Tuesday, 4 August 2026
NEWS FEED

วิกฤตถนนยุบกลางกรุง ‘ดร.เอ้’ แนะ 2 วิธีหยุด!! ก่อนเกิดหายนะ

เมื่อวันที่ (25 ก.ย. 68) ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์  หรือ 'ดร.เอ้' หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุถนนทรุดหน้าอาคารวชิรพยาบาล หลังพบหลุมลึกเชื่อมถึงอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยระบุว่าสถานีรถไฟฟ้าวชิรพยาบาลและอาคารโรงพยาบาลยังคงปลอดภัย เพราะตอกเสาเข็มลึกและมีผนังกั้นดินค้ำอยู่ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือการไหลของดินเข้าไปในอุโมงค์ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งอาจทำให้หลุมขยายตัวกว้างขึ้น โดยเฉพาะหากมีฝนตกลงมาเพิ่มความเสี่ยง

ดร.เอ้ เสนอวิธีแก้ไขเร่งด่วน 2 ขั้นตอน คือการปิดรูอุโมงค์เพื่อหยุดดินจากการไหลลงไปต่อ และการติดตั้งหมุดตรวจวัดการเคลื่อนตัวของดินอย่างเป็นระบบ เนื่องจากการดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถตรวจสอบความเสี่ยงได้ หากพบความเคลื่อนไหวจะได้รีบอพยพประชาชนและเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นจุดปฏิบัติการ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญควบคุมเครื่องจักรและการทำงานเท่านั้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคืออาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน เนื่องจากไม่ได้มีเพียงเสาเข็มด้านหน้าที่หลุด แต่ยังพบว่าดินยุบลึกกว่า 20 เมตรใต้ตัวอาคาร เสี่ยงกระทบต่อโครงสร้างทั้งหมด หากตัวยุบลงมาจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด และเร่งติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดที่สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เพื่อให้การเฝ้าระวังและแก้ไขสถานการณ์ทำได้อย่างทันท่วงที

Warroom IAC ปฏิบัติการ 'MONEY CASH BACK' ต่อเนื่อง ล่าสุดตามอายัดบัญชีม้าได้อีกกว่า 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย 2 ราย

(26 ก.ย. 68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. และผู้เกี่ยวข้อง แถลงผลปฏิบัติการของ Warroom IAC แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการตามอายัดบัญชีม้าได้อีกกว่า 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย 2 ราย ตามปฏิบัติการ 'MONEY CASH BACK' ณ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (Warroom IAC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การปฏิบัติการของ Warroom IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 26 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 716 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 429.6 ล้านบาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 328 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 143.4 ล้านบาท สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอน “MONEY CASH BACK” รวมจำนวนเงินกว่า 250 ล้านบาท และล่าสุดได้ปฏิบัติการติดตามอายัดเงินคืนผู้เสียหาย 2 กรณี ดังนี้ 1,009,949 บาท

กรณีที่ 1 : เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ได้มีผู้เสียหายรายหนึ่งพบบัญชีเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อว่า “animal frames” ได้ลงโฆษณาเกี่ยวกับการซื้อขายรูปภาพสัตว์เลี้ยง ผู้เสียหายสนใจจึงได้สมัครแล้วส่งภาพสัตว์ไปให้เพจดังกล่าว ปรากฎว่าได้รับค่าตอบแทนจริง ต่อมาเพจดังกล่าวได้ชักชวนให้ผู้เสียหายทำกิจกรรมโดยโอนเงินเพื่อลงทุน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 418,226 บาท ต่อมา กก.2 บก.สอท.4 ได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับและสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวได้แล้วบางส่วน และสามารถจับกุม นายรัฐภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในขบวนการ พร้อมทั้งประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายรัฐภูมิฯ ที่ผู้เสียหายได้โอนเข้าเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง เป็นเงิน 140,000 บาท โดยหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายรัฐภูมิฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ได้มีมิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหาย แจ้งว่าจะทำการคุ้มครองเงินฝากให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพบอก โดยเริ่มจากการเข้าไปในแอปพลิเคชัน ของธนาคาร เปลี่ยนการตั้งค่าเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นให้ผู้เสียหายสแกนคิวอาร์โค้ดและสแกนใบหน้า โดยมิจฉาชีพ จะคอยบอกและควบคุมผู้เสียหายให้ทำตามทีละขั้นตอน แต่ภายหลังผู้เสียหายรู้สึกเอะใจ จึงเข้าไปตรวจสอบยอดเงินในธนาคาร จึงทราบว่าเงินของตนเองถูกโอนออกไป จำนวน 1,435,250 บาท ชื่อบัญชี นายณัฐวุฒิฯ ต่อมา ว่าที่ พ.ต.อ.วิศรุตม์ จันทร์สุวรรณ ผกก.1 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนในสังกัดรวบรวมพยานหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก นายณัฐวุฒิฯ มาพบและถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายณัฐวุฒิฯ ไว้ได้จำนวน 994,760 บาท เบื้องต้นเจ้าตัวรับสารภาพว่าได้นำบัญชีไปให้ผู้อื่นใช้งาน โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนผู้ต้องหารายอื่นอยู่ระหว่างการสืบสวนจับกุม

โดยวันนี้ Warroom IAC โดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผบ.ศกค. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท./ที่ปรึกษา ศกค. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินทั้งหมด จำนวน 1,134,760 บาท มอบคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย

‘กัมพูชา’ เรียกร้องนานาชาติ ‘แบนไทย’ อ้างใช้อาวุธต่างแดนรุกราน–ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(26 ก.ย. 68) กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกัน 'แบนไทย' ทั้งห้ามขายอาวุธและไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องบินรบ อ้างว่าไทยนำยุทโธปกรณ์ไปใช้รุกรานและละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวกัมพูชา หลังเหตุปะทะชายแดนที่ยืดเยื้อ กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กระแสเรียกร้องไม่ได้ทำให้ไทยถูกตัดขาดจากตลาดอาวุธ โดยสวีเดนอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนต่อไป ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำ สเปนก็ไฟเขียวส่งมอบเครื่องบินเติมน้ำมันและขนส่งทางทหาร รวมถึงดีลยุทโธปกรณ์อีกหลายรายการเพื่อทดแทนที่สูญเสียจากการปะทะ 5 วัน

พัฒนา เข้ารับตำแหน่ง รมต.สธ. อย่างเป็นทางการ หนุนสร้างความเข้มแข็งระบบสาธารณสุขไทย เพื่อคนไทยมีสุขภาพคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เผยชื่นชมและเชื่อมั่นในศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขไทยอย่างเต็มที่ ทั้งสุขภาพดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแรงงานต่างชาติ ปราบการกระทำผิดกฎหมายด้านสุขภาพ พร้อมดูแลขวัญกำลังใจคนทำงาน

(26 ก.ย. 68) ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และเข้าห้องทำงาน ชั้น 4 สักการะพระพุทธรูปประจำห้อง ก่อนจะพบกับคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในกำกับ ที่มาให้การต้อนรับและแสดง ความยินดี โดยนายพัฒนา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ทำงานเป็นทีมเดียวกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความชำนาญอย่างสูง ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้มีความมั่นคงและล้ำหน้าประเทศอื่นๆ โดยจะมุ่งยกระดับระบบสุขภาพใน 3 ประเด็น คือ 1.นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ทั้งการพัฒนาระบบสุขภาพที่รวดเร็ว แม่นยำและเชื่อมโยง ระบบบริหารงานสุขภาพอัจฉริยะ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ ตั้งแต่ระดับนโยบาย งบประมาณ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง และระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เข้าถึงได้แบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งใช้ AI และ IoT ช่วยแบ่งเบาภาระงานบุคลากร เป็นระบบสาธารณสุขที่ “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”

2.ให้ระบบสาธารณสุขไทย เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้ง Medical & Wellness Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์แม่นยำ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ระดับสูง และ 3.ดูแลบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ โดยการเพิ่มกำลังคนและทีมสนับสนุน ทั้งผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน้างาน, ปรับระบบค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ตามภาระงานจริง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล และปรับโครงสร้างการทำงาน กฎหมาย ข้อปฏิบัติต่างๆ ให้เหมาะกับภาระงานและเป็นปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีลดภาระงาน ให้บุคลากรมีเวลากับผู้รับบริการมากขึ้น

เชียงใหม่-พิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

(26 ก.ย.68) พลตรีธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายนของทุกปี ณ หน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ วันธงชาติไทย เป็นวันที่รำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทาน "ธงไตรรงค์" ให้เป็นธงชาติไทย ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยกำหนดให้วันนี้เป็น "วันพระราชทานธงชาติไทย" เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

“แดงคือเลือด รินไหล ไม่รู้โรย ขาวคือโดย สัตย์ธรรม อันผ่องใส น้ำเงินคือ องค์จอมทัพ จักรีไทย คือหลักชัย รวมชาติ ให้มั่นคง” ด้วยวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึง วันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศให้ธงไตรรงค์เป็นธงประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยธงชาตินั้น ได้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยขณะนั้น เป็นธงพื้นสีแดงตลอดผืน จนถึงประมาณ พ.ศ.2325ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1ได้มีการเพิ่มวงจักรสีขาว เข้ามาตรงกลาง ผืนธง จนถึง พ.ศ. 2352 ได้มีการเพิ่มภาพช้างเผือกเข้ามาภายในวงจักร ตรงกลางผืนธง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2373ได้เปลี่ยนภาพเอาวงจักรออก คงเหลือภาพช้างเผือก อยู่ตรงกลางผืนธงสีแดง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.  2459 ได้ปรับเปลี่ยนภาพช้างเผือก เป็นภาพช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนบนแท่นหันหน้าเข้าหาเสาธง บนพื้นธงสีแดง และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ได้ปรับเปลี่ยนเป็นธงริ้วแดงขาว 5ริ้ว และ ปรับเป็นธงไตรรงค์จนถึงปัจจุบัน

โดยธงไตรรงค์นั้น คือสิ่งแทนจิตวิญญาณ และศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ อันประกอบด้วย สีแดง คือเลือดเนื้อโลหิตและชีวิต ที่บรรพบุรุษได้พลีสละไว้ในสนามรบ สีขาว คือความบริสุทธิ์แห่งศีลธรรมและศาสนา ดุจแสงที่ค้ำจุนจิตใจและความดีงามของคนไทย สีน้ำเงิน คือสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักชัย และศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ ที่ทรงหล่อเลี้ยง และคุ้มครองแผ่นดินสืบมา ด้วยเหตุนี้ กำลังพลทุกนาย ไม่ใช่เพียงประชาชนทั่วไป แต่คือทหารไทย ผู้สืบทอดเกียรติยศของบรรพชน ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รักษาเอกราชของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นผู้มีหน้าที่ ที่มิใช่เพียงปกป้องแผ่นดิน แต่คือผู้ที่ธำรงไว้ ซึ่งเกียรติแห่งธงไตรรงค์ สัญลักษณ์ ที่ยึดโยงจิตใจ ชาวไทยทั้งชาติ ให้รวมกันเป็นหนึ่ง  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้ตำรวจจราจร ช่วยการทำงานทุกขั้นตอนแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการอบรมสัมมนา “ปัญหาการปฏิบัติการและการบันทึกข้อมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565” โดยมี พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมพบปะผู้เข้ารับการอบรมและมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการศึกษา 

สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” ผ่านการถ่ายทอดการใช้โปรแกรมช่วยทำสำนวนพินัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดความซับซ้อน ตั้งแต่การออกใบสั่ง การติดตามผู้กระทำผิดจราจร เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย ตลอดจนความผิดจราจรอื่น ๆ ที่ไม่ชำระค่าปรับ ไปจนถึงการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล ซึ่งปัจจุบันโทษปรับตามใบสั่งจราจร ถือเป็นโทษปรับทางพินัย มีอัตราโทษปรับสุงสุดไม่เกิน 4,000 บาท หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะทำรายงานพร้อมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดีพินัย ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลให้บังคับโทษตามกฎหมายต่อไป โดยปัจจุบันมีการทำสำนวนคดีใบสั่งจราจรส่งไปยังพนักงานอัยการแล้วทั้งสิ้น จำนวนกว่า 3,000 คดี  

เนื้อหาการอบรมยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เจ้าหน้าที่พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่จริง เพื่อนำมาพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยกล่าวว่า เจ้าพนักงานจราจรทุกนายต้องยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน การใช้เทคโนโลยีในการทำงานจะช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความมั่นใจ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งพัฒนากระบวนการทำงานด้านจราจรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผนวกองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตำรวจไทย ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

พล.อ.ศานติ นำทีมไทยร่วมเวทีทหารนานาชาติ คุย ‘สหรัฐฯ–มาเลเซีย’ เน้นแก้ปัญหาชายแดนสันติ

(26 ก.ย. 68) พล.อ. ศานติ ศกุลตนาค หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นผู้แทน พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก ครั้งที่ 14 การสัมมนาการบริหารกองทัพบก ครั้งที่ 49 และการประชุมนายทหารประทวนอาวุโส ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์จริง” โดยมีผู้แทนจากกองทัพบกกว่า 23 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พล.อ. โรนัลด์ พี. คลาร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังทบ.สหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมเปรียบเปรยว่า “ไปเร็วไปคนเดียว ไปไกลไปด้วยกัน”

ระหว่างการประชุม พล.อ. ศานติ ได้หารือทวิภาคีกับผู้นำทหารสหรัฐฯ หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ระบบ Stryker การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (CUAS) และระบบบัญชาการรบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือเป็นกรอบระยะยาว

นอกจากนี้ พล.อ. ศานติ ยังได้พบหารือกับ ผบ.ทบ.มาเลเซีย โดยมาเลเซียย้ำพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มอบปีกร่มกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติแก่ผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้จบลงด้วยความสำเร็จ โดยกำหนดให้มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาทางออกต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนบ้านครัวใต้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รวมจำนวน 22 ครอบครัว 49 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 17 ชุด รายบุคคล 5 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 221,500 บาท (สองแสนสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) ในการนี้ มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 500 บาท และพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 239,850 บาท (สองแสนสามหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) โดยมี นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ บริเวณลานกีฬาชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

สถาบันพระปกเกล้า พลิกโฉม “หน่วยงานรัฐรักษ์โลก” งดพลาสติก–ลดคาร์บอนจริงจัง เดินหน้าปรับระบบงานโปร่งใส–คุณภาพ

สถาบันพระปกเกล้าภายใต้การนำของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการคนใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “No Plastic – Low Carbon” อย่างเป็นรูปธรรม หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 พร้อมประกาศยกระดับองค์กรสู่ “หน่วยงานรัฐรักษ์สิ่งแวดล้อม” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สถาบันพระปกเกล้าจะ งดใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติกภายในหน่วยงาน และใช้ระบบ E–Meeting ในการประชุมทุกระดับ ลดการใช้กระดาษได้กว่า 60% หรือราว 50,000 แผ่นต่อปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3 ตันต่อปี

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ที่รักษ์โลกจริงจัง ไม่ใช่แค่สโลแกน” รศ.ดร.อิสระ ย้ำ

นอกจากสิ่งแวดล้อม เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังเดินหน้าปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน อาทิ ปรับระบบ KPI งานวิจัยเน้นคุณภาพและผลกระทบเชิงสังคมแทนการนับปริมาณ พัฒนาหลักสูตรอบรม เปิดกว้างให้ผู้เหมาะสมเข้าศึกษาได้มากขึ้น ยกเลิก “ชะโงกทัวร์” เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้อย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกระดับด้วยเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ สู่แลนด์มาร์กการเรียนรู้และคลังสมองอาเซียน ปรับกระบวนการแต่งตั้ง–โยกย้าย–เลื่อนตำแหน่งให้โปร่งใส

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ ที่ไม่เพียงรักษ์โลก แต่ยังปรับระบบงานให้เกิดคุณภาพ โปร่งใส และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.อิสระกล่าว

นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันพระปกเกล้าในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐทั้งด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัย หลักสูตร และธรรมาภิบาล มุ่งสู่ต้นแบบหน่วยงานรัฐโปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกมิติ

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 

ชื่นชมผลการฝึก 8 สัปดาห์ ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากพลเรือน เป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่มีความองอาจ เข้มแข็ง

เกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของน้องเล็กกองทัพเรือ ก้าวสู่ชายชาติทหาร สุภาพบุรุษทหารเรือ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย.68) พล.ร.ท.อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) และคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การจัดพิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนพลกองประจำการฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,984 นาย โดยจัดเป็นกรมสวนสนาม ประกอบด้วย 4 กองพัน กองพันละ 5 กองร้อย (19 กองร้อยเดินสวนสนาม และ 1 กองร้อยวิ่งสวนสนาม) แสดงออกถึงความเป็นทหารที่มีความองอาจ เข้มแข็ง พร้อมเพรียง และมีระเบียบวินัย ผ่านการสวนสนามให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ตลอดจนครอบครัว ได้เห็นผลของการฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ที่เปลี่ยนแปลงจากพลเรือนมาเป็นทหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความสามัคคี และความสง่างาม สมกับการเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือ

โอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมการแสดงออกของทหารใหม่ในการสวนสนามว่า “วันนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคน ควรภาคภูมิใจ เพราะเราได้เห็นชายหนุ่มจากหลากหลายภูมิหลังได้ก้าวขึ้นมาเป็น "ลูกผู้ชายของชาติ" ลูกผู้ชายที่ผ่านการฝึกฝน กลั่นกรอง และหล่อหลอมให้มีระเบียบวินัย จิตใจเข้มแข็ง และเสียสละเพื่อส่วนรวม ผมอยากบอกกับทุกนายว่า ราชนาวี ไม่ใช่แค่กองทัพ แต่คือบ้าน.... บ้านของลูกผู้ชาย บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้อบอุ่นด้วยความสะดวกสบาย แต่บ้านหลังนี้อบอุ่นด้วย "หัวใจของนักรบ" อบอุ่นด้วย วินัย ความเข้มแข็ง และความห่วงใยแบบพี่น้อง ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างกันในยามยาก จากวันที่พวกท่านเดินเข้าสู่ประตูศูนย์ฝึกทหารใหม่ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม และความกังวล จนถึงวันนี้ท่านได้กลายเป็นชายชาติทหาร ที่กล้าหาญ มีวินัย และมีเกียรติทหารเรือ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในเครื่องแบบ แต่คือผู้ที่พร้อมยืนหยัดกลางพายุ และไม่ยอมถอย แม้ยามคลื่นลมแรง และวันนี้ผมสัมผัสได้ถึงความพร้อมของพวกท่าน อย่างแท้จริง…

ขอชื่นชมในความพยายาม ความเสียสละ และความอดทน ที่ทุกนายได้แสดงออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ"

โอกาสนี้เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือได้กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชา ครูฝึก เจ้าหน้าที่ทุกนาย ของ ศฝท.ยศ.ทร. ที่ได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สมกับความไว้วางใจของกองทัพเรือ รวมถึงขอบคุณผู้ปกครองของทหารใหม่ที่มีความเชื่อมั่นมอบบุตรหลานเข้าสู่กองทัพเรือ ซึ่งเราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด ในฐานะทหาร ในฐานะลูกหลาน ในฐานะน้องคนเล็กของกองทัพ และในฐานะนักรบแห่งราชนาวี เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือ

ทั้งนี้ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ โดยจะมีการส่งตัวในวันที่ 1 ต.ค.68 ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top