Monday, 7 September 2026
NEWS FEED

ยูซาคุ มาเอะซาวะ นักธุรกิจชื่อดังชาวญี่ปุ่น เปิดรับสมัคร 8 ผู้กล้า เข้าร่วมภารกิจ dearMoon Project บินผ่านดวงจันทร์ครั้งแรกบนจรวด Starship ของ SpaceX ในปี 2566

ยูซาคุ มาเอะซาวะ นักธุรกิจชื่อดังชาวญี่ปุ่น ประกาศเปิดรับสมัครผ่านวีดีโอคลิป ให้ประชาชนทั่วไปจำนวน 8 ราย เข้ารับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมโครงการ dearMoon Project ภารกิจบินผ่านดวงจันทร์นาน 1 สัปดาห์กับจรวด Starship ของ SpaceX ในปี 2566 โดยการเดินทางสู่ดวงจันทร์ครั้งนี้ มียูซาคุ มาเอะซาวะ เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินทั้งหมด และแรงบันดาลใจในการสนับสนุนภารกิจนี้ของเขานั้น มีที่มาจากความสงสัยใคร่รู้และความปรารถนาที่จะได้เห็นและชื่นชมโลกจากระยะไกลในอวกาศ

โดยในคลิปวิดีโอ มาเอะซาวะ ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังโครงการ dearMoon Project ว่า "ผมเริ่มตั้งคำถามว่า มนุษย์ทุกคนที่กำลังสร้างสรรค์อะไรสักอย่างในชีวิตก็นับว่าเป็นศิลปินเช่นกันไม่ใช่หรือ เมื่อคิดได้แบบนั้น ผมจึงอยากให้คำเชิญชวนของผมได้ไปถึงวงสังคมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้คนมากมายจากทั่วโลกได้ร่วมการเดินทางครั้งนี้ หากคุณคิดว่าตัวคุณนั้นเป็นศิลปินคนหนึ่ง คุณก็ย่อมเป็นศิลปิน"

ด้าน อีลอน มัสก์ เจ้าของ SpaceX กล่าวว่า "สิ่งสำคัญเกี่ยวกับภารกิจ dearMoon ก็คือนี่จะเป็นเที่ยวบินในอวกาศ ซึ่งบินพ้นวงโคจรโลกครั้งแรกที่ดำเนินการโดยเอกชนและมีผู้โดยสารเป็นมนุษย์ ผมรู้ว่าคุณมาเอะซาวะจะให้การสนับสนุน เพื่อให้ศิลปินและคนกลุ่มอื่น ๆ ได้เดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ฉะนั้นเขาต้องการให้ภารกิจนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก"

ทั้งนี้ ด้วยความเชื่อของ มาเอะซาวะ ที่ว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ในแบบของตนเอง เขาจึงเชิญชวนให้ทุกคนที่มองว่าตัวเองเป็นศิลปินสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ ดังนี้:

1.) ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในโครงการ dearMoon จะต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีศักยภาพที่จะเติบโตในเชิงบุคลิกภาพจากการเข้าร่วมภารกิจนี้

2.) นำประสบการณ์ครั้งนี้ไปต่อยอดให้เกิดคุณค่าต่อโลกต่อไปในอนาคต ด้วยการผลิตงานเพื่อสังคมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติได้จนชั่วลูกชั่วหลาน

นอกจากนี้ ผู้สมัครจะต้องสามารถให้การสนับสนุนผู้สมัครรายอื่น ๆ ที่มีศักยภาพและวิสัยทัศน์ในระดับที่เท่าเทียมกันด้วย

กระบวนการคัดเลือกจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้:

ผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือก เพื่อร่วมโครงการ dearMoon Project สามารถกรอกใบสมัครได้ที่: https://dearmoon.earth/pre-reg.html#en

โดยมีขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ลงทะเบียนสมัครเข้ารับการคัดเลือก (ภายในวันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 6:59 PST)

ขั้นตอนที่ 2: คัดกรองผู้สมัครรอบแรก (ภายในวันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 6:59 PST)

ขั้นตอนที่ 3: คัดเลือกผู้สมัคร

ขั้นตอนที่ 4: สัมภาษณ์ออนไลน์

ขั้นตอนที่ 5: สัมภาษณ์รอบสุดท้ายและตรวจสุขภาพ (ปลายเดือนพ.ค. 2564)

อนึ่ง ภารกิจบินผ่านดวงจันทร์ครั้งแรกที่ดำเนินการโดยองค์กรเอกชนนี้ มีแผนเริ่มภารกิจอย่างเร็วที่สุดในปี 2566 โดยจรวด Starship ของ SpaceX จะใช้เวลาออกเดินทางไปยังดวงจันทร์และกลับมายังโลกนาน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 ยูซาคุ มาเอะซาวะ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นได้ทำการซื้อที่นั่งทั้งหมดในภารกิจครั้งนี้

และเพื่อให้บุคคลที่มีความสามารถมีโอกาสร่วมเดินทางในภารกิจครั้งนี้ได้มากที่สุด เขาจึงได้ประกาศในเดือนมี.ค. 2564 ว่า มีแผนจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมภารกิจ 8 รายจากผู้สมัครทั่วโลกนั่นเอง

เผยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมลดลงมากถึง 2.18 ล้านล้านบาท หรือลดลงมากถึง 72.79% เมื่อเทียบกับปีก่อน ธุรกิจที่พักหนักสุดหายวับ 5.6 แสนล้าน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมลดลงมากถึง 2.18 ล้านล้านบาท หรือลดลงมากถึง 72.79% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมดปรับลดลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะธุรกิจที่พักมีรายได้ปรับลดลงมากที่สุด โดยลดลงจาก 7.71 แสนล้านบาทในปีก่อน เหลือแค่ 2.05 แสนล้านบาทเท่านั้น หรือลดลงมากถึง 5.66 แสนล้านบาท

ส่วนในปี 2564 นี้ยังมีความท้าทายว่ารายได้จะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้เร็ว แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

ส่วนธุรกิจที่มีรายได้ปรับลดลงรองลงมา คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่วยสินค้าและของที่ระลึก มีค่าใช้จ่ายลดลงจาก 7.05 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 1.75 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ลดลงจาก 6.48 แสนล้านบาท เหลือ 1.82 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง ลดลงจาก 3.49 แสนล้านบาท เหลือ 9.6 หมื่นล้านบาท ค่าพาหนะเดินทางในประเทศ ลดลงจาก 2.97 แสนล้านบาท เหลือ 8.4 หมื่นล้านบาท ค่าบริการท่องเที่ยว ลดลงจาก 1.55 แสนล้านบาท เหลือ 4.9 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลดลงจาก 6.9 หมื่นล้านบาท เหลือ 2.3 หมื่นล้านบาท

แม้จะดูเป็นขนมธรรมดา ๆ สำหรับขนมข้าวโพดอบกรอบใส่ซองห่อละ 5 บาท ที่ใช้ชื่ือว่า ‘นมแท่ง’ แต่ใครจะรู้ว่าขนมดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างรายได้เฉียดพันล้านบาทให้กับบริษัทสายเลือดไทย ‘ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด’ ได้อย่างน่าสนใจ

ขนมข้าวโพดอบกรอบ ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า ‘นมแท่ง’ เกิดขึ้นเมื่อ 27 ปีที่แล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากบริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งมี ‘ไพบูลย์ พัฒนวานิชกิจกุล’ และ ‘ขวัญจิตร ยั่งยืน’ เป็นผู้ก่อตั้ง

เป้าหมายของทั้งสองคนในตอนนั้น คือ ต้องการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้รับซื้อข้าวโพด แล้วนำมาแปรรูปให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม

ความโชคดีอย่างมาก คือ สินค้าแรกของทางบริษัทอย่างขนมข้าวโพดอบกรอบ ‘นมแท่ง’ นั้นได้รับผลตอบรับที่ดีเลย

แต่ถึงกระนั้น ทางบริษัท ก็ยังได้หาช่องทางขยายการเติบโตของธุรกิจเพิ่มเติม โดยการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง, เวเฟอร์, บิสกิต และคุกกี้ รวมถึงขยายตลาดออกไปยังประเทศอื่นๆ เช่น กลุ่มประเทศ CLMV, ตะวันออกกลาง, สิงคโปร์, ไต้หวัน, เกาหลี และจีน

สำหรับผลประกอบการ บริษัท ไพบูลย์ โปรดักส์ จำกัด นั้นเติบโตจนน่าสนใจ

- ปี 2560 รายได้ 520 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท

- ปี 2561 รายได้ 656 ล้านบาท กำไร 4 ล้านบาท

- ปี 2562 รายได้ 942 ล้านบาท กำไร 59 ล้านบาท

อะไรที่ทำให้ขนมห่อเล็ก ๆ นี้สามารถสร้างรายได้ได้มากขนาดนั้น

ปัจจัยแรก คือ คุณภาพของสินค้า ผู้ที่จะอยู่รอดในตลาดได้ สินค้าจะต้องมีคุณภาพที่ดี สามารถทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว เกิดความพึงพอใจและกลับมาซื้อซ้ำอีกครั้ง ทุกๆ การผลิตสินค้าแต่ละชนิดของบริษัท จึงต้องคัดสรรวัตถุดิบที่นำมาแปรรูปอย่างดี

อย่างกรณีของขนมข้าวโพดอบกรอบนั้น ก็ได้เลือกข้าวโพดอย่างดีนำมาแปรรูป โดยไม่ใส่สารปรุงแต่งใด ๆ

ทำให้มีรสชาติที่ดี และมีความหอมมันตามธรรมชาติ จุดนี้เองที่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจในคุณภาพของสินค้า และ กลับมาซื้อซ้ำ

ปัจจัยต่อมา คือ ความแตกต่าง ซึ่งในการผลิตขนม ธุรกิจประเภทนี้มีการแข่งขันกันสูง หากไม่สร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต ก็แทบจะมองไม่เห็น

อย่างกรณี ขนมประเภทข้าวเกรียบ ทางบริษัทก็ได้สร้างความแตกต่างด้วยการทำขนมข้าวเกรียบที่มีน้ำจิ้มอยู่ในซอง และมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ หรือในส่วนของ เวเฟอร์ ก็ถือได้ว่า เป็นเจ้าแรกๆ ที่ผสมโยเกิร์ตลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสินค้ามีคุณภาพ ตลาดยอมรับ ลูกค้าติด ก็ย่อมมีคู่แข่งที่อยากจะผลิตสินค้าแบบเดียวกันออกมา ทางบริษัทจึงต้องคิดค้น หรือหาทางพัฒนาสินค้าของตัวเองอยู่เสมอ

หรือก็คือ ต่อให้สินค้าที่มีอยู่จะได้รับผลดีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ทางบริษัท ก็ยังได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกมาอยู่เสมอ เช่น การแตกไลน์การผลิตมาทำ เวเฟอร์, บิสกิต และคุกกี้

ขณะเดียวกัน ก็พยายามมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายการเติบโต เช่น การตัดสินใจขยายธุรกิจ ออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ตะวันออกกลาง สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี และจีน

นี่คือตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่ถ้าใส่ใจและให้ความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ก็พร้อมที่เปลี่ยนเงินหลักหน่วย ให้กลายเป็นเงินหลักล้านได้ เหมือนกับ ‘นมแท่ง’ ก็ได้


ที่มา: https://www.facebook.com/1387231808035873/posts/3673619242730440/

https://www.paiboonpro.com/th/

‘แอมมี่ THE BOTTOM BLUES’ ยอมรับ ก่อเหตุเผา หน้าเรือนจำคลองเปรมจริง ลั่นขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว พร้อมยอมรับ เป็นความคิดที่โง่เขลาและทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในอันตราย

จากกรณีที่ศาลอาญา รัชดา ได้อนุมัติหมายจับ นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ THE BOTTOM BLUES ในข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์ จากกรณีเผาพระบรมฉายาลักษณ์ หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ก่อนจะจับกุมตัวได้ที่ห้องเช่า ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และได้คุมตัวมารักษาอาการบาดเจ็บที่ รพ.ตำรวจ

ล่าสุด แอมมี่ ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก The Bottom Blues ระบุว่า การกระทำในครั้งนี้ เป็นฝีมือของผมและผมขอรับผิดชอบไว้ แต่เพียงผู้เดียว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเคลื่อนไหว หรือการเรียกร้องใด ๆ

เหตุผลของผมนั้นเข้าใจง่ายมาก เล่าไปถึงตอนผมโดนจับไปวันที่ 13 ตุลา ปีที่แล้ว เพนกวิ้นคือคนแรกที่โทรหาผมบนรถห้องขังและประกาศรวมพลมวลชนทันที แต่กลับกันในครั้งนี้กวิ้น และพี่น้องของผมต้องติดอยู่ในคุกนานกว่า 20 วันแล้ว แต่ผมไม่สามารถที่จะช่วยเหลือพวกเค้าได้เลย ผมรู้สึกละอายและผิดหวังในตัวเอง การกระทำในครั้งนี้

ผมยอมรับว่าเป็นความคิดที่โง่เขลาและทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในอันตราย

หวังว่าจะได้พบกันใหม่

ขอให้ทุกคนสู้ต่อไป III

แอมมี่ THE BOTTOM BLUES

‘บิ๊กตู่’ ขอหารือหน่วยงานเกี่ยวข้องว่าจะปลดล็อคมาตรการคุมโควิด-19 ให้ทำกิจกรรมใดบ้าง หากสถานการณ์ดี เล็งเปิดเที่ยวสงกรานต์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในเรื่องการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ช่วงวันสงกรานต์ว่า ตนคาดหวังว่าจะมีโอกาสในเรื่องของการเดินทาง ซึ่งวันนี้จะเห็นว่าเราไม่ได้มีการปิดกั้นอะไรในการเดินทาง โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงวันหยุดยาว 3 วันที่ผ่านมา มีการเดินทางไปในพื้นที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก มีการจองที่พักเยอะ ค่อนข้างแน่น การจราจรก็ติดขัด เนื่องจากทุกคนช่วยกันระมัดระวังตัวเอง ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ทุกคนเรียนรู้ว่าจะอยู่กับโควิด-19 อย่างไรจนกว่าจะผ่านพ้นไป

และวันนี้ยินดีที่มีการฉีดวัคซีนไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลต้องการให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหน้างาน บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ดูแลด่านตรวจจุดสกัด อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คนเหล่านี้มีความเสี่ยงติดโรคสูง ต้องเจอคนจำนวนมากในการดูแล

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ากิจกรรมสงกรานต์ได้หารือแล้วหรือยังว่าสามารถดำเนินกิจกรรมอะไรได้บ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำลังหารือกันอยู่ เดือนนี้เพิ่งมีนาคม ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดด้วย ถ้าเปิดหมดแล้วเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำกันอย่างไร แก้ไขกันอย่างไร ขอให้บอกมาด้วยแล้วกัน วันนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าจะทำอะไรได้บ้าง จะปลดล็อกบางอย่างหรือปลดล็อกทั้งหมด ถ้าระบาดขึ้นมาก็โทษกลับมาที่รัฐบาลอีก ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายนัก เพราะต้องรับผิดชอบคนทั้งประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะที่วัคซีนมีเป็นล็อตๆมา เดี๋ยวจะปรับเพิ่มให้ วันนี้ดูแลไปถึงจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวด้วยจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่จะเอาเป็นเอาตายกันในล็อตแรกนี้ มันยังมีล็อต 2 - 3 - 4 - 5 และอาจจะอีกหลาย ๆ ล็อต ถ้าเอกชนสามารถเข้ากติกา การตรวจสอบคัดกรองประสิทธิภาพวัคซีนขององค์การอาหารและยา (อย.) ได้ เปิดกว้างทั้งหมด วันนี้เป็นการใช้ในสถานการณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อทุกอย่างสามารถควบคุมได้ในวาระแรก ต่อไปก็ไม่ใช่ฉุกเฉิน จะใช้ในสถานการณ์ปกติได้ เหมือนไข้หวัดใหญ่ นี่คือการพัฒนาขั้นตอน ถ้าทุกอย่างสามารถควบคุมได้ไม่ไปแพร่เชื้อกับคนอื่น จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาต่อไปว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป

“วันนี้ในเรื่องวัคซีนกำลังประสานกัน สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว บางประเทศมีดำริว่าถ้าฉีดแล้วมีใบประกอบพาสปอร์ตไปได้หรือไม่ในการเดินทาง ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะรับซึ่งกันและกัน ตนได้ให้ประสานหารือผ่านกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็สามารถเดินทางไปได้ถ้าเขารับพาสปอร์ตวัคซีน วันนี้โลกอยู่ในวัคซีน

และเป็นที่น่ายินดีที่ผ่านมาหลายวันตนได้เฝ้าติดตามยังไม่มีใครมีผลกระทบจากการฉีดวัคซีน อาจจะมีบ้างเจ็บแขน ปวดศีรษะ เป็นไข้ เหมือนกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งหลายคนก็เป็นไข้เหมือนกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีในช่วงที่ผ่านมาและวันนี้ ซึ่งต้องบริหารต่อไป ต้องขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนด้วย”

แม่ทัพภาค 4 ยัน! ทหารเป็นกลางทางการเมือง ปม สส.ปชป.โวย ทหารช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน ขอตรวจสอบก่อน พร้อมแจงทหารลงพื้นที่ช่วยประชาชนแก้ปัญหาป่าพรุควนเคร็ง

จากกรณีนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช ทำหนังสือพร้อมหลักฐานการถึง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตแก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ว่ามีทหารในพื้นที่เข้ามากดดันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขอให้เลือกผู้สมัครรายหนึ่ง ในพื้นที่ในอำเภอพระพรหม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอชะอวด และอำเภอจุฬาภรณ์

ล่าสุด พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง แต่ปกติแล้วทหารลงพื้นที่ดังกล่าวแก้ไขปัญหา เรื่องป่าพรุควนเคร็งครอบคลุม 5 พื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ชะอวด และอ.หัวไทรของจ.นครศรีธรรมราช และพื้นที่บางส่วน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง รวมถึงช่วยประชาชนประสบภัยแล้ง เราสามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง แต่ขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง

ในขณะที่ พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค ผบ.พล.ร.5 กล่าวยืนยันว่า นโยบายของ ผบ.ทบ. และ มทภ.4 ได้เน้นย้ำไว้ชัดเจน ว่าห้ามทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือช่วยนักการเมืองหาเสียง ต้องวางตัวเป็นกลาง ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งมีปัญหาไฟป่าป่าพรุควนเคร็ง เพราะเข้าสู่หน้าแล้ง หากพบเห็นทหารคาดเข้าประสานหน่วยงานราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวมากกว่า

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ยัน! เสียงตอบรับหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์ดี พร้อมร้อง ผบ.ทบ. สอบสวนและดำเนินการลงโทษตามวินัย กรณีทหารเล่นไม่ซื่อแทรกแซง เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน ยัน! หลักฐานแน่น

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงการลงพื้นที่หาเสียงของ นายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ ผู้สมัครฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขณะนี้กระแสความนิยมในตัวของผู้สมัครของพรรค มีอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนต่างพอใจในผลงานและโครงการที่พรรคฯ ได้ริเริ่มนำเสนอ จนเกิดผลเป็นที่ประจักษ์ เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกร โครงการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มที่เปราะบาง และการมีบทบาทในการเป็นปากเป็นเสียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

รวมทั้ง ในการลงพื้นที่เขตเลือกตั้ง คือ อำเภอพระพรหม, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอชะอวด และอำเภอจุฬาภรณ์ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ทางพรรคได้พยายามชูตัวผู้สมัครว่า เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเคยทำงานให้กับชาวนครฯ มาแล้ว ดังนั้น จึงมีความพร้อมที่จะเข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปสานงานต่อในสิ่งที่ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.ของพรรคได้ทำไว้

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เนื่องจากกระแสในตัวของ นายพงศ์สินธุ์ มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มีพรรคการเมืองบางพรรคอาศัยตัวช่วย ด้วยการใช้นายทหารมากดดันกับบรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้ง พลทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาว่า ขอให้เลือกผู้สมัครรายหนึ่ง โดยอ้างว่า นายสั่งมา นายขอให้ช่วย ซึ่งตนในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล และไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องทาง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายทหารดังกล่าว และขอให้ลงโทษตามแบบธรรมเนียมและวินัยทางทหารด้วย เพราะถือว่า เป็นการกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และไม่สมควรให้เกิดขึ้นในกระบวนการที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างอิสระ ในการเลือกตัวแทนเพื่อเป็นปากเสียงและทำงานแทนประชาชนในเขตพื้นที่ด้วย

"กรณีนี้ ผมไม่ได้กล่าวอ้างอย่างลอย ๆ แต่มีหลักฐานสนับสนุนว่า มีความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติของนายทหารที่มาลงพื้นที่ เพราะมีการระบุให้ช่วยเหลือผู้สมัครบางพรรค โดยอ้างคำสั่งที่เป็นนายเหนือตัวเองว่า เขาขอให้ช่วย ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้น ผมจะส่งหลักฐานไปยังกองทัพบก เพื่อให้ทาง ผบ.ทบ.ดำเนินการกับนายทหารคนดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป" นายชัยชนะกล่าว

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ‘เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส’ เตือนอย่าคิดหักหลังประชาชน คว่ำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อหากญัตติแก้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ จะเกิดการลุกฮือของประชาชนครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงสถานการณ์รัฐบาลในช่วงนี้ว่า ถือเป็นขาลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมอย่างแท้จริง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่คนหมดความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว แม้จะมีวัคซีนเข้ามา

แต่รัฐบาลยังบอกไม่ได้เลยว่าจะฉีดให้คนไทยได้ครบวันไหน เมื่อไรจึงจะถึงจุดที่สามารถฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ การชุมนุมของม็อบราษฎรก็กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แม้รัฐบาลจะไฟเขียวให้ตำรวจปราบม็อบได้อย่างเต็มที่ แต่ก็เชื่อว่าพวกเด็ก ๆ คงไม่ถอย เหมือนกับคนพม่าที่ใช้ชีวิตเข้าแลกกับเผด็จการ เพราะเป็นการสู้เพื่ออนาคตของพวกเขา

“ที่สำคัญหากญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกคว่ำลงในกลางเดือนมีนาคมนี้ จะด้วยความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญหรือจะโดย 250 ส.ว.ก็ตาม ก็เชื่อว่าจะมีการลุกฮือของประชาชนครั้งใหญ่ เพราะถือเป็นการหักหลังพวกเขา ไม่ทำตามนโยบายที่รับปากเอาไว้ จึงได้แต่ภาวนาว่า อย่าได้ไปคิดคว่ำกันเลย ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของประชาชนเถิด ถ้าพวกคุณหักหลังประชาชน ก็เชื่อว่าวันข้างหน้าประชาชนจะตีคุณจนหลังหักอย่างแน่นอน คอยดู” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

รมว.วัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ แย้ม ปีนี้จัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ แต่ต้องเว้นระยะห่างคุมโควิด-19 หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงการจัดงานเทศกาลสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ของไทย ว่า ในปีนี้กระทรวงวัฒนธรรม เห็นว่าสามารถจัดกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณี ทำบุญ เหมือนอดีตที่เคยจัดก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้

แต่ให้เข้มงวดเรื่องมาตรการป้องกันโรค เว้นระยะห่าง และจำกัดจำนวนคนเข้าพื้นที่ โดยถนนสายสำคัญที่เคยมีการจัดกิจกรรม เช่น ถนนข้าวสาร และถนนสายอื่น ๆ ให้เจ้าภาพจะจัดกิจการเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ และในปัจจุบันเราเริ่มมีวัคซีนที่จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top