Friday, 19 June 2026
NEWS FEED

‘นักร้องหนุ่ม’ โชว์สปิริต ร้องเพลงท่ามกลาง ‘ฝูงแมลงเม่า’ รับ!! ไม่อยากให้แขกในงานเซ็ง แม้บินเข้าปากไป 3-4 ตัว

(3 ก.ค. 67) จากกรณีคลิปวิดีโอว่อนโซเชียล นักร้องหนุ่มร้องเพลงท่ามกลางแมลงเม่านับแสน จนมีคนแชร์และเข้าไปให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด ชาวเน็ตต่างเข้าไปให้กำลังใจนักร้องขณะร้องเพลงในเพจมงคลซาวด์ & อาลาไก สตูดิโอเป็นจำนวนมาก หลังมีคนนำคลิปบรรยากาศการร้องเพลงของวงอนุบาล 3 ไปโพสต์

เป็นภาพที่นักร้องหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งถือไมค์ร้องเพลง อีกมือหนึ่งเอาไว้ปัดแมลงเม่า ซึ่งคาดว่ามีนับแสนตัวมารุมอยู่บนเวทีขณะร้องเพลง ชาวเน็ตหลายคนมาคอมเมนต์และให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก บางคนบอกว่าสงสาร บางคนบอกว่า ‘ร้องเพลงจบอิ่มพอดี’

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า นักร้องคนที่อยู่ในคลิป ชื่อ นายวิทยา สิวกระโทก หรือเต็งหนึ่ง อายุ 29 ปี เล่าว่า ตั้งวงดนตรีชื่อวง ‘อนุบาล 3’ จะรับเล่นดนตรีตามรถแห่ที่เขาจ้างไปหรือรับงานตามงานเลี้ยงต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมาไปรับงานเลี้ยงที่บ้านชุมทอง ต.ชุมเห็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังเช็กซาวด์ คือจะต้องร้องก่อนประมาณ 4-5 เพลง ระหว่างที่กำลังร้องได้เพลงที่ 3 ได้มีแมลงเม่าไม่รู้ว่ามาจากไหน บินมารุมตนเองขณะร้องเพลงอยู่

แต่ทำอะไรไม่ถูก นักดนตรีก็เล่นไปเพราะไม่ได้รับผลกระทบ และคาดว่าน่าจะลืมคิดถึงนักร้อง จึงตัดสินใจร้องไปเรื่อย ๆ ประกอบกับไม่อยากให้แขกในงานเกิดอาการเซ็ง ร้องไปเอามือปัดแมลงเม่าไป

ประมาณ 30 นาทีแมลงเม่าที่ปีกหลุดก็หายไป แต่ยอมรับว่าระหว่างที่ร้องอยู่นั้นได้กินแมลงเม่าไปประมาณ 3-4 ตัว รู้สึกมันดี ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ร้องเพลงในฝูงแมลงเม่า และเป็นครั้งแรกที่ได้กินแมลงเม่าตัวเป็น ๆ

ขณะที่ นายมงคล ก่อแก้ว เจ้าของรถแห่มงคลซาวด์ เล่าว่า ปกตินักร้องไม่เคยจะเจอแมลงเม่าแบบนี้ วันนั้นเห็นนักร้องร้องเพลงด้วยความลำบาก จึงถ่ายคลิปไว้ดูกระทั่งเอาไปโพสต์ลงในเพจไม่คิดว่าจะมีคนมาสนใจและรู้สึกดีกับนักร้องแบบนี้

ส่วนการแก้ไขปัญหาแมลงเม่าระหว่างการแสดงนั้น ยังไม่มีวิธีเพราะแมลงเม่าถ้าออกมาแล้วไม่นานปีกจะหลุดแล้วเดินหายไปอยู่แล้ว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศแปลกที่หาดูได้ยากของการแสดงดนตรีได้อีกมุมหนึ่ง

สวนสัตว์ขอนแก่น ผ่านการรับรองมาตรฐานท่องเที่ยวไทย มาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว ประจำปี 2567

สวนสัตว์ขอนแก่น ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 สวนสัตว์ขอนแก่น เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยนางทิพาวดี กิตติคุณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์ขอนแก่น รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสวนสัตว์ขอนแก่น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ทั้งนี้สวนสัตว์ขอนแก่น ได้ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรองมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ซึ่งสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยวระดับสากลในครั้งนี้ ใช้แบบประเมินโดยมีเนื้อหาและกรอบดัชนีวัดคุณภาพมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะ 5 องค์ประกอบ 28 เกณฑ์ และ 90 ตัวชี้วัด ซึ่งครอบคลุมในด้านความสะอาด ความปลอดภัย ความสะดวก การออกแบบ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการคุณภาพการบริการ

นางทิพาวดี กิตติคุณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์ขอนแก่น รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสวนสัตว์ขอนแก่น กล่าวว่า สวนสัตว์ขอนแก่นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เข้าร่วมพิธีรับมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ประจำปี พ.ศ. 2567 มาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งสวนสัตว์ขอนแก่นเห็นถึงความสำคัญของห้องน้ำ ในการให้บริการนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการที่สวนสัตว์ขอนแก่น ที่สามารถเข้าถึงการใช้บริการห้องน้ำที่ “สะอาด พอเพียง ปลอดภัย” และส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมในการใช้ห้องน้ำที่ถูกต้องและต้องมีจำนวนห้องน้ำที่พอเพียงสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ที่สามารถพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ รวมถึงจัดให้มีส้วมที่เหมาะสมทุกคนสามารถใช้บริการได้ง่ายและปลอดภัย มาอยู่ในที่ลับตาแสงสว่างพอเพียง แยกเป็นสัดส่วนชายหญิง สามารถให้ความช่วยเหลืออย่างยังทันท่วงทีในกรณีเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งห้องน้ำของสวนสัตว์ขอนแก่นเป็นห้องน้ำรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญในด้านความสะอาดพร้อมทั้งมีบรรยากาศโปร่งโล่งสบายและยังมีการให้ความรู้เผยแพร่ในห้องน้ำเช่นความรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ การเที่ยวชมสวนสัตว์ติดไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้อ่านในช่วงมาใช้บริการอีกด้วย

‘รัฐบาล’ ไฟเขียว!! เพิ่มงบเหมาจ่ายดูแล ‘ผู้มีภาวะพึ่งพิง’ อีก 4 พันบาท พร้อมขยายการดูแลเพิ่มอีก 2 กลุ่มเป้าหมาย เคาะ!! 'อปท.' ดูแล

(3 ก.ค. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในแต่ละปีจะมีผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลจากภาครัฐอยู่ที่จำนวน 320,000 คนต่อปี แต่พบว่ายังมีผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงกลุ่มอื่น ๆ ในชุมชนเพิ่มเติมอีก เช่น 1.กลุ่มที่มีภาวะสมองเสื่อม และ 2.กลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care) เป็นต้น ซึ่งมีความจำเป็นหรือความต้องการที่ต้องได้รับการดูแลเหมือนกับกลุ่มที่มี ADL เท่ากับหรือต่ำกว่า 11 ดังนั้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้มีภาวะพึ่งพิงให้ได้รับบริการที่บ้านหรือในชุมชนเพิ่มขึ้น คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบให้ขยายกลุ่มเป้าหมาย โดยให้ครอบคลุมกลุ่มที่มีภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่ระยะปานกลางและกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วย โดยคาดการณ์ว่า จะทำให้มีผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงที่ได้รับการดูแลในระบบเพิ่มรวมเป็นจำนวนประมาณ 6 แสนคน

นายคารมกล่าวว่า นอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ได้อนุมัติเพิ่มงบประมาณค่าบริการจากเดิมเหมาจ่ายการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ จากจำนวน 6,000 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มเติมเป็นจำนวน 10,442 บาทต่อคนต่อปี (เพิ่มขึ้น 4,442 บาทต่อคนต่อปี) ซึ่งจะทำให้ อปท. มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ทำให้หน่วยบริการสามารถจัดบริการได้ดีขึ้น รวมถึงจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นให้กับผู้ป่วย ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดแรงจูงใจหน่วยบริการที่มีศักยภาพ เช่น สถานชีวาภิบาลที่อยู่กระจายในชุมชนเข้าร่วมให้การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงในระบบ

“รัฐบาลมุ่งดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น รองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ผ่านการจัดสรรงบประมาณ โดยมอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานดำเนินการให้ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผ่านกลไก ‘ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่’ (Long Term Care : LTC )” นายคารมกล่าว

สมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทย คว้ารางวัล Moral Awards 2022 เป็นองค์กรต้นแบบที่ร่วมขับเคลื่อนคุณธรรมสู่สังคมไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ค.67) ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) นำโดย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม มอบโล่รางวัล Moral Awards 2022 และเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ ให้แก่ สมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทย เนื่องด้วยเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนคุณธรรมสู่สังคมด้วยโครงการตามรอยพระราชาอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-นานาชาติ (เอเอฟเอส ประเทศไทย) เป็นผู้รับมอบ ณ ห้อง Auditorium สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park

รางวัล Moral Awards 2022 เป็นรางวัลที่ยกย่ององค์กรที่เป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม ควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทย โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมได้เล็งเห็นความสำคัญของพลังความดีที่ขับเคลื่อนคุณธรรมของสมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ดำเนินการมอบโล่รางวัลพิเศษ เพื่อต้องการยกย่อง ชื่นชม ให้แก่ สมาคมนักเรียนเก่า เอ เอฟ เอส ประเทศไทย เนื่องด้วยให้การสนับสนุนโครงการตามรอยพระราชา ซึ่งเป็นโครงการน้อมนำพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นโครงการเรียนรู้อย่างครบวงจร ทั้งการศึกษาดูงาน การลงมือทำกิจกรรมเสริมทักษะเรียนรู้ และต่อยอด พร้อมสร้างความเข้าใจและเข้าถึงคุณธรรม พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู 

โดยมีกลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ บุคลากรทางการศึกษา ครู อาจารย์ นักธุรกิจ จากทั่วประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการมากว่า 39 ครั้ง มีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน โดยสมาคมฯ ได้สนับสนุนให้คณะคุณครูเข้ามาร่วมกิจกรรม boardgame นวัตกรรมศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล (from SEP to SDGs) พร้อมส่งมอบเครื่องมือชุด The King’s Journal: Learn English ให้กับตัวแทนคุณครูที่มีความตั้งใจ และมีความพร้อมจะนำไปขยายผลกับเด็กนักเรียนที่โรงเรียน ต่อไป 

อีกทั้งสมาคมฯ ยังให้ความสำคัญในการทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้สมาชิกเก่า สมาชิกปัจจุบัน ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ศักยภาพ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ กิจกรรมค่ายพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ “TRAFS English Camp” กิจกรรมส่งมอบจักรยานสำหรับนักเรียนในต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางเป็นระยะทางไกลไป-กลับโรงเรียน “TRAFS Bike for Kids” กิจกรรมที่ดำเนินโครงการโดยสมาชิกเอง อาทิ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านทดแทนคุณแผ่นดิน “โครงการนักอ่านบ้านนา” กิจกรรมส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม “รักไหมสุรินทร์” กิจกรรมมอบทุนการศึกษาเด็กนักเรียนคนดีที่ขาดแคลนกองทุน “ปันบุญ” กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจพัฒนาภาวะผู้นำให้เยาวชน “2000 วัน ปั่นรอบโลก” เป็นต้น ถือเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทย และสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่สังคมสืบไป

#ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
🎥 YouTube : Moral Channel

สตม. รวบหนุ่มเมืองเบียร์ OVERSTAY พบประวัติก่อคดีพยายามฆ่าเพื่อนร่วมชาติ

กก.2 บก.สส.สตม. จับกุม นายอัลเมด (นามสมมติ) อายุ 28 ปี สัญชาติเยอรมัน ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินการคดีกฎหมาย สถานที่จับกุม โรงแรมภายในซอยสุขุมวิท ๔ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 

กก.2 บก.สส.สตม. ได้รับการร้องเรียนว่ามีโรงแรมภายในซอยสุขุมวิท 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ บางแห่งรับคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยแล้วไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบ จึงได้ไปตรวจสอบ โดยระหว่างตรวจสอบพบนายอัลเมด จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางและข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว จึงได้สอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทย รับแจ้งว่า นายอัลเมด เป็นหนึ่งในสมาชิกองค์กรอาชญากรรม ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและได้พยายามฆ่าโดยใช้อาวุธปืนยิงฝ่ายตรงข้ามจำนวน 4 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส กก.2 บก.สส.สตม.จึงทำการจับกุมดำเนินคดีในข้อกล่าวเป็น คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และหลังจากคดีสิ้นสุดจะได้ส่งนายอัลเมดกลับไปยังประเทศเยอรมนีต่อไป 

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สตม. รวบหนุ่มเวียดนาม ไกด์เถื่อน ปล้นเพื่อนร่วมชาติ มูลค่าความเสียหายกว่าล้านบาท

วันนี้ (3 ก.ค. 67) เวลา 13.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัยผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม. รวบหนุ่มเวียดนาม ไกด์เถื่อน ปล้นเพื่อนร่วมชาติ มูลค่าความเสียหายกว่าล้านบาทกก.สส.บก.ตม.3 จับกุม MR.NONG (นามสมมติ) อายุ 25 ปี สัญชาติเวียดนาม ตามหมายจับศาลอาญา พระโขนง ที่ จ.501/2566 ลงวันที่ 28 ส.ค.2566 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมริมถนนเศรษฐกิจ 1 ม.2 ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2566 เกิดเหตุปล้นทรัพย์ในท้องที่ สน.พระโขนง จากการสืบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มวัยรุ่นสัญชาติเวียดนาม มีพฤติการณ์หลอกเหยื่อว่าเป็นไกด์นำเที่ยว โดยจะเลือกเหยื่อสัญชาติเวียดนามเนื่องจากสามารถสื่อสารกันเข้าใจ วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ส.ค.66 ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมา MR.NAM ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นชาวเวียดนามผู้ก่อเหตุ ได้รับการติดต่อจาก MR.TRAN (ผู้เสียหาย) สัญชาติเวียดนามกับเพื่อนรวม 8 คน ให้เป็นไกด์นำเที่ยว โดย MR.TRAN กับเพื่อนทั้ง 8 คน ได้เช่าบ้านพักอยู่ในซอยสุขุมวิท 101 ถนนปุณณวิถี 49 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันที่ 21 ส.ค.2566 MR.NAM พร้อมพวกจำนวน 7 - 8 คน ได้เข้ามาที่บ้านพักดังกล่าวแล้วใช้อาวุธมีดปลายแหลม ขู่บังคับให้ MR.TRAN กับเพื่อนให้เข้าไปอยู่ในห้องพัก จากนั้นใส่กุญแจมือและใช้โซ่เหล็กล่ามขา MR.TRAN กับเพื่อนไว้ในห้อง แล้วได้ทำร้ายร่างกายและบังคับให้ MR.TRAN กับเพื่อนส่งมอบเงินสดและโทรศัพท์มือถือให้  

ในเวลาต่อมาได้มีเพื่อนของ MR.TRAN มาเรียกที่บริเวณหน้าบ้านพัก MR.NAM กับพวกจึงได้พากันหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ MR.TRAN จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง หลังก่อเหตุกลุ่มวัยรุ่นชาวเวียดนาม ได้หลบหนีออกนอกประเทศไทยทางจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 2 ในวันที่ 26 ส.ค.2566 ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญาพระโขนงออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้จำนวน 13 ราย กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้ประสานข้อมูลกับ สน.พระโขนง เพื่อสืบสวนติดตามจับกุมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทราบว่า MR.NONG  หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นชาวเวียดนามผู้ก่อเหตุและศาลได้อนุมัติหมายจับ ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยและได้หลบหนีหมายจับไปพักอาศัยอยู่ในท้องที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร จึงได้ติดตามจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ภูมิธรรม’ หนุน ’คนรุ่นใหม่เมืองย่าโม‘ ยก โคราชโมเดลธุรกิจครบวงจร เตรียมยกระดับสินค้าชุมชนผ่าน E-Commerce Alibaba

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับ กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneurs Chamber of Commerce: YEC) กลุ่มผู้แทนเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัด(Young Smart Farmer: YSF) และเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ของจังหวัดนครราชสีมา หารือถึงปัญหาอุปสรรคในการทำธุรกิจ รวมไปถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาครัฐ สนับสนุนเอกชนทำรายได้ให้ประเทศ เตรียมจัดงาน Live E-Commerce ที่จะนำสินค้าของไทยทั่วทุกภาค ให้ทั่วโลกรู้จักผ่าน Influencer ระดับประเทศ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ YEC กลุ่ม MOC Biz Club และกลุ่ม Young Smart Farmer ของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรม AISANA อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา โดยในการหารือมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์จริญ ประธาน YEC นครราชสีมา นายสุดที่รัก พันธุ์สายเชื้อ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา นางสาวปุณยนุช เขียนนอก เลขานุการ YSF ผู้ประกอบการ Logistics นครราชสีมา คุณเจนจิรา กงทอง นายปราโมศวร์ ตัณฑเศณีวัฒน์ ประธานเครือข่ายธุรกิจ Moc Biz Club จังหวัดนครราชสีมา ร่วมด้วย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ตนมีความสนใจและให้ความสำคัญกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ YEC YSF MOC Biz Club เพราะคนกลุ่มนี้มีพลัง มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจ มีโอกาส และมีพื้นฐานความรู้เรื่องโลกสมัยใหม่อยู่กับเทคโนโลยี เคยเห็นโลกกว้าง วันข้างหน้าจะเป็นโลกของคนรุ่นใหม่ อนาคตของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่ ที่มีโอกาสอีกเยอะ ส่วนหนึ่งก็มาจากพวกท่าน ท่านนายกฯให้นโยบายภาครัฐเป็นรัฐสนับสนุนให้เอกชนเป็นทัพหน้าทำเงินเข้าประเทศ เรารอดูความสำเร็จ“

ด้านผู้ประกอบการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช มีทั้งสินค้าและสถานที่ที่พร้อมจะนำเสนอให้กับผู้ซื้อและนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งแหล่งวัฒนธรรม และ Soft Power มีความพร้อมที่อยากให้คนทั่วโลกได้สัมผัส โดยกระทรวงพาณิชย์ มีฑูตพาณิชย์ประจำประเทศต่างๆ อยู่แล้ว จึงอยากให้มีคนกลางไปช่วยโปรโมท ในตลาดต่างประเทศ รวมถึง การจัดกิจกรรม “Big Match ยกระดับเศรษฐกิจ@นครราชสีมา” ในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช โดยรองนายกฯ ได้ให้การสนับสนุน และจะมีการจัดกิจกรรมคล้ายๆ โครงการYEN-D ของกรมการค้าต่างประเทศ โดยฟื้นกิจกรรมนี้มาเพื่อสร้างเครือข่ายในประเทศ ให้แนวคิดให้ “คิดให้ลึกและให้ทำต่อ” โดยจะทำคู่ขนานกันไปกับการสร้างความแข็งแรงให้กับผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ในส่วนของ YEC มีการร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา เฟ้นหาสินค้าชุมชน และนำพัฒนาจัดภาพลักษณ์ของสินค้า เนื่องจากสินค้าหลาย ๆ ตัว เป็นสินค้าที่ชุมชนผลิตออกมาได้ดีมาก แต่ยังขาดการจัดการ และการ promote ประชาสัมพันธ์ จึงต้องมีการนำเอกลักษณ์สินค้ามาพัฒนาเป็นคาแรกเตอร์ดีไซน์ ปัจจุบันเราได้มีกิจกรรม Koratmonogram  ซึ่งสินค้าที่ถูกพัฒนาภายใต้โครงการนี้เป็นสินค้าที่มีลายเป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่นกางเกงแมว หรือ Art Toy รูปแมว ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจังหวัด โดยเราได้สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะ คือ “แมวเมื่อย” และเราสร้าง story ให้กับสินค้า ในปัจจุบันนี้มีการเลือกสินค้ามาใช้กับคาแรกเตอร์ดังกล่าวประมาณ 40 สินค้า และปัจจุบันได้มีการศึกษาการร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวกับสินค้า อย่างเช่นที่ประเทศญี่ปุ่นมีตัว “คุมะมง” นำเที่ยวในเมืองคุมาโมโตะ ของประเทศญี่ปุ่น จึงอยากนำมาพัฒนากับไทยโดยสร้างคาแรกเตอร์ดีไซน์ขึ้นมาโดยถือว่าเป็น KOL สำหรับจังหวัดโคราชที่จะใช้กับสินค้าและสถานที่ต่างๆในจังหวัด

ในส่วนของการผลักดัน E-Commerce นายภูมิธรรมฯ กล่าวว่า “การจัดขายออนไลน์แพลตฟอร์ม E-Commerce กระทรวงพาณิชย์ได้จัดมาบ้างแล้ว หลังจากที่ผมได้เข้ามา ผมก็ได้เดินทางไปประเทศจีนเพื่อเจาะตลาดรายมณฑลจากที่ผมได้เดินทางไปเอง เกือบ 10 มณฑลแล้ว และขณะนี้ผมได้ตั้งทีมอินเดีย เพื่อเจาะตลาดรัฐของอินเดีย ซึ่งมีความต้องการสินค้าไทยสูง โดยในเดือนกันยายนนี้ จะมีการจัดมหกรรม Live E-Commerce จะเชิญอินฟลูเอนเซอร์ระดับTOP 3 ทั้งไทยและต่างประเทศ มาเลือกดูสินค้าของไทย โดยเฉพาะจะมีการเชิญ Alibaba ที่เป็นแพลตฟอร์มการขายสินค้าE-Commerce ของจีน เข้ามาดูสินค้าระดับพรีเมี่ยมของไทย และจะมีการคัดเลือกสินค้าจากทั่วทุกภาคในประเทศไทย ไปวางขายในแพลตฟอร์ม Alibaba ของจีน
และสร้างแบรนด์ไทย ให้ชาวโลกต้องการ”

“ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องช่วย SME ที่เป็นฐานของเศรษฐกิจของประเทศได้มีโอกาสในตลาด โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ  อีกอย่างคือ ผมฝากสินค้าตัวรอง ให้คนรุ่นใหม่นำมาดูตลาด เพราะต้นทุนราคาสินค้าต่ำ แต่มีโอกาสในตลาดมาก หากเข้าได้ถูกทางโดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วย นโยบายของรัฐบาล คือช่วยคนตัวเล็ก อย่างเช่น SME ที่ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตขึ้นให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจพื้นฐานเติบโต กำลังซื้อเติบโตการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น โดยการหมุนเวียนในห่วงโซ่เศรษฐกิจนี้ ต้องพึ่งพากัน” นายภูมิธรรม กล่าว

สตม. รวบคู่รักแสบ จีน-คาซัค นำนาฬิกาปลอมหรูเกรด A+ หลอกขายร้านนาฬิกาแบรนด์ดัง ความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท

กก.4 บก.สส.สตม. จับกุมคนต่างด้าว จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายอัลคัส (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติคาซัคสถาน ตามหมายจับของศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.163/2567 ลงวันที่ 21 พ.ค.2567 ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” 

2. นางสาวบิลลี่ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับของศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.164/2567 ลงวันที่ 21 พ.ค.2567 ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม คอนโดมิเนียมภายใน ซ.สุขุมวิท 32 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

จากกรณีที่นายอัลคัส และนางสาวบิลลี่ ผู้ต้องหาได้ร่วมกันหลอกให้นายหน้านำนาฬิกายี่ห้อ Patek Philippe ของผู้ต้องหา โดยแจ้งกับผู้เป็นนายหน้าซื้อขายว่าจะจ่ายเงินค่าตอบแทนในการนำไปขายให้ เรือนละ 800 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนายหน้าตกลง ผู้ต้องหาได้นำนาฬิกายี่ห้อ Patek Philippe พร้อมเอกสารจากร้านที่รับตรวจสอบนาฬิกาที่มีชื่อเสียง โดยอ้างว่าเป็นเอกสารรับรองของจริง เมื่อนายหน้าได้นำนาฬิกาไปขายให้กับร้านนาฬิกาชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียหาย จากนั้นนายหน้าได้โอนเงินให้กับผู้ต้องหาจากการขายนาฬิกาจำนวนหลายครั้ง เมื่อเจ้าของร้านนาฬิกาผู้เสียหาย ได้ทำการตรวจสอบพบว่านาฬิกาและเอกสารรับรองนาฬิกาเป็นของปลอม รวมมูลค่าการซื้อขายกว่า 12 ล้านบาท ผู้เสียหายจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้เป็นนายหน้าและได้มีการเจรจายอมความกันโดยนายหน้ายินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหาย และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับนายอัลคัส นางสาวบิลลี่ ซึ่งต่อมาศาลแขวงพระนครใต้ได้ออกหมายจับนายอัลคัส นางสาวบิลลี่ ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” นั้น 

กก.4 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบเห็นนายอัลคัส นางสาวบิลลี่ ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ในห้องพักของคอนโดมิเนียมภายใน ซ.สุขุมวิท 32 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ จึงได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นต่อศาลแขวงพระนครใต้เข้าทำการตรวจค้นห้องพักดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบนายอัลคัส และนางสาวบิลลี่ จึงได้จับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงผลปฏิบัติการยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และแก๊งอาชญากรรมทั่วประเทศ ค้น 183 จุดทั่วประเทศ

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจภูธรภาค 1-9 และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และแก๊งอาชญากรรมทั่วประเทศ ตามยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ณ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์  กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังจาก ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ระดมกำลังตำรวจจาก บช.น. , ตำรวจภูธรภาค 1-9 และ บช.ก. กระจายกำลังเข้าตรวจค้น รวม 183 จุด ทั่วประเทศ เมื่อวานที่ผ่านมา (2 กรกฎาคม 2567) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร., พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบช.ภ.1, พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2, พล.ต.ท.ฐากูร นัทธีศรี ผบช.ภ.3, พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4, พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6, พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7, พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 และ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

พฤติการณ์ ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานให้ข้าราชการตำรวจ เพื่อให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในนโยบายนั้น เป็นเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. (รรท. ผบ.ตร.ในขณะนั้น) เร่งรัดดำเนินการ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ รรท.ผบ.ตร ได้สั่งการและมอบหมายให้ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. /อนุกรรมการในการขับเคลื่อนการดำเนินการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ดำเนินการประชุมวางแผน ทำลายเครือข่ายผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญที่น่าจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงในบ้านเมือง

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ ได้มอบหมายให้ บช.ก. เป็นหน่วยงานหลัก ในการขับเคลื่อน มีการเรียกประชุมวางแผนกับ ภ.1 – 9 และ บช.น. มาโดยตลอด เพื่อรวบรวมประสานข้อมูล พร้อมคัดกรองเป้าหมาย ซึ่งก่อนที่จะมีปฏิบัติการในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 20-24 มิ.ย.67 ตร.ได้มีการได้มีตรวจค้นอาวุธปืนทั่วประเทศในจุดสำคัญ 1,500 จุด เพื่อให้ได้อาวุธ และลดปัญหาการปะทะกันในปฏิบัติการครั้งนี้ และล่าสุดวานนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.จึงได้สั่งการออกแผนปฏิบัติการ ยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ในครั้งนี้ ซึ่งแบ่งเป็นเป้าหมายประเภท ผู้มีอิทธิพล 20 ราย, แก๊งอาชญากรรม 116 ราย, กลุ่มเงินกู้โหด 31 ราย, ฮั้วประมูล 19 ราย และ บุกรุกที่สาธารณะ 14 ราย รวมกว่า 200 ราย ตรวจค้น 183 จุดทั่วประเทศ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการกว่า 2,500 นาย มีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ จำนวน 19 เป้าหมาย โดยแบ่งแยกเป็นกองบัญชาการ ดังนี้

บช.ก. จำนวน 6 เป้าหมาย ได้แก่

1. แก๊งฮั้วประมูล กำนันนก มีการดำเนินการทั้งหมด 11 โครงการ ซึ่งมี 2 โครงการ พบพยานหลักฐานว่า เครือข่ายกำนันนก มี บริษัทของผู้ใหญ่โยชน์ พ่อของกำนันนก ชนะการประมูล โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยมีทีมฮั้วประมูล, ทีมซื้อขายรายชื่อ และ บริษัทที่สมยอม โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 70 คน 

ก่อนเกิดเหตุ บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด และ บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด เป็นบริษัทในเครือของกำนันนก ก่อนปี 2558 มีรายได้น้อยกว่า 30 ล้านบาท/ปี  ต่อมาได้เข้าร่วมการประมูลโครงการรัฐบาลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทดังกล่าวชนะโครงการ จำนวน 100-200 โครงการ/ปี ซึ่งมีผลประกอบการมากที่สุดใน จ.นครปฐม โดยเข้าร่วมประมูลเข้าร่วม 1,527 โครงการ ชนะ 1,327 โครงการ บริษัทที่แพ้และยื่นซองในโครงการส่วนใหญ่ จะเป็นบริษัทเดิมๆ ที่เคยเข้าประมูล มีการทำเป็นขบวนการ เห็นได้ว่าทั้งสองบริษัทมีพฤติการณ์ทุจริตฮั้วการประมูลโครงการของรัฐ จึงได้ทำการสืบสวน พบว่า 9 โครงการ มีมูลเหตุเชื่อว่าเป็น โครงการที่มีการฮั้วประมูล แต่พบว่า ปี 2564 มี 2 โครงการ ที่ บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด ชนะการประมูล โดยมีทีมฮั้วประมูล ซื้อรายชื่อ 1.2 % จากขบวนขายรายชื่อ และฮั้วไม่ให้บริษัทอื่นยื่นซองประมูล มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกว่า 70 บริษัท และจากการตรวจค้นที่ผ่านมา มีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูล บริษัทของผู้ใหญ่โยชน์ พ่อกำนันนก มีทีมฮั้วประมูล, ทีมซื้อขายรายชื่อ และ บริษัทที่สมยอม ทั้งหมด 32 ราย เมื่อวันที่ 24 - 25  มิ.ย.67 พงส.ได้เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหา แต่มารับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 23 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ในส่วน 9 รายที่ยังไม่มาพบ อยู่ระหว่างประสานงาน ซึ่งคดีดังกล่าวได้มีการพิจารณาร่วมกับพนักงานอัยการ เนื่องจากเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการต่อไป นอกจากเครือข่ายฮั้วการประมูลที่ จ.นครปฐมแล้ว ยังมีเครือข่าวฮั้วประมูล ในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม 

2. นายณัฐกิตติ์ฯ (ผู้มีอิทธิพล จ.นครปฐม) ฉายา ส.อบต.นายณัฐกิตติ์ฯ
นายณัฐกิตติ์ฯ สมาชิก อบต.ห้วยขวาง เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เคยต้องคดีอาญาในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่น” ของ สภ.กำแพงแสน ซึ่งมีพฤติการณ์ในคดีเป็นการใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีเสียชีวิต เนื่องจากผู้ตายยืมเงินแล้วไม่คืน อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเหตุในคดี “ฆ่าผู้อื่น” นายณัฐกิตติ์ฯ ยังสามารถซื้ออาวุธซึ่งมีใบอนุญาตตามกฎหมายได้อีกจำนวนมากถึง 14 กระบอก จากการสืบสวนพบว่านายณัฐกิตติ์ฯ มีการทำธุรกรรมสีเทาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินอัตรา และการพนันรูปแบบต่างๆ

3. นายเฉลิมพงศ์ฯ (ผู้มีอิทธิพล จ.ปราจีนบุรี) ฉายา คิกคาปู้ ปราจีน อดีตลูกน้อง สจ.โต้ง ขาใหญ่เมืองปราจีน มีประวัติทำร้ายร่างกาย, ครอบครองอาวุธปืน และยาเสพติดจำนวนมาก ถือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้านจนมีการกล่าวกันว่า “ตำรวจไม่สามารถทำอะไรมันได้” ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.67 มีพฤติกรรมก่อเหตุทำร้ายร่างกายหน้าสถานบันเทิงชื่อดังใน จ.ปราจีนบุรี จนมีผู้เสียหายโพสต์ร้องเรียนพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของนายเฉลิมพงศ์ฯ ลงโซเชียล ถึงรายการโหนกระแส และสายไหมต้องรอด

4. บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่สลิด-ป่าโปร่งแดง 
ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มีพฤติกรรมบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ จากการตรวจสอบพบมีร่องรอยการนำรถแบ็คโฮเข้ามาปรับพื้นที่ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าธรรมชาติ ตัดต้นไม้ทั่วบริเวณมีร่องรอยการจุดไฟเผาซากตอไม้จำนวนมาก ลักษณะเป็นการจับจองพื้นที่เพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรง

5. นายเพ็ญเพชรฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.สุพรรณบุรี) ฉายา “เพชร ภูธร” มีพฤติกรรมเป็นนักเลงอันธพาล ชอบความรุนแรง มีการใช้และสะสมอาวุธปืนผิดกฎหมาย โพสต์ภาพตนเองพร้อมอาวุธปืนข่มขู่ผู้อื่นทางโซเชียล แอบอ้างสนิทสนมบุคคลสำคัญ และหน่วยงานรัฐต่างๆ

6. นายอภินันท์ฯ หลาน ศักดิ์ ปากรอ (แก๊งอาชญากรรม จ.สงขลา) หลาน "ศักดิ์ ปากรอ" อดีตฆาตกรโหดคดีดังฆ่ายกครัว 5 ศพ เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งต่อมานายอภินันท์ฯ ถูกจับกุมตัวพร้อมอาวุธปืนสงคราม จำนวน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนเกือบ 100 นัด จากการตรวจสอบอาวุธปืนที่ตรวจพบที่นายอภินันท์ฯ พบเคยถูกใช้ยิงถล่มรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบาลนาสีทอง เสียชีวิตในพื้นที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ปมเหตุจากการขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น ภ.1 จำนวน 2 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายภีรวัฒน์ฯ (หัวหน้าแก๊งหนองไทร จ.สระบุรี) มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดและความรุนแรง มีความอาจเสี่ยงที่จะก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.67 แก๊งหนองไทรได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงถล่มหน้าบ้านคู่อริแต่ลูกกระสุนไปถูกชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ปมเหตุขัดแย้งระหว่างแก๊ง จากการตรวจสอบพบมีประวัติการต้องคดีในข้อหา ครอบครองอาวุธปืน, ยาเสพติด และ ทำร้ายร่างกายหลายคดี

2. แก๊งยาเสพติดเครือข่ายจิ๊บไผ่เขียว จ.พระนครศรีอยุธยาแก๊งยาเสพติดเครือข่ายจิ๊บไผ่เขียว ถือเป็นกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่ากลุ่มดังกล่าวมีการนำยาเสพติดไปซุกซ่อนในพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี จึงขยายผลจับกุมเพิ่มเติมจนกระทั่งสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้รวมกว่า 7 ล้านเม็ด ถือเป็นการปราบปรามแก๊งยาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่

ภ.2 จำนวน 1 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายศุภกฤชฯ (เงินกู้โหด จ.จันทบุรี) 
หัวหน้าแก๊งปล่อยเงินกู้ตัวตึงตัวแรงในพื้นที่ จ.จันทบุรี แนววัยรุ่นสร้างตัว มีการใช้โซเชียล ข่มขู่ คุกคาม ผู้อื่น, ทำร้ายร่างกาย, ทวงหนี้ มีประวัติคดีการพนัน จำนวน 2 ครั้ง, ลักทรัพย์จำนวน 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังทำธุรกิจสีเทาปล่อยเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง มีพฤติการณ์ทวงหนี้โหด ทำร้ายร่างกายลูกหนี้บาดเจ็บหลายราย  

ภ.3 จำนวน 3 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายอำนาจฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.ชัยภูมิ)
มีพฤติการณ์ลักลอบผลิตอาวุธปืนเถื่อนส่งขายทั่วประเทศ มีอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาวุธปืน เช่น ลำกล้องปืน, ด้ามปืน และอุปกรณ์อื่นๆมากมาย ตั้งตัวเป็นแก๊งมอมเมาเยาวชนมั่วสุมเสพยาเสพติด มักยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันควร สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก
 
2. นายยุรนันท์ฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.ศรีสะเกษ)
มีพฤติการณ์เป็นกลุ่มลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ เพื่อส่งให้ลูกค้าตามอำเภอต่างๆใน จ.ศรีสะเกษ ทำให้เกิดผู้ค้ารายย่อย และ ผู้เสพยาเสพติดเกิดขึ้นจำนวนมาก ถือเป็นภัยต่อสังคมอย่างสูง นอกจากนี้ยังมีประวัติการใช้อาวุธปืนข่มขู่บุคคลที่ติดค้างหนี้ยาเสพติด และคดีสมคบจำหน่ายยาเสพติดอีกด้วย 

3. นายสุทธิชัยฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.สุรินทร์)
กลุ่มเครือข่ายขายอาวุธปืนออนไลน์ผ่านกลุ่มไลน์ ชื่อ “บาร์เหล้า .01” เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ทำการล่อซื้ออาวุธปืนไทยประดิษฐ์ชนิดหักลำ จึงได้สืบสวนติดตามจับกุมตัว พบนายโชติธนภัทร์ฯ เป็นผู้จัดส่งอาวุธปืน จึงได้มีการขยายผลเข้าตรวจค้นในพื้นที่ ภาค 3 และ ภาค 6 จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางอีกจำนวนหลายรายการ ซึ่งถือเป็นการทลายแหล่งผลิตและจำหน่ายอาวุธปืนสำคัญในย่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงได้ในที่สุด

ภ.4 จำนวน 2 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายกานี หรือ มืด (แก๊งอาชญากรรม จ.สกลนคร)
เป็นแก๊งจำหน่ายยาเสพติดที่มีพฤติกรรมอุกอาจ รุนแรง มักใช้อาวุธปืนในการข่มขู่ชาวบ้าน มีประวัติยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ขณะทำการล่อซื้อยาเสพติดจนหลบหนีการจับกุมไปได้ นอกจากนี้สมาชิกแก๊งของนายกานีฯ 
ยังประวัติคดีจำหน่ายยาเสพติด, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่, มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง และ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะหลายคดี

2. นายณัฐวุฒิ (แก๊งอาชญากรรม จ.บึงกาฬ)
เป็นตัวการทำอาวุธปืน ประกอบ ซ่อมแซม ขายอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จากการตรวจสอบพบมีประวัติคดีโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น คดีเสพยาเสพติด, ครอบครองปืนไม่มีทะเบียน, ทำ อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน และสำหรับผลิตอาวุธปืนเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการตรวจค้นที่พักพบอาวุธปืน, เครื่องกระสุนปืน และ สิ่งของผิดกฎหมายหลายรายการ 

ภ.5 จำนวน 1 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายภาณุ หรือซิว (แก๊งอาชญากรรม จ.เชียงใหม่)
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สืบทราบว่า นายภาณุฯ มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พบมีการนำปืนหลากหลายชนิดมายิงเล่นภายในพื้นที่ฟาร์มกัญชา ในพื้นที่ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม

‘นายกฯ’ สั่ง!! เร่งแก้ปัญหา ‘เด็ก-เยาวชน’ หลุดระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ผ่านมาตรการ ‘ค้นหา-ช่วยเหลือ-ส่งต่อ-ดูแล’ ทุกจังหวัดเริ่มดำเนินการ ก.ค.นี้

เมื่อวานนี้ (2 ก.ค.67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายสมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคัน หรือเด็กหลุดระบบการศึกษาในปัจจุบันหนักหน่วง โดยมีตัวเลขเด็กออกกลางคันเมื่อปี 2566 ประมาณ 1 ล้านคน จากเดิมปีละ 5 แสนคน เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้น ด้วยความห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ต่ออนาคตของเยาวชน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการการทำงาน แก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ค้นหาช่วยเหลือเยาวชน อายุ 3-18 ปี ที่ไม่พบข้อมูลในระบบการศึกษา และดูแลช่วยเหลือเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตามมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ โดยเริ่มปฏิบัติการค้นหาช่วยเหลือเยาวชนนอกระบบการศึกษาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ในทุกจังหวัด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของไทย และเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

นายชัยกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ได้แสดงถึงความห่วงกังวลที่รัฐบาลมีต่อเด็กและเยาวชนนอกระบบ จัดให้เป็นวาระแห่งชาติ ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญคือ 

1.มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านการบูรณาการ และเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การค้นพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

2.มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยบูรณาการ การทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม 

3.มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสม กับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษา และการพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง 

4.มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษา หรือเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ให้ทุกจังหวัดคิกออฟกระบวนการค้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ ใช้ Application Thai Zero Dropout สนับสนุนภารกิจ สำรวจค้นหา วางแผน ช่วยเหลือ และเชื่อมโยง ส่งต่อการช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมถึงติดตามความก้าวหน้า

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กออกกลางคันอย่างมาก โดยเร่งแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการทำนโยบาย ไทยแลนด์ซีโร่ดร็อปเอาต์ การขยายโมเดล 1 โรงเรียน 3 ระบบ ที่เอื้อให้เกิดการจัดการศึกษา 3 รูปแบบ ได้แก่ 

1.การศึกษาในระบบ 

2.การศึกษานอกระบบที่ยืดหยุ่นด้วยเนื้อหา หลักสูตรที่สอดคล้องกับปัญหา และความต้องการของผู้เรียน

3.การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ 

เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ยังมีเรื่องของชุดนักเรียน ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ประกาศเรื่องการยกเว้น หรือผ่อนผัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top