Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

‘รถถัง’ เคลื่อนไหวหลังตกตาชั่งเสียแชมป์โลก ONE มวยไทย ลั่นทำเต็มที่แล้ว พร้อมขอร้องชาวเน็ต “อย่าว่าเมียผม”

(8 พ.ย.67) หลังจาก 'รถถัง จิตรเมืองนนท์' เจ้าของฉายา ดิไอรอนแมน ยอดนักชกชาวไทย ตกตาชั่งอีกครั้ง ทำน้ำหนักไม่ผ่านตามกำหนด ก่อนคิวเตรียมขึ้นชกกับ จาค็อบ สมิธ ผู้ท้าชิงจากสหราชอาณาจักร เพื่อป้องกันแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ที่สนามมวยลุมพินี (รามอินทรา) ในวันที่ 9 พ.ย. นี้ ทำให้ รถถัง ต้องถูกริบเข็มขัดแชมป์โลกตามกฎ ONE Championship แต่การชกจะยังคงมีอยู่ตามกำหนดการเดิม โดยถ้า สมิธ ชนะ จะคว้าแชมป์ไปครองทันที หาก สมิธ แพ้ แชมป์จะว่างลง

โดยทางรถถัง ได้เคลื่อนไหว ด้วยการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า "7ปีที่เราอยู่ด้วยกันมา ผมเต็มที่ที่สุดแล้ว จากกันแล้วก็จะไม่จากไกลผมสัญญาว่าจะเอากลับมาให้ได้ #ไม่ต้องด่าคนอื่นนะพี่ ๆ ด่าผมคนเดียวผม ผมเต็มที่ที่สุดแล้ว" โดยมีแฟนคลับเข้าไปให้กำลังใจจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ 'บอย ท่าพระจันทร์' โดยได้คอมเมนต์ว่า 

ไม่ว่าใครจะด่า หรือว่าน้องยังไง อยากให้รู้ว่าพวกพี่ ๆ และเพื่อน ๆ เป็นกำลังใจให้น้องเสมอ #สู้

นอกจากนี้ รถถังยังได้ออกมาโพสต์ขอร้องทุกคนอย่าคอมเมนต์เสีย ๆ หาย ๆ ถึงภรรยาของตน เพราะเป็นคนที่คอยกำลังใจตนอยู่ตลอด โดยระบุว่า

"ใช่ คุณด่าได้เต็มที่เลยว่าผมไม่มืออาชีพ แต่อยากบอกอะไรให้นะ คุณมาลองอยู่กับผมสักไฟต์สิว่าผมทำอะไรบ้างแต่ละวัน ผมแม่งโคตรอยากทำให้ได้เลย ผมอยากไลฟ์สดให้ดูเลยว่าผมต้องอดทนขนาดไหน ผมแม่งโคตรอยากรักษาเข็มขัดเส้นนี้ไว้ไห้นานเลย พวกคุณรู้มั้ย"

"คุณลองมาเป็นผมดูมั้ยก่อนที่จะด่าจะว่าอะไรออกมาเคยลองคิดกลับไปมองตัวเองมั้ยว่าด่าเขาแล้วผมจะทำได้มั้ย ผมไม่เคยด่าเลยนะ เพราะผมรู้ว่าถ้าผมอยู่จุดแต่ละคนแล้วผมคงทำไม่ได้แน่ สักวันคุณจะเข้าใจ และขอฝากไว้นะครับ ทุกวันนี้ผมทำเพื่อครอบครัวและประเทศไทยจริงๆ มวยไทยผมรักมากที่สุด ขอบคุณที่ทนอ่านนะครับและขอร้องอย่าเมนต์เสีย ๆ หาย ๆ ว่าเมียผมเลยเขาคือคนที่ให้กำลังใจผมตลอดเวลา"

เส้นทางขนส่ง 'MIDDLE Corridor' กระตุ้นการค้าระหว่าง ​​ประเทศในเอเชียกลางและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพ, 30 ตุลาคม 2567 สถานทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทยได้จัดสัมมนาในหัวข้อเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศทรานส์แคสเปียน (Middle Corridor) และประเทศคาซัคสถานในฐานะจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยงที่มีศักยภาพ ผู้ร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ประกอบไปด้วยตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ, นักวิชาการ ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการขนส่งที่มีประสบการณ์

​นาย อาร์มัน อิสเซตอฟ เอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำว่าประเทศคาซัคสถานที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทาง ทรานส์แคสเปียน คาซัคสถานประเทศซึ่งเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคยูเรเชียน โดยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงด้านการค้าและการแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในศตวรรษที่ 21 คาซัคสถานได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ณ วันนี้มีจุดผ่านแดนประเทศของเราถึง 11 จุด โดยเส้นทางที่สำคัญที่สุดคือเส้นทางทรานส์แคสเปียน

​ข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศที่เผยแพร่โดยธนาคารโลกเมื่อปี 2023 ระบุว่าเส้นทางขนส่ง Middle Corridor ช่วยย่นระยะเวลาขนส่งระหว่างประเทศจีนและยุโรปอีกทั้งเพิ่มการขนส่งขึ้นถึงสามเท่าจนถึงระดับ 11 ล้านตันภายในปี 2030 UN ESCAP ในแผนนโยบายที่ได้แถลงเมื่อปี 2023 กล่าวว่า Middle Corridor และเส้นทางรถไฟจากประเทศจีนเชื่อมสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เปิดในปี 2021 จะช่วยกระตุ้นการค้าระหว่างภูมิภาคเอเชียกลางและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

​การสัมมนายังได้เชิญผู้ประกอบการขนส่งจากบริษัท Rhenus Logistics นายศิวาพัชญ์ เผ่าพรหม ตัวแทนบริษัทฯ ขึ้นพูดเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ด้านการขนส่งที่เชื่อมโยงจากประเทศไทยสู่ประเทศคาซัคสถาน โดยเน้นถึงโอกาสการเติบโตทางด้านการค้าและศักยภาพที่สำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่ง และ นายพีระพล พิภวากร ตัวแทนจาก Kazakh Thai Alliance มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการเปิดตลาดคาซัคสถาน รวมถึง วิธีการ และ แนวทางในการนำสินค้าเข้าไปเปิดตลาดในประเทศคาซัคสถาน

​ช่วงท้ายของการสัมมนาได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รวมไปถึงการพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆที่มาร่วมงานเพื่อสร้างความร่วมมือในอนาคต สถานทูตคาซัคสถานขอขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านและวิทยากรที่สละเวลามาร่วมงานในครั้งนี้ อีกทั้งอยากเน้นย้ำถึงความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศคาซัคสถานและประเทศไทย

รร.นานาชาติโชรส์เบอรี เปิดอาคารใหม่ ซิตี้แคมปัสสร้างสิ่งแวดล้อมเป็นครู

(7 พ.ย.67) โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้แคมปัส หนึ่งในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของประเทศไทย ประกาศเปิดตัวอาคารเรียนส่วนต่อขยายเพื่อการรองรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล (Early Year) วัย 2-5 ปี อย่างเป็นทางการที่สาขาซิตี้แคมปัส ใจกลางย่านสุขุมวิท-พระราม 9 เพื่อรองรับความต้องการสมัครเรียนของนักเรียนระดับวัยอนุบาลที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย 

โดยโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ ซิตี้แคมปัส เป็นโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกิจกรรมต่างๆ และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้มาตรฐานระดับโลก เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ  2-11 ปี

อแมนดา เดนนิสัน ครูใหญ่และครูผู้บริหารรุ่นก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้แคมบัส กล่าววว่า ปัจจุบันโรงเรียนตั้งเป้ารับนักเรียนวัยอนุบาลเพิ่มเป็น 232 คนต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 33% จากแผนเดิม ซึ่งส่วนต่อขยายนี้เป็นการรองรับความต้องการของผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาที่โรงเรียนมาขึ้น ด้วยความโดดเด่นของโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งแก่เด็กนักเรียนตั้งแต่ยังเล็ก เรามีการออกแบบหลักสูตรที่ให้เด็กเป็นผู้นำการเรียนรู้ บรรยากาศภายในห้องเรียนจึงเน้นการเรียนและเล่นอย่างผสมผสาน สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนเชิงบวกให้กับเด็กครบทุกด้าน

นางอแมนดา ยังกล่าวอีกว่า ในเชิงการออกแบบอาคารมีการคำนึงถึงการสร้างแวดล้อมแห่งการเรียนรู้เป็นพิเศษ โดยได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด 'Environment as the Third Teacher' หรือการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นครูคนที่สามแก่เด็กๆ ช่วยส่งเสริมกระตุ้นการเรียนรู้และความยากรู้อยากเห็นของเด็กตามธรรมชาติ

สร้างบรรยากาศการเรียนที่ผ่อนคลาย มีความสุขพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โรงเรียนจึงได้สร้างอาคารขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เด็กเล็กใช้เท่านั้น ทั้ง ห้องเรียน เฟอร์นิเจอร์ สิ่งของต่าง ๆ รวมถึงต้นไม่และสวนโดยรอบอาคาร ได้รับการออกแบบจัดวางอย่างเหมาะสมแก่เด็ก ๆ นอกจากนั้นยังมี Early Years Hub ซึ่งเป็นพื้นที่ตรงกลางเชื่อมต่อห้องเรียนเข้ากันอย่างกลมกลืน ไม่มีระเบียงกั้นทางเดินเหมือนกับโรงเรียนโดยทั่วไป เพื่อให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายและใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมเสริมทักษะได้อย่างอิสระ นอกจากนั้นบริเวณพื้นที่นี้ยังสามารถให้ผู้ปกครองสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กและระหว่างผู้ปกครองด้วยกันได้อีกด้วย

ด้านนางแคธเทอรีน โอคิล ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายอนุบาลและประถม กล่าวว่า โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้แคมปัส เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2561 นับเป็นการขยายสาขาของโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ริเวอร์ไซด์ ที่เปิดการสอนครั้งแรกในกรุงเทพตั้งแต่ปี 2546 โดยสาขาซิตี้ แคมปัส เป็นการขยายเพื่อรองรับการเรียนการสอนนักเรียนระดับก่อนอนุบาล จนถึง ระดับประถมต้น จากนั้นนักเรียนสามารถไปเรียนต่อจนถึงอายุ 18 ปีที่สาขาริเวอร์ไซด์ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

สำหรับระบบการเรียนการสอนของสาขาซิตี้แคมปัส นางโอคิล กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นของทีมครูผู้สอนที่พร้อมด้วยคุณวุฒิรับรองจากกระทรวงศึกษาของประเทศอังกฤษ (UK's Qualified Teacher Status-QTS) มีการนำหลักสูตรพัฒนาเด็กเล็กของอังกฤษ Early Years Foundation Stage และแนวทางการเรียนรู้แบบ Reggio Emillia Approach มาใช้กับการสอนที่นี่ ทำให้ในแต่ละปีมีเสียงเรียกร้องจากผู้ปกครองรายใหม่อย่างต่อเนื่อง ทางโรงเรียนจึงขยายเพิ่มเติมออกมาจากอาคารหลังเดิม ด้วยเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

"ที่สำคัญเราไม่ได้เพียงแค่เตรียมความพร้อมและให้การศึกษาที่มีคุณภาพสูงแก่นักเรียนเท่านั้น แต่ยังเน้นสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงบวก ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานการเรียนรู้อันแข็งแกร่งที่จะอยู่ติดตัวเด็กๆ ต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน ภายหลังจบการศึกษาแล้ว” เดนนิสัน กล่าวทิ้งท้าย

อาคารอนุบาลหลังใหม่นี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้และการเล่นของเด็กนักเรียนอย่างเต็มที่ มีสวนธรรมชาติติดกับห้องเรียนทุกห้อง ตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง EY2 นักเรียนยังได้รับสิทธิ์ใช้พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ของโรงเรียนอย่างครบครัน เช่น โรงยิม ห้องกีฬา สระว่ายน้ำขนาดใหญ่สองสระ หาดทรายจำลอง สนามฟุตบอลหญ้าธรรมชาติ และศูนย์การเรียนรู้สร้างสรรค์ของโรงเรียน ที่จัดไว้รองรับกิจกรรมด้านดนตรี ศิลปะ การออกแบบ และเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียนที่มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุด

สหรัฐเตรียมคืนโบราณวัตถุบ้านเชียง กรมศิลปากรจัดงานรับมอบวันที่ 14พ.ย.นี้

(7 พ.ย. 67) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานยูเนสโกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ณ กรุงเทพฯ และกรมศิลปากร จะจัดพิธีส่งมอบโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พิธีส่งมอบโบราณวัตถุบ้านเชียงและการเสวนาในโอกาสวันสากลเพื่อการต่อต้านการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรม จะจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เวลา 10:30 - 15:00 น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ ฯพณฯ โรเบิร์ต แฟรงก์ โกเด็ค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ ฯพณฯ ราฟีค แมนซัวร์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา จะทำพิธีส่งมอบโบราณวัตถุแก่ ฯพณฯ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยมี ซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ เป็นสักขีพยาน พร้อมกับมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสอบถามข้อมูล

นอกจากนี้ ภายในงานทางยูเนสโกได้จัดการเสวนาผู้เชี่ยวชาญเนื่องในวันสากลเพื่อการต่อต้านการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พิพิธภัณฑ์ และองค์กรนานาชาติ มาร่วมพูดคุยถึงความท้าทายและแนวทางแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว

ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วยตัวแทนจากสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศิลปากร และพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน จากนิวยอร์ก จะร่วมกันอภิปรายในประเด็นกรอบกฎหมาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และหลักการซื้อขายอย่างมีจริยธรรมในตลาดศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ

หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ประดับเครื่องหมายยศนายทหารสัญญาบัตร

(7 พ.ย. 67) เวลา 09.00 น. พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นประธาน ในพิธีประดับเครื่องหมายยศให้แก่นายทหารสัญญาบัตรที่ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้น จำนวน 66 นาย ณ ห้อง พลเรือเอก ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ร่วมพิธีว่า การที่ท่านทั้งหลายได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้นนั้น ย่อมถือได้ว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ในการปฏิบัติงานอย่างดี สำหรับผู้ที่ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้น ตามแนวทางการรับราชการ ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารกำลังพลที่ได้ให้ความเชื่อมั่นในความเจริญก้าวหน้าของอาชีพรับราชการอีกระดับหนึ่ง ในการปฏิบัติงานของหน่วยที่ผ่านมา มีปัจจัยแห่งความสำเร็จเกิดมาจากความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ จากกำลังพลทุกนาย ซึ่งท่านเป็นส่วนหนึ่งแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ และที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น จะต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความจริงจัง และจริงใจ ทั้งต่อหน่วยงานและเพื่อนร่วมงาน อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการยิ่ง ๆ ขึ้นไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

สพฐ.ตร.เตรียม MOU กับ GIT เพื่อร่วมกันพัฒนาการตรวจพิสูจน์โลหะมีค่า อัญมณี และเครื่องประดับ ลดการถูกหลอกลวง พร้อมเปิด App CSI เสริมการตรวจที่เกิดเหตุ

 (7 พ.ย. 67) เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์  ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.สพฐ.ตร.) เป็นประธานแถลงข่าวการหารือเพื่อลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ระหว่าง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT โดยมี นายสุเมธ  ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันฯ นายทนง  ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการ (เทคนิค) และคณะทำงาน พล.ต.ต.ทนงค์  ทองประดับเพชร ที่ปรึกษา (สบ7) สพฐ.ตร. พล.ต.ต.วาที  อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐก.) พล.ต.ต.กัลป์  ทังสุพานิช ผู้บังคับการสถาบันฝึกอบรมและวิจัยการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สฝจ.) และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม กคม.พฐก. ชั้น 5 อาคาร 9 ชั้น กองพิสูจน์หลักฐานกลาง (สวนพลู)

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ฯ กล่าวว่า ภายหลังมีผู้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีเกี่ยวกับทองคำในหลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือผู้อื่น ทำให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อได้รับความเสียหายจำนวนมาก อีกทั้งในปัจจุบันในการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความห่วงใยพี่น้องประชาชนจะถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ จึงหารือกับทาง GIT อย่างใกล้ชิด โดยในอนาคตจะจัดทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินนโยบายความร่วมมือทางด้านวิจัยและพัฒนาทางด้านการตรวจพิสูจน์โลหะมีค่า อัญมณี และเครื่องประดับ เพื่อพัฒนาด้านบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ส่งเสริมการให้บริการทดสอบ วิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สนับสนุนเครื่องมือ และร่วมการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจในการตรวจพิสูจน์โลหะมีค่า อัญมณี และเครื่องประดับ ณ ห้องปฏิบัติการชั้น 6 ของกลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์(กคม.) กองพิสูจน์หลักฐานกลาง (สวนพลู) เมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ  พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้ตำรวจทั่วประเทศปรับการบริการและพัฒนางานสถานีตำรวจ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกทั้ง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน”

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้ยกระดับการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้แก่ Application CSI ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตรวจเกิดเหตุ ใช้บันทึกข้อมูลการตรวจพิสูจน์แทนการบันทึกด้วยกระดาษ ซึ่งมีข้อดีดังนี้

1. Application CSI รองรับฟังก์ชันการพิมพ์ และฟังก์ชันการแปลงเสียงพูดเป็นข้อความได้สะดวกและรวดเร็ว ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุสะดวกมากยิ่งขึ้น
2. สามารถกำหนดพิกัดที่เกิดเหตุ ผ่านละติจูดและลองจิจูด ได้อัตโนมัติ ทำได้ถูกต้องและรวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมืออื่นๆประกอบ
3. มีฟังก์ชั่นการส่งและมอบวัตถุพยาน โดยกำหนดให้มีลายเซ็นดิจิตอลไว้ในระบบ ทำให้การส่งมอบวัตถุพยานได้ถูกต้องและรวดเร็ว
4. สามารถนำออกข้อมูลที่บันทึกไว้ในระบบ แปลงเป็นไฟล์เอกสารที่มีเนื้อหาถูกต้องแบบอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน
5. สามารถบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์โดยอัตโนมัติทั่วประเทศ ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถติดตามคดีสำคัญต่างๆได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุด ระบบดังกล่าวยังช่วยติดตามผลการตรวจพิสูจน์ การสังเคราะห์ผลตรวจพิสูจน์ หรือข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ได้ทั้งประเทศ

ผบ.นย. ตรวจเยี่ยมกองพลนาวิกโยธิน เพื่อขวัญกำลังใจและความพร้อมรบสูงสุด

(7 พ.ย. 67) พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) พร้อมด้วยคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่และฝ่ายอำนวยการของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ตรวจเยี่ยม กองพลนาวิกโยธิน (พล.นย.) พร้อมทั้ง ได้รับฟังการบรรยายสรุป การปฏิบัติที่สำคัญรับทราบปัญหาข้อขัดข้องและข้อเสนอแนะของหน่วย อีกทั้งได้ตรวจสภาพความพร้อมรบของ หน่วย อาทิ กองพันทหารราบหนุน กองกำลังด้านจันทบุรี-ตราด และกองร้อยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน โดยเป็นการตรวจความพร้อมของกำลังพล อาวุธ และยุทโธปกรณ์ ให้มีความพร้อมตามระดับความพร้อมรบระดับ 2 (พ.2) เพื่อให้มีความพร้อมทุกสถานการณ์ สามารถปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศและตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยมี พล.ร.ต.โยธิน ธนะมูล ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน ให้การต้อนรับ ณ บก.พล.นย. ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กของท่าน ‘ทนายวิชัย ทองแตง’ เห็นว่ามีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์จึงนำมาแบ่งปันเป็นข้อคิด สอดรับกับกระแสความร้อนแรงของทนายโซเชียล! ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ทนายความอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

(7 พ.ย. 67) นายประกิจ เพชรรัตน์ อดีตประธานสภาทนายความจังหวัดสุราษฎร์ธานี โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 67 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า วันนี้ผมมีเวลาหยิบหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กของท่านทนายวิชัย ทองแตง “เคล็ดลับความสำเร็จของทนายมือทอง” ซึ่งได้อ่านมา 2-3 รอบแล้ว เห็นว่ามีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์จึงนำมาแบ่งปันเป็นข้อคิดให้กับผู้สนใจในบางตอน สอดรับกับกระแสความร้อนแรงของทนายโซเชี่ยล! ซึ่งสร้างความสั่นคลอนและเป็นหลุมดำกระทบภาพลักษณ์และวิกฤตศรัทธาของประชาชน สังคม ต่อองค์กรสภาทนายความอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนครับ!!

สำหรับ “เคล็ดลับความสำเร็จของทนายมือทอง” มาจากหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กชื่อ จากทนายความมือทอง สู่เซียนหุ้นหมื่นล้าน  ‘ลงทุนสไตล์ วิชัย ทองแตง’ ไขรหัสลับสู่ความสำเร็จ The Last Masterpieces ที่ถ่ายทอดความลับ การลงทุนหมื่นล้าน! ของ ‘คุณวิชัย ทองแตง’ เจ้าของฉายานักเทคโอเวอร์หมื่นล้าน นักลงทุนหุ้น เทิร์นอราวด์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยติดอับดับมหาเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้หันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัปให้เติบโต จนได้ฉายาใหม่ว่า ‘godfather of startup’ หรือแปลเล่น ๆ ว่า ‘พ่อทูนหัว’ ของวงการสตาร์ตอัปนั่นเอง

รมว.อุตสาหกรรม เรียกกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก ถกเร่งแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กของไทย

(4 พ.ย. 67) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดกระทรวง เชิญแกนนำกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก ร่วมหารือปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก และหาแนวทางแก้ไขเพื่อความอยู่รอดตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในการประชุมที่กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม หารือกับผู้แทนอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก คณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. และ 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งมีสมาชิกรวม 510 บริษัท จ้างงานโดยตรงกว่า 50,000 อัตรา และจ้างงานทั้งระบบกว่า 3 แสนคน

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานส.อ.ท. กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาและพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมเหล็กเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของระบบอุตสาหกรรม เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ได้แก่ ก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ โดยหลายประเทศต่างก็ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติของตน แต่ขณะนี้โลกเผชิญวิกฤตกำลังการผลิตเหล็กของโลกล้นเกินความต้องการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจและธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ถดถอย ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศของจีนลดลง ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กในจีนยังคงผลิตเหล็กในสัดส่วนสูงมากราวร้อยละ 58 ของการผลิตเหล็กของทั้งโลกรวมกัน จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าเหล็กไปยังภูมิภาคหรือประเทศที่มีช่องโหว่ซึ่งจีนสามารถทุ่มตลาดได้ โดยในช่วง 9 เดือนแรก ประเทศจีนได้ส่งออกสินค้าเหล็กแล้ว 81 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปี 2567 จีนจะส่งออกสินค้าเหล็กมากสุดในรอบ 8 ปี ปริมาณสูงถึง 109 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าเหล็กจากจีนที่ส่งมายังประเทศไทยปีนี้มีแนวโน้มปริมาณมากกว่า 5.1 ล้านตัน และครองส่วนแบ่งปริมาณเหล็กนำเข้ามากที่สุดร้อยละ 44 ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในไทยมีการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ถึงขั้นวิกฤตต่ำกว่าร้อยละ 30 แล้วจนหลายโรงงานเหล็กต้องทยอยปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานไป ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก จึงขอเสนอ 7 แนวทางบรรเทาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก ดังนี้

มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กเฉพาะประเภทที่มีกำลังการผลิตมากเกินความต้องการใช้ภายในประเทศไทยแล้ว ได้แก่ โรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นต้น มาตรการส่งเสริมให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้สินค้าเหล็กในประเทศที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon การเร่งกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป มาตรการสงวนเศษเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเหล็กในประเทศ นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดการซากรถยนต์ เพื่อให้มีการบริหารจัดการและสามารถนำวัสดุต่างๆ มาแปรใช้ใหม่ (Recycle) ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นโยบายส่งเสริมการใช้สินค้าที่ได้รับการรับรองจากส.อ.ท. ว่าผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) ไม่เพียงแค่เฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเท่านั้น โดยขยายไปยังโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public – Private Partnership หรือ PPP) และโครงการก่อสร้างของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) ด้วย

การสนับสนุนให้ใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ โดยเข้มข้นขึ้นตามสถานการณ์และทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping หรือ AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention หรือ AC) กับสินค้าเหล็กบางประเภทเท่านั้น โดยไม่มีการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty หรือ CVD) และมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard หรือ SG) แต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถูกจีนส่งสินค้าเหล็กมาทุ่มตลาดปริมาณเฉลี่ยกว่า 4.2 แสนตันต่อเดือน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องสนับสนุนด้วยมาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงที โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็ต้องมีการปรับตัวรับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและประโยชน์ของประเทศชาติด้วย ทั้งนี้หลายข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กบางประเภท การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อาคารโครงสร้างเหล็ก มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเศษเหล็ก รวมถึงการจัดการซากรถยนต์ เป็นต้น โดยจะเร่งรัดผลักดันมาตรการต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล็กยังคงอยู่เป็นพื้นฐานสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศไทย

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์   0649646443

'เผ่าภูมิ' บินเกาหลี หารือ KODIT ถกโมเดลค้ำสินเชื่อ เตรียมพร้อมก่อนตั้ง NaCGA ไทย 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมด้วยนางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รักษาการที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และนายสุพัฒน์ เมธีวรพจน์ ประธานกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมหารือกับ Korea Credit Guarantee Fund (KODIT) สถาบันค้ำประกันสินเชื่อของสาธารณรัฐเกาหลี 

โดยหารือเพื่อยกระดับและพัฒนาการค้ำประกันสินเชื่อ เสริมสร้างกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ แบบจำลองทางการเงิน การบริหารจัดการความเสี่ยง สนับสนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ รวมทั้งหารือการยกระดับโมเดลการให้คะแนนเครดิตค้ำประกันสินเชื่อ หรือ Credit Scoring ไปใช้กับรูปแบบธุรกิจใหม่ ปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงาน

นอกจากนั้นยังได้หารือความพร้อมการจัดตั้ง “สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ” หรือ นากก้า (NaCGA : National Credit Guarantee Agency) ของรัฐบาล โดยขยายขอบเขตการค้ำประกันสินเชื่อในรูปแบบการค้ำประกันโดยตรง (Direct Guarantee) ด้วยการเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูล การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น ครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการในทุกๆ กลุ่มได้มากขึ้น

ทั้งนี้ KODIT เป็นสถาบันค้ำประกันที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง มีรูปแบบการค้ำประกันรายบุคคล (Individual Guarantee) และการให้บริการแบบโดยตรง Direct Approach Guarantee โดยมีกระบวนการอนุมัติค้ำประกันที่มีการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางธุรกิจของ SMEs ด้วยการใช้แบบจำลองทางการเงิน KODIT Rating System และใช้ Corporate Rating System; CCRS Rating เพื่อพิจารณาระดับความเสี่ยงของ SMEs และสามารถกำหนดระดับอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามระดับความเสี่ยง

โดยมีธุรกรรมหรือผลิตภัณฑ์ค้ำประกันที่หลากหลายเพื่อรองรับผู้ประกอบการ SMEs ในแต่ละกลุ่ม การบริหารจัดการข้อมูลด้านสินเชื่อ การให้คำปรึกษาทางการเงินและด้านบริหารจัดการองค์กรหรือบริษัท และการลงทุนแบบ Guarantee-aligned Equity Investment เป็นต้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top