Monday, 15 June 2026
NEWS FEED

สาวญี่ปุ่นใจบุญ ทำข้าวกล่องแจกคนไทย เผยอยากตอบแทนน้ำใจคนไทยที่เคยช่วยเหลือ

หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในประเทศไทยแบ่งปันรสชาติจากบ้านเกิด แจกอาหารให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 สื่อญี่ปุ่นชี้ถึงแม้การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีผู้ที่เดือดร้อนอีกมาก

โยชิฮาระ เอริโกะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ได้ทำ “โอยะโกะด้ง” หรือ ข้าวหน้าไก่แบบญี่ปุ่น แจกจ่ายให้กับชาวไทยที่เดือดร้อน เธอร่วมกับชาวญี่ปุ่นอีกราว 40 คนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ทำโครงการช่วยเหลือตั้งแต่เดือนสิงหาคม มาแล้ว 2 ครั้ง โดยทำอาหารญี่ปุ่นแบบง่าย ๆ และนำสิ่งของไปแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19

คุณโยชิฮาระ บอกว่า “เธอใช้ชีวิตในประเทศไทย และเมื่อเผชิญความยากลำบากก็มีคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือมากมาย แม้เวลาผ่านไปเธอก็ไม่เคยลืมถึงความช่วยเหลือที่เคยได้รับ และอยากจะตอบแทนกลับคืนบ้างไม่มากก็น้อย”

บริเวณถนนราชดำเนินที่เธอนำอาหารและสิ่งของไปแจก มีผู้ยากไร้ที่ใช้ท้องถนนเป็นที่หลับนอนหลายราย ในยามเช้า ผู้คนต่อแถวยาวเพื่อรับอาหารและสิ่งของ ข้าวหน้าไก่ 200 ชุด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม และขนม ถูกแจกจ่ายจนหมดภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที

2 ยักษ์ ‘รัสเซีย-อินเดีย’ เร่งจับมือกระชับมิตร ขยายฐาน ‘ธุรกิจ - พลังงาน - ยุทโธปกรณ์’

‘วลาดิมีร์ ปูติน’ ผู้นำรัสเซีย บินข้ามทวีปมาเยือน ‘นเรนทรา โมดี’ นายกรัฐมนตรีอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้นตลอดทั้งปีของปูติน เนื่องจากปัญหาการระบาด Covid-19

ครั้งล่าสุดที่เห็นปูตินเดินทางเยือนต่างประเทศ คือ ช่วงกลางเดือนมิถุนายนของปีนี้ ที่มีงานประชุมทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกา และ รัสเซีย ที่กรุงเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ แล้วหลังจากนั้นก็ยังไม่ได้เห็นปูตินเดินทางไปไหนอีกเลย แม้กระทั่งงานประชุมสุดยอดผู้นำโลก COP26 เพื่อปัญหาสภาพอากาศที่เมืองกลาสโกว์ ในสกอตแลนด์ ก็ยังไร้เงาผู้นำแห่งรัสเซีย

แต่มาครั้งนี้ ทริปสุดท้ายปลายปีที่ปูตินยอมออกเดินทางจากทำเนียบเครมลิน เป็นการนัดพบกับนายกรัฐมนตรีนเนทรา โมดี แห่งอินเดีย พร้อมรัฐมนตรีคนสำคัญชุดใหญ่ทั้งฝ่ายต่างประเทศ และกลาโหม ส่งสัญญาณชัดว่าการพบปะกันของทั้ง 2 ผู้นำระดับยักษ์ใหญ่คนละซีกโลกต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ

และก็เป็นดังคาด หลังจากที่ 2 ผู้นำ ‘ปูติน-โมดิ’ พบกันด้วยบรรยากาศอันชื่นมื่นแล้ว ยังสามารถบรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญร่วมกันถึง 28 ฉบับ ที่รวมถึงการขยายฐานการผลิตปืนไรเฟิล Kalashnikov โมเดลคลาสสิกของรัสเซีย ที่เป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ที่มีการใช้งานมากที่สุดในโลก และอินเดียเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปืน Kalashnikov ให้กับรัสเซียที่ปูตินต้องการให้ผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 6 แสนกระบอก 

นอกจากนี้รัสเซียตกลงที่จะขายระบบขีปนาวุธรุ่นล่าสุด S-400 ให้กับอินเดีย พร้อมข้อตกลงความร่วมมือทางทหาร และเทคโนโลยีระหว่างกันอีกถึงปี 2031 

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทั้งรัสเซีย และอินเดีย ได้ตกลงที่จะเร่งขยายมูลค่าทางการค้าให้ได้ถึง 3 หมื่นล้านเหรียญต่อปี ภายในปี 2025 และ Rosneft บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียก็ได้เซ็นสัญญาส่งน้ำมันให้กับบริษัทน้ำมันของอินเดียในปริมาณมากถึง 2 ล้านตันภายในปี 2022 

นับเป็นการบรรลุข้อตกลง และการเดินหมากภูมิศาสตร์การเมืองที่น่าสนใจมากสำหรับทั้งรัสเซีย และอินเดีย ที่ทุกคนต่างรู้กันว่า ยืนอยู่คนละฝั่งของขั้วอำนาจโลก

โดยทางรัสเซีย นับเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่สุดของจีนแผ่นดินใหญ่ และประสานยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองร่วมกันอย่างลึกซึ้ง แต่การมาเยือนอินเดียครั้งนี้ของปูติน จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากว่า อินเดียและจีน ยังมีข้อพิพาทรุนแรงในเขตพื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัย เขตหุบเขากัลวาน และเขตที่ราบสูง อัคไซ ชิน ดังนั้น การยกระดับความร่วมมือทางการทหารระหว่างอินเดียและรัสเซีย ก็สุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความบาดหมางให้กับทางปักกิ่งได้เช่นกัน 

สหรัฐฯ แถลงไม่ส่งผู้แทนฯ ร่วม ‘โอลิมปิกปักกิ่ง’ เหตุละเมิดสิทธิมนุษย์ฯ จีนโต้ ‘ไม่ได้เชิญฯอยู่แล้ว’

โฆษกทำเนียบขาวแถลงยืนยันเมื่อวานนี้ (6 ธ.ค.) สหรัฐอเมริกาจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลไปเข้าร่วมมหกรรมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ณ กรุงปักกิ่งในปีหน้า เพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะการทำทารุณกรรมต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง

ในเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศแก่ชาวโลกว่ากำลังพิจารณามาตรการบอยคอตจีนจากกรณีที่มีวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเหตุที่วอชิงตันชี้ว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” มุสลิมอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงทางภาคตะวันตกจีน

“รัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตหรือผู้แทนจากหน่วยงานรัฐใด ๆ ไปเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2022 และพาราลิมปิกเกมส์ เพราะสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก่ออาชญากรรมทำลายมนุษยชาติในซินเจียง และละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ” คำแถลงของ นาง เจน ซากิ โฆษกทำเนียบขาวต่อที่ประชุมข่าวในวันจันทร์ (6 ธ.ค.)

คำสั่งแต่งตั้งวาระประจำปี 2564 ออกแล้ว เผยแพร่ทางแอปพลิเคชัน “แทนใจ” ผู้มีรายชื่อรายงานตัวภายใน 5 วัน

7 ธ.ค.64 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าคำสั่งแต่งตั้ง รอง ผบก. - สว. วาระ 2564 ออกครบถ้วนแล้ว สำหรับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งสามารถตรวจสอบคำสั่งผ่าน แอปพลิเคชัน “แทนใจ” และ ให้ไปรายงานตัวที่หน่วยตามที่ได้รับการแต่งตั้งภายใน 5 วัน นับแต่รับทราบคำสั่ง

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งใหม่จะได้รับการแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน “แทนใจ” ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกนายดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน “แทนใจ” เพื่อที่จะไม่พลาดข่าวสารต่าง ๆ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนั้นแล้วยังสามารถตรวจสอบสวัสดิการของตนเอง รวมถึงในอนาคตจะมีโครงการตลาดกลางสร้างอาชีพเสริมให้ข้าราชการตำรวจ เป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าของข้าราชการตำรวจและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย ในส่วนของการเดินทางไปรายงานตัวรับตำแหน่งใหม่ขอให้ถือปฏิบัติตามหนังสือ ตร. ที่ 0004.25/ว073  ลงวันที่ 24 พ.ค.50 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่และการรายงานตัว ระบุไว้ว่าให้เดินทางไปรายงานตัวรับตำแหน่งใหม่ภายในกำหนด 5 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง

สคบ. เตรียมออกกฎหมายคุม ‘กล่องสุ่ม’ ชี้!! อาจเข้าข่ายการพนัน

‘สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค’ เอาจริง เตรียมออกกฎหมายควบคุมการขายสินค้าประเภท ‘กล่องสุ่มปริศนา’ เผย อาจมีความผิดตามกฎหมายการพนัน นอกจากนี้ หากสินค้าในกล่องไม่มีฉลาก และไม่ระบุราคา ผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคอีก

จากกรณี แม่ค้าออนไลน์สุดฮอต ‘พิมรี่พาย’ ได้ไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์ในเพจพิมรี่พายขายทุกอย่าง ได้สร้างมิติใหม่แห่งการขาย หลังบิวตี้บล็อกเกอร์มาขอเปิดกล่องสุ่มเครื่องสำอาง ราคา 1 แสนบาท ได้เงิน 100 ล้านในเวลา 10 นาที

ต่อมา ได้ทำการขายกล่องสุ่มราคา 1 หมื่นบาทอีกครั้ง และขายได้เงิน 100 ล้านบาท ในเวลา 5 นาที สำหรับก่อนหน้านี้ กล่องสุ่มราคา 1 แสนบาทนั้น ลูกค้าได้นำออกมาเปิดเผยกันเป็นจำนวนมาก พบมีทั้งเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์จำนวนมาก และยังมีทอง, ไอโฟน ยันรถยนต์! Suzuki Celerio ราคาต่ำ ๆ ก็ 3 แสนกว่าบาทไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. มีรายงานว่า รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ได้ออกมากล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า...

“ขณะนี้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาของ สคบ. เตรียมพิจารณาการออกกฎกระทรวง เพื่อมาควบคุมการโฆษณาขายกล่องสุ่มปริศนา ซึ่งปัจจุบัน กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่องทางออนไลน์ และมักมีการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งเน็ตไอดอล, ยูทูบเบอร์ หรือดารานักร้องมารีวิว และโฆษณาชักชวนให้ผู้บริโภคมีความสนใจ จนหลงเชื่อและซื้อสินค้า ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์, วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อช่วยคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม”

ทั้งนี้ สคบ. มองว่า ปัญหาสำคัญสำหรับการโฆษณาหรือจำหน่ายกล่องสุ่มมี 2 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรก อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการพนัน ที่ดูแลโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หากไม่ได้ทำการขออนุญาตอย่างถูกต้อง หรือไม่ผ่านการตรวจสอบ ส่วนประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เพราะการระบุข้อมูลในกล่องว่ามีเพียงประเภทสินค้า เช่น เครื่องสำอาง หรือของใช้ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดสำคัญของสินค้า ทั้งฉลากและราคา มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคต้องได้รับข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาของสินค้าที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นสินค้าได้อย่างชัดเจนว่ามีความจำเป็นก่อนตัดสินใจซื้อ

"สกลธี" รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เร่งผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนการจ้างงาน "คนพิการ" อย่างบูรณาการ

ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร "นายสกลธี ภัททิยกุล" รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดใจกับรายการเปิดฟ้า ช่วง "คนละไม้คนละมือ" ทาง ททบ.5 พูดคุยกับ นายชัยพร ภูผารัตน์ ผู้อำนวยการสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย / นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย และผู้ดำเนินรายการ เกี่ยวกับนโยบายและวิสัยทัศน์การสนับสนุนส่งเสริมให้ "คนพิการ" มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ เพื่อเลี้ยงดูแลตนเองและครอบครัว ด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่ง"นายสกลธี ภัททิยกุล" รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการผลักดันให้คนพิการมีงานทำ สืบเนื่องจากได้มีการ พูดคุยหารือ กับ "อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ " ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย และตำแหน่ง นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เข้าถึงโอกาสการจ้างงาน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ในส่วนเกี่ยวข้อง การจ้างงานคนพิการมาตรา 33 / 34 และ 35 อีกครั้ง ยังเล็งเห็นศักยภาพของคนพิการทุกประเภท มีความสามารถทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ ได้ดีเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ และเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ในการให้โอกาส การมีงานทำ สำหรับคนพิการบนความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

อีกทั้ง ยังมีนโยบายในการเตรียมความพร้อมสำหรับคนพิการ เพื่อการพัฒนาและฝึกฝนทักษะสายงานอาชีพต่างๆ ให้เป็นไปในความต้องการของหน่วยงานของภาครัฐ และภาคเอกชน ที่อยากจะได้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ 

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆแล้ว "กรุงเทพมหานคร" ยังมอบหมาย ให้หน่วยงานต่างๆอาทิเช่น สำนักงานเขต ของกรุงเทพฯ เริ่มต้นจากการจ้างงานคนพิการ 1 คน เพิ่มเป็น 2 คน ก็จะทำให้มีคนพิการ มีงานทำมากกว่า 100 อัตรา และอนาคตอันใกล้นี้ยังจะให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพฯที่มีมากกว่า 300 แห่ง เปิดรับสมัครคนพิการเข้าทำงานด้วยเช่นกัน ก็จะเป็นการเพิ่มอัตราแรงงานคนพิการ มีอาชีพ มีรายอีก และเป็นการลดภาระแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ท้ายนี้ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการเตรียมความพร้อม ในด้านสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก "Universal Design" เพื่อคนทั้งมวล ที่ "สำนักงานเขตราชเทวี" กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก  "ดร.นราทิพย์ ผินประดับ" ผู้อำนวยการสำนักงานเขตราชเทวี และผู้บริหารฝ่ายต่างๆ พาสำรวจอาคารสำหรับต้อนรับคนพิการมาทำงานได้อย่างสะดวก

 

ศาลสั่งจำคุก 'ซูจี' 4 ปี คดีปลุกปั่น-ฝ่าฝืนข้อกำหนดโควิด ด้าน พล.อ.มิน อ่องหล่าย อภัยโทษให้เหลือ 2 ปี

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 64 นางซูจีถูกศาลเมียนมาตัดสินในคดียุยงปลุกปั่น-ฝ่าฝืนข้อกำหนดการควบคุมโควิด-19 โดยศาลสั่งจำคุก 4 ปี ต่อมาผู้นำรัฐบาลทหารได้อภัยโทษ ลดเหลือจำคุกสองปี

นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมาที่ถูกกองทัพโค่นล้มอำนาจ ได้รับการลดโทษจำคุกครึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี โดยเป็นการอภัยโทษจากหัวหน้าคณะรัฐประหารในคดีที่เธอถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี ข้อหายุยงปลุกปั่นและฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งหมดรวม 11 กระทง ซึ่งเธอให้การปฏิเสธทั้งหมด 

รายงานระบุว่า นางซูจีถูกศาลสั่งตัดสินจำคุก 4 ปีในช่วงเช้าวานนี้ แต่ในเวลาต่อมา พลเอกมิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารได้อภัยโทษให้เธอเหลือ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่านางซูจีจะถูกนำตัวเข้าเรือนจำหรือไม่ เพราะในเวลานี้เธอถูกควบคุมตัวไว้ยังสถานที่ที่ไม่มีการเปิดเผย โดยตัวเธอเองก็ถูกควบคุมตัวอยู่แต่ภายในบ้านพัก มาตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่นายวิน มินต์ อดีตประธานาธิบดีก็ถูกลงโทษจำคุกสี่ปีเช่นกันเมื่อวานนี้ ในข้อหาเดียวกันกับนางซูจี 

“อลงกรณ์”แนะ”ชลน่าน”อย่าทำผิดซ้ำสอง หลังประกาศรื้อฟื้นโครงการจำนำข้าว  ชี้สมาคมชาวนาหนุนโครงการประกันรายได้เพราะตอบโจทย์ปฏิรูปข้าวมากกว่า

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้วที่กล่าวว่า”…โครงการประกันรายได้ ไม่ส่งเสริมการลดต้นทุน ไม่ส่งเสริมการผลิต และไม่ส่งเสริมการตลาด เป็นเพียงการชดเชยส่วนต่าง ซึ่งแตกต่างกับโครงการรับจำนำข้าว ที่เป็นการเข้าจัดการกลไกราคาตลาด ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น ชาวนาขายข้าวได้มากขึ้น…”

โดยนายอลงกรณ์กล่าววันนี้(7ธ.ค)ว่า นพ.ชลน่านควรศึกษากรณีอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ แกนนำพรรค ข้าราชการและพ่อค้านักธุรกิจที่ติดคุกเพราะทุจริตโครงการจำนำข้าวรวมทั้งรายงานการศึกษาของทีดีอาร์ไอ(TDRI)ประเด็นความเสียหายที่ก่อหนี้ให้กับประเทศหลายแสนล้าน หากคิดจะฟื้นคืนชีพโครงการนี้ 

โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่รัฐซื้อข้าวทุกเมล็ดจากชาวนาแล้วจ้างโรงสีสีข้าวและเก็บข้าว เป็นการซื้อแพงสูงกว่าราคาตลาดโดยหวังว่าเมื่อซื้อข้าวมาเก็บไว้มากๆและซื้อราคาสูงจะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นตามซึ่งเป็นแนวคิดทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ดังนั้นเมื่อไม่สามารถทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น และไม่สามารถระบายขายออกเพราะซื้อมาแพง ทำให้ข้าวค้างสต็อกหลายล้านตัน ในที่สุดโครงการขาดสภาพคล่องไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวติดหนี้ค้างจ่ายชาวนา หลายคนถึงกับฆ่าตัวตายจนเป็นข่าวใหญ่ในช่วงปี2556-57

ประการสำคัญคือการซื้อข้าวทุกเม็ดเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพได้ทำลายมาตรฐานการผลิตและคุณภาพข้าวไทยและยังสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์หรือแบรนด์ข้าวของเราในตลาดโลก รวมทั้งการมีข้าวค้างสต็อกในประเทศไทยหลายล้านตันมีผลต่อการกดทับราคาข้าวในตลาดโลก

ยิ่งกว่านั้นยังมีการทุจริตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีคนของรัฐบาลร่วมกับเครือข่ายพรรคพวกนักธุรกิจพ่อค้าโกงกันแบบมโหฬารเป็นขบวนการใหญ่จนต้องโทษติดคุกจำนวนมาก

นับเป็นโครงการที่ล้มเหลวมีการคอรัปชั่นอื้อฉาวมากที่สุดและเสียหายมากที่สุดเป็นเงินหลายแสนล้านบาท จนถึงวันนี้ประเทศยังต้องใช้หนี้ที่โครงการจำนำข้าวก่อไว้ อีกหลายปีกว่าจะหมดอย่าทำผิดซ้ำสองเลยครับ ลองอ่านผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ.(TDRI)เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวตามไฟล์ที่ผมแนบมาจะเข้าใจในเรื่องที่ผมกล่าวมาทั้งหมด คิดทบทวนให้ดี ไปสร้างนโยบายดีๆมีคุณภาพมานำเสนอใหม่น่าจะดีกว่านะครับ

สำหรับโครงการประกันรายได้ที่ท่านวิจารณ์โดยไม่มีการศึกษาวิเคราะห์ด้วยข้อมูลและเหตุผลอย่างรอบด้านทำให้ผมต้องขอโอกาสในการทำความเข้าใจ

โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวนาเป็นการประกันรายได้ไม่ใช่ประกันราคาเมื่อราคาข้าวต่ำกว่าเกณฑ์ประกันรายได้ ชาวนาจะได้เงินส่วนต่างชดเชย เช่นถ้าชาวนาขายโรงสีได้7พันก็จะได้ชดเชยส่วนต่าง3พันสำหรับข้าวเปลือกเจ้าที่ความชื้น15เปอร์เซ็นต์ เป็นต้นโดยระหว่างนั้นก็มีมาตรการเสริมอื่นๆเพื่อยกระดับราคาข้าวและสนับสนุนการผลิตของชาวนา

การจ่ายเงินส่วนต่างจะโอนตรงจากธกส.ไปยังบัญชีชาวนาโดยตรงเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลและเป็นโครงการที่เกษตรกรพึงพอใจมากที่สุดโครงการหนึ่งของรัฐบาลเพราะสามารถสร้างหลักประกันรายได้(Universal basic income)จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในช่วงที่เกิดความผันผวนของราคาผลผลิตทางการเกษตรจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด19ที่ทำให้เศรษฐกิจวิกฤตไปทั่วโลก ถือเป็นนโยบายเรือธง(Flagship policy)ของพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาล

โครงการนี้ได้ช่วยพัฒนาฐานะและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและครอบครัวเกือบ30ล้านคนเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแรงงานและการจ้างงานมากที่สุดซึ่งเป็นฐานรากสำคัญที่สุดของประเทศ ทำให้สามารถรักษาการผลิตสินค้าเกษตรสร้างรายได้ในการส่งออกให้กับประเทศของเราจนเป็นอันดับต้นของสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า1ล้านล้านบาทต่อปีในช่วง2ปีที่ผ่านมา

โครงการประกันรายได้ไม่ใช่โครงการโดดๆแต่เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเปลี่ยนผ่าน(Transition period)ของการปฏิรูปภาคเกษตรเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ของข้าวและชาวนาภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าว5ปี(2563-2567)ขับเคลื่อนด้วย4ยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำการผลิตมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนพัฒนาพันธ์ุสร้างมาตรฐานเชื่อมโยง”กลางน้ำ”การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มและ”ปลายน้ำคือการตลาดแบบออนไลน์และออฟไลน์ทั้งตลาดในและต่างประเทศตามโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต
ซึ่งสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยก็ประกาศเห็นด้วยและสนับสนุนโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวภายใต้ยุทธศาสตร์ปฏิรูปข้าว5ปี

การปฏิรูประบบข้าวในพื้นที่60ล้านไร่ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลารวมทั้งต้องมีนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ทำได้ไวทำได้จริง

วันนี้การปฏิรูปข้าวทั้งระบบครบวงจรเริ่มคืบหน้าในทิศทางที่ถูกต้องอย่างมีอนาคต ตัวอย่างเช่น โครงการGlobal Food Valley หรือนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารที่มีศูนย์แปรรูปข้าวใหญ่ที่สุดในอาเซียนกำลังสร้างในเขตผลิตข้าวลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา ,โครงการข้าวอินทรีย์(Organic Rice)ตั้งเป้า 1,000,000 ไร่ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิในภาคอีสานผ่านการรับรองกว่า3แสนไร่แล้ว ,การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรอย่างมีเป้าหมายขยายตลาดข้าว,การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(ศูนย์AIC-Agritech and Innovation Center)ครบทั้ง77จังหวัด เป็นครั้งแรกเพื่อดูแลภาคเกษตรทุกจังหวัดได้คิกออฟพร้อมกันตั้งแต่1มิถุนายน2563 ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาสร้างเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่เกษตรกรชาวนาและนาข้าวทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ ตลอดจนการยกระดับนาแปลงใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรกลและระบบเกษตรอัจฉริยะกว่า3,000แปลงในทุกภาค

‘อลงกรณ์ พลบุตร’ ฝากถึงคน ปชป.!! ย้ายออกจากพรรค "อย่าถูกกลืน" ไปแล้วก็กลับมาได้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน

‘อลงกรณ์ พลบุตร’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนบทความอย่างน่าสนใจในเฟซบุ๊กส่วนตัว

“อย่าถูกกลืน”

รักและห่วงเพื่อนที่จากไปทุกคน

วันวานอ่านข่าวเห็นท่านชวนเตือนว่า “ไปแล้วให้รักษาอุดมการณ์ อย่าถูกกลืน”

ผมคิดว่าเป็นการฝากหลักการหลักคิดในการครองตนของคนประชาธิปัตย์ที่ออกจากพรรคไปอยู่ที่อื่น

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยออกจากพรรคไปเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป

ตอนนั้นหมกมุ่นคิดฝันแต่เรื่องการปฏิรูปพรรคปฏิรูปประเทศ

ตั้งใจไปทำแผนปฏิรูปประเทศเหมือนสถาปนิกออกแบบพิมพ์เขียวเสร็จก็จบงาน

2 ปีกว่าที่อยู่ท่ามกลางอำนาจและโอกาสแถมมีตำแหน่งเป็นรองประธานสปท.คนที่.1

ลาภยศสรรเสริญกองอยู่ตรงหน้าถ้าเดินต่อบนเส้นทางนั่น

มันน่าถูกกลืนเหลือเกินถ้าคิดเห็นแก่ตัวเพื่อประโยชน์และอนาคตของตัวเอง

คำเชิญคำชวนมาทั้งก่อน และหลังพ้นตำแหน่ง

แต่ผมก็ตัดสินใจตอนนั้นว่าจะวางมือทางการเมืองเพื่อไม่ต้องเดินทางบนถนนการเมืองอีกหรือไม่ก็กลับบ้านหลังเก่าคือประชาธิปัตย์

ก็มีคำถามตามมาว่าทำไมถึงกลับประชาธิปัตย์

ผมบอกว่ามี 4 เหตุผลหลัก

1.ถ้าจะเดินต่อทางการเมืองไปอยู่พรรคใหม่ก็ต้องสู้กับพรรคประชาธิปัตย์

ผมทำไม่ได้ครับ ที่จะต้องรบราทำศึกกับพี่น้องของผม และประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่ต้องรักษาไว้

2.เมื่อครั้งเดินทางเข้าพรรคสมัครเป็นสมาชิกลงเลือกตั้งที่เพชรบุรีปี 2535/1 บนเวทีปราศรัยที่สนามหน้าเขาวังมีท่านชวนหัวหน้าพรรคในขณะนั้นนั่งอยู่ด้วย ผมประกาศกับประชาชนคนเมืองเพชรว่า

ผมเกิดที่พรรคประชาธิปัตย์และจะตายที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเดียว

3.ผมอยากกลับมาปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ตามฝันที่คิดไว้ตอนเสนอปฏิรูปพรรคเมื่อปี2556

4.บ้านเมืองยังวิกฤติ ประชาธิปัตย์คือความหวังเพราะเป็นสถาบันการเมืองหลัก

แล้วผมก็กลับมาของานทำที่พรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม

เลือกกลับมาทั้งที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรและจะอยู่อย่างไรในปลายปี 2561

เพราะผมคงเป็นคนเดียวที่ทั้งก่อนจากไปและเมื่อกลับมาโดนดุด่าว่ากล่าวหนักหนาสาหัสมากจากพี่ๆน้อง ๆ ในพรรค

ถ้าคิดน้อยใจหรือไม่อดทนก็คงพกความแค้นติดตัวเตลิดไปแล้ว

เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตบนทางแพร่งที่ต้องตัดสินใจของผม

ต้องเลือกระหว่างอนาคตของตัวเองหรืออนาคตของพรรค

เป็นการเลือกครั้งที่2เหมือนครั้งแรกที่ตัดสินใจมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2534

กว่า 20 ปี ที่ร่วมรบทำศึกในสนามเลือกตั้งแพ้บ้างชนะบ้าง และเมื่อพรรคมอบหน้าที่เป็นประธานตรวจสอบทุจริตก็โดนคดีอาญาร่วม 20 คดีโดนฟ้องทางแพ่งเป็นพันเป็นหมื่นล้าน ต่อสู้คดีมากว่า 10 ปี เรียกว่าบาดแผลเต็มตัวเต็มผืนหลัง

เขียนมาเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และเป็นอีกข้อคิดเตือนใจ

สำหรับชาวประชาธิปัตย์ทุกคนที่เมื่อถึงโมเมนต์ที่ต้องตัดสินใจ หรือถ้าไปแล้วก็กลับมาได้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงหรือถูกกลืนเสียก่อน ตามข้อตือนใจของท่านชวน

 

สำนักสงฆ์พระพุทธบาทคีรีศรีสุทโธ - ถ้ำบาตร จัดพิธีบวงสรวงหล่อพระพุทธรูป องค์ที่ 99 ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

พระครูปลัดกุศล เขมวีโร เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์พระพุทธบาทคีรีศรีสุทโธ ประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีบวงสรวงหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่ 99 หน้าตัก 2.5 เมตร สูง 4 เมตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ และเพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการบูชาแด่เทพเทวาและมนุษย์ได้มากราบไหว้ เพื่อเป็นสิริมงคลชัย ประดิษฐานไว้ ณ สำนักสงฆ์พระพุทธบาทคีรีศรีสุทโธ ตำบลสิงห์  อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา

นายชิษณุพงศ์ - นางธัญญารัตน์  ปัญจไชยโรจน์ และครอบครัว เจ้าภาพฯ พร้อมด้วยคณะศิษย์พระครูปลัดกุศลฯ สาธุทุกหมู่เหล่าที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อเข้าร่วมพิธีบวงสรวงและรวมพลังศรัทธาหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่ 99 อย่างล้นหลาม ภายใต้การจัดพิธีบวงสรวงมีการวางมาตรการการป้องกันควบคุมโควิด-19 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. ตั้งจุดตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิประชาชนก่อนเข้าร่วมพิธีอย่างทั่วถึงกัน

สำหรับพิธีบวงสรวงหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่ 100 และ 101 กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00 น. จึงขอเชิญชวนสาธุชนทั้งหลายรวมกำลังร่วมพลังศรัทธาสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ ฝากไว้ในแผ่นดินโดยทั่วกัน

และขอเชิญสาธุชนทุกหมู่เหล่ารวมพลังศรัทธาร่วมสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย จำนวน 500 พระองค์ ประดิษฐานไว้ ณ สำนักสงฆ์พระพุทธบาทคีรีศรีสุทโธ ตำบลสิงห์  อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาเป็นพุทธานุสสติ แก่พุทธศาสนิกชน และเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top