Thursday, 11 June 2026
NEWS FEED

ไทยสำเร็จชาติแรกในอาเซียน ดีเดย์ LGBTQ จดทะเบียน 22 ม.ค.นี้

ประเทศไทยก้าวสู่ความเท่าเทียมทางเพศอย่างเป็นทางการ ด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567 ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 ถือเป็นชาติแรกในอาเซียนที่ออกกฎหมายรองรับสิทธิการสมรสสำหรับบุคคลทุกเพศ

กฎหมายฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเน้นการปรับถ้อยคำให้เป็นกลางและครอบคลุม เช่น การเปลี่ยนคำจาก 'สามี' และ 'ภริยา' เป็น 'คู่สมรส' และคำว่า 'ชาย' และ 'หญิง' เป็น 'บุคคล' เพื่อให้ทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 6 ประเด็นสำคัญของกฎหมายสมรสเท่าเทียม

อายุขั้นต่ำ: ปรับอายุขั้นต่ำสำหรับการหมั้นและสมรสจาก 17 ปี เป็น 18 ปี ความเท่าเทียมทางเพศ: รองรับการสมรสระหว่างบุคคลทุกเพศด้วยการปรับถ้อยคำในกฎหมายให้เป็นกลาง คำเรียกคู่สมรส: เปลี่ยนจาก 'สามี' และ 'ภริยา' เป็น 'คู่สมรส' เพื่อความเป็นธรรมทางเพศ การสมรสกับชาวต่างชาติ: เปิดโอกาสให้คนไทยสมรสกับชาวต่างชาติภายใต้กฎหมายไทย สิทธิในการรับบุตรบุญธรรม: คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้เช่นเดียวกับคู่สมรสชายหญิง สิทธิและหน้าที่คู่สมรส: มอบสิทธิเท่าเทียมในด้านมรดก การตัดสินใจทางการแพทย์แทนคู่สมรส และสิทธิในสวัสดิการจากรัฐ เหตุการณ์สำคัญสู่กฎหมายสมรสเท่าเทียม การออกกฎหมายนี้สะท้อนถึงความพยายามยาวนานของกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศในไทย กฎหมายความยาว 21 หน้า 69 มาตรา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยเพื่อความเท่าเทียม

เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในปีหน้า ทุกคนในสังคมจะสามารถก้าวสู่ชีวิตสมรสได้อย่างเท่าเทียม ไร้การแบ่งแยกด้วยเพศ พร้อมรับสิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเต็มที่

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นักการเมืองที่ยึดมั่นประโยชน์ของประชาชน

หากจะเอ่ยถึงนักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน อย่างแน่นอน

โดยวัดจากผลสำรวจในแต่ละรอบไม่ว่าจะสำนักโพลใดก็ตาม พีระพันธุ์ จะมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประชาชนให้การยอมรับและเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานของนายพีระพันธุ์ ที่ได้เดินหน้าปฏิรูปพลังงานของประเทศไทยทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม ตามแนว ตามแนวทาง “รื้อ ลด ปลด สร้าง”

โดยตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รองนายกฯ พีระพันธุ์ ได้เสนอให้มีการตรึงราคาพลังงานก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าครองชีพช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการร่างกฎหมายเพื่อวางกรอบในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและวางกรอบป้องกันสถานการณ์วิกฤตพลังงานในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ ได้ออกประกาศให้ผู้ค้าน้ำมัน ต้องแจ้งต้นทุนนำเข้าส่งออกราคาน้ำมันให้ภาครัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี เพื่อนำไปกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นอกจานี้ ยังมีร่างกฎหมายเตรียมเข้าสู่สภาฯ อีกหลายฉบับ อาทิ กฎหมายด้านพลังงานฉบับใหม่ ซึ่งจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่การอ้างอิงราคาในต่างประเทศ จะทำให้ราคาพลังงานถูกลง ทั้งน้ำมันและก๊าซหุงต้ม โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถปรับเปลี่ยนราคาได้เพียงเดือนละครั้งเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการตรวจรายละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายและพลังงาน พร้อม ๆ กับกฎหมายปลดล้อกการติดตั้งระบบไฟฟ้าโซลาร์ (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใช้งานภายในบ้าน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง และจะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องกังวลกับค่าไฟแพงอีกต่อไป

รวมถึง ร่างกฎหมายจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันแห่งชาติ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ที่จะมาดูแลปัญหาราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งสร้างเสถียรภาพด้านราคาน้ำมัน รวมไปถึงก๊าซธรรมชาติด้วย โดยต่อไปการกำหนดราคาน้ำมันในประเทศจะเป็นเรื่องของภาครัฐกับผู้ประกอบกิจการค้าน้ำมัน ไม่ต้องผันผวนรายวันตามราคาขึ้นลงของตลาดโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจพิจารณาและคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในปี 2567 นี้เช่นกัน 

แน่นอนว่า ความนิยมในตัวนายพีระพันธุ์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนถึงการยอมรับในผลงานและความมุ่งมั่นทุ่มเททำงานอย่างหนัก และที่สำคัญไม่มีความหวั่นเกรงต่อกลุ่มทุนพลังงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยแต่อย่างใด ขอเพียงนโยบายและโครงการที่จะทำนั้นเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อความเป็นธรรมและมั่นคงอย่างยั่งยืนเท่านั้น

และถึงแม้ว่า การทำงานที่ตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาต ชนิดไม่เกรงใจนายทุน ได้สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่ม ถึงขั้นมีกระแสข่าวจะเขี่ยรองนายกฯ พีระพันธุ์ ออกจากตำแหน่ง แต่เจ้าตัวก็ไม่หวั่นเกรง  แต่ยังคงยึดมั่นในปนิธานทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้องต่อไป แม้จะถูกตั้งฉายาจากสื่อมวลชนว่า “พีระพัง” แต่สิ่งที่รองนายกฯ พีระพันธุ์ ทำมาตลอดนั้น คือ พังทุกอุปสรรคและปัญหาด้านพลังงานของประเทศไทยที่หมักหมมมาอย่างยาวนานนั่นเอง

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

กากอันตราย 1.3 หมื่นตัน ที่หายไป พบซุกซ่อนในโกดัง 3 จังหวัด

'กากแคดเมียม' โลหะอันตรายที่เสี่ยงก่ออันตรายแก่สุขภาพประชาชนให้กับประชาชน โดยโลหะอันตราย 1.3 หมื่นตัน ถูกย้ายจากต้นทางจังหวัดตาก ก่อนพบการกระจายซุกซ่อนในโกดัง 6 แห่งใน 3 จังหวัด ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งขนย้ายกลับหลุมฝังกลบต้นทาง โดยดำเนินการเสร็จสิ้นช่วงกรกฎาคม 2567 พร้อมทั้งลงโทษผู้กระทำผิดบางรายแล้ว

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นจากการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ระบุว่ามีบริษัทในจังหวัดตากขายกากแร่สังกะสีและแคดเมียมที่ควรฝังกลบไปยังบริษัทอื่นในจังหวัดสมุทรสาคร การสืบสวนพบว่าโลหะอันตรายเหล่านี้ถูกนำไปเก็บในสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงงานหล่อหลอมทองแดง และโกดังเก็บสินค้า  

จุดที่พบกากแคดเมียม 1. สมุทรสาคร:  6,151 ตัน ในตำบลบางน้ำจืด 1,005 ตัน ในโรงงานหล่อหลอมทองแดง 717 ตัน ในพื้นที่เพิ่มเติม 2. ชลบุรี 4,391 ตัน ในอำเภอบ้านบึง 3. กรุงเทพมหานคร: 150 ตัน บรรจุในถุงบิ๊กแบ๊ก ย่านบางซื่อ 4. โกดังอื่น ๆ 534 ตัน ในย่านคลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน  

แคดเมียม (Cadmium - Cd) เป็นโลหะหนักที่สะสมในร่างกายและส่งผลต่อปอด ตับ และไต อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองทางเดินหายใจ และอันตรายถึงขั้นกระดูกผุ พรุน หรือเป็นโรคอิไต-อิไต  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้น น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ลงพื้นที่ตรวจสอบและสั่งการขนย้ายกากแคดเมียมกลับสู่หลุมฝังกลบในจังหวัดตากให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2567 พร้อมทั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดตากมาปฏิบัติราชการชั่วคราว  

ผู้กระทำผิดบางรายถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับเป็นเงิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการจัดการกับอุตสาหกรรมที่ละเมิดกฎหมาย  

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการควบคุมกากอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด และเฝ้าระวังการลักลอบขนย้ายวัตถุอันตราย เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อายุน้อยที่สุดของไทย

ผลพวงการพ้นจากอำนาจอย่างกะทันหันของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลคนใหม่ ซึ่งนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บุตรสาวคนสุดท้องของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 และหลานอา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ จากตระกูลชินวัตรคนที่ 3 และนายกฯ หญิงคนที่ 2 ของไทย 

อีกทั้งยังครองตำแหน่งเป็นนายกฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยวัยเพียง 37 ปี ในวันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหนงนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2567 

สำหรับ นางสาวแพทองธาร เริ่มก้าวเท้าเข้ามาแตะวงการการเมืองอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2564 ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย

ภายหลังรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม ก็ได้เดินหน้าลุยงานทันที โดยไปร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ และไอเดียใหม่ ๆ กับกลุ่ม UNISEC และกลุ่ม SpaceZap ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีความสนใจในด้านอวกาศ นอกจากนี้ยังคิดค้นนโยบาย ‘1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์’ ปลดปล่อยศักยภาพคนไทย สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง ฯลฯ

และเมื่อประเทศไทยใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็จัดเคมเปญ ‘ครอบครัวเพื่อไทย’ ให้ว่าที่ผู้สมัคร สส. ของพรรค ได้มีส่วนร่วมในการ ‘หาสมาชิก’ เป็นฐานในการ ‘คัดคน’ ลงสมัครเลือกตั้ง ‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ จึงได้สวมหมวก ‘หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย’ อีกหนึ่งใบ โดยเปิดตัวที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง

จากนั้น ในเวลาต่อมา พรรคเพื่อไทยได้เปิดรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีชื่อนางสาวแพทองธาร ปรากฏเคียงคู่กับอีก 2 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ คือ เศรษฐา ทวีสิน และ ชัยเกษม นิติสิริ 

และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566 พรรคเพื่อไทย ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี ครั้งที่ 1/2566 มีวาระสำคัญคือการเลือกกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ โดยในที่ประชุมมีมติโหวตให้นางสาวแพทองธาร เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกหนึ่งตำแหน่ง ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเวลาต่อมา

กว่า 4 เดือนของการทำหน้าที่ ผู้นำรัฐบาล แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องภาวะผู้นำ และการปฏิบัติหน้าที่อยู่เนือง ๆ แต่นางสาวแพทองธาร ยังคงได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลการสำรวจของโพลต่าง ๆ รวมถึงนักการเมืองในฟากฝั่งรัฐบาลที่พร้อมให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นว่า จะแสดงความสามารถในบทบาทผู้นำได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน 

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

จับ 'ศรีสุวรรณ จรรยา' พร้อมพวก 6 คน ขู่เรียกรับเงิน 3 ล้านจากเจ้าหน้าที่รัฐ

'ศรีสุวรรณ จรรยา' ถูกจับพร้อมผู้ร่วมขบวนการ 6 คน ฐานข่มขู่เรียกเงินเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ล้านบาท หลังจากมีการรวบรวมหลักฐานกว่า 4 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของอัยการ  

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง และจับกุมตัว ศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องเรียนชื่อดัง หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมขบวนการข่มขู่เรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เหตุเริ่มต้นจาก นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร้องเรียนกับตำรวจว่าถูกข่มขู่ให้จ่ายเงิน 3 ล้านบาทเพื่อแลกกับการไม่ร้องเรียนเรื่องทุจริต ก่อนที่จะมีการต่อรองเหลือ 1.5 ล้านบาท การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 3 คนที่มีพฤติกรรมเรียกรับเงิน

ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่วางแผนให้ผู้เสียหายนำเงิน 500,000 บาทไปแขวนไว้หน้าบ้าน เมื่อตรวจพบว่ามีการนำเงินเข้าไปในบ้านของนายศรีสุวรรณ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุม นักร้องเรียนชื่อดังพยายามวิ่งนำเงินไปโยนทิ้ง แต่เจ้าหน้าที่สามารถไล่จับตัวได้ทันและควบคุมตัวไว้

คดีนี้เป็นการเปิดโปงเครือข่ายการเรียกรับผลประโยชน์ในวงการนักร้องเรียน และกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้รายงานข้างต้นเป็นไปตามข้อมูลข่าว ยังต้องรอผลการพิจารณาคดีในชั้นศาลเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อกล่าวหา ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ และยังสามารถชี้แจง รวมถึงใช้สิทธิ์ต่อสู้ในชั้นศาลได้

‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ผู้นำรัสเซียที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลก

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน วัย 72 ปี คือผู้นำรัสเซียที่ครองตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ 200 ปีของรัสเซีย ภายหลังจากชนะการเลือกตั้ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา นั่นจะทำให้ปูตินดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 5 และจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 6 ปี 

ปูติน ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ด้วยคะแนนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 87% สูงกว่าชัยชนะครั้งก่อน ซึ่งได้คะแนนเสียง76.7% โดยได้ประกาศในสุนทรพจน์ว่า ชัยชนะของเขาจะทำให้รัสเซียรุ่งโรจน์ “แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพ” มากขึ้น

และแน่นอนว่า ชัยชนะของปูติน ที่จะทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งยาวนานต่อไปอีกอย่างน้อย 6 ปีนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงที่สุดในบรรดาผู้นำของโลกในปัจจุบัน และสามารถกุมอำนาจการบริหารประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จ 

ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำรัสเซียเท่านั้น แต่ปูติน ยังเป็นหนึ่งในผู้นำที่ร่วมก่อตั้งกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นอักษรย่อใช้เรียกกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) ซึ่งกำลังท้าทายมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีผู้นำอย่างสหรัฐ อเมริกา โดยตรง 

สำหรับ วลาดิเมียร์ ปูติน มีชื่อเต็ม ๆ ว่า วลาดิเมียร์ วลาดิมีโรวิช ปูติน (Vladimir Vladimirovich Putin) เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 1952 ปัจจุบันอายุ 72 ปี ปูติน เกิดในเลนินกราด (Leningrad) สมัยยังเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Republics: USSR) ก่อนที่จะแตกในปี 1991 ออกเป็นทั้งหมด 15 ประเทศ โดยปูติน ได้ขึ้นเป็นผู้นำรัสเซียครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 ภายหลังจาก บอริส เยลต์ซิน ได้ลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี 

นั่นคือจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่และทรงอำนาจของปูติน ที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงยืนหยัดท้าทายมหาอำนาจอย่างสหรัฐ อเมริกา และกลุ่มชาติพันธมิตร อย่างทระนง

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

ผบ.ตร.สั่งกำชับตำรวจคุมเข้มอุบัติเหตุรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้ รถกระบะบรรทุก ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตรวจความพร้อมก่อนออกเดินทาง และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักจริงจัง พร้อมฝากถึงผู้มีหน้าที่ในการขับรถให้มีจิตสำนึกร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุ 

วันนี้ (31 ธ.ค 67) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ดูแลอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ กรณีอุบัติเหตุรถทัวร์นักท่องเที่ยวปรับอากาศ ชนท้ายรถบรรทุกพ่วง จนเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบาดเจ็บ 17 คน เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา บริเวณถนนสายเอเชีย 41 กม.ที่ 31 ขาล่องใต้ หมู่ 3 ต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้โดยสาร และรถกระบะบรรทุก ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยบูรณาการหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการตรวจรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้โดยสาร และรถกระบะบรรทุก กำชับตำรวจต้นทางต้องตรวจสอบการได้รับอนุญาต ตรวจสอบสภาพรถ ตรวจสอบใบอนุญาตผู้ขับรถ และให้ประสานกรมการขนส่งทางบกร่วมดำเนินการด้วย และให้มีภาพการปฏิบัติปรากฏพร้อมรายงานก่อนที่รถจะออกเดินทางด้วย รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นใน 10 ข้อหาหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่มีพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ ในการบังคับใช้กฎหมายให้ดำเนินการด้วยความสุภาพ สื่อสารให้ผู้ประกอบการและคนขับรถรับทราบถึงความห่วงใยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันอุบัติเหตุ 
    
นอกจากนี้ โฆษก ตร. กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำและกำชับตำรวจให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเข้มข้น ให้เห็นผลปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงให้ได้ พร้อมฝากถึงผู้มีหน้าที่ในการขับรถยนต์สาธารณะทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต้องมีจิตสำนึกในการระมัดระวัง ทั้งการตรวจสอบยานพาหนะ สภาพร่างกาย ความพร้อมในเรื่องเส้นทางต่างๆ เพื่อร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนคนเดินทางและนักท่องเที่ยว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติส่งสารอวยพรปีใหม่ 2568 ส่งความปรารถนาดีถึงข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่งสารอวยพรข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2568 ระบุว่า

“ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ 

ห้วงปีที่ผ่านมา รูปแบบของอาชญากรรมต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการกระทำความผิด ประชาชนได้รับผลกระทบมากขึ้น การทำงานของตำรวจจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับรูปแบบการทำงาน ตลอดจนเข้าถึงประชาชนและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์

ในปีใหม่ 2568 นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้อง เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและงานสถานีตำรวจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่ของตน ร่วมกันวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่องค์กร ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และร่วมกันสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้แก่เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และประชาชนในสังคมไทย

ในวาระศุภมงคลนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล อีกทั้งเดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และพี่น้องประชาชน จงประสบแต่ความสุขความเจริญ อุดมด้วยจตุรพิธพรชัย มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ สัมฤทธิผลในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำ “5 ไม่ ปีใหม่“ ส่งท้ายปีเก่า จะได้ไม่เศร้า ในช่วงสิ้นปี

(31 ธ.ค. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวออกเดินทางท่องเที่ยวและเฉลิมฉลอง 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ “5 ไม่ ปีใหม่” ส่งท้ายปีเก่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังการกระทำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับบุคคลอื่น และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย รวมไปถึงระวังภัยจากมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสก่อเหตุในช่วงเทศกาล ดังนี้

1. “ไม่เมาแล้วขับ” ไม่ขับรถขณะเมาสุรา รวมไปถึงการดื่มสุรามากจนเกินไปจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือนำไปสู่การทะเลาะวิวาท

2. ”ไม่ยิง“ ไม่ยิงปืนขึ้นฟ้า เพราะอาจทำให้กระสุนปืนตกลงถูกผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

3. “ไม่ลอย” ไม่ลอยโคมในพื้นที่หวงห้าม หรือใกล้กับสนามบิน โดยให้ลอยโคมในจุดที่กำหนดเท่านั้น

4. “ไม่เชื่อ” ไม่หลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่หลอกลวงด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หลอกให้โอนเงินมาตรวจสอบ หลอกขายสินค้าราคาถูก หลอกให้กดลิงก์ด้วยวิธีการต่างๆ หรือการชักชวนเล่นพนันออนไลน์ 

5. “ไม่ลืม” ไม่ลืมล็อคบ้าน ล็อครถ และระมัดระวังทรัพย์สินมีค่าของตนขณะท่องเที่ยวช่วงเทศกาล

หากท่านตกอยู่ในอันตราย หรือพบเห็นเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือ โทรแจ้งตำรวจที่สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘พล.ต.ท.ยิ่งยศ’ รับไม่ได้! สั่งเช็กบิลคนทำคอนเทนต์ขยะ ลั่น! หากผิดจริงไม่ละเว้น หลังพบ 12 คลิปละเมิด ‘แบงค์ เลสเตอร์’

ตำรวจภาค 2 สรุป 4 ประเด็น ขยายผลเคส ‘แบงค์ เลสเตอร์’ เช็ก 12 คลิป พฤติการณ์เหล่าอินฟลูกลั่นแกล้ง ส่อผิดกฎหมายหลายข้อ “ผบช.ภ.2” ลั่นรับไม่ได้สร้างคอนเทนต์ย่ำยีความเป็นมนุษย์ หากผิดจริง ไม่ละเว้น!

วันนี้ (30 ธ.ค. 67) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ประชุมสั่งการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ให้สืบสวนสอบสวนขยายผลกรณีการเสียชีวิตของ แบงค์ เลสเตอร์ หรือ นายธนาคาร คันธี อินฟลูเอนเซอร์ติ๊กตอก รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่ปรากฏคลิป และภาพการกลั่นแกล้ง ทำร้าย ร่างกาย และจิตใจ แบงค์ เลสเตอร์ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ประสานกับกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) อย่างใกล้ชิด

ผบช.ภ.2 เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุด คดีของ “แบงค์ เลสเตอร์” ในคดีอาญาที่ 337/2567 ของ สภ.ทุ่งเบญจา ภ.จว.จันทบุรี ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน และขยายผลไป สรุปเป็น 4 ประเด็น ดังนี้

1. พนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งเบญจา แจ้งข้อกล่าวหา นายเอกชาติ หรือเอ็ม ฐาน “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา นำตัวฝากขังศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา และไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะนี้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำจังหวัดจันทบุรี

2. บช.สอท. จับกุม นายธีระวัฒน์ หรือเบิร์ด วันว่าง ๆ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 6437/2567 ลง 27 ธ.ค.2567 กรณีนำภาพของ แบงค์ เลสเตอร์ ถอดเสื้อผ้า ออกมาเผยแพร่ ในความผิดฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

3. ภ.จว.จันทบุรี ร่วมกับ บช.สอท. ตรวจค้นบ้านของนายเอกชาติ หรือเอ็ม ตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเว็บพนันออนไลน์ อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดฐาน ชักชวนเล่นการพนันออนไลน์ ด้วยหรือไม่ และจากการตรวจค้นในคราวเดียวกัน ภ.จว.จันทบุรี ได้ดำเนินคดีกับบุคคลในบ้านที่พบยาเสพติดยาอี จำนวน 1 เม็ด

4. ภ.จว.จันทบุรี ร่วมกับ บช.สอท. และ ปคม. ตรวจสอบคอนเทนต์ คลิปเก่าที่ถูกเผยแพร่ในสื่อทั่วไป จำนวน 12 คลิป ว่ามีกลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์กระทำต่อ แบงค์ เลสเตอร์ ในลักษณะต่าง ๆ อาทิ ถีบหน้า ไฟเผาหัว ให้กินสิ่งต่าง ๆ เพื่อเป็นการรวบรวมพยานหลักฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคลิปที่เผยแพร่ว่า ทำที่ใด เมื่อใด มีใครเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป พิจารณาอย่างเป็นธรรม รอบด้านว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดหรือไม่

“ผมได้รายงานความคืบหน้าให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. รับทราบ ซึ่ง ผบ.ตร. กำชับให้ดำเนินการอย่างละเอียด รอบคอบ ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยตำรวจทราบดีว่าขณะนี้กระแสสังคมตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของผู้ที่ปรากฏเกี่ยวข้องทั้งในเหตุการณ์ล่าสุดที่นายธนาคาร เสียชีวิต รวมถึงเหตุการณ์ในอดีต และอยากให้ลงโทษกลุ่มคนเหล่านั้นตามกฎหมาย แต่การทำงานของตำรวจเราต้องสืบสวนสอบสวนโดยข้อเท็จจริง พิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ ทั้งนี้จากการดูเบื้องต้นพฤติกรรมที่กลั่นแกล้ง รังแก คล้ายเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างคอนเทนต์จากความเจ็บปวดอ่อนด้อยของคนอื่น เป็นสิ่งไม่รับไม่ได้ หากเข้าข่ายผิดกฎหมายข้อใดต้องดำเนินคดีอย่างไม่ละเว้น จะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ทุกขั้นตอนการสืบสวนจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและเด็ดขาด เพื่อให้ความยุติธรรมปรากฏอย่างชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top