Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

“ผู้บัญชาการ ภ.7”นำทีมแถลงผลงานรวบ 2 ผตห.ยึดไอซ์ 210 กิโลกรัม กัญชาแห้งอัดแท่ง 390 กิโลกรัม รวมมูลค่าของกลางเกือบ 100 ล้าน

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.นัยวัฒน์  ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7  แถลงว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นจับกุมในพื้นที่รับผิดชอบโดยให้ ทุกหน่วยเปิดปฏิบัติการบุกทะลวงเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญแบบไม่ให้ตั้งตัว เข้าถึงเป้าหมายอย่างเฉียบขาด ทลายจุดพักยา และเส้นทางลำเลียงอย่างเด็ดขาด พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการค้ายาเสพติด

วันนี้ ตนพร้อมด้วย นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายสำรวย วรเตชะคงคา ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันแล้วปราบปรามยาเสพติดภาค 7 พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย รอง ผบช.ภ.7(ปส) พล.ต.ต.สมภพ คูหาวิชานันท์ ผบก.ภ.จว.สมุทรสงครา พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 และนายอำเภออัมพวา, ผกก.สภ.อัมพวา จว.สมุทรสงคราม, ปลัดอำเภออัมพวา (ฝ่ายความมั่นคง) กอ.รมน.จังหวัดสมุทรสงคราม และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแถลงข่าว การปราบปรามแหล่งพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล  No Drugs No Dealers ได้ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด  และปราบปรามยาเสพติดตามนโยบาย ตร. 

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อัมพวา ได้จับกุมผู้ต้องหาจำนวน (2) คน นายทรงพล (นามสมมุติ)อายุ 30 ปี 
,น.ส.พนิดา(นามสมมุติ)อายุ 22 ปี ตรวจยึด ของกลางยาเสพติดดังนี้ (1)ยาไอซ์ 210 กิโลกรัม (2.)กัญชาอัดแท่ง 390 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 81 ล้านบาท 

พล.ต.ท.นัยวัฒน์กล่าวอีกว่ายังได้สั่งการให้ดำเนินการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมกระทำผิด และตรวจยึ ทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติดต่อไป ”ผบช.ภ.7 กล่าว“

'ฮุนเซน' ออกโรงวอนชาวเขมรอย่าแบน 'โค้ก' หลังน้ำอัดลมเจ้าดังเขี่ย 'แวนด้า' พ้นพรีเซนเตอร์

 'ฮุนเซน' โพสต์กลางดึกปรามชาวเขมรอย่าแบน 'โค้ก' หลังแห่เดือดไม่พอใจปมถอด 'แวนด้า' พ้นพรีเซนเตอร์ หวั่นตกหลุมพรางของศัตรู พร้อมกล่อมแร็ปเปอร์ดังต้องอดทนเพื่อประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) กระแสโซเชียลกัมพูชากำลังร้อนแรง หลังเพจ Coca-Cola Cambodia ถูกถล่มยับ จากกรณีถอด แวนด้า หรือวัณณ์ฎา มาน แร็ปเปอร์ชื่อดังของกัมพูชา ออกจากการเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ รวมทั้งลบภาพต่างๆ ของ ‘แวนด้า’ ออกจากเพจ โดยคาดว่าสาเหตุหลักมาจากกรณีละเมิดเงื่อนไขสัญญา หลังเจ้าตัวออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ข้อความลักษณะชี้ว่า ไทยยิงก่อน เนื่องจากคำพูดและท่าทีที่อาจถูกมองว่าส่งเสริมความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์จะยอมเสี่ยงต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบจากผู้บริโภคอีกฝ่าย

ตามหลักการว่าจ้างพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ระดับโลก มักมีข้อกำหนดชัดเจนว่า “ห้ามใช้ภาพลักษณ์ไปในทางลบ” โดยผู้ที่เซ็นสัญญาจะต้องประพฤติตนให้อยู่ในกรอบ และแสดงออกในเชิงบวกเท่านั้น เพราะพรีเซนเตอร์ถือเป็นหน้าตาของแบรนด์ ทุกพฤติกรรมจึงอาจกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทโดยตรง ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ที่เซ็นสัญญาตลอดระยะเวลาการเซ็นสัญญา ต้องรับผิดชอบต่อแบรนด์ระดับโลกที่ให้การสนับสนุนด้วย

ล่าสุดเมื่อช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนวันที่ 18 ส.ค. สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ประชาชนใช้สติและพิจารณาให้รอบคอบ โดยย้ำว่า Coca-Cola เป็นแบรนด์สัญชาติสหรัฐฯ และเป็นสินค้าที่ช่วยสร้างงานให้กับชาวกัมพูชา หากการแบนสินค้ารุนแรงจนบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนธุรกิจออกจากกัมพูชา ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาโดยตรง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ศัตรูได้เปรียบ หลังเกิดกระแสชาวกัมพูชาจำนวนมากประกาศร่วมกันแบน CocaCola เพื่อตอบโต้กรณีบริษัทปลดแร็ปเปอร์ชื่อดัง แวนด้า ออกจากตำแหน่งพรีเซนเตอร์

ข้อความจาก ฮุน เซน มีใจความว่า “พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย ขอให้ใจเย็นและคิดให้รอบคอบ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า บริษัทที่ยกเลิกสัญญากับแวนด้านั้น เพราะแวนด้าเป็นคนรักชาติหรือเพราะเหตุผลใด แม้ว่า Coca-Cola เป็นสินค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ถือเป็นสินค้าของกัมพูชาด้วย เพราะมีการผลิตในกัมพูชา มีแรงงานกัมพูชาทำงาน และเรายังได้รับสินค้า ได้ภาษีที่เข้ามาสู่กัมพูชา ซึ่งเป็นการมีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าบริษัทถอนตัวออกจากกัมพูชา กัมพูชาก็เป็นฝ่ายแพ้ และศัตรูของเราก็จะเป็นฝ่ายชนะ

ศัตรูของเราตั้งแต่แรกก็ต้องการทำลายเศรษฐกิจของเราอยู่แล้ว ทั้งการขู่ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดน้ำมัน แต่ครั้งนี้เรากลับเลือกที่จะตัดและหยุดซื้อเสียเอง เพื่อไม่ให้ถูกข่มขู่ต่อไป ผมไม่ได้คัดค้าน ถ้า Coca-Cola เหล่านี้ ถูกผลิตในประเทศไทย ก็สามารถหยุดบริโภคได้ แต่ Coca-Cola เหล่านี้ผลิตขึ้นภายในประเทศกัมพูชา หากมีการสั่งแบน เท่ากับเป็นการปฏิเสธสินค้าที่เกิดจากการผลิตภายในประเทศเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อการจ้างงาน รายได้ของประชาชน รวมถึงรายได้ของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ พวกเขากำลังผลักให้เราเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะสร้างปัญหาในทางการทูตเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัมพูชากับอเมริกา อย่าให้เราตกหลุมพรางของศัตรู แม้แต่บริษัทไทยที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา เราก็ยังต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของเราเอง พ่อหวังว่าแวนด้าจะเข้าใจ แม้ว่าลูกจะถูกยกเลิกสัญญาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ขอให้ลูกอดทนเพื่อประโยชน์ของชาติ แวนด้าคือเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณการเสียสละเพื่อส่วนรวมของชาติ”

เชียงใหม่-ร่วมเจรจาธุรกิจในงาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to  Chengdu 2025 

(18 ส.ค. 68) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เข้าร่วมเจรจาธุรกิจในงาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to  Chengdu 2025 โดยมี พลเอกโกศล ประทุมชาติ กรรมการบริหาร ทำหน้าที่ ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมเจรจาธุรกิจและส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ขยายฐานตลาดต่างประเทศให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นที่รู้จักในตลาดนักท่องเที่ยวจีน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
          
สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ B2B (Business to Business) กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร โดยนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ที่เป็นจุดเด่น ได้แก่ เสือโคร่งสีทอง “น้องเอวาและพี่ลูน่า” รวมทั้งการแสดงน้ำพุดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและสูงที่สุดในเอเชีย และเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีสู่ระดับสากล ตอกย้ำบทบาทในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริม Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน
          
นอกจากนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เข้าพบ นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู นางสาวธาริณี สมบุญ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. และ นางสาวสุรัสยา รัตนาภรณ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเฉิงตู เพื่อแนะนำกิจกรรมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และอัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน
          
ทั้งนี้ งาน Amazing Thailand Chiang Mai Roadshow to Chengdu 2025 จัดโดยการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน กว่า 100 ราย ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายฐานตลาดต่างประเทศของเชียงใหม่ในตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพื่อการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่

”อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์“ เชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีนเป็นเสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“     ชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

(18 ส.ค. 68) สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ร่วมกับพิพิธภัณฑ์หงหู สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน “นิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีน ครั้งที่ 2” อย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ กรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันลึกซึ้งในวัฒนธรรมและศิลปะระหว่างสองประเทศ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสร้างเวทีให้ศิลปินมีโอกาสถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าต่อสาธารณชน ตอกย้ำมิตรภาพที่มั่นคงระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ, นางสาวประจงจิต พลายเวช รองประธานกิตติมศักดิ์สมาคมฯ และ นางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย ผู้จัดงานในครั้งนี้

ความพิเศษของนิทรรศการครั้งนี้ คือการนำเสนอผลงานภาพวาดพู่กันจีนจากศิลปินชั้นนำกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายเฟิง กุ้ยฉวน ประธานพิพิธภัณฑ์หงหู และหัวหน้าคณะศิลปินจากประเทศจีน นำทีมมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน อาทิ ภาพเขียนเทพเจ้ากวนอู ภาพเขียนภูเขา ภาพทิวทัศน์ ภาพหมีแพนด้า ภาพสัตว์มงคล และภาพดอกไม้ ถ่ายทอดผ่านฝีแปรงพู่กันจีนอย่างประณีตและทรงคุณค่า

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวว่า
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศในด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และเศรษฐกิจถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวจีน พร้อมกระตุ้นความสนใจในศิลปวัฒนธรรมจีนในหมู่ประชาชนไทยได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิลปิน กระชับมิตรภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและขอเชิดชูศิลปะภาพวาดพู่กันจีน เสมือนฑูตวัฒนธรรมสานสัมพันธ์”ไทย-จีน“อย่างยั่งยืนยาวนานและชื่นชมสมาคมการค้าไทย-จีนฯและพิพิธภัณฑ์หงหูจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาดพู่กันจีนฉลองมิตรภาพ50ปี2ชาติ

ทั้งนี้ภาพวาดพู่กันจีนถือเป็นศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ ปรัชญา และวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในหลายด้าน 
1. สะท้อนปรัชญาและความเชื่อ
ภาพวาดจีนมักแฝงแนวคิดเต๋าและขงจื๊อ เช่น ความสมดุลของหยิน-หยาง (ภูเขาเป็นหยิน น้ำเป็นหยาง) 
ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ (ความยืดหยุ่น), ปลาคาร์ฟ (ความสำเร็จ), เสือ (อำนาจ) เพื่อสื่อความหมายเชิงปรัชญา 
2. เป็นเครื่องมือฝึกจิตใจ
การวาดพู่กันจีนต้องใช้สมาธิสูง ช่วยขัดเกลาจิตใจและสร้างสมดุลทางอารมณ์ 
3. มรดกทางวัฒนธรรม
มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง 
ภาพวาดโบราณเช่น "คนขี่มังกร" (สมัยจั้นกั๋ว) ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
4. เทคนิคและสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัว
ใช้ "รัตนะทั้งสี่" ได้แก่ พู่กันจีน หมึก กระดาษเซวียนจื่อ และแท่นฝนหมึก 
มีหลักการสำคัญ 6 ประการ โดยเฉพาะ "จิตวิญญาณแห่งจังหวะ"ซึ่งเป็นพรสวรรค์เฉพาะตัว 
เน้นพื้นที่ว่างและความเรียบง่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการ 
 5. บทบาทในสังคมจีน
ในอดีตใช้คัดเลือกขุนนาง โดยวัดจากลายมือและความประณีต 
ปัจจุบันยังเป็นศิลปะที่มีชีวิต ใช้ตกแต่งบ้านเพื่อเสริมฮวงจุ้ย 
ศิลปินมักรวมบทกวี ตราประทับ และภาพวาดไว้ด้วยกัน เรียกว่า "สี่ล้ำเลิศ" 
ภาพวาดพู่กันจีนจึงไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่เป็น "หน้าต่าง" ที่เปิดสู่โลกทัศน์ วิถีคิด และจิตวิญญาณของอารยธรรมจีนมาหลายพันปี.

กระบี่-ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์ พร้อมจัดประชุมผู้บริหารสัญจรที่กระบี่

(18 ส.ค. 68)  ณ ห้องไทรเงิน โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ประกอบไปด้วย การทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์

การทลายแก๊งคนไทยเชื้อสายจีน เช่าห้องโรงแรมย่านรัชดาเปิดธุรกิจซื้อขายบัญชีม้า บุกรวบตัวได้คาห้อง 13 ราย สืบเนื่องจาก ตำรวจได้สืบสวนพบการลักลอบซื้อขายบัญชีม้าผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบข้อมูลว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการนัดซื้อขายบัญชีม้ากันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มบุกคคลที่รับซื้อขายบัญชีม้านั้นเป็นวัยรุ่นไทยเชื้อสายจีน นำโดยชายอายุประมาณ 20 ปี ตำรวจจึงตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร  พร้อมบัตร ATM จำนวน 22 เล่ม และดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

กวาดล้างอาชญากรรมแดนใต้ ตรวจค้น 7 จุด จับกุม 8 ราย ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน และอาวุธปืน พร้อมออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” โดยจุดที่ 1 จับกุมอาวุธปืน ในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 
จุดที่ 2 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 
จุดที่ 3 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ณ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา 
จุดที่ 4 จับกุมหวยเถื่อน ณ ร้านโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ย่านถนนกะโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 5 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 6 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 
จุดที่ 7 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง 
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” เงินหมุนเวียนกว่า 10ล้านต่อเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่าย “Lucabet123plus” ซึ่งเป็นเว็บพนันรายใหญ่ มีความเชื่อมโยงไปยังนาย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นาย “ก๊ก อาน” กับพวกรวม 20 คน อีกด้วย

“Money Cash Back” ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน ตำรวจไซเบอร์ช่วยเหยื่อโจรออนไลน์ชาวปักษ์ใต้ โดนหลอกรวมกันสูญกว่า 30 ล้าน อายัดทัน 1.2ล้าน นำคืนผู้เสียหาย 3 ราย ประกอบไปด้วย
รายที่1 เป็นหญิงชาวภูเก็ต ถูกชักชวนให้หารายได้โดยการกดเพิ่มสินค้าให้กับเว็บไซต์ โดยหลอกให้โอนเงินสำรองไปก่อนจึงได้รับผลตอบแทน สูญเงินไป 220,260.27 บาท ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 70,449.27 บาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่2 เป็นหญิงชาวเกะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้น สูญเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท ต่อมา ผู้เสียหายพบเพจเฟซบุ๊กปลอบที่แอบอ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ โดยอ้างว่าจะดึงเงินจากคนร้ายที่หลอกลวงให้กลับมาได้ จึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ พร้อมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายเพิ่มหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่ 3 เป็นหญิงชาวพัทลุง ได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นการไฟฟ้า อ้างว่าจะเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้เป็นแบบดิจิทัล เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงแนะนำให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีผู้เสียหาย จำนวน 1,951,230 บาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 210,074 บาท นำคืนผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ยังย้ำว่า ให้ประชาชนทุกคน โปรดระวัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้ดี หรือสร้างความโลภให้ หรือกดดันให้ต้องรีบร้อนดำเนินการ หรือข่มขู่ให้รู้สึกหวาดกลัวให้รีบโอนเงิน สุดท้าย จะกดดันไม่ให้ปรึกษาใคร หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังถูกมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ให้รีบวางสายแล้วปรึกษาคนที่ท่านเชื่อถือได้ หรือโทร 1441 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) โดยเร็วที่สุด 

พร้อมกันนี้ ผบช.สอท.ได้ประชุมผู้บริหารสัญจร โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 จังหวัดกระบี่ (ศูนย์ประสานส่วนหน้า กก.1 บก. สอท.5  จว.กระบี่)

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

ย้อนเรื่องราว ‘ติเอโก้’ อดีตไอดอลกุนขแมร์ ชาวบราซิล สุดท้ายซมซานกลับบ้านเกิดหาเลี้ยงปากท้องด้วยการสอน “มวยไทย”

(17 ส.ค. 68) นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า พอมีข่าว ไมเคิล บัปฟาโร ที่หิวแสงไปแปลงร่างเป็นนักข่าวหากินกับเขมร หลายคนนึกถึง ถามถึง รุ่นพี่ ติเอโก้ อดีตนักมวยไทย ชาวบราซิล ที่หักหลังมวยไทยไปเป็น ฮีโร่กุนขแมร์ ว่าวันนี้้เป็นไงบ้าง

สรุปได้ 7 ข้อดังนี้ครับ
1. ติเอโก้เป็นคนบราซิล มาเรียนมวยไทย จนได้ดี เปิดยิมมวยไทย ดังระดับนึง

2. 2-3 ปีก่อน เขมรอยากโปรโมทกุนขแมร์ เลยจ้างติอาโก้ไปต่อยกุนขแมร์ เป็นที่ฮือฮา ได้เป็นฮีโร่เขมร เลยเกิดติดใจ เห็นโอกาส

3. พอได้เป็น ฮีโรเขมร ก็ใส่ธงชาติเขมรไปต่อยในงานมวยไทย พอชนะได้ ก็ประกาศว่าข้าคือมวยกุนขแมร์ชนะมวยไทย

4. ต่อมาถูกคนไทยแบน เลยย้ายไปเขมร ดังครั้งแรกเพราะความขัดแย้งมวยไทย-กุนขแมร์ ได้สัญชาติเขมร ได้ชื่อเขมร ว่า เสน จันทร์ฤทธิกุล ที่เคยสักคำว่า Muay Thai ก็มาสักรูปปราสาทเขมรทับ ชอบออกคอนเทนต์ยกยอเขมร ด่ามวยไทย สไตล์ “เนรคุณ”

5. ผ่านไป 2 ปีเพิ่งมารู้ว่า อยู่เขมรไม่มีเงิน แต่ทุบหม้อข้าวตัวเอง กลับไทยไม่ได้แล้ว จนประกาศขอเงินจากคนเขมร 
จนนายสเร จันทร รองประธานกุนขแมร์ สัญญาว่าจะให้เงินทุน นู่นนี่ สุดท้าย ไม่น่าจะได้อะไรมากนัก

6. เงินหมด ต้องรับเงินจากโฆษณาเว็บพนัน ที่เป็นหนึ่งในรายได้หลักของเขมร และขอเรี่ยไรเงินจากคนเขมรที่ยังชื่นชม แต่เขาไปขื่นชมคนอื่นแล้ว

7. ติเอโก้อยู่กัมพูชาไม่ไหว กลับไปบราซิล

กลับไปใส่เสื้อมวยไทย สอนมวยไทย เพราะใครจะไปเรียนมวยเขมร จนถูกคนเขมรรุมด่าว่า “เนรคุณ”

'แพทย์สนาม' ผู้เป็นทั้งกำลังใจและกำลังกาย พร้อมอยู่เคียงทุกย่างก้าวทหารแนวหน้า

(17 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพข้อความ แพทย์สนามผู้เป็นกำลังใจและกำลังกาย ที่คอยอยู่เคียงข้างทหารชายแดน ระบุว่า ในทุกก้าวของทหารแนวหน้า มีแพทย์สนามคอยประคับประคองอยู่เสมอ” ทีม M-MCATT ทภ.2 เข้าประเมินสุขภาพจิตในฐานปฏิบัติการ ยัน ทหารชายแดนขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จัดชุดโรงพยาบาลสนาม ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) เข้าประเมินสุขภาพจิตให้กับทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นำการ์ดอวยพรจากแนวหลังของน้อง ๆ นักเรียนไปมอบให้ และฝากการ์ดจากแนวหน้าส่งแนวหลังด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และกำลังใจที่ดีของทหารชายแดน โดยภาพรวมชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของทหารชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมทั้งกายและใจอยู่เสมอ เพื่อยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ ชำแหละ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ชี้ ‘อุปนิสัย’ ชอบยกตนข่มท่าน- อวดภูมิ - เหยียดคู่สนทนา

(17 ส.ค. 68) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถียงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์ 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา 

เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ  ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้

“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น (ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้

ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ 

โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล
โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล

โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท”

“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”

ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ  มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ  ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก 

สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว 
ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย 
คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ 

คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
2.  นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน 
3.  มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง 
4.  หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ 
5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก
6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น
7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 
8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี 
9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 
10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ 

โฆษก ทบ.อัดกัมพูชา ยังไม่ยอมร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชี้ชัด เป็นอาวุธที่ใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา

(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ

จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น

วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

“ไทย–กัมพูชา” ร่วมถก RBC ชายแดนจันทบุรี - ตราด แต่เขมรยังไม่ให้ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์

(17 ส.ค. 68) สำนักงานโฆษก ทร. เผย กองบัญชาการป้องกันจันทบุรีและตราด  จัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC ) ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล และผลักดันข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ  เปิดเผยว่า พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พลตรี อุย เฮียง  ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของ กองทัพบก กัมพูชา  ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee ) หรือ  RBC ณ ประเทศไทย  ที่บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อร่วมกันหารือ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศด้วยสันติวิธี และได้ลงนามใน ”บันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาครับ(RBC) สมัยวิสามัญระหว่าง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ราชอาณาจักรไทย กับภูมิภาคที่ 3 ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตราด ประเทศไทย“

รองโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบ GBC เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล โดยฝ่ายไทยได้มีการเพิ่มข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ จากทางกัมพูชาเท่าที่ควร และจากผลการประชุมในวันนี้ ก็ยังไม่ได้การตอบรับใดๆ  จากฝ่ายกัมพูชา โดยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดนและการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุมครั้งต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top