Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

สหรัฐฯ แอบหวั่น!! ‘คลังแสง’ เริ่มร่อยหรอ ไม่อยู่ในระดับที่ไว้ใจได้ หากต้องทำสงคราม

วอลล์สตรีทเจอร์นัล เผย รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งอาวุธป้อนกองทัพยูเครนมากจน ‘คลังแสง’ ของเพนตากอนเริ่มที่จะ ‘ขาดแคลน’ อาวุธบางประเภทเข้าให้แล้ว

วอลล์สตรีทอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยระบุว่า กระสุนขนาด 155 มม. ซึ่งใช้กับปืนใหญ่อัตตาจร M777 ฮาววิตเซอร์ เหลืออยู่ในคลังแสงน้อยมาก จนทำให้เจ้าหน้าที่บางคนรู้สึกกังวล

เจ้าหน้าที่เพนตากอน (กลมโหม) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ยืนยันกับวอลล์สตรีทว่า จำนวนกระสุน 155 มม. ในคลัง “ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต” แต่ก็ “น้อยจนน่ากังวล” และ “ไม่อยู่ในระดับที่ไว้วางใจได้ หากต้องทำสงคราม”

สำหรับปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์ ถือเป็นปืนใหญ่ลากจูงที่สามารถยิงโจมตีเป้าหมายซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายไมล์ และตามข้อมูลของเพนตากอน ณ วันที่ 24 ส.ค. สหรัฐฯ รับปากจะส่งปืนใหญ่ M777 ฮาววิตเซอร์ ให้ยูเครนแล้วทั้งหมด 126 กระบอก รวมถึงกระสุนขนาด 155 มม. อีกราวๆ 806,000 นัด

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รวมกระสุนขนาด 155 มม. อีก 245,000 นัดเข้าไว้ในแพ็กเกจช่วยเหลือยูเครนมูลค่า 2,980 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นความช่วยเหลือทางทหารล็อตใหญ่ที่สุดที่วอชิงตันเคยมอบให้เคียฟ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดศึกรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 65

รู้จัก ‘โกตัม อดานิ’ เจ้าสัวคนแรกจากเอเชีย รวยติด Top 3 ของโลก แซงหน้า ‘บิล เกตส์’

แม้ว่าชื่อ ‘โกตัม อดานิ’ (Gautam Adani) อาจไม่ค่อยคุ้นหูเท่ากับเจ้าสัวอินเดียชื่อดังคนอื่น ๆ อย่าง ‘มูเกซ อัมบานี’ ผู้ครอบครองธุรกิจน้ำมันและพลังงานในอินเดีย หรือ ‘ไซรัส พูนาวัลลา’ เจ้าของบริษัทผลิตวัคซีน Serum Institute of India 

แต่ชาวอินเดียรู้จัก โกตัม อดานิ เป็นอย่างดี ในฐานะเจ้าสัวคนเก่งด้านการพาณิชย์ ที่เริ่มต้นจากการทำงานเป็นคนคัดเกรดเพชร ก่อนจะขยายตัวไปยังธุรกิจส่งออก, สินค้าเกษตร, ถ่านหิน, เหมืองแร่, ท่าเรือ และกำลังขยับเข้าสู่ธุรกิจคลื่นความถี่ดิจิทัล ด้วยการลงสู้ศึกการประมูลคลื่นความถี่ 5G ในอินเดีย ที่ต้องฟาดฟันในสนามเดียวกับ มูเกซ อัมบานี แบบที่กล้าประกาศว่า ไม่ได้ลงมาชิงแบบเล่น ๆ เช่นกัน 

ความสนใจของ โกตัม อดานิ ในวันนี้ คือ เขามีทรัพย์สินเพิ่มมากถึง 1.37 แสนล้านเหรียญ ถึงขั้นที่ทำให้ Bloomberg Billionaires Index ตัองขยับอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกให้เขาขึ้นมาติดอยู่ในอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ ‘อีลอน มัสก์’ และ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ เท่านั้น และแถมยังเป็นอันดับสูงที่สุดที่อภิมหาเศรษฐีเชื้อสายเอเชียเคยก้าวมาถึง ซึ่งแม้แต่ ‘มูเกซ อัมบานี’ หรือ ‘แจ็ก หม่า’ ก็ยังไม่เคยมาได้ไกลเท่านี้มาก่อน

โกตัม อดานิ เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1962 ที่เมืองอะห์มดาบาด ในรัฐคุชราต มีพี่น้องถึง 7 คน ครอบครัวมีฐานะปานกลาง พ่อของเขามีธุรกิจค้าผ้าเล็ก ๆ และสอนให้ลูก ๆ รู้จักการทำธุรกิจค้าขายตั้งแต่ยังเด็ก เพราะตั้งใจให้ลูก ๆ รับช่วงธุรกิจค้าผ้าต่อจากผู้เป็นบิดา 

ในบรรดาลูก ๆ ทั้ง 7 คน มี โกตัม อดานิ ที่มีแวว และสนใจเรื่องการทำการค้ามากที่สุด เขาเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้านพาณิชยกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคุชราต แต่เรียนได้แค่ปีเดียว โกตัม ตัดสินใจลาออกมาลุยสนามการค้าของจริงในโลกภายนอก

โดยเริ่มจากการเป็นพนักงานคัดเกรดเพชรฝึกหัด ต่อมาเขามาช่วยพี่ชายทำงานที่บริษัทนำเข้าเม็ดพลาสติก และ สารพอลิไวนิล ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้พี่น้องตระกูล อดานิ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ 

พวกเขาจึงออกมาตั้งบริษัทเองชื่อว่า Adani Enterprises ทำธุรกิจส่งออก, สินค้าเกษตร, โภคภัณฑ์, โลหะ, สิ่งทอ ต่อมาขยายกิจการสู่การพัฒนาท่าเรือส่งสินค้าเป็นของตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน ครอบครัว อดานิ เป็นเจ้าของท่าเรือสินค้าในอินเดียกว่า 10 แห่ง และยังเป็นท่าเรือเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย 

หลังจากนั้นก็ขยายเข้าสู่ธุรกิจด้านพลังงานอย่างเต็มตัว โดยตอนนี้ โกตัม อดานิ เป็นเจ้าของโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย และยังชนะประมูลโครงการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ ของรัฐบาลอินเดีย ที่มีมูลค่าถึง 6 พันล้านดอลลาร์อีกด้วย

'โรงเรียนสิริรัตนาธร' ออกหนังสือแจ้งผู้ปกครอง อย่าตัดสิน-ทำลายความมั่นใจเด็กจากคะแนนสอบ

โรงเรียนสิริรัตนาธร เขตบางนา กทม. ได้มีการออกหนังสือถึงผู้ปกครอง แจ้งเรื่องการสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 

ซึ่งในหนังสือ กล่าวถึงการให้ผู้ปกครองมีทัศนคติกับคะแนนสอบในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งมีการระบุข้อความบางช่วงบางตอนว่า 

“ … โรงเรียนทราบว่าการสอบในครั้งนี้ อาจจะทำให้ท่านวิตกกังวลว่า นักเรียนของท่านจะทำข้อสอบได้หรือไม่ แต่โปรดเข้าใจไว้ว่าในกลุ่มนักเรียนที่นั่งสอบอยู่นี้ มีนักธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์หรือการประพันธ์ภาษาอังกฤษ มีนักคอมพิวเตอร์ที่ไม่สนใจเรื่องคะแนนสอบวิชาเคมี มีศิลปินที่ไม่มีความจำเป็นที่จะรู้เรื่องคณิตศาสตร์ มีนักกีฬาที่สนใจความสามารถทางร่างกายมากกว่าวิชาฟิสิกส์ มีนักการเมืองที่สนใจเรื่องข่าวสารบ้านเมืองมากกว่าวิชาศิลปะ

ถ้านักเรียนในปกครองของท่านทำคะแนนได้สูงสุดนั้น หมายถึงเป็นหนึ่งหรือยืนหนึ่ง แต่ถ้าลูกทำไม่ได้โปรดอย่าทำลายความเชื่อมั่นและความนับถือของพวกเขา บอกลูกว่ามันดีมากแล้ว มันแค่การสอบ มันยังมีอะไรอีกมากในชีวิต บอกลูกท่านว่าไม่ว่าคะแนนสอบออกมาแบบไหน คุณก็รักเขาและจะไม่ตัดสินเขา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ปั้นโครงการ Special LawLAB “การสืบสวนสอบสวนยุค 5G” เปิดโลกตำรวจ ดึงนิสิตฯ เยาวชนเจอเนเรชันใหม่ อบรม เรียนรู้งานสืบสวน สอบสวน หวังแลกเปลี่ยนมุมความคิด สร้างความเข้าใจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดโครงการ Special LawLAB  "การสืบสวนสอบสวนยุค 5G"  โครงการนำร่องศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  หรือ Young Lawyers - Police Engagement Pilot Project จัดโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  และกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ที่คัดเลือกนิสิตชั้นปีที่ 2 - 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 25 คน จากผู้สมัครกว่า 90 คน  เข้าฝึกอบรมภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ กับตำรวจใน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สน.พญาไท, สน.ห้วยขวาง, สน.บางเขน, สน.บางนา และ สน.พระโขนง โดยมี พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณาฯ กล่าวเปิดงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอโครงการ Special LawLAB ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ จุฬา LawLAB ให้นิสิตคณะฯ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โครงการนี้เป็นเรื่องที่ดี เปิดโอกาสให้นิสิตฝึกงาน ปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประสบการณ์จริง ช่วยให้นิสิตที่จะจบไปเป็นนักกฎหมายยุคใหม่ เข้าใจชีวิตการทำงานจริง นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนากฎหมายในอนาคต ซึ่งโครงการนี้เป็นมิติใหม่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามแนวทางของสหประชาชาติ  โดยการทำงานกับภาคสังคมโดยเฉพาะเยาวชน ขณะเดียวกันยังทำให้ตำรวจเข้าใจประชาชน ผ่านนิสิตซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลาย แตกต่างช่วงวัย และสภาพสังคม 

พล.ต.อ.สุวัฒน์ฯ กล่าวในการปฐมนิเทศนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ โดยบรรยายพิเศษ เรื่อง “หลักการสืบสวนสอบสวนในยุค 5G”  กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความตั้งใจเปิดโลกการทำงานของตำรวจให้สังคมผ่านกลุ่มเยาวชน ที่เป็นนิสิตนักศึกษา เป็นไพลอตโปรเจ็กทดลองกับนิวเจเนอเรชัน

“เป็นการเปิดโลกการทำงานของตำรวจ ให้น้อง ๆ เยาวชนได้เข้าใจ ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้ความคิดของน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วย โดยเฉพาะน้อง ๆ เป็นนิสิตที่เรียนรู้ด้านกฎหมายอยู่แล้ว หวังว่านอกจากเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว นิสิตที่ผ่านการอบรมจะสามารถแอปพลายกฎหมายกับการทำงานจริง โดยคณะนิติศาสตร์มีโครงการ LawLAB อยู่แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เข้ามามีส่วนร่วม จะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากทำแล้วมีประโยชน์จะขยายโครงการไปในภาคประชาชนด้วย โดยนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ จะเข้าไปเรียนรู้การทำงานจริงของตำรวจทุกด้าน ทั้งงานจราจร การตั้งด่าน ออกตรวจ งานสอบสวน การทำงานของพนักงานสอบสวน รวมไปถึงการสืบสวน เขาจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เขาเรียนกฎหมายเรียนด้านทฤษฎีมา แต่ในหลักสูตรนี้จะได้เรียนรู้ว่าจะนำกฎหมายที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้เมื่อปฏิบัติจริงได้อย่างไร” ผบ.ตร.กล่าว

กองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบ 62 ปี เดินหน้าปรับแนวทางปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน “เพื่อความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชน บนภารกิจพิทักษ์สันติราษฎร์”

วันที่ (30 สิงหาคม 2565) เวลา 07.00 น. พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผบก.ทล., พร้อมด้วย พ.ต.อ.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.จตุพล เร่งถนอมทรัพย์ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุมรภูมิ ไทยเขียว รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ธนนท์ โตงิ้ว รอง ผบก.ทล., แม่บ้านตำรวจทางหลวง พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจทางหลวงร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ กองบังคับการตำรวจทางหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบปีที่ 62 พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจทางหลวง จำนวน 426 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,500,000 บาท และทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิเศษ ที่เป็นบุตรข้าราชการตำรวจทางหลวง จำนวน 50,000 บาท 

โดย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า บก.ทล. ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างกรมทางหลวงและกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลและให้บริการพี่น้องประชาชน ผู้ใช้ทางหลวง รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมในหน้าที่ตำรวจ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี เป็นเหตุให้เราต้องกำหนดเป้าหมาย บทบาท และแนวทางการปฏิบัติงาน ให้เกิดความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ เชื่อถือ ศรัทธา

‘เยาวราช’ ติดอันดับ 8 ถนนสุดเจ๋งของโลก ที่สุดแห่งถนนสายวัฒนธรรมและสตรีทฟู้ด

เมืองไทยติดอันดับโลกอีกแล้ว เมื่อนิตยสาร Time Out จัดอันดับถนนสุดเจ๋งของโลก โดยมี ‘ถนนเยาวราช’ จากประเทศไทย ติดอยู่ในอันดับที่ 8 และบอกว่าไชน่าทาวน์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเป็นถนนของคนรักสตรีทฟู้ด 

หลาย ๆ ครั้งที่มีการจัดอันดับโลกในด้านต่าง ๆ เมืองไทยของเราก็มักจะติดอับดับไปด้วย อย่างล่าสุดนี้ ‘ถนนเยาวราช’ ไชน่าทาวน์แห่งกรุงเทพมหานคร ก็ติดอันดับโลกไปด้วยเช่นกัน

นิตยสาร Time Out ได้มีการจัดอันดับ 33 ถนนที่เจ๋งที่สุดในโลก โดยได้มีการสัมภาษณ์ผู้คนทั่วโลกกว่า 20,000 คน และมีผู้เชี่ยวชาญในการจัดอันดับถนนสายชั้นนำของโลก ทั้งทางด้านอาหาร ความสนุกสนาน วัฒนธรรม และชุมชน

โดย ‘ถนนเยาวราช’ ของประเทศไทย ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับที่ 8 จากการเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีประวัติความเป็นมาอย่างยาว ย่านไชน่าทาวน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครแห่งนี้ เรียงรายไปด้วยป้ายไฟทั้งสองฝั่ง ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนก็มีความพลุกพล่าน เป็นที่ตั้งของวัด ร้านอาหาร ตลาด เป็นแหล่งนักฝังเข็มและยาจีน รวมไปถึงเป็นศูนย์รวมของคนรักสตรีทฟู้ด

ทอล์คเวอร์ กับ Sex Worker ตัวจริง ณ พัฒน์พงศ์มิวเซียม

“พัฒน์พงศ์มิวเซียม” ชวนคุณร่วมบรรยากาศการสนทนาเรื่อง (ไม่) ลับ กับ คนกลางคืน ในหัวข้อที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน พบกับแขกรับเชิญ Sex Worker (นิรนาม) แห่งย่านพัฒน์พงศ์ ที่พร้อมเปิดทุกเรื่องราวหลังจากแขวนเต้าแล้ว

•    ทำไมผู้ชายต้องซื้อกิน? 
•    ขึ้นครูครั้งแรก?
•    ใครว่างานง่ายๆ นอนสบายก็ได้ตังค์!
•    พีคสุดในชีวิต กับอาชีพ Sex Worker
•    เสี่ยงโรค เสี่ยงโดนทุบตี เสี่ยงโดนจับ?

บรรยากาศพูดคุยเป็นกันเอง พร้อมช่วง Q & A ถาม-ตอบ ให้คุณหายข้องใจ กับอาชีพ Sex Worker ที่คุณไม่รู้จะไปถามใคร...

ทอล์คเวอร์ กับ Sex Worker ตัวจริง ณ พัฒน์พงศ์มิวเซียม
•    วันที่ 17 กันยายน 2565
•    เวลา 17:00-20.00 น.
•    สถานที่ : พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงศ์ ถนนสีลม
•    เงื่อนไขการเข้าร่วม : ซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์พัฒน์พงศ์ตามปกติ ในวันดังกล่าว (ราคาบัตร 350 บาท)สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
•    ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://bit.ly/3R2uEXP

คนดีศรีบางคล้า 'สราวุฒิ บุญสร้าง' หัวหน้าหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา จุดบางคล้า และผู้สื่อข่าวหลายสำนัก ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา รับรางวัล 'ลูกหลวงพ่อโสธรพันธุ์แท้' ประจำเดือนสิงหาคม 2565

วันนี้ (30 ส.ค.65 ) เวลา 9.30 น. ที่ห้องประชุมมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานฆราวาส และพระครูโสภณธรรมานันท์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มอบรางวัลลูกหลวงพ่อโสธรพันธุ์ ประจำเดือนสิงหาคม 2565 โดยมี นายสราวุฒิ บุญสร้าง” หัวหน้าหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา จุดบางคล้า และผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็น1 ใน 11 คน 11 อำเภอ ที่ได้รับรางวัล “ลูกหลวงพ่อโสธรพันธุ์แท้” ประจำเดือนสิงหาคม 2565 ประเภทประชาชน  ตามโครงการยกย่องเชิดชูคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม “ลูกหลวงพ่อโสธรพันธุ์แท้”  ซึ่งเป็นนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยการพิจารณาคัดเลือกคนดีของจังหวัด บุคคลที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์จาก 11 อำเภอ โดยพระราชภาวนาพิธาน เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และ เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร ได้เมตตาสนับสนุนรางวัลลูกหลวงพ่อโสธรพันธุ์แท้ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจ  

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริม เชิดชูเกียรติ และสนับสนุนให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา และบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลตัวอย่างของจังหวัดฉะเชิงเทราและเป็นแบบอย่างที่ดี ในการประพฤติตนในสังคมไทย มีความเป็นอยู่ที่พอเพียง เจริญรอยตามพระยุคลบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ถาวรและยั่งยืนสืบไป

รองปลัดแรงงาน เปิดการประชุม การจ้างงานเยาวชนในประเทศไทย แนวโน้มตลาดแรงงานผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด – 19 นโยบายแรงงาน และการสนับสนุนเยาวชนเพื่อการฟื้นฟูที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย

วันที่ 30 สิงหาคม 2565 เวลา 09.30 น. นางบุปผา พันธุ์เพ็ง รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุม “การจ้างงานเยาวชนในประเทศไทย (Youth employment in Thailand)” แนวโน้มตลาดแรงงานผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด – 19 นโยบายแรงงาน และการสนับสนุนเยาวชนเพื่อการฟื้นฟูที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า เรื่อง NEETs (นีท) เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งจำนวนเยาวชนอายุ 15 ถึง 24 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ผลกระทบจากวิกฤตโควิด – 19 ทำให้เศรษฐกิจและตลาดแรงงานในประเทศไทยต้องหยุดชะงัก เยาวชนต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยการส่งเสริมการจ้างงานแก่เยาวชน เพื่อลดปัญหาการว่างงาน รวมถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” การเตรียมเยาวชนหญิงและชายให้มีทักษะเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน และอยู่ในการจ้างงานที่มีประสิทธิผลและเป็นงานที่มีคุณค่า เป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาประเทศและสังคมโดยรวม ซึ่งการมีทักษะงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงระบบแนะแนวด้านอาชีพในสถานศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้เยาวชนต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่าง ๆ เมื่อออกจากโรงเรียนและเข้าสู่การหางานทำ เยาวชนจึงประสบปัญหาในการเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนสู่การทำงานและการเปลี่ยนย้ายงาน ด้วยเหตุนี้ จึงมีเยาวชนหญิงและชายจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม

'อลงกรณ์' ร่วมเสวนา'สภาผู้แทนฯ' ชู5ยุทธศาสตร์ 'เฉลิมชัย' ปฏิรูปภาคเกษตรแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรเน้นแปรรูปสู่เกษตรมูลค่าสูง 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เกียรติร่วมเป็นวิทยากรการสัมมนาและบรรยายในหัวข้อเรื่อง”การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรโดยการเพิ่มมูลค่าด้านการผลิตการแปรรูป และการตลาด” ร่วมกับ นายวีระกร คำประกอบ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมมาธิการ นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และมีนายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เป็นผู้ดำเนินรายการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป และการตลาด ของผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ผู้เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ จำนวน 200 คน ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ29ส.ค. ณ ห้องประชุมสัมมนา B 1-1 ชั้น B 1 อาคารรัฐสภา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ และระดมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มมูลค่าด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลทางการเกษตร และยกระดับรายได้เกษตรกรให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ  

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอันดับ13ของโลกทำให้สินค้าเกษตรของไทยต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก
โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ( Climate Change )การแพร่ระบาดของโควิด -19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ปุ๋ยเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพงทำให้ต้นทุนกาคผลิตภาคการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรจึงต้องขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนที่เรียกว่า "คานงัด" เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลก

กระทรวงเกษตรฯ จึงสร้างคานงัดเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนแบบองค์รวมเป็นกลไกแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพภาคเกษตรของไทยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำภายใตั 5 ยุทธศาสตร์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้แก่ 1) ตลาดนำการผลิต 2) เทคโนโลยี่เกษตร 4.0 3) "3 S"เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน 4) เกษตรกรรมยั่งยืน และ 5) บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนโดยมีตัวอย่าง คานงัด ที่ดำเนินการเช่น
1. การสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านเกษตร อาทิ การเจรจาความร่วมมือกับประเทศเวียดนามเพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก ถือเป็นความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือของ2ประเทศในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวอันดับที่ 2 และ 3 ของโลก โดยตั้งกลไกในการขับเคลื่อน เพื่อร่วมกันสร้างอำนาจการต่อรองราคาข้าวในตลาดโลก หรือการยกระดับความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบีย และดูไบในการขยายตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาและยุโรป
2. ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด”ในรูปแบบ online-offline ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ.กับกระทรวงพาณิชย์โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ รวมทั้งความร่วมมือกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

3. สร้างโอกาสตลาดใหม่และลดต้นทุนโลจิสติกส์ด้วยแนวทาง "เชื่อมไทย เชื่อมโลก" เช่น กรณีรถไฟจีน-ลาวขนส่งสินค้าเกษตรไปจีนและร่วมมือกับคาซัคสถาน และดูไบในโครงการท่าบกคอคอสเป็นชุมทางรถไฟบริเวณพรมแดนจีน-คาซัคสถานเพื่อขนส่งจากอีสานเกตเวย์ไปเอเซียกลาง ตะวันออกกลาง และยุโรป
4. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ด้วยนโยบายเทคโนโลยีเกษตรและนโยบายคุณภาพและมาตรฐาน เช่น การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์AIC) ทุกจังหวัดโดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทยยกระดับการผลิตอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน
5. การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสร้างแบรนด์สู่เกษตรมูลค่าสูง เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่ง (กรกอ.) ร่วมเดินหน้าโครงการ 
"1 กลุ่มจังหวัด1นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร" เพื่อกระจายฐานตลาดและฐานการแปรรูปสินค้าเกษตรใน18กลุ่มจังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศและโครงการ "เกษตรแม่นยำ 2 ล้านไร่" และขยายเป็น 5 ล้านไร่ เพื่อให้สินค้าเกษตรมีตลาดอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นและมีผลิตภัณฑ์เกษตรมากขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top