Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

ทนายความบอสพอล เผย เตรียมแจ้งความฉ้อโกง แม่ข่าย 2,000 คน สัปดาห์หน้าประกันตัวระดับบอส

(25 ต.ค. 67) นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล ผู้ต้องหาในคดีดิไอคอน ภายหลังเข้าเยี่ยม ‘บอสพอล’ ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า ได้รับออเดอร์เพิ่มเติมจากบอสพอล อีก 1 ออเดอร์ คือให้แจ้งความกับกลุ่มแม่ข่าย 2,000 คน ซึ่งทำตีเนียนเป็นผู้เสียหายในข้อหาฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากมีขบวนการแจ้งความเท็จ

สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นการแจ้งความแบบแพตเทิร์น มีการพยายามบอกว่าดิไอคอน ไปหลอกลวงให้ทางตัวแทนสั่งซื้อสินค้ากับทางดีลเลอร์ จนขายไม่ได้ แล้วแม่ข่ายสัญญาว่าจะช่วยขาย ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะบริษัทเป็นบริษัทขายส่งสินค้า เราขายให้ตัวแทน แล้วตัวแทนต้องขายต่อ หากขายไม่ได้ ก็รับความเสี่ยงกันไป แต่ปรากฏว่ามีการเข้าไปแจ้งความเพื่อบิดประเด็นให้เข้าข่ายฉ้อโกง ด้วยการเกณฑ์ผู้เสียหายจำนวนมาก เข้าไปแจ้งความดำเนินคดี

ทั้งนี้ ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การโยนความผิดให้กับแม่ข่าย แต่เป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นภายในสัปดาห์หน้า ตนจะทำหนังสือถึงตำรวจสอบสวนกลาง ให้ดำเนินคดีกับคนที่มาแจ้งความ และอ้างว่าเป็นผู้เสียหาย แต่เป็นผู้เสียผลประโยชน์ คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 2,000 คน จากที่แจ้งความทั้งหมด 8,000 กว่าคน แต่ความจริงแล้วเท่าที่เข้าข่ายคาดว่าประมาณ 6,000 คน

“เท่าที่ตรวจสอบและจะแจ้งความแบบชัวร์ๆ เลย คือ 2,000 คน ส่วนตัวมองว่าเป็นยอดที่เยอะเช่นเดียวกัน แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพวกที่ขายของไม่ได้ แล้วมาตีเนียนเป็นผู้เสียหายด้วย ซึ่งตนจะให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน เหมือนที่กลุ่มบอสพอลเจอ”  ทนายความ ยังบอกว่า บอสพอล ได้ฝากตนมาบอกกับนักข่าวว่า “พอลจะไม่ปล่อยมือใคร”

เมื่อถามว่า หมายความว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังใช่หรือไม่ ทนายตอบเสียงดังฟังชัดว่า “ใช่ครับ เพราะเราไม่ได้กระทำความผิด แต่โดนดำเนินคดี ส่วนคนที่เป็นคนทำตัวจริง ไปหลอกลวงให้เขาซื้อสินค้ามา เดี๋ยวช่วยขาย , ไม่ต้องขายนะ ให้ไปหาคนเพิ่ม กลุ่มคนเหล่านี้มีเยอะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ปล่อยมือใคร เราโดนดำเนินคดี พวกคุณก็ต้องเป็นผู้ต้องหาเหมือนกันกับเรา ตอนนี้มันต้องแฟร์กันแล้ว”

ขณะเดียวกัน ทนายความ ยังกล่าวว่า หลังจากเข้าเยี่ยมบอสพอล และได้คุยกันกับกลุ่มทนายความของ 15 บอส ยกเว้นกลุ่มบอสดาราที่ยังไม่ได้คุย ทุกคนบอกว่าจะยื่นประกันภายในสัปดาห์หน้า หากพ้นการฝากขังในผัดแรก เพราะบอสพอล อยากออกมาชี้แจงกับประชาชน และกับทุกๆ รายการ ถึงโครงสร้างของบริษัท ว่ามีรูปแบบเป็นเช่นใด ส่วนที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ยื่นประกัน เนื่องจากเกรงว่า จะถูกคัดค้านหวั่นไปยุ่งเหยิงกับพยาน หลักฐาน ส่วนจะได้ประกันหรือไม่นั้นให้เป็นดุลยพินิจของศาล

‘สน.สามเสน’ แนะเริ่มวางแผนการเดินทาง รับก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก พ.ย. นี้

(25 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สถานีตำรวจนครบาลสามเสน’ ได้โพสต์ประชาสัมพันธ์ให้วางแผนในการเดินทางจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม(ตะวันตก) จากสถานีศูนย์วัฒนธรรมไปยังสถานีบางขุนนนท์ ความว่า 

ประชาสัมพันธ์ผู้ปกครองที่ใช้ถนนมาจากบางขุนนนท์ ถึง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื่องด้วยมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม จำนวน 11 สถานี 
ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.67 ถึงปี พ.ศ.2572 (รวม 5 ปี) 

(ผ่านถนนราชินี,อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย,ถ.ราชดำเนินกลาง,ถ.หลานหลวง,ถ.เพชรบุรี,ถ.ราชปรารภ,ถ.วิภาวดีรังสิต)

ขอประชาสัมพันธ์ในการวางแผนในการเดินทางด้วยครับ

‘สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง’ จัดประกวด ‘รถไฟในฝัน’ เปิดเวที!! ให้เยาวชนระดมไอเดียพัฒนา ‘การขนส่งทางราง’

(25 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้(24 ต.ค. 67) ห้องบอลรูม B โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ภายใต้กระทรวงคมนาคม ได้แถลงเปิดตัวโครงการ 'คิดใหญ่ไปให้สุดราง' (Think Beyond Track) ซึ่งเป็นการประกวดความคิดสร้างสรรค์ระดับเยาวชนในหัวข้อ 'รถไฟในฝัน' พร้อมเปิดวิสัยทัศน์และพันธกิจของ สทร. ในการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ

ดร.จุลเทพ เปิดเผยว่า โครงการนี้ถือเป็นกิจกรรมนำร่องของ สทร. ซึ่งเป็นสถาบันหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง  และมีพันธกิจสำคัญด้านหนึ่งคือ การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ  จึงได้ริเริ่มจัดโครงการประกวดความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราง โดยพุ่งเป้าที่กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา อายุระหว่าง 16-22 ปี ในจังหวัดที่มีรถไฟสายหลักวิ่งผ่าน ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดภายใต้หัวข้อ 'รถไฟในฝัน' โดยมีรางวัลเป็นเงินทุนการศึกษารวม 420,000 บาท ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะของเยาวชนในการคิดสร้างสรรค์ และนำเสนอไอเดียที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางในอนาคต โดยผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.- 24 พ.ย. 2567 และปิดรับผลงานวันที่ 4 ธ.ค. 2567   

หรือศึกษารายละเอียดการสมัครเข้าร่วมโครงการและส่งผลงานได้ทางเว็บไซต์ www.คิดใหญ่ไปให้สุดราง.net 

“ภารกิจหลักของ สทร. คือ การพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของไทย เราคาดหวังว่าอุตสาหกรรมนี้จะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถยกระดับขีดความสามารถของไทยให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมระบบรางในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมระบบราง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรีบดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักในกลุ่มเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต เราจึงริเริ่มจัดโครงการประกวดความคิดสร้างสรรค์การพัฒนาระบบราง และหวังว่ากิจกรรมนำร่องครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบราง และมองเห็นโอกาสด้านอาชีพในอุตสาหกรรมใหม่นี้” ดร.จุลเทพ กล่าว

นอกจากนี้ ดร.จุลเทพ ยังกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของ สทร.ว่า  สทร. เป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กระทรวงคมนาคม ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) พ.ศ.2564 เพื่อบูรณาการความเชี่ยวชาญและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญคือ การสร้างยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบราง เพื่อสนับสนุนนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติและระดับกระทรวง โดยบูรณาการทิศทางและความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย ส่วนของผู้กำหนดนโยบาย ส่วนของผู้เดินรถและอุตสาหกรรม และส่วนของนักวิจัย/นักวิชาการ ให้ครอบคลุมทั้งบริบทด้านเทคโนโลยีระบบราง บริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดลำดับความสำคัญอย่างชัดเจนและเป็นระบบ  พร้อมกำหนด Roadmap ตัวชี้วัด มาตรการ กลไก และผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศการสร้างอุตสาหกรรมระบบราง

ภารกิจหลักของ สทร. ยังประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การสร้างมาตรฐานระบบรางและระบบการทดสอบด้านระบบราง การร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศในการรับ แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบราง รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง และการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบรางด้วย

ที่ผ่านมา สทร. ได้สร้างความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบราง ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรผ่านการฝึกอบรม และการส่งเสริมหลักสูตรด้านการศึกษาเกี่ยวกับระบบราง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมระบบรางซึ่งใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ  อีกทั้งยังมีการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในเบื้องต้นว่า จะสามารถเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระบบรางตามมาตรฐานระดับโลกได้หรือไม่

“ตอนนี้ผู้ประกอบการและแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากรถยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางโดยอาศัยเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทย จะสามารถช่วยแก้ปัญหาผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อีกทางหนึ่ง และอุตสาหกรรมนี้จะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ผอ. สทร. กล่าวทิ้งท้าย

สำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดงาน 'เรียนรู้ สร้างโอกาส เชื่อมโยงการศึกษากับอุตสาหกรรม'

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค.67) เวลา 08.30 – 15.30 น. ณ ห้องบอลรูม 1 ชั้น 3 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร สำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดงาน 'เรียนรู้ สร้างโอกาส เชื่อมโยงการศึกษากับอุตสาหกรรม' เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงการศึกษาและการพัฒนาทักษะของผู้เรียนให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างโอกาสการจ้างงานให้แก่ผู้เรียนในอนาคต

​โดยในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิด

​พร้อมกันนี้ยังมีการเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ 'สร้างโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นมืออาชีพในอนาคต' มีผู้ร่วมเสวนาจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพันธ์ ยิ้มมั่น รองอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, นายประทีป จุฬาเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และ ดร.ปัญญาพล สุพรรณวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เอ็ม.ซี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ผศ.ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนายจักรพันธ์ ดาปาน อุปนายก และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานโครงการและความร่วมมือ สมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ

และภายในงานยังมีการเปิดตัว 'ชุดฝึกอบรม TPQI E-Training เพื่อสถานประกอบการ' พร้อมแนะนำ แพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem Platform (EWE) ที่เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะในการบริหารจัดการข้อมูลด้านกำลังคนและการพัฒนาสมรรถนะเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีการพิธีมอบโล่เกียรติคุณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่สนับสนุนการจัดฝึกอบรมและประเมินสมรรถนะบุคคล รวมถึงการมอบประกาศนียบัตรรับรองคุณวุฒิวิชาชีพอีกด้วย​

การจัดงานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้เรียนและเตรียมความพร้อมในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรในทุกระดับให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพและมีงานทำในอนาคต

สนง.คลองเตย ฉกโอกาสช่วงฝนตกหนัก เร่ง ประชาสัมพันธ์งานบริการประชาชน

(25 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 67) เป็นเหตุให้มีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ แต่อย่างไรก็ดีสำนักงานเขตคลองเตยกลับอาศัยโอกาสนี้ทำการประชาสัมพันธ์ได้อย่างน่าประทับใจ 

โดยประชาสัมพันธ์จุดที่น้ำท่วมขัง และจุดที่น้ำลดพร้อมระยะเวลา อีกทั้งยังมีการส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจอำนวยความสะดวกในจุดที่น้ำท่วมขัง ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของทางสำนักงานเขต 

โดยในโพสต์ดังกล่าว มีประชาชนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น มีหลายซอยให้ชมเลยค่า มีน้ำท่วมขังไม่ถึง30นาทีเลยค่า, เยี่ยมค่ะ แถวบ้านช.ม.ที่แล้วน้ำเต็มซอย ตอนนี้ลดลงแล้วเหมือน ซ.22 เลย เป็นต้น 

เชียงใหม่-คณะพยาบาลศาสตร์  มช. จัดงาน 'บ้านสีแสดขอบคุณ ทุกความทรงจำ นำองค์กรสู่ความสุข'

ที่ประชุมอาจารย์และบุคลากร สมัยที่ 8 ร่วมกับ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สำนักงานคณะพยาบาลศาสตร์ และ ศูนย์บริการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานบ้านสีแสดขอบคุณ ทุกความทรงจำ นำองค์กรสู่ความสุข (Say Love Say Thank You My Dean & Team) ในวาระครบรอบการบริหารงานของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ (พ.ศ. 2563-2567) ณ ข่วงม่วนใจ๋ อาคาร 2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2567

ผลงานแห่งความสำเร็จภายใต้การบริหารงานของท่าน ได้แก่ ในปี พ.ศ. 2564 คณะฯ ผ่านการรับรองหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จากสภาการพยาบาล ระยะเวลาสูงสุด 5 ปีการศึกษา (พ.ศ. 2564-2568) นำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้แก่องค์กรอย่างมาก นอกจากนี้ คณะฯ ได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class) ประจำปี 2565 รางวัลเกียรติยศแสดงถึงมาตรฐานด้านการบริหารจัดการองค์กรเทียบเท่าระดับมาตรฐานโลก จากสำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม

ในปี พ.ศ. 2566 เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งคณะฯ ผ่านการตรวจรับรองหลักสูตรในระดับนานาชาติ โดยใช้เกณฑ์ International Accreditation: Accreditation Commission for Education in Nursing (ACEN) ประเทศสหรัฐอเมริกา (2022-2028) ประกอบด้วย 2 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปริญญาตรี) และ 10 หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปริญญาโท) แสดงถึงความมีคุณภาพมาตรฐานสากลที่สามารถส่งมอบคุณค่าแก่ผู้เรียนและผู้ใช้บัณฑิตเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนต่อไป

และ ในปี พ.ศ. 2567 คณะฯ ได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings by Subject 2024 (สาขาวิชา Nursing) ให้อยู่ในลำดับที่ 101-150 ของโลก และเป็นสถาบันทางการศึกษาพยาบาลอันดับ 1 ร่วมของประเทศ เป็นต้น

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอขอบพระคุณท่านคณบดีและทีมผู้บริหารทุกท่าน ตลอดทั้ง 4 ปี มีส่วนสำคัญในการพัฒนาคณะฯ ทุกด้าน ทำให้เจริญรุ่งเรืองแข็งแกร่ง มุ่งสรรค์สร้างให้คณะฯ เป็นแบบอย่างของสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลที่มีคุณภาพ มาตรฐานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่ว่า "คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันชั้นนำระดับสากลด้านการศึกษาและการวิจัย"

สว.'ชี้'คดีตากใบโหมไฟใต้ 23-26 ต.ค. หน่วยความมั่นคงบูรณาการปกครองรับมือ ป้องกันเหตุร้าย สถานที่ราชการ ฐานปฏิบัติการณ์ จุดตรวจ ร้านค้า ปั้มน้ำมัน ชุมชนไทยพุทธ

(25 ต.ค.67) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่าแน่นอนแล้วว่ารัฐไม่สามารถจะนำตัวผู้ต้องหาที่ศาลออกหมายจับคดีตากใบ มาเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมได้แน่นอนแล้ว ทำให้กลุ่มขบวนการ บีอาร์เอ็น. เอากรณีที่รัฐไม่สามารถจับผู้ต้องหาคดีตากใบ มาดำเนินคดี  ซึ่งวันสุดท้ายคดีหมดอายุความในวันนี้ ( 25 ต.ค.) มีการโฆษณาปลุกระดม 

นายไชยยงค์ กล่าวว่า โดยอ้างว่าพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะเอาตัวผู้ต้องหามาเข้าสู่ขบวนการยุติธรรม มาเป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมมวลชน และสร้างสถานการณ์ร้ายในพื้นที่ชายแดนใต้ เช่นคาร์บอมม์ อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี และอีกหลายจุดที่เกิดเหตุร้าย ส่วนรัฐบาลจะออก พรก.ขยายเวลาคดีตากใบนั้นไม่สามารถกระทำได้

นายไชยยงค์ กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภามีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่ได้รับรายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงชายแดนใต้ ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 26 ต.ค.67 จึงขอให้หน่วยงานความมั่นคงบูรณาการกับฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ชายแดนใต้ เข้ามาดูแลเพื่อป้องกันทรัพย์สินของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่  สำนักงาน ฐานปฏิบัติการ จุดตรวจ จุดสกัด ร้านค้า ปั้มน้ำมันและชุมชนคนไทยพุทธ

พล.ต.ท.ประจวบฯ ชื่นชมตำรวจจราจรกระบี่ และตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์ช่วยประชาชนพ้นเหตุอันตรายไฟไหม้รถ ดึงผู้บาดเจ็บทั้งสองเหตุ ออกจากรถก่อนไฟลุกไหม้ทั้งคัน

  

วันนี้ (24 ต.ค.67) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากการเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสนักเรียน เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่มีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการป้องกันเหตุเพลิงไหม้รถมากขึ้นเป็นอย่างมาก โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจจราจร สภ.เมืองกระบี่ ได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ และตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์ ได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกจากรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่มีน้ำมันรั่วไหล และเป็นเหตุให้เพลิงไหม้ในเวลาต่อมา โดยทั้ง 2 กรณี ผู้บาดเจ็บได้รับการช่วยเหลือออกมาจากรถคันที่ประสบอุบัติเหตุ อย่างทันเวลาก่อนที่เพลิงจะลุกไหม้ทั้งคัน แล้วส่งต่อให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และนำส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย ต้องชมเชยตำรวจจราจร สภ.เมืองกระบี่ และตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์ ที่ไปถึงที่เกิดเหตุและเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว  

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ขณะ ร.ต.ต.กฤษณะ บุตรสวัสดิ์ รอง สว.(ป.) ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. , ร.ต.ต.สมสมัย เดชยศดี รอง สว.(ป.) ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. และ ด.ต.ธีรภัทร์ จันประทักษ์ ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 พบอุบัติเหตุรถกระบะพลิกคว่ำ มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถ บริเวณ กม.ที่ 67 ขาเข้ากรุงเทพมหานคร มีน้ำมันรั่วไหลออกมาจากตัวรถ และไฟเริ่มไหม้ จึงเร่งให้การช่วยเหลือโดยนำถังดับเพลิงในรถสายตรวจของตำรวจทางหลวงออกมาทำการฉีดดับไฟ ขณะนั้นเพลิงโหมแรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ จนท.ตำรวจทางหลวงจึงได้ช่วยกันส่งสัญญาณขอรับการสนับสนุนถังดับเพลิงจากรถบรรทุกพ่วงที่ขับผ่านมา อีก 2 ถัง เพื่อนำมาระดมฉีดดับเพลิง จนสามารถควบคุมเพลิงได้ ก่อนนำผู้บาดเจ็บออกมาจากรถและปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างอย่างปลอดภัย จากนั้นได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

เหตุการณ์ที่สอง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลาประมาณ 09.45 น. ขณะ ร.ต.อ.พีระยุทธ์ โนวัฒน์ รอง สว.(จร.) สภ.เมืองกระบี่ และ จ.ส.ต.นนทวัช แก่นเมือง ผบ.หมู่ (จร.) สภ.เมืองกระบี่ ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถตู้โดยสารชนกับรถจักรยานยนต์ บริเวณถนนนาเตย ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมืองกระบี่ จึงรีบไปที่เกิดเหตุเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรและรักษาความปลอดภัย พบว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บหมดสติ จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยกระบี่พิทักษ์ประชา และพลเมืองดีเข้าทำการช่วยเหลือและนำผู้บาดเจ็บออกจากรถจักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุก่อนไฟลุกไหม้ท่วมทั้งคัน นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อไป ส่วนรถจักรยานยนต์สามารถระงับเพลิงได้ในเวลาต่อมา 
 
ทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าว ได้รับการชื่นชมอย่างมากจากประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์และสื่อสังคมออนไลน์       

ในความพร้อม และการเดินทางมาที่เกิดเหตุด้วยความรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บไว้ได้ รวมถึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลประชาชนให้ปลอดภัยอยู่เสมอ  
 
พล.ต.ท.ประจวบ ฯ กล่าวว่า ทั้ง 2 กรณี ต้องขอบคุณและชื่นชมตำรวจจราจร สภ.เมืองกระบี่ ที่เดินทางไปที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และตำรวจทางหลวงที่มีความพร้อมในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ และอุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชน มีถังดับเพลิงและชุดปฐมพยาบาลติดประจำรถตำรวจทางหลวงทุกคัน ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วและการมีความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง มีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจทั่วประเทศ  
 
ทั้งนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร คณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แนะนำประชาสัมพันธ์ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือประสบเหตุ สามารถแจ้ง ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ทางช่องทาง 
- โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ. ทั่วประเทศ  
- โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจร ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล  
- โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ  
- โทร. 1599 สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผอ.โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ภายใต้ปรัชญาการทำงาน 'จะทำสิ่งไรควรทำให้จริง'

พลเรือตรี ชาตรี เปี่ยมสิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียน พระปฐมวิทยาลัย และระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรีแพทย์ศาสตร์ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า มีความเชี่ยวชาญ ด้านอายุรศาสตร์ โรคข้อ และรูมาติสซั่ม ศึกษาเพิ่มเติม แพทย์เวชศาสตร์การบิน จากโรงเรียนเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ 
การบริหารโรงพยาบาลจากคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ หลักสูตรเวชศาสตร์ใต้น้ำ และความดันบรรยากาศสูงสำหรับผู้บริหาร กรมแพทย์ทหารเรือ

ประวัติการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ หัวหน้ากองเวชศาสตร์ใต้น้ำ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพ ผู้อำนวยการกองเวชกรรมป้องกันโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาล อาภากรเกียรติวงศ์ฯ และได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เป็น
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อ 1 ตุลาคม 2567 ปรัชญาในการทำงาน 'จะทำสิ่งไรควรทำให้จริง'

มูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 มอบทุนนักเรียนของ กองทัพเรือ ในวันปิยมหาราช

ด้วย ในวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี มูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้กำหนดให้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่ บุตรของกำลังพล สังกัดป้อมพระจุลจอมเกล้า ฐานทัพเรือกรุงเทพ นักเรียนดุริยางค์ นักเรียนจ่าทหารเรือ และทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แก่นักเรียนพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ เพื่อให้บุตรหลานของกำลังพลป้อมพระจุลจอมเกล้าฐานทัพเรือกรุงเทพ มีโอกาสพัฒนาการศึกษา ความรู้ความสามารถ อันจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

สำหรับ ปีพุทธศักราช 2567 นี้ มีผู้ที่สมควรได้รับทุนจากมูลนิธิฯ เป็นทุนเรียนดี และทุนส่งเสริมการศึกษา รวมจำนวนทั้งสิ้น 45 ทุน โดยมี พลเรือเอก ทวีศักดิ์ โสมาภา ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย พลเรือเอก กำธร พุ่มหิรัญ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯพลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ เข้าร่วมพิธีมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ 

ณ ห้องนิทรรศการใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5  ป้อมพระจุลจอมเกล้า ถ.เพชรบุรี แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top