Wednesday, 10 June 2026
NEWS FEED

ตำรวจบุกถึงบ้าน จับมือปล่อยเฟคนิวส์ ‘ศพโควิด’ ถูกทิ้งเรียงราย ระบุเหตุเกิดในต่างประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน อย่าแชร์ อย่าปล่อยข่าวเท็จ หลังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพบข้อมูลเท็จระบาดหนัก

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข่าวบิดเบือน เป็นภาพผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 นอนเรียงราย ไร้การดูแลจากภาครัฐ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 ได้นำหมายศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้โพสต์ภาพดังกล่าว ใน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ยังตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเรื่อง “ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อธนาคารประชาชนสุขใจ ให้กู้ยืม 200,000 บาท ผ่อนเพียง 1,666 บาท” ได้รับการยืนยันจากธนาคารออมสิน และกระทรวงการคลัง ว่า เป็นข่าวปลอม

และกรณีการแชร์ข้อความว่า “ประชาชนอายุต่ำกว่า 60 ปี สามารถโทร.นัดหมายฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อได้แล้ว” ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า เป็นข่าวปลอมเช่นกัน

จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข่าวดังกล่าว ซึ่งการผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน และยังเสี่ยงถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีโทษทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กล่องรอดตาย! ช่วยคนป่วยติดเชื้อโควิดรักษาตัวเองที่บ้าน

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ (สนจ.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค มูลนิธิส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะไทย และภาคีเครือข่าย ขอชวนพี่น้องนิสิตเก่าจุฬาฯ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคยาและเวชภัณฑ์เพื่อจัดทำ “กล่องรอดตาย” (Survival Box) พร้อมระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) เพื่อใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียง

สามารถสมทบทุนจัดทำกล่องรอดตาย กล่องละ 500 บาท บริจาคเงินผ่านมูลนิธิส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะไทย บัญชี ธ.กสิกรไทย เลขที่ 017-2-88191-2 (ส่งหลักฐานการบริจาคเพื่อขอลดหย่อนภาษีมาที่ LINE ID : @donatesurvivalbox) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณแมค โทร. 096-991-6363 และคุณโอม โทร. 093-698-9336


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“บิ๊กป้อม”สั่ง “ธรรมนัส-ส.ส.” ช่วยปชช. พื้นที่แดงเข้ม มอบถุงยังชีพ-ข้าวกล่อง บรรเทาผลกระทบปชช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ระบุว่า จากที่รัฐบาลยกระดับมาตรการขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็น 13 จังหวัด เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการ พปชร.และผู้อำนวยการ ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินสถานการณ์โควิด 19 (ศปฉ.พปชร.)และส.ส.พรรค ช่วยเหลือโดยมอบถุงยังชีพและสิ่งที่เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน และประสานส่งตัวผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาในรพ.รัฐ-เอกชน รพ.สนาม และสถานพยาบาลในโรงแรม 

ซึ่งนับตั้งแต่เดือนเม.ยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันศปฉ.พปชร. ช่วยประสานส่งต่อไปรักษากว่า 1,000 ราย มอบถุงยังชีพกล่องและข้าวกล่องไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และจะเป็นศูนย์กลางส่งต่อความช่วยเหลือขยายพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมชุมชนต่างๆ ขณะนี้มีผู้ประกอบการ ร้านค้า และภาคเอกชน ที่ติดต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือผ่านศูนย์ ศปฉ.พปชร.จำนวนมาก

ด้านร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนและทีมสมาชิกพรรคพปชร. ได้เร่งส่งมอบถุงยังชีพ และข้าวกล่อง ไปในพื้นที่ควบคุมสูงสุด และ พื้นที่เฝ้าระวัง อาทิ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี  นครปฐม ปทุมธานี  นครราชสีมา และเชียงใหม่ เป็นต้น และในสัปดาห์นี้ทางศูนย์ ศปฉ.พปชร. จะเร่งกระจายถุงยังชีพและข้าวกล่องเพิ่มเติมตามความต้องการของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ หากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งความประสงค์ มาที่ ศปฉ.พปชร. ผ่านสายด่วน 02-939-1111 จำนวน 30 คู่สาย หรือ Inbox มาในเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/PPRPThailand/

คัดสหกรณ์ทั่วไทยระดมปลูก “ฟ้าทะลายโจร” ป้อนตลาดสู้โควิด

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์เข้าโครงการส่งเสริมปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตยาสมุนไพร ให้กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้มีความต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้  จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทเรื่องนี้ หากสามารถทำได้ดีผลเป็นที่น่าพอใจ อนาคตจะขยายไปปลูกสมุนไพรสำคัญตัวอื่น ๆ เพื่อลดการนำเข้าคือขมิ้นและขิง และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสหกรณ์ที่เข้าโครงการ

“โครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะต้องเดินหน้าจริงจัง เพราะขณะนี้มีปริมาณไม่พอต่อความต้องการ ที่สำคัญต้องเป็นชนิดที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูง ที่ทางการแพทย์ต้องการซึ่งกรมวิชาการเกษตรมี 2 พันธุ์ ดังนั้นเพื่อให้มีการขยายพันธุ์และขยายผลผลิตจึงต้องจับระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นผู้ใช้ให้เป็นคู่ธุรกิจกัน และอนาคตจะขยายไปยังสมุนไพรตัวอื่น เช่น ขมิ้น ขิง ซึ่งกรมแพทย์แผนไทยจะได้เป็นผู้ชี้ว่า ต้องการสมุนไพรตัวไหน เท่าไหร่ อย่างไร เพื่อที่จะได้คุมคุณภาพการผลิตเพราะต้องปลอดสารเคมี เนื่องจากใช้เป็นยา การจับมือกับกระทรวงสาธารณสุขจะทำให้มีความชัดเจนทั้งด้านการผลิตที่มีคุณภาพและตลาดรองรับ” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดสมุนไพรของไทยมีมูลค่ามหาศาล เพราะเทรนด์ของโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับการรักสุขภาพมากขึ้น และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ จะเห็นว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีบทบาทที่สำคัญมาก เบื้องต้นโครงการนี้ จะเริ่มประมาณต้นส.ค. 54 คาดว่าจะได้กล้าพันธุ์ดีที่กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนประมาณ 2 แสนกล้า เพื่อเป็นต้นพันธุ์ให้เกษตรกรที่เข้าโครงการ

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างการคัดเลือกสหกรณ์ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร  4  แห่ง ภูมิภาคละ 1 แห่ง พื้นที่ดำเนินการ 500 ไร่ เมื่อได้สหกรณ์เป้าหมายแล้วจะมีการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์นั้นปลูก พื้นที่เป้าหมายเบื้องต้น 500 ไร่ ซึ่งต้นฟ้าทะลายโจรทั้งหมดของสมาชิกจะต้องขายให้สหกรณ์ทั้งหมด เพื่อให้สหกรณ์รวบรวมส่งให้กับกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งขณะนี้มีความต้องการมากเพื่อผลิตเป็นยาสมุนไพร แต่ยังขาดตัววัตถุดิบ 

“ประวิตร”กำชับ 5หน่วยงานหลัก  เร่งกำจัด-แปรรูป วัชพืช ปลื้มคนริมคลอง ร่วมมือแก้ปัญหา

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ 

โดยที่ประชุมฯเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ของม.สงขลานครินทร์ ด้วยรับทราบผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวา และวัชพืช ของ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า คณะทำงานฯระดับจังหวัด และกทม.ดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาในเดือนมิ.ย.รวมทั้งสิ้น 4,513,836 ล้านตัน และในลุ่มน้ำภาคกลางและภาคตะวันออก 19 จ.จัดเก็บได้ทั้งสิ้น 511,912 ตัน รวมทั้งกำจัดผักตบชวาโดยชมรมคนริมคลอง ซึ่งกรมการปกครอง รับผิดชอบดำเนินกิจกรรม ขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 7,653 ชมรม ดำเนินกิจกรรมแล้ว 20,719 กิจกรรม โดยเรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ จำนวน 1,582 ลำ ได้ใช้จัดเก็บผักตบชวาแล้ว จำนวน 1,899 แหล่งน้ำ ตามแผนงานโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงได้รับทราบความคืบหน้า การขอขึ้นทะเบียน สารชีวภัณฑ์ เพื่อนำมาใช้ในการกำจัดผักตบชวาโดย ม.เกษตรศาสตร์ ที่จะต้องผ่านการประเมินประสิทธิภาพ และความปลอดภัยก่อน จึงจะนำไปใช้ในพื้นที่ได้

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืช และเน้นย้ำ 5 หน่วยงานหลัก ต้องเร่งรัดกำจัดและการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า ต่อประชาชนชุมชน  และขอบคุณชมรมคนริมคลอง ที่ได้เสียสละร่วมแรงร่วมใจ มาอย่างต่อเนื่อง ที่จะช่วยกันกำจัดผักตบชวาและวัชพืช เพื่อให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยให้ได้ โดยเร็วที่สุด เพื่อให้สะดวกสัญจร และป้องกันน้ำท่วม พร้อมขอให้ทุกคนปลอดภัยจากโควิด-19 ในขณะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้มาตรการที่ ศบค.กำหนด อย่างเคร่งครัด

กองทัพบกอนุเคราะห์ฌาปนสถานในการประกอบพิธีฌาปนกิจแก่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยคลายความเดือดร้อนให้ประชาชน

พันโทหญิง นุชระวี แจ่มจำรัส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่นี้ มีความรุนแรงมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ กองทัพบกขออาสาเป็นส่วนหนึ่งสู้วิกฤตเคียงข้างประชาชนตราบจนวาระสุดท้าย ในการอนุเคราะห์ฌาปนสถานเพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจให้แก่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติและครอบครัว ในการรับศพและเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาลมายังฌาปนสถาน เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจสวดหน้าไฟและบังสุกุลให้แก่ผู้เสียชีวิตตามหลักพุทธศาสนา

ทั้งร่วมบริจาคหีบศพและถวายปัจจัยอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ พร้อมวางพวงหรีดเพื่อแสดงความเคารพและไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งศาสนสถานของกองทัพบก ประกอบไปด้วย วัดอาวุธวิกสิตาราม, วัดโสมมนัสวรวิหาร, วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต และวัดสุทธจินดา (ทภ.2) นั้น มีความพร้อมด้านบุคคลากร และสถานที่ที่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคกำหนด โดยตั้งแต่ 4 พ.ค. 64 ที่ผ่านมากองทัพบกได้อนุเคราะห์ฌาปนสถานในการประกอบพิธีฌาปนกิจให้กับผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จำนวน 414 ราย และจะให้การอนุเคราะห์ต่อไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และคลายความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุด 
 

ทั้งนี้ หากครอบครัวผู้เสียชีวิตมีความประสงค์จะประกอบพิธีฌาปนกิจในศาสนสถานของกองทัพบก สามารถติดต่อผ่านศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด ทบ. ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-270-5685-9 ตลอด 24 ชม. ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘หมอประกิต’ แนะ คนไทยใช้สติให้ความยุติธรรม ‘วัคซีนซิโนแวค’ หลังสังคมด้อยค่าเกินจริง ชี้หากไม่ฉีดช่วงที่ผ่านมา คนไทยอาจตายมากกว่านี้ ระบุวัคซีนทุกชนิด ลดการป่วยหนักและเสียชีวิต แม้ว่าจะไม่ 100%

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้ทวิต หัวข้อ ‘ให้ความจริงและความเป็นธรรมกับวัคซีนซิโนแวค’ โดยมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้

ผมคิดว่าจะไม่เขียนเรื่องวัคซีนโควิด-19 แล้วเชียว เพราะมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากสื่อสารกับสังคมตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เมื่อคืนก็ยังมีคนโทรมาปรึกษา ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวค ควรจะไปฉีดหรือ ‘ควรรอวัคซีนที่ดีกว่านี้’

ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นที่อาจจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะ ‘ให้ความจริง และความเป็นธรรมกับวัคซีนซิโนแวค’ รวมทั้งให้ความสบายใจกับคนที่ได้รับการฉีด หรือกำลังจะได้รับการซิโนแวคในอนาคต

ผมเป็นแพทย์โรคทางเดินหายใจ แต่ด้วยอายุมากจึงไม่ได้เป็นแพทย์ ‘ด่านหน้า’ ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 แต่ผมก็ติดตามการทำงานงานของลูกศิษย์ โดยเฉพาะหมอทางโรคปอดด้วยความเป็นห่วง เพราะลำบากสาหัสทั้งคนไข้ และทีมแพทย์ พยาบาล ที่ดูแลผู้ป่วย โควิด-19 อาการหนักในไอซียู

ในภาวะวิกฤตที่สังคมไทยกำลังเผชิญ ผมพยายามช่วยสิ่งที่จะลดจำนวนคนไข้ที่จะติดโควิด-19 ด้วยการเชียร์ให้คนไปฉีดวัคซีน ผมเองได้รับการฉีดแอสตราเซเนกาเมื่อปลายเดือนมี.ค. ตามเกณฑ์สำหรับคนอายุมากกว่า 60 ปี

ผมรู้สึกว่า คนในสังคมไม่น้อย มีอคติกับวัคซีนซิโนแวคมาก อย่างไม่ได้สัดส่วนกับความเป็นจริง ถึงขนาดบอกว่าเป็นวัคซีนประสิทธิภาพต่ำ ไม่อยากรับ คนได้รับแล้วก็เสียดายที่ได้วัคซีนนี้

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวว่า จนถึงวันที่ 10 ก.ค. มีบุคลากรทางการแพทย์ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคไปแล้ว เกือบ 700,000 ราย มีคนที่ติดเชื้อโควิด-19 รวม 880 ราย

ในจำนวนนี้เสียชีวิต 7 ราย

- 5 รายยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

- 1 รายได้รับการฉีดซิโนแวค 1 เข็ม

- 1 รายที่ได้รับซิโนแวค 2 เข็ม

นั่นหมายความว่า เสียชีวิต 1 ราย จากจำนวนคนที่ได้รับการฉีดครบ 2 เข็ม เกือบ 7 แสนคน

นพ.โสภณ ยังให้ข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์ควบคุมโรค CDC สหรัฐอเมริกาว่า จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 มีคนอเมริกาที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม เสียชีวิต 750 ราย โดยที่อเมริกาใช้แต่วัคซีน mRNA เกือบทั้งหมด นั่นคือ คนที่ฉีดซิโนแวคหรือคนที่ฉีดวัคซีน mRNA ก็มีการเสียชีวิตเหมือนกัน

ที่สรุปกันตอนนี้คือ วัคซีนทุกชนิด ลดการป่วยหนักและเสียชีวิต แม้ว่าจะไม่ 100% และวัคซีนซิโนแวคจะป้องกันการติดเชื้อ/แพร่เชื้อได้น้อยกว่าวัคซีนที่ทำด้วยเทคนิคแบบใหม่

จะไม่พูดถึงการเมืองเรื่องการจัดหาวัคซีน เพราะมีคนพูดกันมากอยู่แล้ว

แต่อยากให้ลองคิดว่า หากในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากประเทศไทยไม่ได้มีวัคซีนซิโนแวค ฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนอื่น ๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งประชากรกลุ่มอื่น ๆ จะเป็นอย่างไร จะมีคนตายมากกว่านี้อีกเท่าไร

ลองคิดดูว่าวัคซีนที่เราจะมีโอกาสได้มาใช้ในจำนวนที่มากพอและเร็วที่สุด คือ แอสตราเซเนกา เราหามาได้เร็วและมากเท่าซิโนแวคที่เราใช้ไปแล้วหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงว่าวัคซีนพวก mRNA เราจะได้มาเมื่อไร และเท่าไร

เราจึงควรให้ความยุติธรรม และยอมรับคุณค่ากับสิ่งที่วัคซีนซิโนแวคได้ทำประโยชน์แก่สังคมไทยส่วนรวมไปแล้ว ในสภาพการณ์และสถานการณ์จริงในช่วงเวลานั้น ๆ

ส่วนเมื่อสถานการณ์การระบาดของโรคเปลี่ยนไป เชื้อโรคมีการกลายพันธุ์ ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนเปลี่ยนไป วัคซีนที่เหมาะสมในสถานการณ์ใหม่ จะเป็นตัวไหนอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องว่ากันไปตามเหตุและผล เพื่อแสดงถึงวุฒิภาวะของสังคมไทยว่า เราใช้สติ ไม่ใช่เพียงอคติในการวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย


ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_2835786


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ เรียกร้องรัฐใช้กฎอัยการศึก ย้ำจำเป็นต้องใช้ความเด็ดขาด ระบุประเทศไทยต้องใช้ปืนควบคุม ถึงเวลาทหารออกมารักษาระเบียบวินัยคนไทย ก่อนระบบสาธารณสุขล่ม

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 ในตอนนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศกฎอัยการศึก เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยข้อความระบุว่า

อำนาจรัฐนั้นก็อยู่ที่ปลายกระบอกปืน รัฐประหารโควิดจำเป็นครับ

อีกไม่กี่วันก็สองหมื่น จะมีคนตายเกินกว่าวันละ 200 ระบบสาธารณสุขจะล่ม ถ้ายังไม่ทำอะไรให้เด็ดขาด

อัยการศึกต้องประกาศใช้ครับ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ทำไงก็ต้องมีคนตาย ความเด็ดขาดจำเป็นแล้ว ไม่มีปืนคุมอะไรไม่ได้หรอกครับ สำหรับประเทศไทย

ในวิกฤติมหาโรคระบาดเช่นนี้ หากปราศจากความเด็ดขาดในการควบคุม สุดท้ายจะตายกันเกลื่อน โรงพยาบาลระบบล่ม คนจะนอนตายตามบ้านมากมาย

ไม่มีกฎอัยการศึก คนไทยไม่กลัว เรื่อง social media ก็ต้องทำให้สงบด้วยกฎอัยการศึก

ภาวะนี้ผมยืนยันว่าการประกาศกฎอัยการศึกจำเป็น เรากำลังอยู่ในมหาสงครามโรคระบาด

พ.ร.บ. กฎอัยการศึก ใช้ในภาวะสงคราม มีภัยอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ในเวลานี้จำเป็นและเหมาะสมที่สุดแล้ว

ทหารต้องออกมารักษาระเบียบวินัย ชาติจะรอดต้องรอดด้วยวินัยเท่านั้นครับเวลานี้ วินัยคือวัคซีนที่ดีที่สุดครับ


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

จัดทีม CCRT เร่งตรวจคัดกรองเชิงรุกค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน 

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยมทีมปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 เชิงรุก Comprehensive Covid-19 Response Team (CCRT) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 เชิงรุกในชุมชน โดยการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit โดยมี นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย นายนันทพงศ์ แก้วศรี ผู้อำนวยการเขตบึงกุ่ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักอนามัย สำนักงานเขตบึงกุ่ม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจเยี่ยมและให้ข้อมูล ณ ศูนย์สาธารณสุข 56 (ทับเจริญ) เขตบึงกุ่ม 

ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีความห่วงใยในสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน โดยมอบหมายให้สำนักอนามัย จัดทีมปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 เชิงรุก Comprehensive Covid-19 Response Team (CCRT) โดยร่วมกับสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารสุข 69 แห่ง ประสานฝ่ายความมั่นคง ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) องค์กร NGO ภาคประชาชน และจิตอาสา ลงพื้นที่ชุมชน 69 แห่ง เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน ได้แก่ ผู้ป่วยโควิด ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ โดยการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit พร้อมให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นก่อนส่งต่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และให้คำแนะนำในการแยกกักที่บ้าน หรือ HI : Home Isolation มอบชุด HI แก่ผู้ป่วยที่สามารถกักตัวที่บ้านได้ โดยการจ่ายยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดออกซิเจน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถกักตัวที่บ้านได้ ทีมจะนำผู้ป่วยนำส่งศูนย์พักคอย หรือ Community Isolation

ซึ่งกรุงเทพมหานครได้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อแล้ว 24 ศูนย์ ในพื้นที่ 23 เขต เปิดบริการรับผู้ป่วยแล้ว 14 ศูนย์ โดยจะเปิดเพิ่มอีกให้ครบทั้ง 50 เขต นอกจากนี้ทีม CCRT จะดำเนินการกักกันผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่บ้าน และมอบชุด HQ : Home Quarantine หรือส่งเข้า LQ : Local Quarantine สำหรับวันนี้กรุงเทพมหานคร ได้นำชุดตรวจโควิด-19 Antigen Test Kit ซึ่งได้รับมอบจากไทยรัฐกรุ๊ป และพันธมิตรภาคเอกชน โดยนำมาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อตรวจคัดกรองค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชน บริเวณศูนย์สาธารณสุข 56 (ทับเจริญ) เขตบึงกุ่ม โดยมีเป้าหมาย จำนวน 70 ราย รวมถึงบริการฉีดวัคซีนแก่ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ทั้งนี้ ทีม CCRT ได้กำหนดเป้าหมายในการลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อตรวจคัดกรองเชิงรุกค้นหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากที่สุด

หน่วยสกัดกั้นยาเสพติดท่าอากาศยาน (AITF) จับไอซ์เตรียมส่งอิสราเอล ลุยเข้มงวดส่งพัสดุในประเทศและต่างประเทศ 

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.)  เผย หน่วยสกัดกั้นยาเสพติดท่าอากาศยาน หรือ Airport Interdictoin Task Force (AITF) ประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. ศุลกากร บช.ปส. และ ศรภ. ตรวจยึด ไอซ์ 1,034 กรัม ซุกซ่อนในกระติกเก็บความเย็นขนาดเล็ก 3 ใบ ณ ศูนย์ไปรษณีย์ขาออก สุวรรณภูมิ ส่งมาจากจังหวัดเชียงราย เตรียมส่งออกไปปลายทางประเทศอิสราเอล ผลการตรวจสอบ พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ (เมทแอมฟาตามีน) น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 1,034 กรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผนังกระติกน้ำแข็งขนาดเล็ก เก็บความเย็น  จำนวน 3 กล่อง กล่องที่ 1 น้ำหนัก 342 กรัม กล่องที่ 2 น้ำหนัก 350 กรัม กล่องที่ 3 น้ำหนัก 342 กรัม  จึงร่วมกันทำการตรวจยึด และรวบรวมพยานหลักฐาน และจะนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และสืบสวนขยายผลผู้ส่งยาเสพติดต่อไป 

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “การส่งออกยาเสพติดไปยังอิสราเอล จะถูกส่งไปยังกลุ่มแรงงานไทย ในอิสราเอล ซึ่งมีการแพร่ระบาดของการใช้ โดยที่ผ่านมาการส่งมี 2 รูปแบบ คือ แบบแรกโดยซุกซ่อนอำพรางไปกับแรงงานซึ่งเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล และแบบที่สอง คือ การซุกซ่อนอำพรางกับสิ่งของและส่งผ่านพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การตรวจสอบพัสดุที่จะส่งไปยังต่างประเทศ รวมถึงในประเทศ ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษทั้งระบบ เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีโอกาสถูกใช้สูง เหตุจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่การเดินทางต่างๆ ทำได้ยากขึ้น ทั้งนี้ ข้อกำหนดการส่งพัสดุทุกคนต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (กรณีเป็นชาวต่างประเทศ) ทุกครั้งก่อนการฝากส่งสิ่งของทางพัสดุทุกประเภท เพื่อให้สามารถตรวจสอบไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมายได้ทันที จึงขอฝากถึงบริษัทขนส่งพัสดุให้เข้มงวดตรงจุดนี้ด้วย “


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top