในการฉาย เช่น วัด หรือ งานมงคล เป็นต้น

มันจึงเป็นการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับชาวบ้านที่มานั่งดู (ซึ่งส่วนมากจะเป็นคนชนชั้นล่างและกลาง) ฉะนั้นการพากย์ไทยจึงเป็นการสร้างพื้นที่ประกอบการเรียกรายได้แก่ชุมชน (แม้ในระยะสั้น) อีกด้วย หากมองที่ช่องว่างระหว่างชนชั้น การพากย์เป็นการช่วยย่อยความเข้าใจของคนดูต่องานศิลปะ เช่น ภาพยนตร์ และ แอนิเมชัน ให้ดูเข้าใกล้ง่ายและแตะถึง

3.การพากย์ไทยเป็นการย่อยสารให้ง่าย เหมาะกับทุกวัย
ผู้เขียนมั่นใจว่าคนไทยส่วนใหญ่เติบโตมากับงานพากย์ไทยจากแอนิเมชั่น ( ดิสนีย์ ) หรืออนิเมะญี่ปุ่น เป็นสำคัญ ซึ่งไม่ว่ากี่รุ่นก็ต้องผ่านมือบ้างเนื่องจากความง่ายในการสื่อสารแบบย่อยง่าย (โดยเฉพาะภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษ) เพื่อให้เด็กเข้าถึงงานได้ง่ายเนื่องจากเป็นการช่วยลดระยะจากตัวอักษรให้มองภาพได้มากขึ้น

อีกส่วนคือคนไทยมีพฤติกรรมทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เหมือนกับแม่บ้านช่วงยุคละครสบู่ยุค 50 พากย์ไทยจึงเป็นโอกาสในการลดการมองจากภาพ ถึงทำกิจกรรมได้ด้วยก็สามารถรู้เนื้อหาของสิ่งที่ดูได้ หรือย่อยสิ่งที่ยากเพื่อสื่อสารให้ง่ายขึ้น เช่น รายการแนววิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เป็นต้น หรือช่วยบุคคลที่นึกภาพไม่ออกให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น (เช่น คนตาบอด หรือ สายตาสั้น)

ทั้งนี้จากทั้งหมด 3 อย่างก็พึงถึงประโยชน์ของงานพากย์ไทยได้ทั้งเชิงอรรถรสและความสำคัญของงานศิลปะ

ในระยะหลังของทีมพากย์อินทรี และ พันธมิตร (ซึ่งจะคุ้นเคยผ่านงานฝรั่งและเอเชีย ผ่านมีเดียตั้งแต่วิดีโอเทป ซีดี ดีวีดี ช่องทีวี และเคเบิล) แม้ทีมพากย์จะแตกตัวจากกลุ่มเป็นอิสระ แต่การสื่อสารเท่าต้นฉบับและความสนุกของการดูก็ยังคงผ่านสายตาของคนดูชาวไทยไม่มากก็น้อย

ยิ่งนับวันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการปั้นตัวละครเป็นการแสดงมากขึ้น เพื่อยกระดับให้เท่าสากล การพากย์จึงเป็นงานเชิงศิลปะผ่านการใช้เสียงที่มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนหน้าตาไม่แพ้การแสดงผ่านร่างกายเลย

ถึงแม้เรื่องอรรถรสส่วนบุคคลจะเป็นเรื่องเชิงปัจเจก เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ชอบต้องมีคนไม่ชอบบ้างด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่ในแง่ความเป็น ‘สื่อ’ โดยเฉพาะงานศิลปะ มันต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อตอบรับคำวิจารณ์หรือวาดลวดลายทางอารมณ์อย่างเข้าอกเข้าใจ

ฉะนั้นการเข้าใจความหลากหลายจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะคำว่า ‘ไม่ควร’ นอกจากเป็นการตัดตัวเลือกในเชิง ‘ติ’ มันยังส่อความโดยนัยถึงความ ‘ไม่งาม’ ด้วย ทางเพจดังกล่าวจึงควรใช้คำที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ #ไม่ควรดูพากย์ไทย (ถ้าเป็นผู้เขียนจะใช้คำว่า ‘ไม่สันทัด’ เพื่อลดเรื่องการแนะนำ และ เปิดโอกาสให้คนดูได้เลือกมากขึ้น)

ฉะนั้นลองปิดตาสักข้าง หรือตีลังกาดูอีกสักรอบ เผื่อเห็นความงามของศิลปะที่เรียกว่า ‘เสียง’ เผื่อจะเห็นสุนทรียะของการฟังเสียงไทยมากขึ้นนะครับ พร้อมติดแฮชแท็ก #เป็นกำลังใจให้นักพากย์ไทย ครับ

มุมมอง 'คนรุ่นใหม่' หลังรับชม '2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ'  ในหลวงของปวงชนทุกยุคสมัย ล้วนทำเพื่อคนไทยทั้งสิ้น

(25 มิ.ย.67) จากกรณีพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดกิจกรรมดูภาพยนตร์แอนิเมชัน เรื่อง '2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ' ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ทั้ง 2 โรง คือ โรงที่ 9 และโรงที่ 13 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมา ล่าสุดจากช่องติ๊กต็อก ‘modernizationnetwork’ ได้สอบถามความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ 2 ราย หลังจากที่ได้รับชมแล้วว่ารู้สึกกันอย่างไรบ้าง

โดยท่านแรก ชื่อว่า ‘น้องหนุงหนิง’ ได้เปิดเผยว่า ตนรู้สึกประทับใจมาก และได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่างที่ในหนังสือเราไม่เคยได้รู้มาก่อน พร้อมบอกอีกว่า ภูมิใจในพระมหากษัตริย์ของเรา ไม่ว่าจะพระองค์ไหน ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าท่านเต็มที่มาก ไม่ว่าจะสมัยไหน จึงอยากจะเชิญชวนทุกคนให้ไปเรียนรู้และรับชมกันเยอะ ๆ จะได้รู้อะไรที่เราไม่เคยรู้ในหนังสือ ซึ่งเราสามารถดูได้จากที่นี่ และภูมิใจไปด้วยกัน

ถัดมาท่านที่สอง ชื่อว่า ‘น้องเปา’ อายุ 23 ปี ได้เปิดเผยว่า ตนรู้สึกประทับใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทย ได้รู้ในความเป็นมาว่ากว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง พร้อมย้ำว่ารู้สึกประทับใจในหลาย ๆ ฉาก ที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะตนก็ไม่ค่อยมาดูหนังแนวแอนิเมชันที่เป็นประวัติศาสตร์ และเผยสาเหตุที่มาดูนั้น มาดูเพราะในฐานะที่เป็นแฟนคลับลุงตู่และอาจารย์พีระพันธุ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยบอกอีกว่า ตนติดตามผลงานของลุงตู่มาโดยตลอด และชื่นชอบเพราะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน หรือพวกโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม ก่อสร้างมาดีมาก ๆ จึงรู้สึกประทับใจที่ประเทศไทยเรามีนายกฯ อย่างลุงตู่ ที่อยู่มา 8-9 ปี สร้างผลงานให้กับประชาชนมาให้เห็นมากมาย โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง หรือเราชนะ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนชาวรากหญ้า ที่สามารถซื้อข้าวกินได้ในราคาประหยัดขึ้นโดยให้รัฐบาลช่วยออก จึงถือเป็นโครงการที่น่าประทับใจอย่างมาก ส่วนอาจารย์พีระพันธุ์ ตนรู้สึกชื่นชอบในผลงานอย่างการแก้ปัญหาลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน

นอกจากนี้ น้องเปา ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า ถ้าหากเอาโครงการที่รัฐบาลช่วยออกครึ่งหนึ่ง ประชาชนช่วยออกครึ่งหนึ่งแบบลุงตู่ น่าจะมีประโยชน์ร่วมกันกับพ่อค้าแม่ค้า รัฐบาล และประเทศชาติ ส่วนพรรคก้าวไกลตนคิดว่า ขออย่างเดียว ถ้าพรรคก้าวไกลไม่มีการแตะต้องสถาบันจะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะคนรุ่นใหม่ โดนปลูกฝังมากับพรรคก้าวไกลเรื่องเกี่ยวกับ ม.112 กันเยอะมาก ซึ่งคิดว่าถ้าพรรคก้าวไกลถอยเรื่อง ม.112 ได้จะดีมาก ๆ

ทั้งนี้ แม้ตนจะเกิดไม่ทัน ในหลวง ร.9 และ ในหลวง ร.10 ในการทรงงาน แต่ตนเคยไปรับเสด็จเพราะคุณพ่อเคยพาไปที่สนามหลวง และวันที่ในหลวง ร.9 สวรรคต ก็ได้มีโอกาสไปไหว้ และรับเสด็จในหลวง ร.10 มาแล้วหลาย ๆ ครั้ง

‘ทนายอนันต์ชัย’ นำทัพ บุกแจ้งความ ‘กลุ่มเชื่อมจิต’ เอาผิดอีก 6 ข้อหา หลังไลฟ์ขู่!! จะเอาพวกตนติดคุก

(25 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้าล่าสุด ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย นางชลิดา พะละมาตย์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ได้เดินทางเข้ามาเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มเชื่อมจิตเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.เด็กเชื่อมจิต 2.กลุ่มแอดมิน จำนวน 60 คน และ 3.ทนายธรรมราช สาระปัญญา ทนายความของกลุ่มเชื่อมจิต

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า สำหรับวันนี้ที่ตนเดินทางมาเพราะต้องการแจ้งความเอาผิดกับเด็กเชื่อมจิต, ทนายธรรมราชและแอดมิน 60 คน โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีใครแจ้ง แต่เมื่อวานนี้ทางเด็ก เชื่อมจิตได้มีการไลฟ์สดเปิดหน้า และได้มีการขู่ว่าจะแจ้งความดำเนินคดีและให้พวกเราติดคุก ในวันนี้ตนจึงนำหลักฐานต่าง ๆ มาเอาผิดทางกลุ่มเชื่อมจิตรวมทั้งสิ้น 6 ข้อหา คือ ตามพ.ร.บ.คอมฯ / ประมวลกฎหมายอาญา ม.341,343,83,84,86,90,91 / พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน / พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร มาตรา 5 และมาตรา 8 / พ.ร.บ. ควบคุมการขอทาน มาตรา 13 / และประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 40 (8), 37 ทวิ / เอาผิดเด็กเชื่อมจิต ทั้งหมด 19 กรรม

‘ทั้งนี้แม้กฎหมายระบุว่าเด็กกระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่หากมีการตรวจสอบและพบว่าพ่อแม่ของเด็กกระทำผิด ก็จะต้องมีหน่วยงานเข้ามาควบคุมและแยกตัวของผู้ปกครองออกจากเด็ก โดยจะต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ พม.’

ตอบอีกครั้ง!! เหตุผลที่ผู้ผลิต 'แอนิเมชัน 2475' ไม่นำเข้าโรงหนัง 'ปล่อยชมฟรี-สร้างความเข้าใจ' เหตุการณ์จริงช่วง 2475 แค่นี้พอ

(25 มิ.ย. 67) จากเพจ '2475 Dawn of Revolution' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

“เมื่อต้นเดือน มีการสอบถามว่าทำไมเราไม่กล้าเอาหนังเข้าโรง จะได้รู้ว่าแอนิเมชันมันดังจริงมั้ย คนจะยอมเสียเงินมาดูสักกี่คน ผมก็ได้ทำโพสต์อธิบายไปแล้วว่า การเอาหนังเข้าโรงมันไม่ใช่ง่าย ๆ ซึ่งพวกเรามองแค่การฉายเป็นรอบพิเศษตามโอกาสต่าง ๆ เมื่อทาง รทสช. เห็นเข้า ก็ติดต่อมาขอจัดรอบพิเศษ ซึ่งเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมอบประสบการณ์ฉายโรงให้กับผู้ที่สนใจรับชม”

“แต่หลังจากเราประกาศฉายรอบพิเศษในโรงไป ก็ยังมีการถามมาอีกว่าทำไมไม่เอาเข้าโปรแกรมตามปกติ เพื่อแข่งขันกับหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้”

“ผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า…”

“แอนิเมชันนี้เป็นงานประวัติศาสตร์ เป้าหมายคือ เน้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ 2475 ดังนั้น เราจึงเลือกที่จะฉายออนไลน์ให้ชมฟรีทางยูทูบ เพื่อให้คนดูเข้าถึงง่าย ไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์”

“การเข้าโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายที่ต้องให้ผู้จัดจำหน่าย ค่าประกันโรง และ ยังมีค่าโปรโมท อื่น ๆอีกมากมาย ทางคนดูเองก็ต้องเสียเงินมาดู และทางเราไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะเอามาทำอะไรแบบนี้” 

“และต่อให้เราฉายโรง ได้รายได้ 1 ล้าน ก็เท่ากับตั๋วหนังประมาณ 5พันใบ หรือมีคนดูเพียง 5 พันคนเท่านั้น  (และยังต้องแบ่งรายได้ครึ่งนึงให้โรงหนังอีกนะครับ)” 

“เมื่อเทียบกับ การฉายยูทูบ ที่มีคนดูวันแรก 1.2 แสน เพราะมันเข้าถึงง่ายกว่า เราจึงมองว่า ถ้าจุดประสงค์ของเราคือต้องการให้เข้าถึงคนมาก ๆ ยูทูบจึงเหมาะสมที่สุดครับ” 

“ตอนนี้ก็เริ่มมีถามมาอีกว่าทำไมไม่เอาเข้า Netflix  ทำไมไม่เข้า Prime ไม่เข้า Disney เรื่องสตรีมมิ่งเคยคุยไว้แล้วครับ เขาบอกว่า หนังเราลงยูทูบให้ดูฟรีไปแล้ว เขาคงไม่รับ (แม้เราจะยืนยันว่าให้ลงฟรีๆ ก็ได้ แค่อยากเพิ่มช่องทางการรับชม)”

“เมื่อเราตัดสินใจไปแล้วว่า ลงยูทูบให้ดูฟรี ก็ต้องตามนั้นครับ เราคงไม่ไปลบออกเพื่อหวังจะลง Netflix”

“ในส่วนของโรงภาพยนตร์ เมื่อวานผมก็ตอบไปหลายท่านว่า ผมไม่เอาแอนิเมชันเข้าโปรแกรมฉายตามปกติครับ เพราะมันไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ สมมติว่า ถ้าผมต้องจ่ายเงินประกันค่าโรง 2 ล้าน แล้วสุดท้ายคนมาโหรงเหรง ผมว่าผมเอา 2 ล้านนั้น มาจัดรอบพิเศษ สัก 30-40 รอบ ทั่วประเทศ น่าจะดีกว่าครับ”

“ถ้าจังหวัดไหนอยากดูในโรงภาพยนตร์จริง ๆ ลองรวมตัวกันส่งเสียงดัง ๆ ถ้ามีคนเรียกร้องมาก ๆ ก็อาจจะหาทางจัดที่นั่นได้ครับ ผมเชื่อว่า ถ้ามีคนจำนวนมากต้องการ เราสามารถหาทางจัดอีเวนต์ได้ครับ รวมกันไปดูเป็นรอบพิเศษ แบบนี้สนุกกว่าเยอะ”  

“แอนิเมชันของเราก็มีความเฉพาะตัวของเรา ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกับหนังเรื่องไหนหรอกครับ เพราะมันคนละแนวทาง คนละเป้าหมาย สิ่งที่ได้มันต่างกัน และผมมั่นใจว่า แอนิเมชันของเรา ผลิตมาเพื่อให้ใช้เรียนรู้ในระยะยาว ที่จะอยู่กับชาติไทยไปเป็นสิบปี เป็นร้อยปีครับ (ซึ่งมีการติดต่อมาเพื่อขอบรรจุแอนิเมชันเป็นหนังอนุรักษ์แล้วครับ)” 

“และยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีวิธีต่อยอดอีกมากมายครับ ซึ่งกำลังคุยกันอยู่ บางส่วนขออุบไว้ก่อนนะ เชื่อว่าเป็นสิ่งดี ๆ ที่ทุกท่านจะต้องชื่นใจครับ” 

“เพิ่มเติม เรื่องการประกวดเอารางวัลอะไรนั่น ผมเรียนตรง ๆ นะครับ ตอนที่พวกผมกำลังตัดสินใจว่าจะเผยแพร่ในช่องทางไหน มีคนถามผมว่า ‘อยากได้เงินหรือกล่อง’ ด้วยความสัตย์จริง ผมตอบไปว่า ‘ผมแค่ทำงานนี้ออกมาแล้วอยากให้มันทำประโยชน์ได้’ นั่นล่ะครับ จึงได้ข้อสรุปว่า Youtube” 

“ขอบคุณครับ”

'สำนักข่าวอิศรา' ขุดเจอ 'อดีต ผอ.สำนัก กทม.' โพสต์ภาพลูกชายบวช แต่ซูมเสื้อเจอปักชื่อ บ.วาล็อคฯ คู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกายให้ 'กทม.'

(25 มิ.ย. 67) สำนักข่าวอิศรา เปิดเผยว่า บริษัท ชนะพัฒน์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ธุรกิจแห่งที่ 2 ของ นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ที่ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกาย ให้กับกรุงเทพมหานคร จำนวนหลายสัญญา มูลค่างานหลายสิบล้านบาท เพื่อขอสัมภาษณ์เป็นทางการ แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้

ขณะที่ จากการสอบถามข้อมูลเพื่อนบ้านที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง หลายรายยืนยันตรงกันว่า ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ เป็นข้าราชการเกษียณอายุแล้ว เคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลอดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. ในช่วงปี 2564 ที่มีนามสกุล ศรีรัตนพัฒน์ เหมือน นายสรวิชญ์ ที่มีการตรวจสอบพบข้อมูลไปก่อนหน้านี้

โดยจากการใช้วิธีตามรอยข้อมูลบุคคลในโลกออนไลน์ หรือ Digital Footprint พบว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ และนามสกุล อดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. รายนี้อยู่

เมื่อสืบค้นโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าว ย้อนหลัง ไปถึงเดือน ก.พ.2566 พบว่า มีการโพสต์ข้อความขอบพระคุณ ผู้ที่มีร่วมงานบวชลูกชาย พร้อมภาพจำนวนหนึ่งไว้

ในภาพมีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีขาว ถือพานเตรียมเข้าพิธีอุปสมบท แต่เมื่อสังเกตตัวอักษรที่ปักอยู่ตรงอกบนเสื้อสีขาว พบว่า มีการปักเป็นชื่อของบริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เอาไว้

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ได้พยายามติดต่อไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่ออดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. รายนี้ อีกครั้ง แต่ไม่มีใครให้ข้อมูลได้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา เคยติดต่อไปยังสำนักแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่ปรากฏชื่อผู้บริหารรายที่มี นามสกุลเหมือนกับ นายสรวิชญ์ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ผู้บริหารรายนี้เกษียณอายุราชการไป 2-3 ปีแล้ว และไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน

จึงทำให้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า อดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. รายนี้ มีความสัมพันธ์อย่างไร นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์? รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้ชายในภาพ ที่ใส่เสื้อสีขาว ปักอักษรชื่อ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ตามข้อมูลที่ตรวจสอบพบล่าสุดด้วย

สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกรณีนี้ ที่สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบไปแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

>> ข้อมูลบริษัท จำนวนโครงการฯ ที่ได้รับ

- นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ที่ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกาย ให้กับกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ช่วงปี 2564 - 2567 รวมจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นวงเงินกว่า 65,394,600.00 บาท (เท่าที่ตรวจสอบพบ) และขายทุ่นลอยน้ำพร้อมอุปกรณ์ยึดต่อสำหรับเทียบเรือ จำนวน 2 ชุด วงเงิน 4,998,000 บาท กับ กทม.ในช่วงปี 2566 ด้วย

- นายสรวิชญ์ ศรีรัตนพัฒน์ ยังเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ชนะพัฒน์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ที่ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญางานซ่อมแซม และขายครุภัณฑ์ตู้เสริมโครงสร้างสำหรับวางเครื่องออกกำลังกาย ให้กับ กทม. รวม 4 สัญญา เป็นเงินทั้งสิ้น 1,656,919.19 บาท ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงทั้งหมด วงเงินจัดซื้อไม่เกิน 5 แสนบาท /โครงการ

>> ข้อสังเกตการณ์จัดซื้อจัดจ้าง

ขณะที่งานในส่วนของ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด นั้น สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบข้อสังเกตสำคัญ คือ

- โครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งพร้อมติดตั้ง 2 ชุด โดยวิธีคัดเลือก วงเงินตามสัญญา 3,495,000 บาท ปีงบประมาณ 2565 กองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กำหนดราคากลางจัดซื้อ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ต.ค.2564 หรือเป็นช่วงเวลาห่างกันเพียงแค่ 14 วันเท่านั้น ขณะที่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เป็นหนึ่งในเอกชนที่ถูกใช้เป็นแหล่งสืบราคากลางด้วย

หลังจากนั้น บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ก็ปรากฏชื่อเป็นคู่สัญญาขายเครื่องออกกำลังกาย ให้กับกรุงเทพมหานคร จนถึงปี 2567 รวมจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นวงเงินกว่า 65,394,600.00 บาท

- ซื้อทุ่นลอยน้ำพร้อมอุปกรณ์ยึดต่อสำหรับเทียบเรือ กทม. สืบราคากลาง จากบริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด วันที่ 13 ก.ค.2566 ขณะที่ บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ไขวัตถุประสงค์ทำธุรกิจขายทุ่นลอยน้ำ เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2566 หรือห่างกันประมาณ 5 เดือนเท่านั้น

>> ข้อมูลส่วนตัว

- จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2564 แจ้งมีอายุ 28 ปี ระบุอาชีพเป็นนักธุรกิจ

- เมื่อตรวจสอบข้อมูลนามสกุล ‘ศรีรัตนพัฒน์’ ของ นายสรวิชญ์ พบว่า เหมือนกันนามสกุล ของอดีตผู้บริหารสำนักแห่งหนึ่งของ กทม. ในช่วงปี 2564

ส่วนข้อมูลเชิงลึกๆ อื่นหากตรวจสอบพบเพิ่มเติม จะนำมาเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกทม. ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบ สรุปผลการตรวจสอบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผู้เกี่ยวข้องทุกรายถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

‘ชาวเน็ต’ ชื่นชม!! ‘วัดตระพังทอง’ ติดป้ายประกาศ ‘ห้ามปล่อยปลาดุก’ เหตุเป็นตัวทำลายระบบนิเวศ เชื่อ!! หลายคนไม่รู้ - หวังให้ทุกวัดทำตาม

(25 มิ.ย. 67) กลายเป็นไวรัลที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์อย่างมากมาย สำหรับ วัดตระพังทอง อ.เมือง จ.สุโขทัย ที่ทางวัดได้มีการติดป้ายประกาศไว้บริเวณริมเกาะกลางน้ำรอบวัด โดยมีข้อความระบุดังนี้

‘เตือนคนทำบุญห้ามปล่อยปลาดุก ทำลายระบบนิเวศ’

พร้อมกันนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า “ปล่อยปลาอย่างไรให้ได้บุญ ?”

“ไม่แนะนำให้ปล่อยถ้าเป็นไปได้ เพราะส่วนใหญ่กลายพันธุ์มา มันแดกปลาตัวอื่นที่เล็กกว่าหมด ปล่อยปลาดุกลงแหล่งน้ำ เหมือนปล่อยฝูงซอมบี้บุกหมู่บ้าน ทำบุญ แต่จะได้บาปแทน”

ซึ่งหลังจากโพสต์ถูกเผยแพร่ ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น และชื่นชมวัดเป็นอย่างมาก ที่มีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้โทษของการ ‘ปล่อยปลาดุก’ พร้อมระบุอีกว่า หากทุกวัดติดป้ายประกาศแบบนี้ก็คงดี เพราะยังมีหลายคนที่ไม่รู้ ว่าการปล่อยปลาดุกเป็นการทำลายระบบนิเวศ

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2566 ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบนิเวศน้ำจืด เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวไว้ว่า ปลาดุก 1 ตันกินสัตว์น้ำประมาณ 1,800,000 ตัวต่อปี ปลาดุกที่นิยมปล่อยกันส่วนใหญ่เป็น ปลาดุกบิ๊กอุย เป็นลูกผสมของ ปลาดุกอุย ของไทยกับ ปลาดุกรัสเซีย เพื่อให้ได้ปลาดุกตัวใหญ่ แต่ปัจจุบันมีปลาดุกอื่นมาผสมอีก ซึ่งปลาดุกเดิมกินไม่เลือก พอผสมพันธุ์ใหม่ยิ่งตัวใหญ่ กินจุขึ้นกว่าเดิม เมื่อมีคนนำมาปล่อยจึงทำให้เกิดปัญหาต่อระบบนิเวศ 

ทรภ.1 จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ

วันที่ 25 มิถุนายน 2567 ทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1) จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ณ โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ อ.บางสะพาน จว.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นาวาเอก กฤษดา จิระไตรพร รองเสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธี สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน ให้สามารถร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายชาวประมง ผู้นำชุมชน โรงเรียน และประชาชนในพื้นที่ทุกภาคส่วน โดยกิจกรรมประกอบด้วย การพัฒนาโรงเรียน การปรับปรุงภูมิทัศน์ การส่งมอบป้ายธนาคารปู การปล่อยพันธ์ุปูที่เพาะพันธุ์ได้จากธนาคารปู การมอบอุปกรณ์สำหรับทาสี ผ้าห่ม และหน้ากากอนามัย รวมทั้ง การเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและบกพร่องทางสติปัญญา อีกด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย และรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ ไทยพีบีเอส  มอบรถเข็นวีลแชร์ เสริมกำลังใจผู้สูงอายุ กทม 

วันที่ 25  มิถุนายน 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย นายวสันต์ มหิงษา ผู้บริหารสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย และ นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการรายการ สถานีประชาชน ไทยพีบีเอส   พร้อมด้วย ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป 
ลงพื้นที่  ณ เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร 

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้รับการติดต่อประสานขอรับบริจาครถเข็นวีลแชร์ จากสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย เพื่อมอบให้ ผู้สูงอายุ ในพื้นที่  เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ราย คือ นางโฉมยา  หวังสะเล็บ อายุ 86 ปี พักอาศัย ณ บ้านเลขที่ 1998 ถ.ประชาชนร่วมใจ แขวงทรายกองดินใต้  เขตคลองสามวา  กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ชราภาพ ไม่สามาถช่วยเหลือตัวเองได้ และทางบ้านมีฐานะยากจน จึงได้มามอบให้ในวันนี้  โดยมูลนิธิได้รับการบริจาครถวีลแชร์ จาก กลุ่มไทยสมายล์กรุ๊ป ผู้ให้บริการรถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 

“การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ  มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมกำลังใจ ให้แก่ ผู้สูงอายุ ถือเป็นกิจกรรมหลักที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ที่มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป  ทั้งนี้ ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคหรือสมทบทุน ให้แก่ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่ เพจมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ หรือ ติ๊กต๊อก มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์” นางเธียรรัตน์ กล่าว

สวนนงนุชพัทยาต้อนรับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทยพร้อมคณะ ร่วมกันปลูกต้นไม้และเข้าเยี่ยมชม

วันนี้ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับนายนอเศเรดดีน ไฮดารี ( H.E. Mr. Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เยี่ยมชมสวนนงนุชพัทยาพร้อมปลูกพันธุ์ไม้เพื่อการอนุรักษ์ ณ สวนรุกขชาติ เชิงเขาบันไดกฤษ

โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย ได้ปลูกต้นกระท้อนซึ่งเป็นไม้ผลเขตร้อนยืนต้น ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระท้อนมีสีสะดุดตา เป็นต้นไม้ที่ทนแล้งได้ดี หลังจากนั้นได้เยี่ยมชมสวนสวย บนเนื้อที่ 1,700 ไร่ หุบไดโนเสาร์ และเนริส์เชอร์รี่พันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ทางสวนนงนุชพัทยาได้เก็บรวบรวมมากถึง18,000 ชนิด 

ทั้งนี้ทางสวนนงนุชพัทยาได้ขออนุญาติจากกรมป่าไม้เพื่อทำสวนรุกขชาติ ให้แก่ประเทศไทย จำนวนกว่า 43 ไร่ ซึ่งดำเนินโครงการรวบรวมพันธุ์ไม้และปลูกไม้ยืนต้นชนิดต่างๆที่มีมูลค่าและหายากจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินการในการรวบรวมและการปลูกพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลบำรุงรักษาโดยสวนนงนุชพัทยา

'ดร.สุวินัย' โพสต์อาลัยถึง 'บำรุง คะโยธา' หลังจากไปด้วยอาการสงบ ภูมิใจและดีใจที่เคยเป็น 'สหายร่วมรบ' กันในสมัยกลุ่มพันธมิตรฯ

(25 มิ.ย.67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กไว้อาลัยแด่ คุณบำรุง คะโยธา โดยระบุว่า…

“หมากนิพพานของผู้บำเพ็ญอภิมรรค (2) : ไม่เสพอารมณ์ทั้ง 7”

“หลังจากที่เขาฝึกเคล็ด ‘กรรมฐานของมหาเทพ’ หรือเคล็ดลมปราณกรรมฐานเพื่อจิตอมตะที่คุรุเทพถ่ายทอดให้เขา ตัวเขาก็ทุ่มเทชีวิตจิตใจของเขาเข้าสู่มรรควิถีโพธิสัตว์อย่างเต็มตัว

“นี่เป็นการแสวงหาส่วนบุคคล เพื่อความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างก้าวกระโดดใหญ่ของตัวเขาเอง”

“ทุกค่ำคืนที่เขาล้มตัวลงนอน เขาก็พาตัวเองเข้าสู่โลกแห่ง ‘การตายก่อนตาย’ ”

“เมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็เข้าสู่ ‘โลกแห่งความรู้ตัว’ บางครั้งความคิดต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตแวบเข้ามา แต่เขาก็ตัดความอาลัยเหล่านั้นลงโดยเร็ว”

“มีแต่การฝึกลมปราณกรรมฐานเท่านั้นที่นำความพึงพอใจอย่างใหญ่หลวงให้แก่ตัวเขา ทำให้ตัวเขาไม่มุ่งมาดปรารถนาอื่นใดอีกในชีวิตที่เหลือ”

“สิ่งที่ผู้บำเพ็ญลมปราณกรรมฐานต้องระมัดระวังมากที่สุดคือ การเกิดอารมณ์ 7 ชนิด ซึ่งได้แก่
(1) ความแตกตื่น (驚)
(2) ความกลัว (慴)
(3) ความลังเลสงสัย (疑)
(4) ความฟุ้งซ่านสับสน (惑)
(5) ความประมาท (緩)
(6) ความโกรธ (怒)
(7) ความใจร้อนหงุดหงิด (焦)”

“เพราะอารมณ์ทั้ง 7 นี้คือข้อห้ามในการฝึกลมปราณกรรมฐาน และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การฝึกจิตของผู้บำเพ็ญไม่ประสบความสำเร็จ”

“การบำเพ็ญลมปราณกรรมฐานทุกวัน คือการบ่มเพาะถนอมบำรุงพลังชีวิตควบคู่ไปกับการ "ดูจิต" เจริญวิปัสสนา โดยไม่เสพอารมณ์ใด ๆ โดยเฉพาะอารมณ์ทั้ง 7 จนกระทั่งจิตของผู้บำเพ็ญนิ่งเองดุจบ่อน้ำที่สงบงันจนสามารถสะท้อนดวงจันทร์ได้อย่างสวยงามหมดจด ผลที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวผู้บำเพ็ญสามารถจดจ่อกับสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างมีสติรู้ตัวบ่อย ๆ ได้”

“ผู้บำเพ็ญอภิมรรคย่อมใช้การฝึกลมปราณกรรมฐานเพื่อเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง (真我) ได้อย่างล้ำลึก ด้วยวิธีการนี้เอง เขาย่อมสามารถมีอิทธิพลต่อจักรวาลรอบตัวเขา และจะไม่ถูกกระทบใด ๆ จากความเป็นอนิจจังของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางโลก”

“ตบะและขันติของเขาย่อมมีขึ้นเอง เพราะมีขันติ เขาจึงเป็นผู้เที่ยงธรรม มีใจเป็นธรรมได้ และเพราะเขามีใจเป็นธรรม เขาจึงมีใจที่เปิดกว้าง เป็นคนที่ใจกว้าง และเพราะเขาเป็นคนที่ใจกว้าง เขาจึงสามารถกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างงามสง่า”

“ความใจกว้างและวัตรปฏิบัติที่งดงามของเขา ทำให้ตัวเขาสามารถเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตที่เปี่ยมพร้อมไปด้วยความจริง ความดีและความงามได้”

“เพราะฉะนั้น เขาจึงกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอภิมรรค (道) ในที่สุด มันเป็นแค่เรื่องของเวลาว่าเมื่อไรเท่านั้น”

“คติประจำใจของผู้บำเพ็ญอภิมรรค
- ไม่แสวงหาความรุ่งโรจน์บนความเจ็บปวดของผู้อื่น
- ยอมละทิ้งตนเอง ผ่อนตามคนอื่นเสมอ
- ถนอมรักกับทุกสิ่ง สามารถรักโลกใบนี้ดุจรักตัวเอง
- ไม่ยึดติดในวัตถุ ไม่หลงใหลในอำนาจลาภยศสรรเสริญทางโลก
- แสวงหาทุกสิ่งจากภายในตัวเองด้วยการเจริญลมปราณกรรมฐาน
- มุ่งบ่มเพาะคุณธรรมต่าง ๆ ภายในตัวเอง จนกระทั่งมีจิตบริสุทธิ์ดุจทารกอีกครั้ง”

“ด้วยความปรารถนาดี
สุวินัย ภรณวลัย
Suvinai Pornavalai

“หมายเหตุ : คุณบำรุง คะโยธา เดินทางไกลครั้งสุดท้าย ด้วยอาการสงบ ณ บ้านกุดตาใกล้ ต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ วันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลา 16.25 น.”

“ขอน้อมส่งดวงวิญญาณของคุณบำรุงกลับสู่ ‘ดาวนักสู้’ ภูมิใจและดีใจที่เราเคยเป็น ‘สหายร่วมรบ’ กันในสมัยการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ (ปี พ.ศ. 2549-2556)”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top