Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

กระบี่-ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์ พร้อมจัดประชุมผู้บริหารสัญจรที่กระบี่

(18 ส.ค. 68)  ณ ห้องไทรเงิน โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ประกอบไปด้วย การทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์

การทลายแก๊งคนไทยเชื้อสายจีน เช่าห้องโรงแรมย่านรัชดาเปิดธุรกิจซื้อขายบัญชีม้า บุกรวบตัวได้คาห้อง 13 ราย สืบเนื่องจาก ตำรวจได้สืบสวนพบการลักลอบซื้อขายบัญชีม้าผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบข้อมูลว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการนัดซื้อขายบัญชีม้ากันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มบุกคคลที่รับซื้อขายบัญชีม้านั้นเป็นวัยรุ่นไทยเชื้อสายจีน นำโดยชายอายุประมาณ 20 ปี ตำรวจจึงตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร  พร้อมบัตร ATM จำนวน 22 เล่ม และดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

กวาดล้างอาชญากรรมแดนใต้ ตรวจค้น 7 จุด จับกุม 8 ราย ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน และอาวุธปืน พร้อมออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” โดยจุดที่ 1 จับกุมอาวุธปืน ในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 
จุดที่ 2 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 
จุดที่ 3 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ณ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา 
จุดที่ 4 จับกุมหวยเถื่อน ณ ร้านโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ย่านถนนกะโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 5 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 6 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 
จุดที่ 7 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง 
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” เงินหมุนเวียนกว่า 10ล้านต่อเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่าย “Lucabet123plus” ซึ่งเป็นเว็บพนันรายใหญ่ มีความเชื่อมโยงไปยังนาย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นาย “ก๊ก อาน” กับพวกรวม 20 คน อีกด้วย

“Money Cash Back” ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน ตำรวจไซเบอร์ช่วยเหยื่อโจรออนไลน์ชาวปักษ์ใต้ โดนหลอกรวมกันสูญกว่า 30 ล้าน อายัดทัน 1.2ล้าน นำคืนผู้เสียหาย 3 ราย ประกอบไปด้วย
รายที่1 เป็นหญิงชาวภูเก็ต ถูกชักชวนให้หารายได้โดยการกดเพิ่มสินค้าให้กับเว็บไซต์ โดยหลอกให้โอนเงินสำรองไปก่อนจึงได้รับผลตอบแทน สูญเงินไป 220,260.27 บาท ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 70,449.27 บาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่2 เป็นหญิงชาวเกะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้น สูญเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท ต่อมา ผู้เสียหายพบเพจเฟซบุ๊กปลอบที่แอบอ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ โดยอ้างว่าจะดึงเงินจากคนร้ายที่หลอกลวงให้กลับมาได้ จึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ พร้อมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายเพิ่มหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่ 3 เป็นหญิงชาวพัทลุง ได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นการไฟฟ้า อ้างว่าจะเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้เป็นแบบดิจิทัล เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงแนะนำให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีผู้เสียหาย จำนวน 1,951,230 บาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 210,074 บาท นำคืนผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ยังย้ำว่า ให้ประชาชนทุกคน โปรดระวัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้ดี หรือสร้างความโลภให้ หรือกดดันให้ต้องรีบร้อนดำเนินการ หรือข่มขู่ให้รู้สึกหวาดกลัวให้รีบโอนเงิน สุดท้าย จะกดดันไม่ให้ปรึกษาใคร หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังถูกมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ให้รีบวางสายแล้วปรึกษาคนที่ท่านเชื่อถือได้ หรือโทร 1441 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) โดยเร็วที่สุด 

พร้อมกันนี้ ผบช.สอท.ได้ประชุมผู้บริหารสัญจร โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 จังหวัดกระบี่ (ศูนย์ประสานส่วนหน้า กก.1 บก. สอท.5  จว.กระบี่)

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

ย้อนเรื่องราว ‘ติเอโก้’ อดีตไอดอลกุนขแมร์ ชาวบราซิล สุดท้ายซมซานกลับบ้านเกิดหาเลี้ยงปากท้องด้วยการสอน “มวยไทย”

(17 ส.ค. 68) นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า พอมีข่าว ไมเคิล บัปฟาโร ที่หิวแสงไปแปลงร่างเป็นนักข่าวหากินกับเขมร หลายคนนึกถึง ถามถึง รุ่นพี่ ติเอโก้ อดีตนักมวยไทย ชาวบราซิล ที่หักหลังมวยไทยไปเป็น ฮีโร่กุนขแมร์ ว่าวันนี้้เป็นไงบ้าง

สรุปได้ 7 ข้อดังนี้ครับ
1. ติเอโก้เป็นคนบราซิล มาเรียนมวยไทย จนได้ดี เปิดยิมมวยไทย ดังระดับนึง

2. 2-3 ปีก่อน เขมรอยากโปรโมทกุนขแมร์ เลยจ้างติอาโก้ไปต่อยกุนขแมร์ เป็นที่ฮือฮา ได้เป็นฮีโร่เขมร เลยเกิดติดใจ เห็นโอกาส

3. พอได้เป็น ฮีโรเขมร ก็ใส่ธงชาติเขมรไปต่อยในงานมวยไทย พอชนะได้ ก็ประกาศว่าข้าคือมวยกุนขแมร์ชนะมวยไทย

4. ต่อมาถูกคนไทยแบน เลยย้ายไปเขมร ดังครั้งแรกเพราะความขัดแย้งมวยไทย-กุนขแมร์ ได้สัญชาติเขมร ได้ชื่อเขมร ว่า เสน จันทร์ฤทธิกุล ที่เคยสักคำว่า Muay Thai ก็มาสักรูปปราสาทเขมรทับ ชอบออกคอนเทนต์ยกยอเขมร ด่ามวยไทย สไตล์ “เนรคุณ”

5. ผ่านไป 2 ปีเพิ่งมารู้ว่า อยู่เขมรไม่มีเงิน แต่ทุบหม้อข้าวตัวเอง กลับไทยไม่ได้แล้ว จนประกาศขอเงินจากคนเขมร 
จนนายสเร จันทร รองประธานกุนขแมร์ สัญญาว่าจะให้เงินทุน นู่นนี่ สุดท้าย ไม่น่าจะได้อะไรมากนัก

6. เงินหมด ต้องรับเงินจากโฆษณาเว็บพนัน ที่เป็นหนึ่งในรายได้หลักของเขมร และขอเรี่ยไรเงินจากคนเขมรที่ยังชื่นชม แต่เขาไปขื่นชมคนอื่นแล้ว

7. ติเอโก้อยู่กัมพูชาไม่ไหว กลับไปบราซิล

กลับไปใส่เสื้อมวยไทย สอนมวยไทย เพราะใครจะไปเรียนมวยเขมร จนถูกคนเขมรรุมด่าว่า “เนรคุณ”

'แพทย์สนาม' ผู้เป็นทั้งกำลังใจและกำลังกาย พร้อมอยู่เคียงทุกย่างก้าวทหารแนวหน้า

(17 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพข้อความ แพทย์สนามผู้เป็นกำลังใจและกำลังกาย ที่คอยอยู่เคียงข้างทหารชายแดน ระบุว่า ในทุกก้าวของทหารแนวหน้า มีแพทย์สนามคอยประคับประคองอยู่เสมอ” ทีม M-MCATT ทภ.2 เข้าประเมินสุขภาพจิตในฐานปฏิบัติการ ยัน ทหารชายแดนขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จัดชุดโรงพยาบาลสนาม ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) เข้าประเมินสุขภาพจิตให้กับทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นำการ์ดอวยพรจากแนวหลังของน้อง ๆ นักเรียนไปมอบให้ และฝากการ์ดจากแนวหน้าส่งแนวหลังด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และกำลังใจที่ดีของทหารชายแดน โดยภาพรวมชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของทหารชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมทั้งกายและใจอยู่เสมอ เพื่อยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ ชำแหละ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ชี้ ‘อุปนิสัย’ ชอบยกตนข่มท่าน- อวดภูมิ - เหยียดคู่สนทนา

(17 ส.ค. 68) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถียงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์ 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา 

เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ  ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้

“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น (ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้

ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ 

โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล
โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล

โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท”

“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”

ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ  มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ  ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก 

สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว 
ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย 
คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ 

คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
2.  นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน 
3.  มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง 
4.  หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ 
5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก
6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น
7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 
8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี 
9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 
10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ 

โฆษก ทบ.อัดกัมพูชา ยังไม่ยอมร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชี้ชัด เป็นอาวุธที่ใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา

(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ

จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น

วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

“ไทย–กัมพูชา” ร่วมถก RBC ชายแดนจันทบุรี - ตราด แต่เขมรยังไม่ให้ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์

(17 ส.ค. 68) สำนักงานโฆษก ทร. เผย กองบัญชาการป้องกันจันทบุรีและตราด  จัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC ) ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล และผลักดันข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ  เปิดเผยว่า พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พลตรี อุย เฮียง  ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของ กองทัพบก กัมพูชา  ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee ) หรือ  RBC ณ ประเทศไทย  ที่บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อร่วมกันหารือ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศด้วยสันติวิธี และได้ลงนามใน ”บันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาครับ(RBC) สมัยวิสามัญระหว่าง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ราชอาณาจักรไทย กับภูมิภาคที่ 3 ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตราด ประเทศไทย“

รองโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบ GBC เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล โดยฝ่ายไทยได้มีการเพิ่มข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ จากทางกัมพูชาเท่าที่ควร และจากผลการประชุมในวันนี้ ก็ยังไม่ได้การตอบรับใดๆ  จากฝ่ายกัมพูชา โดยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดนและการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุมครั้งต่อไป

‘หมอสุภัทร’ เผย กำลังจะถูกให้ออกจากราชการ ปมถูกสอบซื้อ ATK ซัด ปลัด สธ. มีธง - ลงมือจัดการทุกทาง

เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และ ประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผมกำลังจะถูกให้ออกจากราชการ!!

ข้าราชการไทยอยู่ยาก ต้องเดินกุมเป้า เงียบๆ พูดน้อย นายว่านกเราก็นก เห็นความทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ นโยบายเพี้ยน ก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ จึงจะมีความเจริญก้าวหน้า

ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังให้ความเห็นแย้งคัดค้านบางเรื่องในกท.สธ.และเรื่องสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ มีธงลงมือจัดการผมทุกทาง ในฐานะกรวดในรองเท้าของใครบางคน หวังให้ผมเงียบ อยู่ในโอวาท

สามปีที่ผ่านมา ผมจึงถูกสธ.ตั้งกรรมการสอบวินัยกว่า 10 เรื่อง แต่ได้แค่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ จนกระทั่งมีการสั่งย้ายผม โดยมิชอบ ให้พ้นจากโรงพยาบาลจะนะ ให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย พอสั่งย้ายปุ๊บก็ส่งทีมชุดใหญ่เข้ามาตรวจสอบภายในเพื่อขุดหาความผิด พร้อมทั้งให้ข่าวว่าผมทุจริต และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผมเรื่องการจัดซื้อ ATK แพทย์ชนบทบุกกรุง

แพทย์ชนบทบุกกรุง 3 รอบ ในช่วงก.ค.-ส.ค.64 สิ่งที่ยากที่สุดเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ โรงพยาบาลต่างๆอาสาบุกกรุงมาตรวจ ATK 3 รอบ ทีมชุมชนในกทม.แข็งขันจัดการสถานที่จัดคิวอำนวยการทุกอย่าง ความยากที่สุดคือ เราจะต้องจัดซื้อ ATK มาใช้เอง สธ.ไม่มีให้ ในขณะนั้น มาตรฐาน สธ.ยังใช้ RT-PCR แกนนำหลายโรงพยาบาลแบ่งหน้าที่ช่วยกันจัดซื้อ ATK ผมก็จัดซื้อในนามโรงพยาบาลจะนะ จัดซื้อตามสถานการณ์หน้างานที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า คนมารับการตรวจจะมากหรือน้อย เราจะทำไหวที่จำนวนเท่าไหร่ แต่จุดยืนตอนนั้นคือ ทุกคนที่มารอต้องได้ตรวจ เราตรวจไปทั้งหมด 192,905 คน พบผู้ติดเชื้อและได้จ่ายยาไปมากถึง 22,451 คน

การบุกกรุง 3 ครั้ง โรงพยาบาลจะนะทำการจัดซื้อ ATK ไป 5 ครั้ง จึงเปิดช่องให้ผมถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าจัดซื้อผิดระเบียบ แบ่งซื้อแบ่งจ้าง แต่โรงพยาบาลอื่นที่จัดซื้อในคราวนั้นไม่ถูกสอบสวนนะครับ 

การชี้แจงของผมอย่างละเอียดไม่เป็นผล ในเมื่อกรรมการมีธง มีมติให้ผมออกจากราชการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญก่อนเกษียณของปลัดโอภาส ให้ทันก่อน 30 ก.ย.68 นี้

ที่ผ่านมาผมพยายามชี้แจงตามระบบ ไม่เปิดเรื่องสู่สาธารณะ คิดว่าระบบราชการยังให้ความเป็นธรรมได้บ้าง แต่วันนี้ผมถูกต้อนจนเข้ามุม  ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความจริงให้สาธารณะทราบ ถ้าเชื่อมั่นในความเป็นผม “สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”  เรามาสู้ด้วยกัน 

ระบบราชการต้องมีความเป็นธรรมให้กับข้าราชการและประชาชนได้ ประเทศจึงจะมีความหวัง

“เอฟเคไอไอ.-สถาบันทิวา“ผนึกหอการค้าไทย-สมาคมเอไอ.เปิดเวทีขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI)อัพเกรดประเทศไทยสู่ศักยภาพใหม่เป้าหมายผู้นำอาเซียน 

(17ส.ค. 68) “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”แนะรัฐเร่งออกกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ ชี้จุดอ่อนประเทศไทยขาดแคลน“คนเอไอ.”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นคานงัดในการพัฒนาประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งจากการศึกษาของ “Oxford Insights”ในปี2023ไทยอยู่อันดับ 37 ของโลกด้านความพร้อมใช้ AI ในภาครัฐ (คะแนน 63.03 จาก 193 ประเทศ)  ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคโดยตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านAI ของอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037)ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580)โดยมีแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 - 2570) ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 
 1. ด้านจริยธรรมและกฎระเบียบ AI โดยมีเป้าหมายสร้างความเข้าใจและความตระหนักด้านจริยธรรมในการใช้ AI อย่างน้อย 6 แสนคน และมีกฎหมายและข้อบังคับด้าน AI ที่จำเป็น
 2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เพื่อให้เกิดการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี
 3. ด้านกำลังคน AI มีเป้าหมายผลิตกำลังคน AI 3 หมื่นคน 
4. ด้านวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม AI ตั้งเป้าสร้าง 100 นวัตกรรม AI ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4.8 หมื่นล้าน 
 5. ด้านการส่งเสริมธุรกิจและการใช้ AI โดยมีการใช้นวัตกรรม AI ใน 600 หน่วยงานทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามได้มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ภายในปี 2570โดยเฉพาะในกลุ่ม AI Professional และ AI Developer ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม AI ของประเทศไทย ตัวเลขสองกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 10,000 คน เป็น 140,000 คน หรือสูงขึ้นถึง 14 เท่าซึ่งประเทศไทยขาดแคลนคนเอไอ.อย่างมากและเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ประธานเอฟเคไอไอ.กล่าวต่อไปว่า
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) ได้แทรกซึม ไปในทุกๆ ที่ทั่วโลก ขณะนี้ทุกประเทศและทุกอุตสาหกรรมต่างแข่งขันกันเพื่อมุ่งสู่การใช้ AI
การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังเป็นไปอย่างก้าวกระโดด “ไอดีซี” คาดการณ์ว่าจากปี 2565 เป็นต้นมาการใช้จ่ายด้าน AI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเติบโตเฉลี่ย 28.9% ต่อปี และเมื่อถึงปี 2570 มูลค่าจะขยับขึ้นไปแตะ 90,700 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนมาจาก GenAI 23% และ AI อื่นๆ 77%

การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยAIภายใต้เทคโนโลยีดิจิตอลของไทยมีจุดแข็งจุดอ่อนที่ต้องเสริมเติมเต็มโดยเฉพาะการพัฒนาผู้ใช้ผู้พัฒนาผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งภาครัฐภาคเอกชนและภาควิชาการรวมถึงร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องเร่งบัญญัติออกมาโดยเร็ว”

สถาบันเอฟเคไอไอ.เชื่อว่าAI เป็นเครื่องมือในการอัพเกรดศักยภาพประเทศทั้งด้านเทคโนโลยี การศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาเมือง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาภาคเกษตร-อุตสาหกรรม-การท่องเที่ยว-การลงทุน-ธุรกิจการค้า การบริการภาครัฐและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ที่ท้าทายอนาคตของประเทศจึงได้จัดงานเสวนา FKII National Agenda
“AI Thailand อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย”
ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 11.30 น. ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศไทย โดยมีวิทยากรหลายท่านอาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand ,นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการเอไอและโรบ็อท หอการค้าไทยดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) นายพุทธิพงษ์ สิริโชดก ซีอีโอ.บริษัทแม็กอัพ เอไอ. อินโนเวท นายอาศิสกานต์ ศรีลาธนาตย์ ซีอีโอ.บริษัทซอร์สโค้ด รวมทั้งวิทยากรและผู้เข้าร่วมเสวนาจากภาคส่วนต่างๆ
ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนที่ LineOA FKII Thailand
หรือติดต่อสอบถาม
นายวรวุฒิ ชิระนุรังสี 091-1805459
นางสาวลิต้า บุญส่ง 093-1252012

เซ็นทรัลพัฒนา ขอเป็นตัวแทนคนไทย ส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อ สกรีนคำขอบคุณจากหัวใจคนไทยถึง “ฮีโร่ของชาติ” 

(18 ส.ค. 68) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยและประเทศชาติเสมอ จึงได้อาสาเป็นสื่อกลางเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมเขียนคำขอบคุณถึงเหล่าทหารผู้กล้าผ่าน Social Campaign “To Our Heroes” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา นำโดย คุณรุจิเรศ นีรปัทมะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ และสรรหาที่ดิน และคุณพรวดี โรจน์รุ่งสัตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการตลาด และสื่อสารองค์กร ได้สานต่อแคมเปญ ด้วยการนำเสื้อ “To Our Heroes” สกรีนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยจำนวน 1,000 ตัว มอบให้แก่เหล่าทหารกล้า ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลโท อนุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำกำลังใจและคำขอบคุณจากคนไทยส่งต่อถึงทหารแนวหน้า

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็น “Centre of Life” ที่เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการใช้ชีวิต แต่ยังเป็น “พื้นที่” และสื่อกลางในการเชื่อมใจผู้คนจากทุกภูมิภาค ทั้งนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศได้พร้อมใจกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอยักษ์ที่หน้าศูนย์การค้า อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์รับบริจาคและศูนย์บริจาคโลหิตที่สาขาต่างๆ และล่าสุดกับการส่งข้อความจากใจคนไทย To Our Heroes… ที่สกรีนไว้บนเสื้อ เพื่อให้ทุกครั้งที่เหล่าทหารสวมใส่ พวกเขาจะรับรู้ว่าคนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และร่วมส่งกำลังใจให้ทหารทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

ภายใต้ Brand Purpose “Imagining better futures for all” เซ็นทรัลพัฒนาเชื่อมั่นว่า “พลังใจ” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ และจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ เพื่อให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นทั้งหัวใจของชุมชนและศูนย์กลางชีวิตของคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง

ตราด -ไทย-กัมพูชา ลงนามร่วมกัน ตามข้อตกลง GBC 

(16 ส.ค.68 ) การประชุม RBC ที่โรงแรมทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ทั้งสองประเทศยังคงยึดหลักการประชุมของ GBC โดยมีการประชุมกันนานกว่า 30 นาที มี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ฝั่งไทย) เป็นประธาน ขณะที่ฝั่งกัมพูชา มี พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเกาะกง คุณหญิงมิถุนา ภูทอง นำคณะเข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยฝ่ายไทยหลายหน่วยงานเข้าร่วม โดยทั้งสองประเทศยังคงวางกรอบข้อตกลงทั้ง 13 ข้อ ที่ได้จากการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

การประชุมในวันนี้ได้เพิ่มประเด็น การเก็บทุ่นระเบิด และ ปราบปรามแก๊งสแกนเมอร์ เป็นประเด็นหลักในการหารือในวันนี้ ยังคงไม่พูดถึงเรื่องการเปิดด่าน และการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ก่อนที่จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลง และจับมือร่วมกัน ก่อนถ่ายรูปร่วมกัน การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อยด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top