Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

ศาลทุจริตฯ พิพากษา จำคุก 'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คดี ปลอมโฉนดที่ดินสระบุรี - รุกป่าทำเหมืองปูน

'ประชัย เลี่ยวไพรัตน์' คอตกนอนเรือนจำ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี คดีออกเอกสารปลอมที่ดินสระบุรี เจ้าตัวยื่นประกันตัว ส่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท98/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท.84/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์ นายณรงค์พล แก้วสาร จำเลยที่ 1 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตทำโฉนดที่ดินปลอมเลขที่ 41925, 41926, 41339,41909, 41910, 41913, 41914, 41918, 41918, 41919, 41920 รวม 11 ฉบับ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา ซึ่งโดยสภาพไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยได้รับเงินจากนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 1,050,000 บาท เป็นการตอบแทนและเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัว และหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ นำส่งเอกสาร รับเอกสารต่าง ๆ กรณีที่หัวหน้าสายตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยการป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) กรมป่าไม้ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

นายไวพจน์ได้แสดงสำเนาโฉนดที่ดินทั้ง 11 ฉบับต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีและแขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151,268
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ทางไต่สวนได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายจรูญศักดิ์ เอกสวัสดิ์ นายช่างรังวัด 6 สำนักงานมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดสระบุรี-ลพบุรี เมื่อปี 2557 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 พบว่าประกอบกิจการนอกเขตที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่จึงดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวม 5 คดี เป็นผลให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรมชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3 ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท 

ในระหว่างการตรวจสอบที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 กับนายประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มอบอำนาจให้นายไวพจน์ คดบัวและหรือนายสุนทร ดิษยนันท์ เป็นผู้นำส่งเอกสารต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไวพจน์นำสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 41339, 41909, 41910, 41918, 41919, 41920, 41925, 41913, 41914, 41917 และ 41926 รวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องเขตประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โฉนดทั้ง 11 ฉบับดังกล่าวออกตามนโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของรัฐบาล

ซึ่งนายจักราวุธ นิตยสุทธิ ที่ปรึกษาในการสำรวจที่ดินของจำเลยที่ 3 ได้ขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 2 โดยขั้นตอนในการขอเบิกเมื่อเริ่มดำเนินการขอเบิก 1,500,000 บาท เมื่อเข้ารังวัดขอเบิกอีก 1,500,000 บาท และเมื่อทยอยออกเอกสารสิทธิ์ประมาณการขอเบิกไว้ 6,000,000 บาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติให้นายจักราวุธเบิกเงินได้ตามที่เสนอ นายจักราวุธติดต่อประสานงานในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ได้นำเอารูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดของจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนส่งมอบให้นายจรูญศักดิ์เขียนลงในแบบพิมพ์โฉนดที่ดิน

โดยนายจักราวุธตกลงจะให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 700,000 บาท ในการทำชุดแรกประมาณ 10 แปลง เมื่อขึ้นรูปแผนที่และลงรายละเอียดในแบบพิมพ์โฉนดที่ดินเสร็จสิ้นแล้วจะให้อีก 500,000 บาท หากสามารถนำคู่ฉบับพร้อมสารบบส่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาแก่งคอยได้จะให้อีก 3,000,000 บาท 

นายจรูญศักดิ์จึงนำเอาแบบพิมพ์โฉนดที่ดินที่ต้องส่งทำลายมาขูดลบรายละเอียดเดิมออกและ ปลอมลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้เขียนแผนที่และผู้ตรวจทานแผนที่ในโฉนดที่ดิน นายจรูญศักดิ์ทยอยส่งมอบโฉนดที่ดินและรับเงินจากนายจักราวุธแล้ว 

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น 
จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมแต่การที่นายไวพจน์อ้างสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 รวม 7 ฉบับกับวันที่ 25 กันยายน 2557 อีก 4 ฉบับนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
จำเลยที่ 2 กับที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 มาตรา 83

พฤติการณ์แห่งคดีในการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการทำเหมืองแร่ของจำเลยที่ 3 อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 3 นำเอาหินแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูนและหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์รวมจำนวนหลายสิบล้านเมตริกตันไปถมคืนพื้นที่เดิมที่จำเลยที่ 3ทำเหมืองแร่โดยมิชอบ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ชำระค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินหลายพันล้านบาท อันเป็นผลสืบเนื่องจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

จึงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ปรับ 160,000 บาท ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29.

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกาศระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 วัน

สถานการณ์ยังไม่นิ่ง!! แม่ทัพภาค 2 ชี้เขมรไว้ใจไม่ได้ หากเจรจาไม่ลงตัว ‘กองทัพไทย’ ก็พร้อมปะทะเสมอ

(19 ส.ค. 68) ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพลร่วมพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 52–67 โดยมีพลเอกอุกฤษฏ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร เข้าร่วมงานด้วย

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวชื่นชมการไม่ทอดทิ้งกันของคนไทย พร้อมย้ำว่ากองทัพป้องกันแนวชายแดนอย่างเข้มงวด แม้บางครั้งการปฏิบัติรุกอาจมีทหารได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่ทุกนายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย และรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

แม่ทัพกุ้งระบุด้วยว่า สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือกำลังพลแนวหน้าโดยเร็ว เพราะบางรายการเร่งด่วนไม่สามารถรอการจัดหาของทางราชการได้ทัน พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนยังมีความตึงเครียด 50–50 จึงไม่อาจวางใจได้ แต่กองทัพภาค 2 ยังคงมีความพร้อมทั้งในการพูดคุยอย่างมิตร และหากจำเป็นต้องปะทะก็พร้อมเช่นกัน

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังเผยว่า ปลายเดือนสิงหาคมนี้จะมีการประชุม RBC กับแม่ทัพกัมพูชา เพื่อหาทางพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนเข้าสู่การประชุม GBC อีกครั้ง โดยยืนยันว่ากองทัพไทยพร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามที่ประชาชนฝากความหวัง และหวังว่าสถานการณ์จะยุติโดยเร็วที่สุด

ก.ต. ฟันโทษ ‘บิ๊กศาล’ ลวนลามหญิงบนรถไฟ เรียกเงินแกนนำ กปปส. 175 ล้าน ช่วยวิ่งเต้นคดี

(19 ส.ค. 68) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไล่ออกผู้พิพากษาระดับสูง หลังถูกร้องเรียนหลายคดี ทั้งคุกคามหญิงสาวบนรถไฟ และเรียกรับเงินจากแกนนำ กปปส. อดีต รมต. จำนวน 175 ล้านบาท เพื่อช่วยคดีในชั้นอุทธรณ์ พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

การประชุม ก.ต. ครั้งที่ 20/2568 มีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้พิจารณาคดีวินัยร้ายแรงของผู้พิพากษาหลายราย โดยหนึ่งในนั้นคืออธิบดีผู้พิพากษาศาลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกกล่าวหาพยายามลวนลามหญิงสาวบนรถไฟสายกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตุลาการอย่างหนัก

อีกคดีคือผู้พิพากษาถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากแกนนำ กปปส. อดีตรัฐมนตรีรายหนึ่ง เป็นเงินสูงถึง 175 ล้านบาท (ภายหลังลดลงเหลือหลักสิบล้าน) เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเข้าข่ายทุจริตอย่างชัดเจน ก.ต.จึงมีมติไล่ออกและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบสวนเชิงลึก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสั่งปล่อยประกันผู้ต้องหา ทั้งที่ศาลอุทธรณ์เคยสั่งยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าต้องสอบสวนเส้นทางการเงินของผู้พิพากษาและคนใกล้ชิด ว่ามีการรับผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ โดยทั้งหมดชี้ให้เห็นปัญหาจริยธรรมร้ายแรงในวงการตุลาการ ที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

สวธ. – วธ. – THACCA สนับสนุนเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ยกระดับวงการหนังไทย ตั้งเป้ากรุงเทพเป็นเมืองหลวงแห่งภาพยนตร์ของภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) ณ วันแบงค็อก ฟอรัม เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 (Bangkok International Film Festival 2025 /BKKIFF 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยทีมงานชุดใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) จับมือโรงภาพยนตร์ทุกเครือในกรุงเทพมหานคร ฉายภาพยนตร์จากทั่วโลก กว่า 200 เรื่อง ระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคมนี้ ชูภาพยนตร์ไทย “ธี่หยด 3” เปิดม่านเทศกาล 

ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  นายดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director 

นางพิมพกา โตวิระ  Executive Director นายอารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง The Stone พระแท้ คนเก๊ ร่วมงานแถลงข่าว นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการ พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ ครั้งนี้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือหนึ่งในหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ของไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ภายใต้แนวคิด Power in Collaboration เพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักลงทุนมาเจอกัน เพื่อสร้างเครือข่ายให้ผู้ประกอบการไทย ได้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เข้าถึงตลาดระดับนานาชาติมากขึ้น

สำหรับไฮไลต์ของ BKKIFF 2025 คือ ตลาดหนัง ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุน มาพบปะและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกบูทจากผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกว่า 50 บริษัท เวทีสัมมนาเชิงลึกจากผู้ซื้อ ภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมาสเตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก กิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงกิจกรรม Asian Project Pitching และ Thai Project Pitchingที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้นำเสนอโปรเจกต์ ต่อผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน ต่อไป

BKKIFF 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า, เฮ้าส์ สามย่าน และลิโด้ คอนเน็คท์ โดยพิธีเปิดเทศกาลจะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ พินาเคิล ฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ ๆ กับการเผชิญหน้าดงผีแห่งใหม่ “บ่องสะโหนดเบียง” ที่จะพาผู้ชมสัมผัสบรรยากาศสยองขวัญบทใหม่อย่างเข้มข้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BKKIFFofficial ทั้ง Facebook, Instagram, TikTok และ X

แถลงการณ์ฉบับที่ 5 จากสำนักพระราชวัง พระอาการ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ยังคงต้องเฝ้ารักษาอย่างใกล้ชิด

(19 ส.ค. 68) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่องพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยระบุว่าพระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติจากพระอาการทางพระหทัย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 คณะแพทย์รายงานว่าพระองค์มีพระอาการแทรกซ้อน ติดเชื้อรุนแรงในพระกระแสโลหิต ซึ่งได้มีการถวายพระโอสถและการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการ

ล่าสุด คณะแพทย์เผยว่า แม้มีการรักษาอย่างเต็มที่ แต่พระองค์ยังคงมีความดันพระโลหิตต่ำ จำเป็นต้องถวายพระโอสถกระตุ้นความดัน ร่วมกับพระโอสถปฏิชีวนะ อีกทั้งต้องใช้อุปกรณ์ช่วยทดแทนการทำงานของพระวักกะ (ไต) และการช่วยหายพระทัย

สำนักพระราชวังย้ำว่า คณะแพทย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง และจึงได้ออกแถลงการณ์ครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

กองทัพไทย ผนึกกำลังนานาชาติ จัดประชุม Thailand Security Dialogue 2025 ถกประเด็นความมั่นคงโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ความท้าทายด้านความมั่นคงได้ทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวและแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค กองทัพไทย โดย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จึงได้ริเริ่มจัดงานประชุมสัมมนาความมั่นคงนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน Thailand Security Dialogue 2025 หรือ TSD 2025 ในหัวข้อ “ความมั่นคงและสันติภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระดับโลก” (Peace and Security in a Global Disruption) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร
พลเอก พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวจะส่งเสริมให้ผู้นำทั้งจากระดับโลกและระดับภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการจัดการกับประเด็นความมั่นคงที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ภูมิภาค และประเทศไทย

การประชุม TSD 2025 จึงมีเป้าหมายหลักในการสร้างพื้นที่แห่งการพูดคุยที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี และระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้พบปะกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานร่วมกันในระดับสากล

เวทีนี้ได้เชิญผู้เข้าร่วมที่มาจากหลากหลายภาคส่วนและนานาชาติ ได้แก่ เอกอัครราชทูตของมิตรประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดชาติสมาชิกอาเซียน ผู้ช่วยทูตทหาร 24 ประเทศในประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศ 4 องค์กร ได้แก่ UNHCR, TBC, ICRC และ FCCT รวมถึงเครือข่ายหน่วยงานวิชาการด้านความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ Track II Network of ASEAN Defense and Security Institution (NADI) จาก 10 ประเทศ และหน่วยงานคลังสมอง (Think Tank) ชั้นนำจากต่างประเทศ เช่น IISS สิงคโปร์ และ Synergia Foundation จากอินเดีย นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน และสื่อมวลชนในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการทำความเข้าใจผลกระทบของ “Global Disruption” หรือเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่ในมุมมองของกองทัพไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภัยคุกคาม หากแต่เป็น โอกาส ที่จะผลักดันให้เกิดการปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หากเราเตรียมตัวและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของกองทัพไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและสันติภาพ โดยการนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมารวมตัวกันและส่งเสริมการสนทนาที่มีความหมาย ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่แปลกใหม่และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จของงานจะมาจากแผนงานที่ชัดเจนและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

การจัดงาน TSD 2025 เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและสันติภาพในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก บทบาทของกองทัพไทยในฐานะเจ้าภาพจึงมิใช่เพียงการจัดงาน แต่เป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสันติสุขร่วมกัน

จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนผู้สนใจร่วมติดตามข่าวสาร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความมั่นคงในระดับสากลไปพร้อมกับกองทัพไทย เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในยุคแห่งความผันผวนของโลกใบนี้

‘กระทรวงวัฒนธรรม’ เห็นชอบเอกสารสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

(19 ส.ค. 68) กระทรวงวัฒนธรรมเผย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีมติเห็นชอบเอกสารฉบับสมบูรณ์การขึ้นทะเบียน “แหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” เพื่อเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 8 พื้นที่ เช่น คูเมืองและกำแพงเมือง วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเอกสารการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) สำหรับการขึ้นทะเบียนพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนใหม่ที่ศูนย์มรดกโลกกำหนดก่อนจะจัดทำเอกสารเสนอฉบับสมบูรณ์ โดยจะส่งต่อให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกพิจารณาภายใน 15 กันยายน 2568

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำเอกสาร เพื่อผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองให้ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และหากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะเป็นการยกระดับคุณค่าเชียงใหม่ในฐานะนครหลวงล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามประเด็นการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกอื่น ๆ ของไทย เช่น ความคืบหน้าปรับแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาเพื่อลดผลกระทบ การตรวจประเมินวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช และการบรรจุพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามในบัญชีชั่วคราวของศูนย์มรดกโลก ซึ่งล้วนเป็นก้าวสำคัญต่อการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่การรับรองในระดับนานาชาติ

‘ดร.สุวินัย’ ชี้ ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว เหตุสถาบันการเมือง – ศก. เสื่อมถอยปล่อย "ทุนเทา" ครอบงำ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว: มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง

1. นิยามและสัญญาณของ “รัฐล้มเหลว”
รัฐล้มเหลว (failed state) มิได้หมายถึงการพังทลายของดินแดน หากหมายถึง ความไร้สมรรถภาพของรัฐ ในการทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ
1) รักษาความมั่นคงและกฎหมาย
2) จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
3) บริหารเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ
เมื่อรัฐไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ สังคมย่อมเข้าสู่ “ดุลยภาพต่ำ” ที่ทุนดีถอยออกไป เหลือเพียงทุนเทาและทุนผิดกฎหมายที่ครองอำนาจ

2. จุดพลิกผันเชิงเศรษฐกิจหลังปี 2562
> ระหว่างปี 2559–62 เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว:
การลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะในเขต EEC
การส่งออกและภาคเกษตรเริ่มฟื้น
มีการรื้อระบบกองทุนและสัมปทานที่เคยเป็นช่องทางทุจริต
> แต่หลังปี 2563 เป็นต้นมาบริบทกลับพลิกผัน:
นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน ขณะที่ทุนเทา (จีนเทา, เขมรเทา) เข้ามาแทน
โครงสร้างการอนุญาตและบอร์ดรัฐวิสาหกิจถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์
โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ถูกเบี่ยงไปตอบสนองเครือข่ายทางการเมือง
นี่คือ การเสื่อมถอยของทุนทางสถาบัน (institutional capital) ที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาโลก

3. วงจรคอร์รัปชันกับทุนเทา
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง เมื่อรัฐถูกครอบงำโดย “กลุ่มผลประโยชน์” จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า state capture
คือ กฎหมายและนโยบายถูกออกแบบเพื่อเอื้อทุนเทามากกว่าทุนขาว

ผลที่ตามมา:
> รายได้รัฐรั่วไหลไปยังธุรกิจผิดกฎหมาย (พนันออนไลน์ ยาเสพติด โรงงานผิดกฎหมาย)
> ต้นทุนธุรกิจขาวเพิ่มขึ้นจากการถูกรีดไถ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพถอยออก
> ระบบราชการสูญเสียความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย
นี่คือกลไกที่ผลักประเทศเข้าสู่วงจรของ “รัฐล้มเหลวแบบเงียบ” (silent state failure) ... 
ฟังให้ดีนะ ประเทศไทยเริ่มก้าวแรกของการเป็นรัฐล้มเหลวแบบเงียบ (หรือแบบ "ต้มกบ") ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งบัดนี้ผ่านมา 5 ปีเต็มแล้ว หลายคนจึงเริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่า ทิศทางของประเทศไทยขณะนี้กำลังดิ่งลงเหว

4. ทางรอดที่เป็นไปได้
หากเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกลงไปในหุบเหวแห่งรัฐล้มเหลวแบบสิ้นหวังสุด ๆ  เราจำเป็นต้องทำการ “ผ่าตัดโครงสร้าง” อย่างน้อยสามด้าน
1. จัดการกับกลุ่มการเมือง–ทุนเทาที่ครอบงำรัฐ
ใช้กลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ยึดทรัพย์และตัดวงจรเงินผิดกฎหมายที่เลี้ยงการเมือง
2. ฟื้นฟูสถาบันตรวจสอบ
องค์กรอิสระต้องกลับมาทำหน้าที่แท้จริง ทั้งการปราบคอร์รัปชัน ตรวจสอบงบประมาณ และการเลือกตั้ง
3. สร้างแรงจูงใจเชิงบวกต่อทุนขาว
ออกแบบระบบภาษี ใบอนุญาต และกฎระเบียบให้โปร่งใสและแข่งขันได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่สร้างนวัตกรรม ไม่ใช่ทุนที่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ

5. บทสรุปเชิงวิชาการ
หากมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ ความเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง–เศรษฐกิจ ที่เปิดช่องให้ "ทุนเทา"เข้าครอบงำ

คำตอบจึงไม่ใช่การเปลี่ยนผู้นำเพียงหน้าเดียว แต่คือการ "ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ระบบหันกลับไปสู่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ... ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เห็นทางเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไรในสภาพการเมืองแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนี้ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน 

เพราะฉะนั้น ไทยจะเดินเข้าสู่ “รัฐล้มเหลว” เป็นแน่แท้ภายใน 10 ปีต่อจากนี้ โดยการยอมจำนนต่อมะเร็งที่กัดกินอยู่ภายใน

‘พะยูน’ ลดลง สัญญาณเตือนจากท้องทะเลไทย สะท้อนระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยเสื่อมโทรมหนัก

(19 ส.ค.68) สืบเนื่องจาก ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ (17 สิงหาคม) พวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า “พะยูน” หรือที่หลายคนเรียกอย่างเอ็นดูว่า “น้องหมูน้ำ” หรือ “วัวทะเล” คือสัตว์ทะเลสงวน ที่เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทย ปัจจุบันสถานะของพะยูนกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจน ปี 2566 เหลือเพียง 282 ตัวในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2567) การลดลงของประชากรพะยูนไม่ใช่แค่ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สะท้อนถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยโดยตรง

ข้อมูลสถิติพบว่า...
• ปี 2564: พบพะยูน 261 ตัว (อันดามัน 229 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)
• ปี 2565: เพิ่มเป็น 273 ตัว (อันดามัน 242 ตัว / อ่าวไทย 31 ตัว)
• ปี 2566: เพิ่มเป็น 282 ตัว (อันดามัน 250 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)

แม้จำนวนดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขการตายกลับน่าตกใจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปี 2562–2567 พะยูนมีการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เพิ่มจากปี 2548–2561 ที่เฉลี่ยปีละ 13 ตัว และยังมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ที่มีเพียง 17.5 ตัวต่อปีเท่านั้น ช่วงต้นปี 2568 สูญเสียไปแล้วมากกว่า 13 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) ขณะที่ปี 2567, 2566, 2565, 2564, 2563 มีพะยูนเสียชีวิต 42, 40, 19, 25 และ 16 ตัวตามลำดับ สะท้อนว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พะยูนไทยตายแล้วกว่า 142 ตัว

ผลการชันสูตรพบว่า ส่วนใหญ่พะยูนตายเพราะผอมแห้งจากการขาดอาหาร อันมีสาเหตุมาจาก การลดลงของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลัก โดยหญ้าทะเลลดลงจากหลายปัจจัย เช่น
• คลื่นลม อุณหภูมิน้ำทะเล
• การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ
• ปริมาณน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
• การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น ตะกอนจากการถมทะเล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว
• กิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร เช่น การปล่อยน้ำเสีย การสร้างท่าเรือ การขุดร่องน้ำ การก่อสร้างที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และขยะจากเรือประมงและเรือท่องเที่ยว รวมทั้งการลักลอบขุดหญ้าทะเลจำหน่าย

นอกจากนี้ พะยูนยังตายจากการป่วย การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ และการกินขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งอุดตันทางเดินอาหารจนขาดสารอาหารและเสียชีวิตในที่สุด

ในระดับโลก พะยูน (Dugong dugon) ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดง IUCN ให้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยมีการกระจายพันธุ์ในกว่า 37 ประเทศ ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกได้ลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา และบางพื้นที่ เช่น แอฟริกาตะวันออกและนิวแคลิโดเนีย ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ มลภาวะชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศได้นำมาตรการอนุรักษ์เข้มงวดมาใช้ เช่น ออสเตรเลียจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลขนาดใหญ่ (Marine Protected Areas) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนห้ามใช้เครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน ขณะที่อียิปต์กำหนดเขตอนุรักษ์เฉพาะในทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้ Dugong MoU ของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์อพยพ (CMS) เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและติดตามประชากรพะยูนในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ ปี 2554 และมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 28 แห่ง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก หญ้าทะเลซึ่งเป็น “สัญญาณชีวิต” ของทะเลกำลังร่อยหรอ หากไม่มีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง พะยูนจะต้องอพยพหรือสูญพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะหายไป

จากเหตุการณ์สูญเสีย “น้องมาเรียม” และ “ยามีล” ทำให้สังคมตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤติ จนนำไปสู่การประกาศให้วันที่ 17 สิงหาคมเป็น วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและพันธสัญญาร่วมกันของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชายฝั่ง และประชาชน ในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่กระทบต่อพะยูน และพัฒนาระบบติดตามวิจัยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ขอย้ำว่าการรักษาพะยูนไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่คือการคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงนโยบายและการดำเนินงานระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่ทำลายถิ่นอาศัย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนงานวิจัยติดตามระยะยาว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ-ชุมชน ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทะเลไทยยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของพะยูน และยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพิงอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top