Wednesday, 10 June 2026
NEWS FEED

'สมุทรปราการ' ร่วมหารือ​ ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุโรงงานระเบิด

'สมุทรปราการ' ร่วมหารือ​ ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุโรงงานระเบิด

จังหวัดสมุทรปราการ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติกของบริษัท หมิงตี้ จำกัด จากบริษัทประกันภัย
โดยมี​ นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานการประชุมเพื่อร่วมหารือกำหนดแนวทางการดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชน ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติกของบริษัท หมิงตี้ จำกัด จากบริษัทประกันภัย ณ ห้องประชุมชั้น 1​สำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โดยมี สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ (สคช. สป.) และสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานอัยการสูงสุด ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการได้ประชุมหารือกับสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยและบริษัท แม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจมูลค่าความเสียหาย ได้กำหนดแนวทางการรับคำร้องขอรับค่าสินไหมทดแทนจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมกรอบเวลาการดำเนินการเบื้องต้นไปแล้วนั้น ที่ประชุมเห็นว่า เนื่องจากจังหวัดสมุทรปราการได้มอบหมายให้ทางอำเภอบางพลีรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเห็นควรให้บริษัทประกันภัยและบริษัทสำรวจมูลค่าความเสียหายประสานขอข้อมูลจากอำเภอบางพลี
เพื่อดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อไป

โดยในวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2564 เวลา 10.00 น.สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการและสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยบริษัทประกันภัยและบริษัทสำรวจมูลค่าความเสียหายจะเดินทางไปร่วมหารือกับอำเภอบางพลีเกี่ยวกับการทำงานให้มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมต่อไป

'กระบี่'​ กำหนดมาตรการลานเทปาล์มน้ำมันคุณภาพ 18% ขึ้นไป​ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเมืองแห่งปาล์มน้ำมันคุณภาพ

พันตำรวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า จังหวัดได้ติดตามการดำเนินงานตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายเมืองแห่งปาล์มน้ำมันคุณภาพ และตรวจกำกับลานเทปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยกำหนดมาตรการเพื่อให้ลานเทรับซื้อปาล์มน้ำมันคุณภาพ (18% ขึ้นไป) ได้ปฏิบัติ ดังนี้...

- ลานเทปาล์มน้ำมันต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม พื้นที่ปฏิบัติงานมีจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสม และถูกสุขลักษณะของพื้นที่ปฏิบัติงาน

- เครื่องชั่งได้มาตรฐานเหมาะสมกับการใช้งานตามกฎหมายกระทรวงพาณิชย์

- ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ในการแยกลูกร่วง โดยรางทะลายปาล์มเป็นรางทึบ ไม่มีตะแกรง หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการแยกลูกร่วง 

- มีป้ายแสดงราคาที่ชัดเจน และถูกต้องตามกฎหมายกระทรวงพาณิชย์ 

- รับซื้อปาล์มทะลายและปาล์มร่วงในราคาเดียวกัน, รับซื้อปาล์มทะลายที่มีคุณภาพตาม มกษ.5402 โดยไม่ซื้อปาล์มดิบ และปาล์มที่ไม่มีคุณภาพ 

- ขนส่งปาล์มถึงโรงานภายใน 24 ชม. นับตั้งแต่รับทะลายปาล์ม

- ไม่กระทำการใดๆ ที่เร่งให้ปาล์มสุกเร็วโดยผิดแผกไปจากธรรมชาติ เช่น ไม่รดน้ำ บ่มปาล์ม ใช้สารเคมี อื่นๆ ที่เร่งให้ปาล์มสุกเร็วขึ้น

- รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาทิ แสงสว่าง อุปกรณ์เครื่องมือ กล้องวงจรปิด ฯลฯ และได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO     

สำหรับลานเทที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่จังหวัดกำหนด และออกตรวจสอบกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวได้กำหนดโทษ ดังนี้...

- ลานเทปาล์มน้ำมันไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2552 มาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

- หากลานเทปาล์มน้ำมันไม่แจ้งปริมาณสถานที่เก็บและไม่จัดทำบัญชีคุมสินค้าน้ำมันปาล์มและผลปาล์มน้ำมัน ฝ่าฝืนมีความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2442 มาตรา 24(5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมี่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสองพันบาท

- ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะมีการแจ้ง ลานเทปาล์มน้ำมันต้องประทับแสดงเครื่องหมายคำรับรองของสำนักงานกลางหรือสำนักงานสาขาที่เครื่องชั่งตวงวัดทุกเครื่อง หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พรบ. มาตรการชั่งตวงวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2557 มาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่กินสามปีและปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท

- ห้ามแก้ไขหรือดัดแปลงส่วนประกอบของเครื่องชั่งหรือโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องช่างโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือกระทำด้วยวิธีการใดๆ เพื่อให้ความเที่ยงของเครื่องชั่งผิดเกินอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด หากฝ่าฝืนมีความผิด ตาม พรบ. มาตราชั่วตวงวัด (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2557 มาตรา 75 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิดเจ็ดปี และปรับไม่เกิดสองแสนแปดหมื่นบาท 

ข่าว/ภาพ​ มโนธรรม ใจหาญ จ.กระบี่ รายงาน

บริษัทซิโนแวคและซิโนฟาร์มของจีน ลงนามในข้อตกลงส่งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รวมกัน 550 ล้านโดส ให้แก่โครงการโคแวกซ์ ภายในกลางปีหน้า แต่ในระหว่างนี้พร้อมส่งมอบรวมกันก่อน 110 ล้านโดส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (กาวี) ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในโครงการโคแวกซ์ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ออกแถลงการณ์ เมื่อวันจันทร์ ว่าได้ลงนามอย่างเป็นทางการร่วมกับบริษัทเภสัชกรรมแห่งชาติจีน (ซิโนฟาร์ม) และบริษัทซิโนแวค ไบโอเทคของจีน ในการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รวมกัน 550 ล้านโดส

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ซิโนฟาร์มเตรียมจัดส่งวัคซีนให้ 170 ล้านโดส และซิโนแวคเตรียมจัดส่งวัคซีนให้ 380 ล้านโดส นับตั้งแต่บัดนี้จนถึงช่วงกลางปีหน้า โดยภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ การจัดส่งวัคซีนร่วมกันของบริษัททั้งสองแห่งเข้าสู่โครงการโคแวกซ์ จะเกิดขึ้น 110 ล้านโดส ซึ่งช่วงเวลาของการส่งมอบ เกิดขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ 'เดลตา'

สำหรับโครงการโคแวกซ์ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2020 มุ่งสนับสนุนการพัฒนา จัดซื้อ และส่งวัคซีนไปยังกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยมีองค์การอนามัยโลกเป็นผู้นำ ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (The Vaccine Alliance หรือ Gavi) ที่ก่อตั้งโดยบิลและเมลินดา เกตส์ และกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations หรือ Cepi)

โคแวกซ์ หรือ Covax ย่อมาจาก Covid-19 Vaccines Global Access Facility หรือโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ระดับโลก


ที่มา: https://www.dailynews.co.th/news/47630/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผบ.ทบ. มอบหมายให้ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. แจ้งความเอาผิดกับ 9 มือโพสต์ เป็นผู้ใช้เฟซบุ๊ก 8 ราย ทวิตเตอร์ 1 ราย โพสต์กล่าวหาส่งกำลังพลไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่สหรัฐฯ ชี้ทำให้กองทัพบกเสียหาย

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีการภาพกำลังพล กองร้อยส่งทางอากาศ ที่เดินทางไปร่วมการฝึกกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ (Strategic Airborne Operation) กับกองทัพบกสหรัฐฯ ณ Fort Bragg รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 10-26 ก.ค. 64 ที่สนามบินไปเผยแพร่และบิดเบือน โดยกล่าวหาว่าเดินทางไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 และใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางนั้น

.ล่าสุด พล.อ.ณรงพันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ได้มอบหมายให้ พล.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ทำหน้าที่แทนดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับบุคคลที่นำภาพไปบิดเบือน จนทำให้กองทัพบกเกิดความเสียหาย พร้อมให้ พ.อ.ณครสม เนาวบุตร ผู้อำนวยการกองคดี สำนักพระธรรมนูญทหารบก เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับบุคคลล็อตแรก จำนวน 9 ราย ประกอบด้วย ผู้ในเฟซบุ๊ก จำนวน 8 ราย ทวิตเตอร์ จำนวน 1 ราย และจะมีการทยอยแจ้งความกับบุคคลอื่นเพิ่มเติมอีก ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ศบค.ย้ำ ร้านเสริมสวย-ตัดผม นอกห้างฯ เปิดได้!! แต่พบติดเชื้อพุ่ง ก็ถูกสั่งปิดได้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ตอบข้อซักถามถึงกรณีข้อสงสัย คลินิกเสริมความงาม ร้านตัดผม ร้านทำเล็บ ร้านสัก ในพื้นที่ล็อกดาวน์สามารถเปิดได้หรือไม่ ว่า ตามข้อกำหนดฉบับที่ 27 ที่ได้ประกาศระบุ 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ เท่านั้น ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดใน 4 จังหวัดทางภาคใต้นั้นไม่ได้อยู่ในหลักการเดียวกันนี้

พญ.อภิสมัย กล่าวว่า โดยสรุปได้เป็นในส่วนของที่ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้า และนอกห้างสรรพสินค้า หรือคอมมูนิตี้มอล ซึ่งส่วนที่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้า เช่น ร้านตัดผม, ร้านเสริมสวย, ร้านทำเล็บ, สักผิวหนัง, คลินิกทันตกรรม, คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก, คลีนิคเวชกรรมเสริมความงาม, รวมไปถึง ร้านบริการล้างรถ, ซักรีด จะต้องปิดทั้งหมด ซึ่งโดยรวมแล้วกรมควบคุมโรคมีคำแนะนำว่าห้างสรรพสินค้า หรือคอมมูนิตี้มอล จะเป็นที่รวมกลุ่มของคนจำนวนมาก

ดังนั้น จึงต้องขอให้สถานบริการเหล่านั้นที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าจำเป็นจะต้องปิดด้วยทั้งหมด แต่ถ้าร้านหรือคลีนิคเหล่านั้นเปิดอยู่นอกห้างสรรพสินค้าขอให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการโรคติดต่อแต่ละจังหวัด หากจังหวัดไหนพิจารณาให้เปิดดำเนินการได้ ก็ขอให้ฟังประกาศของจังหวัดที่ท่านตั้งอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่าหากมีการเปิดดำเนินการแล้วมีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ก็เป็นไปได้ที่จังหวัดนั้น ๆ จะพิจารณาสั่งปิดในโอกาสต่อ ๆ ไป

พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ตอนนี้พบว่าคลินิกเสริมความงามหรือร้านเสริมสวยต่าง ๆ ที่แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า โดยหลักการทางจังหวัดอนุญาตให้เปิดได้แต่เจ้าของกิจการคลินิกเหล่านี้หลายที่ ก็พบว่าปิดดำเนินการชั่วคราวในช่วงนี้เพื่อเป็นการช่วยกันเวิร์คฟอร์มโฮมให้มากที่สุด

ก็ต้องขอขอบคุณคลินิกเหล่านี้ที่มีความเป็นห่วงและร่วมด้วยช่วยกันอาจจะต้องเดือดร้อนสูญเสียรายได้แต่ในระยะที่ปิดชั่วคราวนี้ ก็เพื่อลดการเดินทางลดการที่ประชาชนจะออกนอกบ้านถือได้ว่าให้ความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

หากประเทศไทยผลิต ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ได้เอง จะเกิดผลดีอย่างไร?

เมื่อวานมีข่าวดี รัฐบาลออกมาอัปเดตความคืบหน้าในการผลิต ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ขึ้นเองในประเทศไทย โดยเป็นความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ บริษัท ปตท. ที่ได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารตั้งต้น (Active Pharmaceutical Ingredients : API) ของการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ โดยล่าสุดสามารถสังเคราะห์สารตั้งต้นที่มีความบริสุทธิ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานแล้ว

สเต็ปต่อมา คาดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ จะผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และต่อจากนั้น จะเป็นการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ป่วยโควิด-19 ภายในประเทศ ได้ใช้ในการรักษาต่อไป

ถือเป็นความสำเร็จ และเป็นข่าวดี ท่ามกลางสภาวะที่มียอดผู้ป่วยโควิด-19 มากขึ้นทุกวัน โดยปัจจุบัน ยาฟาวิพิราเวียร์ ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำหน้าที่ขจัดเชื้อไวรัสออกไปจากร่างกาย ช่วยป้องกันอาการเชื้อลงปอดและภาวะอักเสบ แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่โดยรวมถือเป็นยาที่มีความสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ในเวลานี้

THE STATES TIMES ไปรวบรวม ‘ข้อดี’ หากว่า ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ จะได้รับการผลิตขึ้นเองภายในประเทศ มาบอกกัน...


อ้างอิง : https://www.gpo.or.th/view/425, https://www.thaihealth.or.th/Content/54569

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_6506350


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ระวังตัว! อย่าตกเป็นเหยื่อ รู้ทันภัยการเงินในยุคข้าวยากหมากแพง!

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของคนเรามากขึ้น ส่งผลให้เกิดการหลอกลวงเหยื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า 3 ผลิตภัณฑ์ที่ถูกแอบอ้างเพื่อหลอกลวงประชาชนมากที่สุด คือ เงินฝาก/เงินโอน/เช็ค รองลงมา คือ ปลอมแปลงบัตรเครดิต หรือนำเงินไปใช้จ่าย และหลอกให้โอนเงินเพื่อช่วยให้ได้สินเชื่อ

ส่วนลักษณะการหลอกประชาชน พบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นคือช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Line, E-mail ในขณะที่ช่องทางโทรศัพท์มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากพฤติกรรมการสื่อสารในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นใช้ทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งภัยทางการเงินหลักที่พบคือ

1.) หลอกให้ลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง ในรูปแบบการลงทุนต่าง ๆ เช่น Forex, เงินดิจิทัล, แชร์ลูกโซ่ออนไลน์, กลุ่ม Line ที่คล้ายลักษณะการตั้งวงแชร์, บริษัทซื้อขายทองคำ, บริษัทขายตรง, โดยในบางกรณีมีการแอบอ้างชื่อ ธปท.

2.) หลอกว่าสามารถช่วยให้ได้สินเชื่อ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เงินกู้จาก Facebook Line บัตรเครดิต แล้วให้โอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าจัดการขอสินเชื่อให้

3.) หลอกจีบให้ตายใจ แล้วขอให้โอนเงินให้

4. หลอกให้โอนเงินให้ โดยอ้างว่าจะได้รับเงินก้อนใหญ่หรือพัสดุที่มีมูลค่าสูง จากมิจฉาชีพต่างชาติที่ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหลอกให้โอนเงินเป็นค่าธรรมเนียมหรือภาษี

5.) หลอกให้ชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้าหรือบริการนั้น เช่น กล้องถ่ายรูป แพ็กเกจเสริมความงาม แลกเงินตราต่างประเทศในอัตราที่ถูกกว่าท้องตลาด บริการหางาน

6.) หลอกว่าโอนเงินให้แล้วพร้อมส่งหลักฐานการโอน เพื่อให้ส่งสินค้าให้ แต่ไม่มีการโอนเงินจริง

7.) หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล/ขโมยข้อมูล เช่น รหัสผ่าน OTP รหัส ATM รหัส CCV เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น นำไปใช้โอนเงิน หรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก นำข้อมูลบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าออนไลน์ โดยผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น หลอกว่าจะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเพิ่มวงเงินสินเชื่อแล้วให้กรอกข้อมูลส่วนตัว หลอกให้กรอกข้อมูลใน E-mail, Website, Application ปลอมของสถาบันการเงิน

8.) ขโมยบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เพื่อนำไปชำระค่าสินค้า

9.) ปลอมแปลงข้อมูล หรือเอกสาร เช่น ปลอม Facebook Line เพื่อแอบอ้างว่าเป็นญาติ หรือคนรู้จัก และต้องการใช้เงินด่วนให้โอนเงินให้


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คนแห่ซื้อสมุนไพร “ขิง-กระชาย ฟ้าทะลายโจร” ขาดตลาด 

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า หลังจากมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกใหม่นี้ ทำให้ประชาชนมีความเชื่อว่ากระชายสด และขิง มีสรรพคุณในการป้องกันและต้านไวรัสโควิดได้ จึงหาซื้อไปต้มเป็นน้ำสมุนไพรบริโภคจำนวนมาก ทำให้ตอนนี้มีประชาชนร้องเรียนจำนวนมากว่า ผักสด และยารักษาโรคบางชนิดมีราคาแพงและขาดแคลน โดยเฉพาะกระชายสดราคาพุ่งไปถึง กก.ละ 150-200 บาท จากปกติกก.ละ 30-50 บาท รวมถึงขิงแก่ราคาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจาก กก. 30-40 บาท เป็น 70-80 บาท อีกทั้งยังหาซื้อยากในหลายพื้นที่ 
 
ทั้งนี้ ยังได้รับแจ้งอีกว่ายาแพทย์แผนไทยหลายชนิดที่มีสรรพคุณป้องกัน รักษาโรคโควิดก็ขาดตลาดอย่างหนัก เช่น ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร ราคากระปุกละ 140-200 บาท ยาแคปซูลสกัดจากกระชายขาว 200-300 บาท วิตามินบำรุงร่างกายประเภทต่างๆ รวมถึงยาเขียวที่มีสรรพคุณขับสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งขาดตลาดมาร่วม3-4 สัปดาห์ หลังประชาชนแห่ไปซื้อกักตุนจนเกลี้ยงห้างขายยา และร้านสะดวกซื้อ

“คนส่วนใหญ่ที่แห่ซื้อ กระชาย ขิง รวมถึงยารักษาโรค ระบุว่าต้องการหาทางช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวไว้ก่อน หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดทวีความแรงขึ้นเรื่อย ๆ มียอดผู้ติดเชื้อใหม่เฉียดวันละ 1 หมื่นคน อีกทั้งบางส่วนไม่เชื่อมั่นการบริหารของรัฐบาล เห็นได้จากคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย” 

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) นำองค์ความรู้ และขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตจรวดสำหรับใช้ในทางทหารมาต่อยอดในการวิจัยและพัฒนาเป็นจรวดดัดแปรสภาพอากาศ

โดยดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาจรวดดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร (ฝล.) โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดความต้องการทางเทคนิคให้สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นผู้ดำเนินการออกแบบและผลิตจรวด สำหรับบรรจุสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ใช้ในภารกิจยับยั้งพายุลูกเห็บหรือทดลองทำฝนจากเมฆเย็นในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกในการสนับสนุนภารกิจการทำฝนเมฆเย็นหรือสลายลูกเห็บ ในกรณีที่สภาพอากาศแปรปรวนเครื่องบินไม่สามารถขึ้นบินได้ 

โดยจรวดที่วิจัยและพัฒนาจะถูกยิงจากพื้นสู่อากาศเข้าสู่ก้อนเมฆที่ระดับความสูงประมาณ 18,000-24,000 ฟุต เพื่อปล่อยสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ลงในเมฆเย็น และมีระบบร่มนิรภัยสำหรับลดความเร็วของชิ้นส่วนจรวดให้ตกลงสู่พื้น เพื่อความปลอดภัยในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ โดยในเบื้องต้นกำหนดพื้นที่ทดลองปฏิบัติการเป็นพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำและเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยจากชุมชน เหมาะสำหรับทำให้เมฆเย็นตกลงมาเป็นฝน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง และยังช่วยทำให้กลุ่มเมฆที่กำลังจะก่อตัวขึ้นเป็นลูกเห็บขนาดใหญ่มีขนาดเล็กลงจนกลายเป็นฝน เป็นการบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากลูกเห็บให้กับพี่น้องประชาชน บ้านเรือน และผลผลิตทางการเกษตรไม่ให้ได้รับความเสียหาย

“กองทัพเรือ” เร่งแก้ปัญหาบริการไฟฟ้าพื้นที่อำเภอสัตหีบ แจงการดำเนินการกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ เป็นส่วนหนึ่งความมั่นคงทางทหาร เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ที่ถือเป็นยุทธปัจจัย

พลเรือเอก เชษฐา โฆษกกองทัพเรือ  ชี้แจงกรณีที่ ผู้ใช้บริการไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ร้องเรียนถึงกรณีการเกิดปัญหา ไฟตกและไฟดับบ่อยครั้ง ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย ของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ มีการปรับปรุงแก้ไข โดยเรียกร้องให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้ามาดำเนินกิจการแทนผู้ให้บริการรายเดิม โฆษกกองทัพเรือ ได้ชี้แจงว่า 
        
ปัจจุบัน หน่วยงานที่ให้บริการไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี คือ กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ซึ่งก่อตั้งด้วยเหตุผลความจำเป็นทางยุทธปัจจัยด้านปิโตรเลียม พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่ทุกฐานทัพ หรือเขตปลอดภัยทางทหารของเกือบทุกชาติในโลก ต่างต้องดำรงความพร้อมให้แก่กำลังทหารและยุทโธปกรณ์ โดยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2483   เริ่มต้นได้สร้างเป็นโรงกำเนิดไฟฟ้า ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่องๆ ละ 275 กิโลวัตต์ เดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าให้กับหน่วยราชการทหาร  ฐานทัพเรือ ตลอดจนหน่วยราชการฝ่ายพลเรือน และตลาดสัตหีบ ซึ่งในขณะนั้น บ้านเรือนราษฎรยังเบาบาง มีเฉพาะหน่วยงานทางทหารเป็นส่วนใหญ่ และในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีไฟฟ้าใช้  อยู่ในสภาวะกันดารด้วยเหตุที่การไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง 
        
ต่อมาในปี พ.ศ.2509 Officer Incharge Construction Center (O.I.C.C.) ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาช่วยเหลือด้านกิจการทหารของประเทศไทย โดยได้เพิ่มขีดความสามารถในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ทำให้ฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ บริการกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในตำบลสัตหีบได้เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ.2510 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้ามาถึงอำเภอสัตหีบ โดยได้ตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยที่ 1 ขึ้นที่ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กองทัพเรือ จึงได้ยกเลิก การเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และได้ซื้อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มาใช้ในหน่วยราชการทหาร และจำหน่ายให้แก่ประชาชนบริเวณใกล้เคียงที่มาร้องขอใช้บริการ 
        
ทั้งนี้ กองทัพเรือ ได้รับสัมปทานให้ประกอบกิจการไฟฟ้าในการดำเนินการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2514 เป็นต้นมา มีการต่ออายุสัมปทานมาแล้วจำนวน 4 ครั้งๆ ละ 10 ปี โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไขตามสัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้าซึ่ง กองทัพเรือ ได้รับจากกระทรวงกระทรวงมหาดไทยให้สัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้า จำนวน 4 ครั้ง ในปี พ.ศ.2513, 2524, 2533 และ2541 และกระทรวงพลังงานให้สัมปทานประกอบกิจการไฟฟ้า จำนวน 1 ครั้ง ในปี พ.ศ.2550 มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแทน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในเขตปลอดภัยในราชการทหารของฐานทัพเรือสัตหีบ กองทัพเรือ และประชาชน ในเขตที่ได้รับสัมปทาน โดยมีอาณาเขต ดังนี้ ทิศเหนือจรดเขตบ้านอำเภอ  ทิศใต้จรดกรมปืนต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ทิศตะวันออกจรดเขตคลองบางไผ่ ทิศตะวันตกจรดเขตฝั่งตะวันออกทั้งหมด    
         
การดำเนินการของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ   มีวัตถุประสงค์เป็นตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชน ได้มีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง และถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการไฟฟ้า พ.ศ.2558 และเรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ พ.ศ.2561 ซึ่งในประกาศดังกล่าวได้ให้นิยาม   ผู้ให้บริการไฟฟ้าว่า หมายถึง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัตหีบ) ผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนหรือผู้รับใบอนุญาตอื่นที่ กกพ. กำหนด 
    
โฆษกกองทัพเรือกล่าวต่อไปว่า สำหรับ กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าและใบอนุญาตระบบจำหน่ายไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยกองทัพเรือยังคงมีความจำเป็นในการดำเนินการคือการไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในราชการทหาร  เช่นเดียวกับความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิง หรือการปิโตรเลียมและสาธารณูปโภคที่สำคัญอื่นๆอีกโดยเฉพาะในเขต ฐานทัพ ท่าเรือ  และเนื่องจากเขตอำเภอสัตหีบเป็นเขตปลอดภัยในราชการทหาร ตาม พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารแห่งกองทัพเรือ ในท้องที่อำเภอบ้านค่าย อำเภอบ้านฉาง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และ อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2536 โดย กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ  มีฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบ  
          
นอกจากที่กล่าวแล้วปัจจุบันยังมีภารกิจที่กองทัพเรือได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสำหรับการเตรียมการรองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ต้องดูแลสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาซึ่งเป็นทั้งสนามบินเชิงพาณิชย์และสนามบินทางทหารในพื้นที่เดียวกัน และท่าเรือจุกเสม็ดที่เป็นทั้งท่าเรือพาณิชย์และท่าเรือทางทหารที่สำคัญอีกด้วยซึ่งจะทำให้ยิ่งต้องเพิ่มมาตรการต่าง ๆ ในเขตปลอดภัยทางทหาร ที่กองทัพเรือดูแลและถือเป็นพื้นที่ทางความมั่นคงทางทหารที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก เป็นที่ตั้งของหลายๆหน่วยขนาดใหญ่  ทั้งหน่วยกำลังรบและหน่วยสนับสนุนต่างๆอันได้แก่ กองเรือยุทธการ ฐานทัพเรือสัตหีบ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กรมสรรพาวุธทหารเรือ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กรมอู่ทหารเรือ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งรับผิดชอบทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ อากาศยาน ตลอดจนยุทโธปกรณ์พาหนะ และเครื่องมืออุปกรณ์รวมถึงการส่งกำลังบำรุงต่าง ๆ 

อีกทั้งเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ  ไม่ใช่เพียงการมีขีดความสามารถทางความมั่นคงด้านไฟฟ้านี้ไว้สำหรับหน่วยขนาดเล็กๆ โดยการไฟฟ้า นับได้ว่าเป็นอีกยุทธปัจจัยหนึ่งที่กองทัพเรือต้องควบคุมให้ดำรงไว้ให้มีใช้ได้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่สำคัญด้านความมั่นคง พื้นที่ปลอดภัยทางทหารของกองทัพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตที่เป็นฐานทัพ  และทั้งนี้ กองทัพเรือโดยกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือได้มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบจำหน่าย การบริหารจัดการและการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายกำหนด
       
จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้ผู้รับบริการไฟฟ้าในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนนั้น โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือเร่งแก้ไขและ ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  พร้อมทั้งได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ เพื่อปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีความชำรุด รวมถึงได้ทำการวิเคราะห์ หาสาเหตุของไฟฟ้าขัดข้องจากอุปกรณ์ตรวจจับที่มีความทันสมัย
    
สำหรับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างติดต่อกันเมื่อช่วงวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2564  บริเวณซอยจามจุรี ถึงกิโลเมตรที่ 6 ในพื้นที่อำเภอสัตหีบนั้น มีสาเหตุมาจากเหตุฝนฟ้าคะนอง ทำให้อุปกรณ์ชำรุด อีกทั้งระบบจำหน่ายบริเวณดังกล่าว เป็นพื้นที่ต้นไม้ชุกทำให้กระทบกับอุปกรณ์แรงสูงและช่วงเวลาฝนตกทำให้มีความเสี่ยงในการดำเนินการ และระบบตรวจจับไม่สามารถ แจ้งพิกัดได้ เนื่องจากสายไฟฟ้าไม่ได้ขาดออกจากกัน ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องทำการวิเคราะห์ และกำหนดตำแหน่งเข้าตรวจสอบ จึงไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบสาเหตุไฟฟ้าดับบริเวณดังกล่าวได้ และเมื่อวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 กิจการไฟฟ้าฯ ได้ดำเนินการ ตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าบริเวณดังกล่าว พบว่าบริเวณดังกล่าวต้นไม้ชุกและส่งผลกับอุปกรณ์แรงสูง อีกทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงมีอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงชำรุดจึงได้เร่งดำเนินการแก้ไข และมีความจำเป็นต้องดับไฟในบางส่วนเป็นการชั่วคราว   ทั้งนี้จะดำเนินการดับไฟอีกครั้งในวันพุธที่ 14  กรกฎาคม 2564 ระหว่างเวลา 12.00 -  13.00 น.  เพื่อซ่อมทำอุปกรณ์แรงสูงที่ชำรุดบริเวณสถานีไฟฟ้าแรงสูง พร้อมทั้งได้มีการแจ้งกับผู้ใช้บริการในพื้นที่แล้ว ในการนี้กิจการไฟฟ้าฯ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการและพัฒนาศักยภาพของกิจการไฟฟ้าฯ ในทุกรูปแบบเพื่อสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่พี่น้องประชาชน  โดยคำนึงถึง ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ  โดยกองทัพเรือได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าในพื้นที่สัตหีบให้มีเสถียรภาพมาอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 3  พร้อมทั้งปรับปรุงสถานีที่1และ2ในปี 2561 - 2563 และจะดำเนินการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง4 เชื่อมกันทุกสถานีให้แล้วเสร็จในปี 2566


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top