Tuesday, 4 August 2026
NEWS FEED

‘ดร.เพิ่มศักดิ์’ ยกคำอธิบายสีแดงในธงชาติไทย ของ ร.6 ชี้ชัด หมายถึงเลือดเนื้อและชีวิตคนไทยที่พร้อมสละเพื่อชาติ

ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ อาจารย์ประจำ กลุ่มวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Phermsak Chariamphan’ ระบุว่า ช่วงนี้ไปไหนก็เห็นคนประดับธงชาติไทยที่บ้านหรือติดธงชาติไทยตามรถ เห็นแล้วเจอคนรักชาติอย่างน้อยก็รู้สึกดีกว่าไปเจอคนขายชาติหรือคนชังชาติบ่อนทำลายชาติ 

ช่วงนี้ครบรอบ 108 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย เลยได้มีโอกาสเห็นเนื้อหาในบทความเรื่องวิวัฒนาการชาตินิยมของประชาชน ที่คุณ Vee Chirareshtha แชร์มา เข้าไปอ่านแล้วก็งงว่ามีข้อเสนอแบบนี้ได้ยังไง

บทความนี้มีข้อสรุปว่า การเติมคำว่าประชาชนให้ท้ายคำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของกองทัพบกนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่า ในความหมายตั้งต้นของชาติก่อน 2475 ไม่ได้นับรวมถึงประชาชน?

ผมยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งมึนเข้าไปอีก ว่าสรุปแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่ตอนต้นของบทความนี้เองก็มีการยกคำอธิบายแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเอาไว้ในโอกาสพระราชทานธงไตรรงค์ ในปี พ.ศ 2460 ว่า

"สีแดง หมายถึงชาติ ซึ่งในที่นี้คือเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนชาวสยามที่พร้อมจะสละเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาติ"

ซึ่งจริง ๆ แล้วประชาชนมันก็อยู่ในชาติอยู่แล้ว และ ร.6 ท่านก็อธิบายชัดเจนอยู่แล้วว่าหมายถึงเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนชาวสยาม  แล้วจะสรุปว่าชาติก่อน 2475 ไม่มีประชาชนได้ยังไง? 

ยุคก่อน 2475 ที่ทำสงครามกับชาติอื่นเสียเลือดท่วมท้องช้าง ถ้าไม่ใช่เลือดของประชาชนที่เสียไป นี่มันจะเป็นเลือดแมวที่ไหน? 

ผมเคยเสนอไว้ทั้งในงานเสวนาที่ ม.ราม และในรายการ ฤาcovery ว่าการที่กองทัพบกเพิ่มคำว่าประชาชนเข้าไป ก็เนื่องจากการทำสงครามวาทกรรมช่วงชิงมวลชนของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงพวกสาธารณนิยม ที่ตั้งใจกล่าวหาโจมตีว่าคำขวัญ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่มีประชาชนอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่ ร. 6 ก็อธิบายชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้ว

แต่ก็อาศัยเป็นช่องในการโจมตีว่าไม่มีประชาชนอยู่ด้วย เพราะไม่มีคำว่าประชาชน กองทัพบกก็เลยต้องเพิ่มคำว่าประชาชนเข้าไปด้วยจะได้หมดข้อครหาทั้งๆที่ประชาชนก็คือชาติตั้งแต่ต้น 

นี่พอเพิ่มประชาชนเข้าไปด้วยก็ดันมาสรุปว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีประชาชนเข้าไปอีก ไม่ทราบว่านี่ไม่รู้จริงๆ (สติปัญญาไม่ดี) หรือรู้แต่ทำเป็นไม่รู้ (นิสัยไม่ดี) ก็ไม่ทราบ

และถ้าวิเคราะห์ลงไปลึก ๆ ก็จะพบว่าคำอธิบายแบบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากการวิพากษ์แนวคิดราชาชาตินิยมของธงชัย วินิจจะกูล ที่แกก็ยอมรับเองว่าแกเป็นคอมมิวนิสต์

ข้อเสนอผมก็คือแนวคิดราชาชาตินิยมไม่ได้เป็นปัญหากับสังคมไทย  เพราะสอดคล้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ชาติไทยนั้นร่วมกันสร้างโดยสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

ในทางกลับกัน แนวคิดที่เป็นปัญหาก็คืออุดมการณ์ประชาชาตินิยม หรือประชาสากลนิยม (ถ้าไม่เอาชาติเลย) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ชาตินิยมแบบพลเมือง (civic nationalism) ได้รับอิทธิพลมาจากตัวแบบฝรั่งเศสและอเมริกา ของธงชัย วินิจจะกูลต่างหากที่เป็นปัญหา เนื่องจากมีข้อบกพร่องทางประวัติศาสตร์สองเรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน

เรื่องแรกคือ ผิดบริบท เพราะแนวคิดประชาชาตินิยมมีพัฒนาการมาจากยุโรปจากความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์ในยุโรปที่อ้างอิงกับทฤษฎีเทวสิทธิ์จึงเกิดการต่อสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ขึ้นภายใต้ตัวแบบสาธารณรัฐ ในขณะที่บริบทของสังคมไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น

อีกเรื่องนึงก็คือ เป็นแนวคิดที่มีลักษณะที่ไร้รากเหง้า และอกตัญญู คือไม่รู้ว่าใครมีบุญคุณแก่ตัวและบรรพบุรุษ โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ที่มีบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างเอกราชร่วมกันกับบรรพบุรุษไทย ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง พระนเรศวร พระเจ้าตากสิน หรือการรักษาเอกราชไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5  ให้คนไทยในปัจจุบันไม่ตกเป็นขี้ข้าใครจนถึงทุกวันนี้  

แต่คนที่ใช้แนวคิดนี้ก็ยังประยุกต์ใช้ทฤษฎีอย่างนักตำราว่าหากเป็นสถาบันกษัตริย์หรือสถาบันศักดินาจะไม่ดีหรือเป็นศัตรูกับประชาชนเหมือนกับสถาบันกษัตริย์ในยุโรปหรือตามทฤษฎีมาร์กซิสต์ไปเสียหมด

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาก็คือ อุดมการณ์ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ไร้รากเหง้า เข้ากันไม่ได้กับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของสังคม จะสามารถเป็นอุดมการณ์ที่เติบโตและสถาปนาอำนาจนำในสังคมได้อย่างไร

รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สน.สามเสน มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายหลังเหตุถนนทรุดตัว

(29 ก.ย. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว สน.สามเสน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดตัว ซึ่งทำให้ต้องโยกย้ายไปพักอาศัยยังที่พักชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังนิชาดาแมนชั่น เขตดุสิต เพื่อพบปะและให้กำลังใจแก่ครอบครัวตำรวจที่เข้าพัก พร้อมมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น โดยย้ำว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับสวัสดิการและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง”

จากนั้น รอง ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังกองอำนวยการร่วม วชิรพยาบาล เพื่อมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัว พร้อมกล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอย่างเข้มแข็งและเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งตำรวจในพื้นที่ หน่วยสนับสนุน บุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมแรงร่วมใจแก้ไขสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างรอบด้าน แสดงถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดูแลบุคลากรและประชาชนทุกระดับอย่างใกล้ชิด

สมุทรปราการ-เทศบาลตำบลเทพารักษ์ เปิดอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่น แจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ พร้อมให้บริการประชาชน

(29 ก.ย. 68) นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ นำคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือกฤษ์ดีไหว้สักการะศาลพระพรหม ศาลเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานเทศบาลตำบลเทพารักษ์ เนื่องในโอกาสเปิดอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเทพารักษ์ ณ สำนักงานเทศบาลตำบลเทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

โดยได้รับเกียรติจากท่าน ประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี โดยได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป มาร่วมประกอบพิธีทางศาสนา โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูวิทูรกิจจาทร (พระครูจาบ) เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา และเจริญพระพุทธมนต์ 

พร้อมทั้งเจิมอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเทพารักษ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายอิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา นายชยกร ตั้งยิ่งยง ท้องถิ่นอำเภอเมืองสมุทรปราการ และนายเลิศศักดิ์ เนียมรักษา ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองสมุทรปราการ ตลอดจนพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่และใกล้เคียงร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดอาคารครั้งนี้

ด้านนายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยเทศบาลตำบลเทพารักษ์ ได้ดำเนินการจัดตั้งอาคารสำนักทะเบียนท้องถิ่นขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้บริการประชาชนในด้านงานทะเบียนราษฎร รวมถึงงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น 

รวมทั้งเพื่อรองรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการด้านงานทะเบียนราษฎร ยื่นขอบ้านเลขที่ แจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ คัดและรับรองสำเนารายการเอกสารทางทะเบียนราษฎร แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎร และเตรียมความพร้อมในการให้บริการด้านงานบัตรประจำตัวประชาชนในอนาคตต่อไป 

ทั้งนี้ เทศบาลดำบลเทพารักษ์ พร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.30 น. - 16.30 น.(หยุดวันเสาร์-วันอาทิตย์ วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มอบทุนการศึกษา ทุกระดับปีสุดท้าย และทุนฯ ต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 รวมงบประมาณกว่า 12.5 ล้านบาท 

(29 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม 

โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม. จ่ายหนี้ BTS 1.1 หมื่นล้าน ปมค่าจ้างเดินรถรถไฟฟ้าสีเขียว – ยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้าน

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม.จ่ายค่าจ้าง O&M ให้ BTS รถไฟฟ้าสายสีเขียว 1.1 หมื่นล้านบาท ภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด ขณะที่ปัจจุบันยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

(29 ก.ย.68) เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กรณีผิดสัญญาการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 เพื่อขอให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญา

โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามที่สองฝ่ายได้ทำสัญญากันไว้ รวมเป็นเงินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

ด้านแหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า หลังศาล ตัดสินเรื่องดังกล่าว คงต้องกลับไปหารือกับทางผู้บริหาร กทม. ว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในชั้นของศาลปกครองกลาง แต่หาก กทม. ยื่นอุทธรณ์ก็จะส่งผลให้วงเงินในคดีนี้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ชำระหนี้ค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจาก บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องครั้งที่ 1 แบ่งเป็น ค่าจ้างส่วนต่อขยาย 1 เดินรถ พ.ค. 2562 - พ.ค.2564 และส่วนต่อขยาย 2 เดินรถ เม.ย. 2560 – พ.ค. 2564 จำนวนเงิน 14,476 ล้านบาท โดย กทม. ได้ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2567 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567

ขณะที่ปัจจุบัน กทม.ยังมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วย 

หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 รวม 11,811 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองกลางตัดสิน วันนี้ (29 ก.ย.68) ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ พ.ย.2564 - ธ.ค.2567 รวม 17,596 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 15,762 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,833 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 - พ.ค.2568 รวม 3,697 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 3,650 และดอกเบี้ย 46.78 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

เจนรุ่นใหม่!! กลุ่ม 'บ้านนอกใหม่' (Neo-Baannok)เดินหน้าโปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อมจัดงาน 'ร่วมสร้างสรรค์เพื่อลดโลกร้อน' (Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action) 4 ตุลาคมนี้ ณ Bangkok 1899

นางสาวสภาวรรณ พลบุตร ผู้ประสานงานกลุ่มNeo-Baannokเปิดเผยวันนี้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนโปรเจคเพื่อสิ่งแวดล้อมว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)แบบสุดขั้วได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยโดยเฉพาะคำกล่าวของนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวว่า "ยุคของการโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น" 

นอกจากนี้ นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการ FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุด ในปัจจุบัน" วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกและไทยตกอยู่ในความเสี่ยง ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกพุ่งสูงถึง หลายแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติและผู้อำนวยการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยต้องรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมกันรับมือกับภัยพิบัตินี้

ทั้งนี้การจะให้ผู้คนจำนวนมากลุกยืนขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ได้อาศัยเพียง ‘การรับรู้’ แต่ต้องมี ‘ความรู้สึกร่วม“และการร่วมคิดร่วมทำ “Neo-baannok คือกลุ่มคนเจนใหม่ที่เห็นความสำคัญของเรื่องหัวใจในการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจะรวมศิลปิน นักขับเคลื่อน นักสิ่งแวดล้อมให้มาร่วมกันใช้ศิลปะสร้างสรรค์ของตัวเองในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และในงาน Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action นี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าว Climate Playground เป็นกิจกรรมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อแสดงออกว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในประเด็นสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ตึงเครียดเท่านั้น แต่การพูดคุยและการขับเคลื่อนสามารถเป็นไปได้อย่างร้อนแรง สนุกสนาน และเข้าถึงง่าย 

ในงานมีกิจกรรมเช่นตลาดแฮนด์คราฟต์ การแสดงงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ที่นำมาสร้างงานแสดงผสานกับเสียงเยาวชนทั่วประเทศโดยอาศัยความร่วมมือจาก Children Youth and the Environment Survey (CYES) มีงานแสดงดนตรีสดทั้งจากดีเจและวงดนตรีที่ยึดถือคุณค่าเรื่องความยั่งยืน และกิจกรรม Speed Connecting ที่เปิดให้คนทำงานหลากหลายสายได้สร้างเครือข่ายกันเพื่อต่อยอดไปถึงการขับเคลื่อนและทำโปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันในอนาคต 

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมงาน Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ณ Bangkok 1899

ลงทะเบียนได้ที่ลิงก์นี้นะค่ะ
https://luma.com/w1iddnbe

‘กองทัพภาค 2’ ยันดูแลทหารชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างดี หลัง ‘วาสนา นาน่วม’ แฉได้กินแต่มาม่า – ปลากระป๋อง – น้ำ 3 ขวดเล็ก

จากกรณีที่ ‘วาสนา นาน่วม’ ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ฝากดูแล!! ทหารไทย ฐานรอบภูมะเขือ ยังกินแต่มาม่า ปลากระป๋อง ฝนตกหนัก เกือบทุกวัน รถเสบียงไม่ส่ง น้ำดื่มได้วันละ3ขวดเล็ก”

ล่าสุด เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ว่า กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยมีเสบียงเพียงพอ ไม่มีการขาดแคลนตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ แม้ในช่วงเวลานี้จะมีฝนตกหนัก ส่งผลให้เส้นทางบางจุดเกิดความยากลำบากต่อการเดินทาง แต่กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดกำลังพลและยานพาหนะสนับสนุนในการลำเลียงเสบียง น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลทุกนายมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกายและขวัญกำลังใจอย่างครบถ้วน

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและประชาชนด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลัง 

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดกิจกรรม เคารพธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2568

(29 ก.ย. 68) เวลา 08.00 น. ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที 25 เป็นประธานการจัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2568 พร้อมด้วย คณะนายทหาร , นายสิบ, ลูกจ้าง, นักศึกษาวิชาทหาร และกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ครบรอบ 108 ปี 28 กันยายน 2568 

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ได้กำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) พร้อมกำหนดให้มีการชักธงและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทาน “ธงไตรรงค์” ให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติ สำหรับธงชาติไทยนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเรื่อยมา 

ทั้งรูปแบบธงสีแดง ธงรูปจักรบนพื้นสีแดง ธงรูปช้างเผือกบนพื้นสีแดง จนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน “ธงไตรรงค์” อันประกอบด้วยแถบสีแดง สื่อความหมายถึงชาติ คือประชาชน เลือดเนื้อและการเสียสละ สีขาว หมายถึงศาสนา ความบริสุทธิ์แห่งศรัทธาและน้ำใจ และสีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของสถาบันหลักที่เป็นหัวใจของแผ่นดิน ทั้งหน่วยงานราชการและประชาชนได้ใช้มาจนปัจจุบัน ทุกครั้งที่ผืนธงสะบัดพลิ้ว คือเสียงเตือนใจให้เราตระหนักว่า…แผ่นดินนี้ไม่ได้ได้มาโดยง่าย หากได้มาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของผู้กล้าหาญ เพื่อให้ลูกหลานไทยได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี… จนถึงวันนี้ ขอให้ทุกครั้งที่มองผืนธงไตรรงค์ หัวใจเราลุกโชนด้วยพลังแห่งความรักชาติ พร้อมสืบสานเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ร่วมแรงร่วมใจปกป้อง และสร้างไทยให้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม เพื่อเป็นเกียรติแด่เลือดเนื้อที่หลอมรวมเป็น ผืนธงแห่งศักดิ์ศรี ‘ไตรรงค์ธำรงไทย’ 

‘กองทัพบกไทย’ แจงเหตุปะทะเขมรบริเวณช่องอานม้า กัมพูชาจัดฉากครบสูตร!! แสร้งสร้างภาพเป็นเหยื่อทั้งที่ยิงก่อน

กองทัพบกออกมาแถลงกรณีเหตุปะทะที่ 'ช่องอานม้า' อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงอาวุธหลายนัดเข้ามายั่วยุในเขตแดนไทย และมีการบันทึกลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ทั้งการยิงปืนครก ปืนกล และปืนเล็กยาว รวมถึงมีการตอบโต้กันในบางช่วง ก่อนที่สถานการณ์จะสงบลงในช่วงบ่าย

กองทัพบกเผยว่า หลังจากเหตุยิงยั่วยุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางเข้าพื้นที่ และเกือบในเวลาเดียวกัน โฆษกกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขยายผลเรื่องดังกล่าว

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องต่อเนื่องอย่างผิดธรรมชาติ สะท้อนถึงการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากการยิงยั่วยุ การจัดฉากให้ IOT เข้ามาในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงข่าวโจมตีไทยต่อสาธารณะโลก ถือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ตั้งใจสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

กองทัพบกยังเตือนว่า ประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบจริงจังคือ การละเมิดหยุดยิงด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอนุสัญญาระหว่างประเทศและละเมิดหลักมนุษยธรรมร้ายแรง แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่คณะ IOT ฝั่งกัมพูชามักเลือกลงพื้นที่เฉพาะที่ฝ่ายตนชี้นำ จนเกิดข้อกังขาว่าทั้งหมดเป็นการ 'จัดฉาก' สนับสนุนภาพลักษณ์ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำเท่านั้น

‘นักวิจัย วิศวฯ มธ.’ ใช้ 3D Scan และ AI ตรวจหลุมยุบ ถ.สามเสน ช่วยวิเคราะห์รอยแยก ความลึก – ขอบเขตการทรุด ก่อนเข้าซ่อมแซม

(29 ก.ย. 68) จากกรณีที่เกิดเหตุหลุมยุบความลึก 30 เมตร บนถนนสามเสน หน้า รพ.วชิรพยาบาล เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย. 68 ทางผู้เชี่ยวชาญนำโดย รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย IIMRaS คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนำเทคโนโลยี สแกนสามมิติ (3D Scan) มารวบรวมข้อมูลสภาพพื้นผิวและภูมิประเทศอย่างละเอียด พร้อมผสานกับการประมวลผลด้วย AI InSpectra ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมโครงสร้าง เพื่อสร้างฐานข้อมูลสามมิติที่ครบถ้วนและแม่นยำสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างเร่งด่วน

เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้คือการใช้ข้อมูลจาก 3D Scan ซึ่งบันทึกสภาพจริงของพื้นที่ในเชิงปริมาตรและรายละเอียดพื้นผิว ร่วมกับ ภาพถ่ายและข้อมูลจากกล้องหรือโดรน ที่ InSpectra ประมวลผลเป็นแบบจำลองสามมิติความละเอียดสูง จากนั้นระบบจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองก่อนหน้า เพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น รอยแยก ความลึก และขอบเขตของการทรุดตัวอย่างชัดเจน 

ภารกิจถัดมาคือการติดตั้ง เครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน TUSHM เพื่อเฝ้าระวังแรงสั่นไหวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการซ่อมแซมถนนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์ด้านการอำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่จาก ดร.อำพัน วิมลวัฒนา รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล โดยก่อนหน้านี้ ทีม TUSHM ได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ที่อาคารเพชรรัตน์แล้ว และมีแผนขยายไปยังอาคารทีปังกรฯ รวมถึงอาคารสำคัญอื่นภายในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของระบบเฝ้าระวัง ทั้งสองภารกิจได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กองทุน ววน. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อจัดการความเสี่ยง และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ

หลังทำเลเซอร์สแกน 3 มิติ รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย IIMRaS คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า จากการลงพื้นที่ไปสแกนบริเวณหลุมยุบมีการประเมินความลาดชันของดินแต่ละส่วนภายในหลุม เพื่อประเมินว่ามีการเคลื่อนที่ของดินเพิ่มขึ้นจากจุดไหน ขณะเดียวกันสามารถประเมินความเปลี่ยนแปลงของดินในหลุมแต่ละวันได้

จากข้อมูลพบว่าการเคลื่อนที่ของดินภายในหลุมน้อยลง โดยคาดว่าดินที่อยู่รอบข้างหลุมยุบน่าจะเริ่มเคลื่อนตัวน้อยลง แต่มีจุดที่เป็นใต้สถานีตำรวจสามเสน ที่ดินสไลด์จนเสาเข็มบางต้นหายไป ทำให้ทีมที่เข้าไปสำรวจต้องใช้ความระมัดระวัง

เบื้องต้นหลังการนำเลเซอร์สแกน 3 มิติ ไปติดตั้ง 5 จุดรอบหลุมยุบพบว่า จุดที่ 5 มีการเร่งเทปูนลงไปในหลุมเพื่อให้เกิดการเซ็ตตัว เป็นจุดน่าห่วงมากที่สุด โดยเป็นโพรงใต้ตึก สน.สามเสน มีเสาเข็มขาดไป 2ต้น ส่วนจุดที่ 1 – 3 สามารถทำงานได้

หากประเมินพื้นที่รอบหลุมยุบ บริเวณฝั่งที่อยู่หน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นจุดน่าห่วงน้อยที่สุด สามารถซ่อมแซมได้ก่อนจุดอื่น สิ่งสำคัญของอาคารโดยรอบหลุมต้องเฝ้าระวังการเอียงตัวของอาคาร ว่ามีความเสี่ยงต่อเนื่องอย่างไร

ด้านมุมหลุมยุบฝั่งที่เป็นจุดไปทางแยกซังฮี้ เป็นจุดที่ต้องเร่งทำการเทปูนปิดตรงหลุมฝั่งดังกล่าวก่อน เนื่องจากพื้นที่ฝั่งนี้ดินยังไม่ค่อยเซ็ตตัว ส่วนขอบหลุมอีกฝั่งที่เป็นถนนเชื่อมต่อไปยังถนนสามเสน เป็นจุดที่ต้องทำการเคลียร์จุดที่มีเศษวัสดุต่างๆ อยู่จำนวนมาก การซ่อมแซมจุดนี้ต้องเก็บวัสดุต่างๆ ออกก่อน

การซ่อมแซมหลังจากนี้ สิ่งสำคัญต่อไปคือการบินโดรน ลงไปสำรวจในหลุมยุบ และสแกนจุดเปราะบางต่างๆ เพื่อทำการซ่อมแซมได้ตรงจุดมากที่สุด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำ ระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจสอบโครงสร้างอัตโนมัติควบคู่กับ 3D Scan และ เครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน มาใช้กับภัยพิบัติในเขตเมืองของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยทีมวิจัยยืนยันว่าจะต่อยอดข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาระบบติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการประเมินความมั่นคงของพื้นที่เสี่ยงในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top