Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

จับกุมผู้ต้องหาสำคัญเครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮินจา ปี 2558 ได้เพิ่มเติม 2 ราย

จากกรณีเมื่อประมาณเดือน พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารพบศพผู้เสียชีวิตและศพที่ถูกฝังไว้รวมกันกว่า 30 ศพ บริเวณแคมป์คนงานกลางป่าบนเขาแก้ว ในพื้นที่หมู่ 8 บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา จากการสืบสวนทราบว่า ทั้งหมดเป็นศพของชาวโรฮินจา ที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร และหลบซ่อนบริเวณค่ายกักกันดังกล่าว เพื่อรอส่งต่อไปยังประเทศที่สาม ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามและจับกุมผู้ต้องหาซึ่งมีผู้ร่วมขบวนการทั้งทหาร ตำรวจ และนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมาก ตามที่สื่อมวลชนและสื่อโซเชียลนำเสนออย่างต่อเนื่องนั้น

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศพดส.ตร. เร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่ยังหลบหนีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้จำนวนหลายราย ความคืบหน้าล่าสุด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศพดส.ตร. ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร. ออกติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ คือ นายหม่อง ถ่าน ทุน สัญชาติเมียนมา อายุ 55 ปี และนางราฮานา เจ๊ะสะมะแอ สัญชาติไทย คู่สามีภรรยา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า ได้หลบหนีหมายจับโดยการเปลี่ยนชื่อ นามสกุล และใช้หนังสือเดินทางประเทศมาเลเซีย เดินทางเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง จนเมื่อวันที่ 1 ก.ย.65 ชุดปฏิบัติการ ศพดส.ตร.สามารถยืนยันตัวตนของผู้ต้องหาทั้งสองได้อย่างแน่นอนแล้ว จึงแสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองตามหมายจับศาลจังหวัดนาทวี มีรายละเอียดดังนี้ 

1. นายหม่อง ถ่าน ทุน สัญชาติเมียนมา หรือ นายซุลกิฟลี บิน อับดุลลาห์ (Zulkifli Bin Abdullah) สัญชาติมาเลเซีย ถูกจับกุมตามหมายจับศาลจังหวัดนาทวี ที่ 308/2558 ลง 22 มิ.ย.58 ความผิดฐาน สมคบและร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป กระทำการอันเป็นการค้ามนุษย์โดยกระทำต่อบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ร่วมกันช่วยเหลือด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง ผู้อื่นโดยทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และร่วมกันเรียกค่าไถ่ และหมายจับศาลจังหวัดนาทวี ที่ 477/2558 ลง 27 ส.ค.58 ความผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

2. นางราฮานา  เจ๊ะสะมะแอ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39/12 ซ.สุมาลี ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หรือ นาง Rohano Binti Mat said (โรฮานา บินติ มาต ซาอิด) ตามหมายจับของศาลจังหวัดนาทวี ที่ 307/2558 ลง 22 มิ.ย.58 โดยกล่าวหาว่า สมคบและร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป กระทำการอันเป็นการค้ามนุษย์โดยกระทำต่อบุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ร่วมกันช่วยเหลือด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง ผู้อื่นโดยทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และร่วมกันเรียกค่าไถ่  และ หมายจับศาลจังหวัดนาทวี ที่ 476/2558 ลง 27 ส.ค.58 โดยกล่าวหาว่า สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

ผู้ต้องหาทั้งสองถูกจับกุมตัวได้ที่บริเวณร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมถนนพระรามเก้า แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
 

'หนุ่ย พงศ์สุข' ยืดอก!! ขอโทษนักศึกษาฝึกงาน ยอมรับโพสต์แขวน ปม 'ไม่ทัก' ไม่เหมาะสม

(2 ก.ย. 65) จากกรณีที่ 'หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์' พิธีกรด้านไอทีชื่อดัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงพฤติกรรมของนักศึกษาฝึกงานที่ไม่ทัก ไม่สื่อสารกับใครในออฟฟิศ แม้จะทำงานที่ตนเองรับผิดชอบได้ดี ซึ่งมองว่าเป็นการเสียโอกาสที่ไม่ได้สายสัมพันธ์ ออกสังคม สะสมคอนเน็คชั่น ตามคุณค่าที่คนทำงานทุกคนพึงได้รับ และเมื่อ COO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ) ของบริษัทฯ คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาพบว่า นักศึกษาฝึกงานมีพฤติกรรมสองบุคลิกกับที่สถาบันเช่นกัน ซึ่งทาง COO ก็กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ตัดสินในยุติการฝึกงาน เพราะเห็นว่าทำงานดี ไม่มีอะไรเสียหาย แต่มารยาททางสังคมสอบตก ปรากฎว่าโพสต์ดังกล่าวถูกทัวร์ลงอย่างหนัก เพราะเห็นว่าเป็นการเอานักศึกษาฝึกงานไปแขวนประจาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดหรือเสียหาย และเห็นว่าควรพูดต่อหน้ากันตรง ๆ ดีกว่ามาโพสต์ลับหลังแบบนี้ จนภายหลังหนุ่ย ได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกไป

ล่าสุด 'หนุ่ย พงศ์สุข' ได้โพสต์ข้อความขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น ระบุว่า...

แม้ “คุณค่าที่ยึดถือ” เป็นคนละแบบ แต่การแสดงออกของผมก็ผิด 

- ผิดที่เอาเรื่องนี้มาเล่า 
- ผิดที่เอาน้องไปแขวน 

แม้ไม่มีการระบุชื่อเสียงเรียงนาม แต่ผมก็ผิดอย่างมากที่ทำการสื่อสารเรื่องราวนี้อย่างไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง

ตลอดสองคืนนี้ ผมได้อ่านความคิดเห็นของผู้คนมากมาย ทั้ง Gen Y, Z และย้อนกลับมาที่ Gen X ช่วงวัยผมด้วย ผมยอมรับความจริง ยอมรับความต่าง แล้วตกผลึกความคิดกับการเปลี่ยนผ่าน 

คนแต่ละเจนฯ โตมาในโลกที่มีโฉมหน้าต่างกัน เราจึงยอมรับในเนื้อหาและบริบทที่ต่างกันออกไป แล้วก็เป็นสิทธิที่ทุกคนจะคิดหรือปฏิบัติอย่างไรต่อกันก็ได้หากยังอยู่ภายใต้กฎหมาย 

ในนามบริษัท เราได้ขอพบน้องทั้งคู่เมื่อวาน และกล่าวคำขอโทษตรงหน้ากับการกระทำนี้ของผม ผมเขียนบันทึกภายในส่งในไลน์กลุ่มองค์กรที่มีพนักงานทุกคนอยู่พร้อมเพื่อแสดงความขอโทษ และความผิดพลาดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใครหรือกับบุคคลสถานะไหน

ถอดบทเรียนเส้นทางค้ามนุษย์ เสริมเคี้ยวเล็บสร้างเครือข่ายข่าวกลุ่มประมงพื้นบ้าน

วันนี้ 2 กันยายน 2565 ทัพเรือภาคที่ 3 มอบหมายให้ น.ท.รัฐพล แก้วกระจาย ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 จัดอบรมจัดโครงการสร้างเครือข่ายด้านการข่าวในกลุ่มประมงทะเลพื้นบ้าน เพื่อการแก้ไขปัญหา ป้องกันและสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามการค้ามนุษย์ 

ทั้งนี้ความยากลำบากในการเฝ้าระวังตามแนวตะเข็บชายแดนทางทะเลของหน่วยรักษาความมั่นคง ด้วยพื้นที่อาณาเขตที่กว้าง ฝั่งทะเลอันดามันมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 144.8 กิโลเมตร สามารถเดินทางได้ทั้งทางบกและทางทะเล จึงทำให้ยากต่อควบคุมผู้ที่ลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามาทำงาน หรือการนำแรงงานต่างด้าวส่งต่อให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้มีการเล็ดลอดรวมทั้งการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของแรงงาน โดยเฉพาะชาวโรฮิงญาที่เล็ดลอดเข้ามาได้ง่าย แม้จะเฝ้าระวังเข้มในการลาดตระเวนทั้งทางบก ทางทะเลและทางอากาศแล้วก็ตาม โดยบทเรียนในต้นเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา

พบชาวโรฮิงญา 59 คน หลบหนีเข้าประเทศบริเวณอ่าวกำนัน เกาะดง ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา บริเวณเกาะดง (แยกเป็น ญ 23 ช 31 เด็ก 5) และยังพบว่าในห้วงเดือนเดียวกัน  มิ.ย. 2562  เรือขนชาวโรฮิงญาเคยถูกคลื่นซัดจนเรือแตกห่างไปเพียง 5 ไมล์ทะเลเท่านั้น จากสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในการทบทวนภารกิจของหน่วยความมั่นคง หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 ได้จัดโครงการสร้างเครือข่ายด้านการข่าว (ในกลุ่มประมงทะเลพื้นบ้าน)  เพื่อการแก้ไขปัญหา ป้องกันและสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐในการปราบปรามการค้ามนุษย์ จำนวน 50 คน ที่ห้องประชุมบารารีสอร์ท ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ในการประสานความร่วมมือนำชาวประมงทะเลพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลแหลมสน  อำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อควบคุมยับยั้งการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในพื้นที่เกาะแก่งต่าง ๆ และเขตพื้นที่ชายฝั่งภายในจังหวัดสตูลที่ติดกับทะเล ป้องกันการยับยั้งการทำประมงในทะเลที่ผิดกฎหมาย  , ควบคุมกำกับดูแลความมั่นคงของชาติทางทะเลในเขตพื้นที่จังหวัดสตูล ,ควบคุมและตรวจสอบมิให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ , ควบคุมตรวจสอบและป้องกันการค้ามนุษย์ในภาคประมงทะเลในพื้นที่จังหวัดสตูล

'ม.นเรศวร' เปิดเวทีประชุมนานาชาติระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีนและเมาะลำไย ครั้งที่ 5 มุ่งส่งเสริมด้านการแข่งขันและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 รองศาสตราจารย์ ดร.วัฒนา พัดเกตุ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานเปิด การประชุมระดับนานาชาติระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีนและเมาะลำไย ครั้งที่ 5 (The 5th LIMEC Academic International Conference) เพื่อถ่ายทอดและขยายผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน บนระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง อินโดจีน และเมาะลำไย สู่สถาบันการศึกษา และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ให้นักเรียน นักวิจัย และคณาจารย์ ได้นำเสนอผลงานวิชาการ และแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องกับระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง อินโดจีน และเมาะลำไย เพื่อร่วมมือกันพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฯ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ในการส่งเสริมด้านการสร้างความสามารถ ในการแข่งขันและส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน 

สำหรับในปีนี้ การประชุมจัดขึ้นในหัวข้อ “เทคโนโลยีดิจิตอลด้านโลจิสติกส์สำหรับฐานชีวิตใหม่” (Logistics for New Normal with Digital Technology) ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตและการดําเนินธุรกิจของเราหลังจากการเกิดขึ้นของ COVID-19 ที่เร่งการพัฒนา และการนําวิธีการทํางานใหม่ๆ มาใช้ เช่น การทํางานจากที่บ้าน บริการจัดส่งอาหารออนไลน์ ธนาคารดิจิทัล และการเว้นระยะห่างทางสังคม และกิจกรรมอื่นๆ แบบไม่ต้องสัมผัส ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่สําคัญในการเชื่อมต่อเรา และเพื่อรักษาธุรกิจในหลายภาคส่วน ตั้งแต่การเงินไปจนถึงบริการภาครัฐ สุขภาพ และการศึกษา ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านโลจิสติกส์และปัญญาประดิษฐ์พร้อมนี้ภายในงานจัดให้มีการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ หัวข้อ “มุมมองต่อการนาดิจิทัลทรานฟอเมชั่นมาใช้ในการสร้างการไหลของอุปสงค์และอุปทานในการข้ามแดน” หัวข้อ “Building Supply Chain Resilience in the post-pandemic World-The Role of Digital Technologies” และการเสวนาในหัวข้อ “Digital Technology for the New Normal in Business” เป็นต้น ณ ห้องประชุม 210 อาคารเอกาทศรถ มหาวิทยาลัยนเรศวร และในรูปแบบออนไลน์

‘นิพนธ์’ ควง ‘วสันต์’ แถลงสู้คดี เปิดหน้าซัด ป.ป.ช.ชุดนาฬิกายืมเพื่อน ให้เหตุผลรับคดีนี้ เหตุ ‘นิพนธ์’ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ลั่น ถ้าไม่คิดว่าชนะคดี คงไม่รับทำ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์  อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันแถลงข่าวคดีรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์  อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เล่าย้อนถึงความเป็นมาก่อนมารับคดีเป็นทนายความให้กับนายนิพนธ์ ต่อสู้คดีกับ ป.ป.ช. ซึ่งถูกสังคมและสื่อ วิพากษณ์วิจารณ์ว่าเป็นถึงอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วลดตัวมาเป็นทนายว่า อาชีพเดิม เคยเป็นทนายความในสำนักงานหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เมื่อปี 2510 และเริ่มว่าความในปี 2511 ก่อนเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาปี 2516 อีกทั้งอาชีพที่ตั้งตัวได้คืออาชีพทนายความ ก่อนมาเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ คำพูดแบบนี้มองว่าเป็นการดูถูกอาชีพอิสระ เพราะทุกวงการมีทั้งคนดีคนเลวปะปนกัน และหลังจากลาออกก็ไม่เคยคิดจะไปสู้คดีให้ใคร เพื่อมาสู้กับศาลรัฐธรรมนูญที่เคยเป็นประมุข แต่ก็คงไม่น่าเกลียดเพราะไม่เคยเป็นประธานศาลฎีกา 

ขณะเดียวกันยังยกตัวอย่างหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังไปเป็นทนายความ ขณะเดียวกันเมื่อลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2556 มาทำอาชีพทนายความปี 2558 โดยว่าความคดีแรกก็ไม่มีใครรู้ว่าตนเองเคยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญมาก่อน ดังนั้นการที่สื่อบางคน บอกว่าเป็นการลดตัวไปว่าความ และเวลาไปศาลนั้นคนจะยกมือไหว้ตั้งแต่หัวกะไดศาล ไม่เป็นความจริง 

พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยว่าเคยรับคดีว่าความสู้กับ ป.ป.ช. มาแล้ว ซึ่งที่รับทำเพราะมีคนถูกกลั่นแกล้ง รังแก หากช่วยพรรคพวกได้ก็ควรช่วย และการรับคดีก็ต้องพิจารณาจะมีทางต่อสู้หรือไม่ ซึ่งหากนายนิพนธ์เป็นฝ่ายผิด คงไม่รับทำคดีให้ เพราะจะเสียฟอร์ม “ตนเป็นทนายเงียบๆ ไม่ได้หิวแสงเหมือนคนอื่น” 

ซึ่งคดีแรกที่ว่าความคือคดีที่ ป.ป.ช. กล่าวหาคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการกระทรวงการคลัง ที่มี นายสมหมาย ภาษีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งชนะคดี

นายวสันต์ ยังเล่าว่าตนไม่คุ้นเคยกับนายนิพนธ์ แต่คุ้นเคยกับ นายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำให้นายนิพนธ์ มาพบมาพูดคุยก่อนบอกว่า “ตนอยู่ในวงการยุติธรรมมา 50 ปี มองออกว่าใครได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม” ทั้งนี้เมื่อตรวจเอกสารรายละเอียดคดี เห็นว่านายนิพนธ์ ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงรับทำคดีให้

สำหรับรายละเอียดของคดี อบจ.สงขลา ซื้อรถเอนกประสงค์ 2 คัน มูลค่ากว่า 40 ล้าน และมีการประมูลทำสัญญาส่งมอบรถ ซึ่งเมื่อนายนิพนธ์ มาเป็นนายก อบจ.สงขลา มีเรื่องร้องเรียนตรวจสอบเอกสารพบสงสัยมีการฮั้ว จึงทำเรื่องให้ผู้ว่าฯ สงขลา ระงับการจ่ายเงินไว้ก่อน และ อบจ.ได้ไปแจ้งความเพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมด้วย และขณะนี้พนักงานอัยการสั่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 และออกหมายจับ  นอกจากนี้ ป.ป.ช. ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความกล่าวโทษเอกชนที่ฮั้วประมูล ซึ่ง ป.ป.ช. ต้องเชื่อว่ามีการฮั้ว ขณะเดียวกันเอกชนก็ไปฟ้อง ป.ป.ช. ว่าถูก อบจ.สงขลา กลั่นแกล้ง รวมถึงฟ้องศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้ อบจ.จ่ายเงิน แต่เมื่อมีการยื่นฟ้องคดีอาญาว่าฮั้ว ศาลปกครองสูงสุดจึงให้พิจารณาใหม่ และก็อยู่ระหว่างพิจารณาคดี
 


 

ทส. มอบรางวัลเชิดชูเกียรติต้นแบบ “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ระดับประเทศ ปี 2564 จำนวน 47 แห่ง จากทั่วประเทศ

วันนี้ (1 กันยายน 2565) เวลา 14.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ นายเฉลิมชัย ปาปะทา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ทส. ให้การต้อนรับ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ เผยแพร่ผลงานและนวัตกรรมการพัฒนาเมืองของเทศบาลที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองและเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับศักยภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบ Video Conference

โดย นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้การสนับสนุนและพัฒนาท้องถิ่นของตนเองให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม ที่ต้องมีความสมดุลในทุกมิติ มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และต้องได้รับความร่วมมือของภาคีทุกภาคส่วน เพื่อทำให้ชุมชนกับท้องถิ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน อันเป็นรากฐานสำคัญให้เกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง พร้อมรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันในอนาคต

'วิโรจน์' ตั้ง 8 ข้อสงสัยผู้บริหารกทม.ชุดเก่า ปมหนี้ BTS ทั้งที่เงินสะสมมีพอ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้หนี้พอก

ภายหลังจากที่มีการฟ้องร้องข้อพิพาทรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ BTSC ฟ้องกรุงเทพมหานคร และกรุงเทพธนาคม (KT) ที่ศาลปกครอง ในกรณีที่ BTSC เรียกร้องให้ กทม. จ่ายเงินที่ค้างชำระค่าเดินรถและค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 11,755 ล้านบาท ซึ่งค้างมาตั้งแต่ผู้บริหาร กทม. ชุดที่แล้ว

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าตนและทีมงานพรรคก้าวไกลก็ได้เข้าไปสังเกตการณ์ในกรณีนี้ด้วย ซึ่งวิโรจน์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีนี้ 8 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้...

1. ผู้บริหาร กทม. ชุดก่อน ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร คสช. เคยร้องขอต่อสภา กทม. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร คสช. ให้มีการอนุมัติเงินสะสมของ กทม. มาจ่ายหนี้ค่ารถไฟฟ้า แต่สภา กทม. ในขณะนั้นกลับไม่อนุมัติให้นำเอาเงินสะสมมาจ่ายหนี้ให้แก่ BTSC ทำให้หนี้ค่าจ้างเดินรถ และค่าซ่อมบำรุง สะสมทบต้นทบดอก จนเป็นภาระหนี้สินที่หนักมากขึ้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสงสัยมาก เพราะ กทม. มีเงินสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงพอต่อการใช้หนี้ ไม่จำเป็นต้องเบี้ยวหนี้ จนดอกเบี้ยทบต้นทบดอก

2. มีสัญญาระหว่างกรุงเทพธนาคม กับ BTSC อยู่ 2 ฉบับ ที่เป็นสาระสำคัญ ที่ กทม. ควรพิจารณาเปิดเผยต่อสาธารณะ ได้แก่ สัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 1 ที่ กทส.006/55 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2555 และสัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ กทส.024/59 ลงวันที่ 1 ส.ค. 2559 ซึ่งตัวเลขหนี้สินต่าง ๆ ที่ กทม. และกรุงเทพธนาคม ค้างจ่ายให้กับ BTSC ล้วนคำนวณมาจากสัญญา 2 ฉบับนี้

3. สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นหลัก ที่มีอายุสัญญาสัมปทาน 30 ปี จะสิ้นสุดลง ณ วันที่ 4 ธ.ค. 2572 แต่สัญญาจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ทั้ง 2 ฉบับข้างต้น ยังคงผูกพัน กทม. และกรุงเทพธนาคม ไปจนถึงปี พ.ศ. 2585 นั่นหมายความว่าสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ มีผลกระทบอย่างมากต่อการเปิดประมูลสัมปทานใหม่ ดังนั้นการอ่านทานสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ประธานบริษัทน้ำมันรายใหญ่รัสเซียดับปริศนา หลังร่วงตกหน้าต่างโรงพยาบาลในกรุงมอสโก

ราวิล มากานอฟ ประธานบริษัทลุคออย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของรัสเซีย เสียชีวิตในวันพฤหัสบดี (1ก.ย.) หลังร่วงตกลงมาจากหน้าต่างของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก จากการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คน กลายเป็นนักธุรกิจรัสเซียรายล่าสุดที่ตายอย่างกะทันหันและไม่สามารถอธิบายได้

แหล่งข่าวยืนยันรายงานข่าวจากสื่อมวลชนรัสเซียหลายแห่ง ระบุว่านักธุรกิจวัย 67 ปีรายนี้ ตกลงมาเสียชีวิต แต่กรณีแวดล้อมของเหตุตกหน้าต่างโรงพยาบาลนั้น ยังไม่เป็นที่ชัดเจน

สำนักข่าวทาสส์ นิวส์ สื่อมวลชนแห่งรัฐของรัสเซีย รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ระบุว่าเหตุเสียชีวิตครั้งนี้เป็นการฆ่าตัวตาย และแหล่งข่าวเผยด้วยว่า มากานอฟ เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังมีอาการหัวใจวายและกำลังใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า

รอยเตอร์บอกว่าไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเหล่านี้ พร้อมอ้างแหล่งข่าว 3 คนที่เป็นคนรู้จักใกล้ชิดกับ มากานอฟ ไม่เชื่อว่าประธานบริษัทลุคออยจะฆ่าตัวตาย

แหล่งข่าวอีกคนที่ใกล้ชิดกับบริษัท บอกกับรอยเตอร์ ระบุมีความเชื่อภายในระดับผู้บริหารของลุคออย ว่าเขาฆ่าตัวตายจริง แต่แหล่งข่าวรายนี้ไม่พบเห็นหลักฐานหรือเอกสารที่สนับสนุนความเชื่อดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์ติดต่อสอบถามไปที่ตำรวจมอสโก แต่ทางตำรวจบอกว่าคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของมากานอฟ ให้ไปสอบถามที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ลุคออย เป็นบริษัทเอกชนที่แข่งขันกับ รอสเนฟต์ รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย และในถ้อยแถลงของบริษัทระบุว่า มากานอฟ เสียชีวิตตามหลังมีอาการป่วยร้ายแรง "พนักงานหลายพันชีวิตของลุคออย เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่น่าเศร้านี้ และขอแสดงความเสียใจด้วยความจริงใจถึงครอบครัวของ ราวิล มากานอฟ"

ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจชาวรัสเซียอย่างน้อย 6 คน ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน เสียชีวิตอย่างกะทันหันในกรณีแวดล้อมที่ไม่ชัดเจน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ครบรอบปีที่ 5 วันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมเปิดพิพิธภัณฑ์ตำรวจท่องเที่ยวเสมือนจริง (Digital Museum) เฟสที่ 1 แห่งแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวในวันที่ 1 กันยายน 2565 ณ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ถนนสุวรรณภูมิ 4 อำเภอบางพลี  จังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นปีที่ 5 ของการก่อตั้งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวภายหลังได้รับการยกฐานะจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวขึ้นเป็นกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2560 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการก่อตั้งหน่วยและเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล โดยพิธีในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่เวลา 06.30 น. พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชัยน์วัฒน์ อรัญวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. รรท.รอง ผบช.ทท., พล.ต.ท.สมบัติ หวังดี ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ปฏิบัติราชการ บช.ทท., พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย และพล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนท์ ผบก.อก.บช.ทท., สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณโดยรอบที่ตั้ง บช.ทท. รวมทั้งสิ้น 4 จุด ได้แก่ ศาลพญาอนันตนาคราชเจ้าวิสุทธิเทวา (ศาลตายาย) ศาลพญามุจลินท์นาคราช ศาลท้าววิรุปักเขมหานาคราชเจ้า ศาลองค์นาคาธิบดี ศรีสุทโธ วิสุทธิเทวา

จากนั้นในเวลา 8.30 น. พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ประธานในพิธี, คณะผู้บังคับบัญชาร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล ความรักความสามัคคีของข้าราชการตำรวจในสังกัดและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมนี้ประธานในพิธีได้มอบของที่ระลึกแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวให้แก่ ผบช.ทท. และเมื่อเวลา 10.00 น. ประธานในพิธี ผบช.ทท. พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.ทท.รับชมพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง (Digital Museum) ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 6 บช.ทท. ในการนี้ทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้เปิดตัวพิพิธภัณฑ์ตำรวจท่องเที่ยวเสมือนจริง (Digital Museum) เฟสที่ 1 แห่งแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นแห่งแรกๆ ของหน่วยราชการไทย ต่อจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดงผ่าน Metavers ซึ่งผู้เยี่ยมชมสามารถชมผ่านเว็บไซต์กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้ และหากมีอุปกรณ์แว่น Oculus ก็สามารถเข้าชมแบบเสมือนจริงได้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการนำใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย 

บอร์ดกุ้งแจง…นำเข้ากุ้งเพื่อแปรรูปส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศในช่วงผลผลิตในประเทศขาดแคลนเท่านั้น

'เฉลิมชัย' ชี้ราคากุ้งดีต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ อาจมีผันผวนบ้างตามภาวะตลาด แม้เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจแต่มีระบบประกันราคากุ้งเป็นมาตรการรองรับ ทำให้ราคาเพิ่ม 11 – 20 บาทต่อ กก.

ยืนยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะเป็นมติร่วมระหว่าง 8 องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง – ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทยหลังถดถอยมาตลอด

ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวถึงข้อกังวลของ นายปรีชา สุขเกษม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลจังหวัดสงขลา ในประเด็นการนำเข้ากุ้งทะเลจากต่างประเทศของผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคากุ้งทะเลภายในประเทศนั้น

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) หรือบอร์ดกุ้งเปิดเผยวันนี้ถึงกรณีดังกล่าวว่า จากปัญหาโรคกุ้งทะเล คุณภาพลูกพันธุ์กุ้ง และอาหารกุ้งในอดีต ทำให้การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องถดถอย ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปที่ส่งออกกุ้งทะเลเป็นหลักต้องปิดตัวลงจากเดิมที่มีอยู่เกือบ 200 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียง 20 แห่ง ขณะที่จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลก็ลดลง ทำให้ปริมาณการผลิตกุ้งของไทยที่เคยสูงสุดในปี 2552 ประมาณ 567,000 ตัน เหลือเพียงประมาณ 255,000 ตัน ในปี 2564 ซึ่งลดลงร้อยละ 55.03 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมอบนโยบายให้กรมประมงดำเนินการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทยและแต่งตั้งบคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ หรือ บอร์ดกุ้ง (Shrimp Board) ประกอบกับการจัดทำแผนฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้กุ้งทะเลกลับมามีผลผลิตในระดับ 400,000 ตัน ภายในปี 2566 

ภายใต้การหารือของบอร์ดกุ้งเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้และยังคงมีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งบอร์ดกุ้งมีฉันทามติร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่

1) ผู้แทนเกษตรกร ประกอบด้วย สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด ชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคกลาง ชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำ และกลุ่มคลัสเตอร์กุ้งกุลาดำไทย

2) ผู้ประกอบการห้องเย็นและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ประกอบด้วย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมการค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

และ 3) หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กรมประมง และกรมการค้าภายในในการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลจากต่างประเทศเฉพาะช่วงเวลาและปริมาณผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูป

ซึ่งมาตรการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลนี้เพื่อการแปรรูปและส่งออกเท่านั้น และกำหนดแผนการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์และสาธารณรัฐอินเดีย ปี 2565 ปริมาณรวม 10,501 ตัน จากปริมาณการผลิตกุ้งทะเลของไทยในปี 2565 (มกราคม - กรกฎาคม) 138,732.43 ตัน แลกกับการประกันราคาโดยภาคเอกชนซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 เป็นต้นมา และจะยังคงช่วยเหลือเกษตรกรไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งผู้แทนเกษตรกรในบอร์ดกุ้งข้างต้นเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ราคากุ้งภายในประเทศได้รับการประกันขั้นต่ำโดยภาคเอกชนเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่เป็นภาระของรัฐบาลเหมือนในอดีต ดังที่สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทยได้เคยให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2565 กล่าวไว้ว่า “การจัดตั้งบอร์ดกุ้งในครั้งนี้ เป็นการจับมือของเกษตรกรและผู้แปรรูปเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ของอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทย เพื่อแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการผลผลิตกุ้งทะเลตลอดห่วงโซ่การผลิตอย่างแท้จริง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลและผู้แปรรูปสามารถประกอบอาชีพในห่วงโซ่ได้อย่างยั่งยืน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top