Saturday, 5 September 2026
NEWS FEED

กระทรวงแรงงาน เตือนภัย นายหน้าเถื่อนหลอกทำงานซาอุฯ 

สนร. ซาอุดีอาระเบีย (กรุงริยาด) พบพฤติการณ์สาย-นายหน้าเถื่อน ใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์รับสมัครงาน หรือเว็บไซต์รับฝาก Portfolio ติดต่อคนหางาน เพื่อหลอกให้สมัครงานและโอนค่าดำเนินการก่อนเชิดเงินหนี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานแรงงานในประเทศชาอุดีอาระเบียพบว่ามีมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งอาศัยข้อมูลจากเว็บไซต์รับสมัครงาน หรือเว็บไซต์รับฝากประวัติเพื่อสมัครงาน (Portfolio / Curriculum Vitae) ติดต่อไปยังคนหางาน โดยแอบอ้างเป็นตัวแทนบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่มีชื่อเสียงในประเทศซาอุฯ เพื่อให้โอนเงินซึ่งอ้างว่าเป็นค่าตรวจลงตราและใบอนุญาตทำงานประมาณ 8 หมื่นบาทไปยังบัญชีธนาคารที่มีชื่อบัญชีเป็นคนไทย เบื้องต้นคาดว่ามิจฉาชีพอาจมีผู้ร่วมขบวนการเป็นคนไทย หรือสามารถเข้าถึงบัญชีที่เปิดโดยไม่ถูกต้องของไทยได้ เป็นเหตุให้เน้นเป้าหมายมาที่กลุ่มคนหางานไทย 

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพราะเป็นผู้ที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทย และนำความรู้ ทักษะฝีมือตลอดจนประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานกลับมาต่อยอดในการประกอบอาชีพได้ขณะเดียวกันแรงงานก็ได้รับค่าตอบแทนจำนวนมาก จนสามารถยกระดับความเป็นอยู่ในครอบครัวได้ทำให้คนหางานจำนวนมากหวังจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ตำแหน่งงานในต่างประเทศที่เปิดรับสมัครนั้นยังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อคนที่ต้องการเดินทางไปทำงานทำให้กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงคนหางานว่าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ เช่นกรณีที่เกิดในประเทศซาอุฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้กระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจล่าสุดได้เร่งประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการหลอกลวงดังกล่าวในทุกช่องทางของกระทรวงแรงงานพร้อมประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบข้อมูลบัญชีที่ใช้ในการรับโอนเงินและประสานสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยเพื่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีหลอกลวงข้างต้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว 

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายและมีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติมจากการหลอกลวงไปทำงานประเทศซาอุฯ ขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูล และคำนึงถึงข้อสังเกตต่อไปนี้ ก่อนหลงเชื่อโอนเงินให้ผู้ใด

(1.) ปัจจุบันซาอุฯยังไม่มีการตรวจลงตราประเภททำงานอย่างเป็นทางการแก่ผู้ถือสัญชาติไทย โดยบริษัทที่จดทะเบียนในซาอุฯ ต่างทราบถึงข้อจำกัดนี้และมักจะไม่เสนอตำแหน่งงานแก่ผู้ที่มีสัญชาติไทย ดังนั้นการเสนอตำแหน่งงานในซาอุฯ แก่ผู้หางานสัญชาติไทยจึงเป็นเรื่องผิดสังเกต (ทั้งนี้ไม่รวมถึงการจ้างงานโดยหน่วยงานพิเศษ อาทิ พระราชวัง หรือหน่วยงานรัฐ) 

(2.) อีเมลของตัวแทนนายจ้างควรเป็นทางการใช้โดเมนที่จดทะเบียนในนามบริษัท หรือเอเจนซี่จัดหางาน ไม่ควรเป็นอีเมลฟรี อาทิ @gmail หรือ @yahoo 

(3.) ระมัดระวังอีเมลที่โดเมนจดทะเบียนคล้ายชื่อบริษัท ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือเพิ่มเติม เช่น หากท่านได้รับการติดต่อด้วยอีเมล [email protected] ท่านสามารถตรวจสอบหน้าโฮมเพจโดยพิมพ์ URL เช่น http://www.hyudaicons.com หรือ http:/hyundaicons.com ซึ่งโดยส่วนมากมิจฉาชีพมักจะไม่ได้จัดทำหน้าโฮมเพจไว้ทำให้ไม่สามารถเข้าหน้าเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ดีโปรดระวังการเคลื่อนย้าย (redirect) ไปยังโฮมเพจของบริษัทจริงซึ่งสามารถตรวจสอบจาก URL ที่เปลี่ยนไป 

(4.) ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกับบริษัทนายจ้างต้องชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้ทั่วไปจากการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต หมายเลขโทรศัพท์มักเป็นโทรศัพท์สำนักงาน ไม่ใช่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (สามารถตรวจสอบได้จากรหัสนำหน้าหมายเลข กรณีซาอุดีฯ มีรหัสประเทศ +966 และหากตามด้วยเลข 5 จะเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น +966576302632 เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ของมิจฉาชีพ) 

(5.) รูปแบบเอกสาร หรือสัญญาควรมีลักษณะเป็นทางการ ไม่มีคำผิด หรือประโยคที่ผิดหลักไวยากรณ์ มีตราประทับบริษัท หรือลงนามจริง มีการจัดหน้า ตัดคำที่เหมาะสม ใบสมัครงานควรมีช่องให้กรอกข้อมูลพอสมควร มิใช่มีเพียงหน้าเดียว เป็นต้น 

(6.) การสมัครงานปกตินั้น กระบวนการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ และการตอบรับมักจะใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครหากพบว่านายจ้างตอบรับการเข้าทำงานเพียงแค่ตรวจสอบเอกสาร Portfolio/CV ใช้เวลา 1-2 วัน โดยไม่มีการสัมภาษณ์ หรือเร่งรัดให้ลงนามในเอกสารต่างๆ ขอให้พึงระวังว่าเป็นการหลอกลวง 

(7.) การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการสมัครงานโดยที่ตัวแทนนายจ้างเป็นผู้ติดต่อคนหางานก่อน (Headhunting) ถือว่าเป็นเรื่องผิดสังเกต 
 
“ทั้งนี้ กรมการจัดหางาน มีการตรวจสอบสื่อโซเซียลมีเดียต่าง ๆ เมื่อมีการโพสต์ข้อความชักชวนคนหางาน ไปทำงานในต่างประเทศที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ และเฝ้าระวังพฤติการณ์ของขบวนการค้ามนุษย์และกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเข้มงวด โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2563-3 พฤษภาคม พ.ศ.2564 มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อน 68 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 14,359,965 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ แคนาดา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ และสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศสามารถขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตที่เว็บไซต์ www.doe.go.th/ipd ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทฯ ที่ได้รับอนุญาต จำนวน 129 บริษัท ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงมหานคร 90 บริษัท และกระจายอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ 39 บริษัท” นายไพโรจน์ฯ กล่าว

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารของรัฐบาล โดยระบุว่า “สื่อกับชาวบ้านต้องอย่างนี้ มีเพื่อนส่งต่อกันในไลน์ ผมเห็นว่าสื่อได้ ‘โดน’ เข้าใจง่ายดีครับ”

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารของรัฐบาล โดยระบุว่า “สื่อกับชาวบ้านต้องอย่างนี้ มีเพื่อนส่งต่อกันในไลน์ ผมเห็นว่าสื่อได้ ‘โดน’ เข้าใจง่ายดีครับ”

เปิดประสบการณ์พยาบาลสาวไทย วิ่งหา Lab ตรวจโควิด ที่เมืองคุรุคาม ทางใต้เมืองหลวงนิวเดลี

วันนี้หาที่ตรวจโควิดซ้ำหายาก คนเยอะ ขับรถวนอยู่หลาย Lab คนยืนต่อคิวแน่นเหมือนจุดลงทะเบียนเราชนะ ถ้าใครไม่ติดก็ควรจะติด ณ จุด ๆ นี้ Lab นี้ เจ้าหน้าที่มีสามคน ใส่ชุดอวกาศ PPE นั่งอยู่ในห้องสามคน พัดลมหมุนวิ้ง ๆ บนเพดาน เอกสาร กล่องต่าง ๆ วางลวก ๆ พร้อมย้ายฐานเหมือนคลินิกทำแท้งเถื่อน แต่ก็ดูได้มาตรฐาน พอเข้ามานั่ง มนุษย์อวกาศท่านหนึ่ง เข้ามาพ่นสเปรย์ใส่ เรานึกว่ามือ เปล่า ใส่ทั้งตัวเหมือนเราเป็นสิ่งของ

ทางเข้าเงียบ แปะป้ายเหมือนออฟฟิศซอมบี้ร้างในหนัง

มาวันที่หนึ่งแห้ว วนหาแลบอื่นคนยั้วะเยี้ยไม่กล้าลงจากรถ ครั้งแรกที่ตรวจ ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจที่หน้าห้องนอน ตอนนี้บริการนี้หายไป ผู้คนใช้ล้นหลาม ต้องทำนัดมาวันที่สอง

โควิด PCR ค่าตรวจแลบนี้ 1250 รูปี หรือประมาณ 600 บาทไทย

โซเชียลเมียนมา ลือ หนึ่งในสาเหตุที่ทางกองทัพตัดสินใจทำรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนนั้น เป็นเหตุผลที่ไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่มีแค่เสียงเมาท์กันในวงการว่า 'อเมริกาได้ขอเช่าเกาะโคโค เพื่อทำฐานทัพ'

เป็นอีกข่าวที่โผล่ขึ้นมาในสื่อโซเชียลของเมียนมา หลังจากมีเสียงลือมาว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทางกองทัพตัดสินใจทำรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนนั้น เป็นเหตุผลที่ไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่มีแค่เสียงเมาท์กันในวงการว่า 'อเมริกาได้ขอเช่าเกาะโคโค เพื่อทำฐานทัพ' เช่นเดียวกันกับที่อเมริกาเคยใช้อู่ตะเภาเป็นที่มั่นในการทำสงครามอินโดจีนในครั้งอดีต

หมู่เกาะโคโค เป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเบงกอล เป็นส่วนหนึ่งของเขตย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา หมู่เกาะตั้งอยู่ทางทิศใต้ของย่างกุ้งราว 414 กิโลเมตร โดยเกาะโคโคมี 5 เกาะ มีเกาะพรีแพริสของพม่าอยู่ทางเหนือของหมู่เกาะ และมีเกาะแลนด์ฟอลล์อยู่ทางทิศใต้

คำถามคือทำไมอเมริกาถึงสนใจหมู่เกาะโคโค?

เรื่องนี้คาดการณ์ได้จากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

1.) หมู่เกาะนี้มีสนามบินอยู่ ซึ่งน่าจะถูกสร้างไว้เมื่อนานมาแล้ว ดังนั้นในแง่งบประมาณในการปรับปรุงเพื่อนำมาใช้ย่อมประหยัดกว่าการเช่าพื้นที่เปล่ามาสร้าง

2.) หมู่เกาะโคโคอยู่ไม่ไกลจากหมู่เกาะนิโคบาร์ ที่มีกองทัพเรือของอินเดียอยู่ที่ Port Blair ซึ่งถือว่าเป็นจุดแนวกันชนระหว่างทะเลอันดามันกับมหาสมุทรอินเดีย

3.) ไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรอินเดียกับฝั่งทะเลอันดามันเลย ในขณะที่ฝั่งตะวันออก มีฐานทัพสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แล้ว

แล้วเหตุใดเรื่องนี้ จึงถูกนำมาโยงกับเรื่องการรัฐประหาร แล้วทางกองทัพเมียนมามองเห็นอะไรกันแน่?

เหตุผลข้อแรก คือ ระยะทางจากหมู่เกาะโคโคถึงแผ่นดินใหญ่มีระยะทางเพียง 400 กว่ากิโลเมตร หากวันใดวันหนึ่งอเมริกาต้องการจะโจมตีเมียนมาแล้วละก็ สามารถยิงอาวุธพิสัยกลางสามารถถล่มเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์และเนปิดอว์ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงหากต้องการล่วงล้ำอธิปไตยของเมียนมาด้วยแล้วละก็ การส่งฝูงบินรบจากหมู่เกาะโคโคถึงแผ่นดินใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

ดังนั้นหากวันใดวันหนึ่งเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนขึ้นแล้วละก็ เมียนมาจะกลายเป็นสมรภูมิระหว่างทั้งสองประเทศแน่นอนในการยกพลขึ้นบกเข้าจีนจากทางใต้ ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นจริง ๆ แล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเมียนมาจะมหาศาล ทั้ง ๆ ที่เมียนมาไม่ได้เป็นคู่รบในสงครามครั้งนี้เลย

ความมั่นคงของชาติน่าจะเป็นเหตุผลหลักเหตุหนึ่งที่เป็นปัจจัยให้กังวล ซึ่งหากนางอองซาน ซูจี ให้เช่าหมู่เกาะโคโคจริง ก็ไม่ต่างกับการชักศึกเข้าบ้านและตอนนั้นต่อให้เมียนมามีแสงยานุภาพทางการทหารมากเพียงไหน ก็ไม่สามารถต้านทานแสงยานุภาพทางทหารของสหรัฐอเมริกาได้เลย

และนี่เป็นเรื่องที่แม้แต่คนเมียนมาผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไม่เคยสนใจ เพราะคงมองว่าทุกสิ่งที่กล่าวมามันยังไม่เกิดขึ้น แต่หากเกิดขึ้นมันก็จะสายเกินแก้ไปเสียแล้ว


ที่มา: AYA IRRAWADEE

สำนักข่าว Bloomberg ซูฮกสิงคโปร์ มาแรงเบียดแซงนิวซีแลนด์ขึ้นแท่นประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาด Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลก

สำนักข่าว Bloomberg ซูฮกสิงคโปร์ มาแรงเบียดแซงนิวซีแลนด์ขึ้นแท่นประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาด Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลก ที่ตอนนี้ได้ฉีดวัคซีนให้กับประชากรไปแล้วประมาณ 1 ใน 5 และสามารถสกัดการแพร่ระบาดได้ดีเยี่ยมด้วยมาตรการเฝ้าระวัง และการกักกันโรคอย่างเข้มงวด 
.
นอกเหนือจากสิงคโปร์ ก็มี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อิสราเอล และไต้หวัน ตามติดมาอยู่หัวตารางของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาด Covid-19 ได้ดี ซึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีอยู่จุดหนึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จนอกจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศที่ลดลงจนแทบเหลือศูนย์ ก็คือปริมาณการฉีดวัคซีน ที่สามารถไล่ทันอัตราการแพร่ระบาดได้ 

และนั่นคือจุดชี้ขาดในการสกัดการแพร่ระบาดได้ด้วยภูมิคุ้มกันหมู่ จากการเดินหน้าโปรแกรมวัคซีน 

แต่ทว่า ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ที่การแพร่ระบาดในหลายประเทศกลับมาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ในประเทศที่มีการฉีดวัคซีนแล้วเป็นจำนวนมาก อย่างตุรกี ชิลี หรือ โปแลนด์ แต่ทำไมยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับที่วางใจได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปริมาณของกลุ่มประชากรที่เข้ารับวัคซีนมีผลอย่างมากต่อการควบคุมโรคระบาด พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งฉีดมาก ยิ่งดี ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือประเทศอิสราเอล ที่ฉีดวัคซีนไปแล้วถึง 57.4% ของประชากร หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ฉีดไปแล้ว 47.4% ก็มีตัวเลขการควบคุมโรคระบาด Covid-19 ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

รวมถึงประเทศมหาอำนาจด้านวัคซีนอย่างสหรัฐฯ และ อังกฤษต่างเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดจนกลายเป็นแคมเปญระดับชาติ ที่ก็ทำให้ทั้งสองประเทศกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้ หลังจากที่เคยตกอยู่ท่ามกลางพายุการระบาด Covid-19 อย่างน่ากลัวตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา

แต่สำหรับหลายประเทศในยุโรปอย่างโปแลนด์ ตุรกี ที่ฉีดวัคซีนไปแล้วหลายล้านโดส ก็ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อในจำนวนที่น่าเป็นห่วง หรือชิลี ที่ฉีดวัคซีนไปแล้วถึง 36.9% ของประชากร แต่ก็ยังพบการระบาดรอบ 2 ที่หนักยิ่งกว่ารอบแรกเมื่อปีที่แล้ว

แสดงว่า แค่ฉีดวัคซีนอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะพาโลกให้พ้นวิกฤติ Covid-19 ได้ในเร็ววัน อย่างที่หลายคนตั้งความหวังไว้อย่างนั้นหรือ? 

จากฝันร้ายเดือนเมษายนที่พบตัวเลขการระบาดกลับมาพุ่งแรงทั่วโลก โดยเฉพาะในอินเดีย และบ้านเรา จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่า แค่เพียงการรอฉีดวัคซีนอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ เพราะตอนนี้การตัวเลขการระบาดยังคงนำหน้าอัตราการฉีดวัคซีน 

รวมถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรน่า ที่เป็นปัญหาในการสร้างภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีน ที่ยังทำให้สถานการณ์ Covid-19 ยังไว้ใจไม่ได้แม้จะได้รับวัคซีนครบตามจำนวนไปแล้วก็ตาม 

เพราะฉะนั้น ยังต้องรณรงค์เรื่องการฉีดวัคซีน ควบคู่ไปกับมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน การปิดพรมแดนชั่วคราวเพื่อสกัดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ให้เข้าประเทศ แม้แต่การพิจารณาเปิดเมืองก็ต้องทำอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง แม้ว่าจะฉีดวัคซีนไปบ้างแล้วก็ตาม 

เราไม่อาจหาสูตรสำเร็จตายตัวว่า ทำอย่างไรถึงจะช่วยให้พ้นวิกฤติ Covid-19 ได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ ได้ในตอนนี้ ในขณะที่วัคซีนยังคงขาดแคลนทั่วโลก ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างก็มาดักจองวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงเอาไว้ให้กับคนในประเทศก่อน ความกังวลของผู้คนเรื่องผลข้างเคียงจากวัคซีน และหลายประเทศที่ระบบสาธารณสุขกำลังล่มสลาย

แต่วิกฤติครั้งนี้ ไม่สามารถรอดได้เพียงประเทศเดียว  องค์การอนามัยโลกออกมาย้ำเตือนเรื่องการกระจายวัคซีนสู่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศยากจนที่เข้าไม่ถึงโควตาวัคซีน เพื่อช่วยกระจายภูมิคุ้มกันหมู่ให้ครอบคลุมไปทั่วโลก

และที่สำคัญที่สุดคือการ "ตั้งการ์ด" งดกิจกรรมนอกบ้าน ทำตามกฎระเบียบ มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ลดอคติ  หันหน้าช่วยเหลือกัน สร้างความเข้าใจ และรณรงค์ให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้อย่างทั่วถึง จะช่วยให้เราฝ่าวิกฤติ Covid-19 ที่น่าจะอยู่กับโลกเราไปอีกสักระยะ ได้ในที่สุด


อ้างอิง

https://www.bloomberg.com/graphics/covid-resilience-ranking/

https://www.straitstimes.com/asia/the-best-and-worst-places-to-be-in-the-world-as-covid-19-variants-outrace-vaccinations

https://www.dailysabah.com/turkey/turkey-ranks-6th-globally-in-covid-19-vaccination-numbers/news

สาวไทยผู้สวนกระแสในเมียนมา!! The Icebreaker - Thaitown Supermarket ผู้เปิดทางสินค้า OTOP เจาะหัวใจคนพม่า

ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเขียนหลายครั้งว่า SMEs ไทย 90% ของอุปสรรคในการนำเสนอธุรกิจและสินค้ามาขายในพม่าคือการค้นหา Partner หรือ Distributor ที่ดีและจริงใจ ผมและอาจารย์จิได้คุยกันเรื่องนี้เยอะมาก เพื่อสรรหา Distributor ที่ดีเพื่อต่อ Jigsaw การค้าในพม่าให้สมบูรณ์ Distributor บางรายใหญ่เกินไปจนไม่สนใจสินค้า SMEs บางรายเล็กเกินไปจนไม่มีกำลังกระจายสินค้าให้ ส่วนผสมนี้เป็นสมการที่แก้ยากมาก โดยเฉพาะช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง

เมื่อ 3 ปีที่แล้วมีบริษัทสัญชาติไทย บริหารงานโดยสาวไทยใจแกร่ง มาทำธุรกิจออนไลน์ นำเข้าสินค้า SMEs จากเชียงใหม่มาขายที่พม่า ผมมองอยู่ห่าง ๆ แบบติดกระแสว่าจะเป็นยังไง นางเป็น “แกะดำ” อีกตัวที่อ้าแขนให้สินค้าไทยเข้ามาขายที่พม่าด้วยความท้าทาย นางบอก SMEs ไทยต้องมีที่ยืน “ลูกค้าสั่งสินค้าไทยออนไลน์แค่ 20 บาท นางก็ส่งให้ฟรี” อย่างน้อยนางก็ทำให้สินค้าไทยเราได้เข้าปากคนพม่าแล้ว ครั้งต่อไปถ้าลูกค้าซื้อซ้ำ ก็เป็นเพราะคุณภาพสินค้าล้วน ๆ และตอนนี้ผมก็เห็นจริงตามนั้น หลาย ๆ สินค้าไทยได้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าพม่าเรียบร้อยแล้ว จนห้างดัง ๆ ในพม่ามีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2564 เป็นวันที่นางได้เปิดห้างสรรพสินค้าใช้ชื่อ “Thaitown Supermarket” แนวคิดเรียบง่ายมากครับ ห้างที่ขายสินค้า SMEs และ OTOPs ไทย สินค้าไทยที่นางนำเข้ามาตลอด 3 ปีนับได้ เกือบ 2,000 รายการ ผมเฝ้ามองและพูดคุยกับนางมาตลอด ผมรู้ทันทีว่านางคือ Jigsaw ตัวสุดท้ายที่เติมเต็ม Supply Chain ให้สมบูรณ์ นางคือ Icebreaker ของวงการค้าขายต่างประเทศ และผมคนนึงที่ติดสินค้า SMEs ไทยที่นางเอามาขายมากครับ รสชาติและคุณภาพดี ที่สำคัญราคาจับต้องได้จริง ผมและอาจารย์จิยินดีที่จะเป็นสะพานให้ SMEs ไทยเราได้สยายปีกและมีที่ยืนในต่างประเทศครับ

AEC ภาคปฎิบัติ เป็นเพจแรกและเพจเดียวที่จะพาคุณไปขายของโดยไม่เสียตังค์


ที่มา: อ.จิรวัฒน์​ เดชาเสถียร

ผู้บุกเบิกการตลาด อินโดจีน พม่า อาเซียนให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่ยุคที่อาเซียนยังไม่ได้รวมตัวกัน เอาประสบการณ์ตรงมาเล่าแบ่งปัน ในวันที่โควิด-19 ล็อคประตูเพื่อนบ้าน เรายิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้น

ดับฝันฝากเงินสหกรณ์ได้ดอกเบี้ยบาน รัฐกำหนด 1 ก.ค.นี้ ได้ไม่เกิน 4%

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ออกประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์ กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทให้ไม่เกิน 4% ต่อปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564 เป็นต้นไป เว้นแต่กรณีการรับฝากเงินประเภทประจำที่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยแน่นอนแล้วให้สามารถจ่ายอัตราดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดสำหรับบัญชีที่ได้เปิดไว้ก่อนมีประกาศฉบับนี้

สำหรับเหตุผลของการออกประกาศครั้งนี้ กรมฯ ประเมินว่า จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นอกภาคเกษตรบางแห่งที่กำหนดไว้สูงถึง 5-7% ทำให้สหกรณ์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพื่อช่วยเหลือสมาชิกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อการช่วยลดรายจ่ายของสมาชิกลงได้ 

ขณะเดียวกันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ต่อปี ยังไม่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของสมาชิกที่จะได้รับ เนื่องจากอัตราดังกล่าวยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินอื่น เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยไม่ถึง 0.50 บาท ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ เคยมีการออกประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ในเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะนี้มาแล้ว เช่น ในปี 2543 กำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 7% และในปี 60 สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 4.5%\

รมต.อนุชา เผย มติมส.ชี้ พฤติกรรม พระมหาสมปอง ไม่ใช่กิจสงฆ์ ให้พศ. ดำเนินการสอบด่วน

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2564 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่พระมหาสมปอง ตาลปุตโต วัดสร้อยทอง แสดงความคิดเห็นการทำงานของรัฐบาลช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ อีกทั้งมีการทำการประชาสัมพันธ์โฆษณาขายสินค้า (ปุ๋ยน้ำ) ออกสื่อสังคมออนไลน์  ว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาความเห็นต่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ซึ่งถือว่าไม่เป็นกิจของสงฆ์

นายอนุชา กล่าวว่า ล่าสุด ที่ประชุมมาหาเถระสมาคม ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 มีมติเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของพระมหาสมปอง เข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเป็นการแสดงที่ไม่เหมาะสม และมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานพระสังฆาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

นายอนุชา กล่าวว่า ตนกำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมโดยด่วน โดยให้ประสานเจ้าอาวาสวัดต้นสังกัด รวมถึงเจ้าคณะปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่มีการกระทำที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา

นาซาเตือน แม้แต่ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ไม่สามารถหยุดดาวเคราะห์น้อยที่จะมุ่งหน้ามายังโลกได้ หลังทดลองจำลองเหตุการณ์ มีเวลา 6 เดือน หาทางปกป้องโลกจากการถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน

เดลี่เมลรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้ข้อสรุปจากการทดลองจำลองเหตุการณ์เพื่อหาวิธีปกป้องโลกของเรา จากการถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์พุ่งชนโลกว่า ถึงแม้จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่จะพุ่งชนโลกได้

เมื่อ 4 พ.ค. 64 เดลี่เมลรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้ข้อสรุปจากการทดลองจำลองเหตุการณ์เพื่อหาวิธีปกป้องโลกของเรา จากการถูกดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์พุ่งชนโลกว่า ถึงแม้จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่จะพุ่งชนโลกได้

การจำลองเหตุการณ์ เริ่มจากนักวิทยาศาสตร์นาซาได้รับการแจ้งว่าพวกเขามีเวลา 6 เดือนในการหาทางสกัดไม่ให้ดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์ซึ่งมีวงโคจรที่จะพุ่งชนโลก หลังจากได้สำรวจพบดาวเคราะห์น้อยกำลังอยู่ในระยะห่างจากโลก 35 ล้านไมล์

จากการศึกษาเพื่อหาทางสกัดดาวเคราะห์น้อย โดยใช้เวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน และนักดาราศาสตร์ได้ใช้ระบบเรดาร์ ข้อมูลภาพและเทคโนโลยีหลายอย่าง รวมทั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ จนได้ข้อสรุปว่า ระยะเวลา 6 เดือน ไม่เพียงพอที่จะเตรียมตัวสำหรับการส่งยานอวกาศขึ้นไปพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย รวมถึงการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ อย่างเช่นที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องอาร์มาเกดดอน ก็ไม่อาจหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่กำลังมุ่งหน้ามายังโลกได้

สำหรับโครงการจำลองเหตุการณ์ทดสอบการหาทางหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยที่จะชนโลกของนาซานี้ ใช้ชื่อว่า 'Space Mission Options for the Hypothetical Asteroid Impact Scenario'

จำลองเหตุการณ์วันที่ 1 : 19 เมษายน 2021
นักวิทยาศาสตร์โครงการปกป้องโลกของนาซา ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย พบดาวเคราะห์น้อย ชื่อ 2021PDC ซึ่งจัดเป็นวัตถุใกล้โลก อยู่ในระยะห่างจากโลก 35 ล้านไมล์ และมีโอกาสที่จะชนโลกเพียงแค่ 5% ในวันที่ 20 ตุลาคม

จำลองเหตุการณ์วันที่ 2 : 2 พฤษภาคม 2021
นักดาราศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการรวบข้อมูลการโคจรของดาวเคราะห์น้อย และความเป็นไปได้ที่อาจจะชนโลก โดยทีมได้ใช้ข้อมูลภาพถ่ายเหตุการณ์ที่ดาวเคราะห์น้อยเคยเข้าใกล้โลก ในปี 2014

ข้อมูลนี้ทำให้นักดาราศาสตร์ลดวงโคจรที่ไม่แน่นอนของดาวเคราะห์น้อย และได้ข้อสรุปการจำลองเหตุการณ์นี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยมีความเป็นไปได้ที่จะชนโลก 100% ในบริเวณยุโรป หรือตอนเหนือของทวีปแอฟริกา

จากข้อมูลดังกล่าง ทำให้ทางทีมรีบทำงานเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก โดยมีการออกแบบให้ส่งยานอวกาศขึ้นไปพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย ก่อนที่มันจะชนโลก แต่ได้ข้อสรุปว่า ด้วยระยะเวลาที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจอันเหลือเชื่อนี้ได้ ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ยังได้เสนอให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่เชื่อว่าจะมีอุปสรรคหลายอย่าง และจากการจำลองทดสอบเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าใช้อาวุธระเบิดนิวเคลียร์พุ่งชนดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ราว 114 ฟุต จนถึง 800 เมตร จะสามารถทำลายดาวเคราะห์น้อยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่แน่ชัดว่าระเบิดนิวเคลียร์ขนาดไหนจึงสามารถจะสกัดดาวเคราะห์น้อยได้

จำลองเหตุการณ์วันที่ 3 : 30 มิถุนายน 2021
การทดสอบกระโดดไปถึงเวลาที่โลกจะถูกดาวเคระห์น้อยพุ่งชน โดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เฝ้าติดตามทุกคืน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้ปรับแต่งวงโคจรให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ มีความเป็นไปได้ที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกแถวเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรีย สโลเวเนีย และโครเอเชีย

จำลองเหตุการณ์วันที่ 4 : 14 ตุลาคม 2021
เหลือเพียงแค่ 6 วัน ดาวเคราะห์น้อยจะชนโลก โดยขณะนี้มันอยู่ห่างจากโลกประมาณ 3.9 ล้านไมล์ และมีระยะใกล้พอที่จะใช้ระบบ Goldstone Solar System Radar ในการวิเคราะห์ดาวเคราะห์น้อย ทั้งขนาดและลักษณะกายภาพ ซึ่งพบว่าดาวเคราะห์น้อยมีขนาดเล็กกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า จึงได้ลดขนาดพื้นที่ที่มีโอกาสจะถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนให้แคบลง เหลือเพียงบริเวณพรมแดนของเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก และออสเตรีย และกำหนดให้ดาวเคราะห์น้อยมีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งชนโลกในภูมิภาคแถวนี้ 99%

ลินด์ลีย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่โครงการ Planetary Defense ของนาซา กล่าวว่า แต่ละครั้งที่ได้ร่วมทดสอบในเหตุการณ์ธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ ทำให้พวกเราได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับว่า ใครจะเป็นตัวหลักในเวลาเกิดหายนะ และใครจำเป็นต้องรู้ข้อมูล เพื่อช่วยในการหาทางปกป้องโลกของเราให้ได้มากที่สุด จากการถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/2084216

สังคมแห่งการเกื้อกูล!! คนไทยไม่ทิ้งกัน!! นายก "มหาชนคนพิการ" ผนึกรายการ "คนละไม้คนละมือ" รับมอบรถวีลแชร์ ส่งต่อ "คนพิการเมืองเลย" สร้างรอยยิ้มและโอกาสแก่ผู้ยากไร้

นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย และตำแหน่ง คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้านแรงงาน

พร้อมด้วย นายชัยพร ภูผารัตน์ ผู้อำนวยการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้าพบ นายสายัณต์ ดีเลิศ นายกสมาคม "ส่งเสริมอาชีพและช่วยเหลือรถเข็นเพื่อคนพิการ" รับมอบรถวีลแชร์​ (มือ 2) ไปส่งให้กับสตรีคนพิการ คุณหล้า บุญวงษ์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ก่อนหน้านี้​ คุณหล้า​ ได้ขอความช่วยเหลือผ่านทางรายการ "คนละไม้_คนละมือ" ว่า​ อยากได้รถเข็นวีลแชร์ที่สามารถ พับได้และมีน้ำหนักเบา เพื่อใช้สำหรับการดำรงชีวิตของตนเอง ซึ่งแต่เดิมมีแต่รถวิลแชร์ที่เป็นลักษณะคล้ายๆ​ รถเข็นคนป่วยในโรงพยาบาลซึ่งเป็นเหล็ก และมีน้ำหนักมาก อีกทั้งยังไม่สามารถพับได้ จึงมีความลำบากที่จะนำรถวิลแชร์ใส่รถ หรือขนย้ายเพื่อเดินทาง ไปยังพื้นที่อื่นๆ​ ได้โดยสะดวก จึงได้ประสานงานผ่านเพื่อนคนพิการที่อยู่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสอบถาม และขอความช่วยเหลือในครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการประสานงาน จนมาสู่การร่วมน้ำใจที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันสามารถจัดหารถเข็นวีลแชร์ ได้จนสำเร็จ

ในการนี้ นายชัยพร ภูผารัตน์ ผู้อำนวยการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้เป็นตัวแทน ส่งมอบเงินซึ่งได้รับมาจากผู้ใหญ่ใจดี ส่งถึงมือ นายสายยัณต์ ดีเลิศ เพื่อเป็นกำลังใจและนำไปจัดซื้ออะไหล่ อุปกรณ์ ที่จะนำมาซ่อมแซมรถวิลแชร์ ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติในการข้างหน้า

อีกทั้ง​ ยังได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณกุณฑล ฉายศิริ​ ผู้อำนวยการกองจัดการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด เป็นธุระในการประสานงาน จัดส่งรถวิลแชร์นี้ ไปยังจังหวัดเลย เพื่อให้ถึงคนพิการอย่างทันท่วงที โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ​ ทั้งสิ้น​ รวมถึง​ นายเขื่อน สุปัญบุตร นายกสมาคมคนพิการจังหวัดปทุมธานี ที่ช่วยกัน "คนละไม้_คนละมือ" เอื้อเฟื้อสถานที่ให้เป็นสำนักของของสมาคมฯ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนพิการอีกด้วย

เป็นอีกเรื่องดีๆ​ ของสังคมไทยที่ยังหลงเหลือ​ ท่ามกลางมหันตภัยโรคระบาด​ ผ่านการร่วมกัน "คนละไม้_คนละมือ" เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ อย่างมีความสุขต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top