Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

‘ม.หอการค้าไทย’ เปิดชื่อ 4 น.ศ.ปีหนึ่ง ช่วยผู้หญิง!! ถูกลุงแอบถ่าย บนรถเมล์

(13 ก.ย. 68) จากกรณีวัยรุ่นชายประมาณ 4-5 คน ช่วยกันล็อกตัวชายค่อนข้างมีอายุรายหนึ่ง บนรถเมล์สาย 138 (หมอชิต-พระประแดง) ขณะกำลังใช้มือถือแอบถ่ายใต้กระโปรงผู้โดยสารหญิง โดยได้บอกให้คนขับรถเมล์ปิดประตูและโทรแจ้งตำรวจ

หลังปลดล็อกเครื่องและเช็กมือถือของชายคนดังกล่าวดูแล้ว พบว่า มีภาพแอบถ่ายจริง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีต่อที่โรงพัก โดยมีผู้เสียหายถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานและเดินทางติดตามไปแจ้งความดำเนินคดีด้วย ส่งผลให้สังคมชื่นชมในความกล้าหาญของวัยรุ่นชายกลุ่มนี้อย่างมาก ที่ไม่ละเลยและเข้าช่วยเหลือทันที ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชื่นชมในความกล้าหาญของ กลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ได้เข้าช่วยเหลือนักศึกษาผู้หญิงที่ถูกผู้ชายท่านหนึ่งแอบถ่ายในรถสาธารณะ โดยกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ช่วยเหลือน้องผู้หญิงมีดังนี้

นักศึกษาคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ (สาขาการผลิตและการจัดการอีเว้นท์)
1. นายปกรณ์ หมายดี
2. นายปุณณสิน ผลเพิ่มศีลกุล
3. นายศิวัฒน์ กลั่นแก้ว

นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
1. นายพงษ์พิพัฒน์ สุพะสร

ทางมหาวิทยาลัยขอชื่นชมและสนับสนุนน้องๆ ให้ทำสิ่งดีๆ เช่นนี้ต่อไป

'พล.ต.อ.อัคราเดช' ควงอุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจฯ 'เปิดป้าย อาคารพิมลศรี' Cop’s Valley view

(13 ก.ย.68) เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพแจ้งยอดสุขตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ อ.เขาค้อ จว.เพชรบูรณ์ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.และคุณภคมน พิมลศรี อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นประธานในพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลและเปิดป้ายอาคารสำนักงาน(Cop’s Valley view) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทิฆัมพร ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. พ.ต.อ.ศราวุธ สวัสดิชัย รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี/หน.สง.ฯ

โดยมี พล.ต.ต.สารนัย คงเมือง ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์-พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 ,-พล.ต.ต.ธวัชชัย คำแหงพล ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. -พล.ต.ต.สุรชาติ จึงดำรงกิจ อดีต รอง.ผบช.ภ.6-พร้อมด้วย ชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 6 , รอง ผบก.,หน.สถานี และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.เพชรบูรณ์ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในพิธีนี้ มีการประกอบพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จำนวน 5 รูปเจริญพระพุทธมนต์ประพรมน้ำมนต์ , ทำพิธีเจิมป้าย จากนั้นประธานฯ ได้ทำพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงาน(Cop’s Valley view) อย่างเป็นทางการ ซึ่งศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพแจ้งยอดสุขฯ แห่งนี้ เป็นผลสำเร็จจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการตำรวจให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและบทบาทหน้าที่ในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ แหล่งพักผ่อน และศูนย์รวมพลังใจของบุคลากรในสังกัด , ส่งเสริมบทบาทด้านชุมชนสัมพันธ์ และเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เขาค้อ อันงดงามด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ในการนี้ ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์ ได้มอบพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ แห่งวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เพื่อเป็นที่ระลึกถึงกันในโอกาสต่อไป

‘บิ๊กเล็ก’ ลั่น!! ขอชี้แจง เป็นครั้งสุดท้าย ยัน!! ไม่มีการเปิดด่าน แค่หารือกันเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวไทยรัฐทีวี 12 กย. 2568 ถึง การอนุโลม ผ่อนปรนเปิดด่าน ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ผมจะชี้แจง ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ยืนยันว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน แค่เป็นการให้ไปหารือกัน เท่านั้น ในข้อ5 ไม่มีกรอบเวลา

และหากมีการอนุโลมผ่อนปรน จะไม่มีการส่งยุทธปัจจัย ไม่มีอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยมี กกล.ป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ผ่อนปรน ในการผ่านแดน ซึ่งย้ำว่า ให้กองกำลัง ฯอนุญาต เท่านั้น แต่ยังไม่ให้คนข้าม คนยังผ่านไม่ได้. แล้วที่ผ่านมา การไปเล่นบ่อนคาสิโน สแกมเมอร์ ใช้วิธีการ นั่งเครื่องไปพนมเปญ แล้วมาเล่นที่ ปอยเปต

ส่วน คณะกรรมการ GBC มี รมว.กห. เป็นประธาน มี ผบ.ทหารสูงสุด เป็น รองปธ. และ ผบ.ทบ.เป็น กรรมการ มีเจ้ากรมชายแดนทหาร เป็นเลขาฯ ในคณะมี รองแม่ทัพภาค 2 ที่จะเป็นแม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ไปด้วย พร้อมตัวแทน สมช. และมหาดไทย

พลเอก ณัฐพล ยืนยันว่า ข้อตกลง GBC นั้น มิได้ทำโดยกลาโหม คนเดียว ผมไม่เคยไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยว เมื่อเขานำมาเสนอ จึงเห็นชอบ อีกทั้ง ผบ.กองกำลังเป็นผู้มีอำนาจ ในการอนุมัติ โดยได้มอบอำนาจให้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจในการตกลงใจดำเนินการ ขอให้ฝ่ายความมั่นคง สบายใจได้ว่า ฝ่ายการเมือง ไม่ได้ทำตามลำพัง

ส่วนการที่ฝ่ายทหาร ทั้ง เสธ.ทหาร แม่ทัพภาค2 เสธ เบิร์ด คัดค้านเปิดด่าน นั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ได้ทำให้ใจเสีย ไม่เลย เพราะเรื่องการเจรจา ก็ทำกันไป ส่วนที่ชายแดน ก็ต้องเตรียมพร้อม 

พอประชุมกลับมา ผมก็บอก พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ แม่ทัพภาค 2 ให้ระวัง

ส่วนการที่ เสธ ทหาร เตือนให้ เขมรถอนทหารก่อน ไม่ควรเปิดด่าน พลเอกณัฐพล กล่าวว่า ผมก็ระวังอยู่แล้ว และประเมินความจริงใจ เราต้องพร้อม หากเขมรไม่จริงใจ เราพร้อมปฏิบัติ

ส่วนการที่กองทัพภาค2 รายงานว่า ทหารเขมร เพิ่มเติมกำลัง นั้น ผมได้บอกให้ ผช.ทูตทหารไทย ประจำพนมเปญ ได้ตรวจสอบกับ คณะ IOT ที่กัมพูชา ชี้แจงว่า เป็นการสับเปลี่ยนกำลัง เราจึงแจ้งว่า เป็นการยั่วยุ สุ่มเสี่ยง และอาจเกิดความไม่เรียบร้อย

“ผมขอบคุณความเห็น ของประชาชน และฟังเสียงประชาชน และขอให้สบายใจว่า จะยังไม่มีการดำเนินการ ผมกราบขออภัย ที่ทำให้เกิดข่าวสาร ไม่ชัดเจน” พลเอกณัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ เราต้องพิสูจน์ ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา จาก 4 ข้อ เพิ่งจะประเมินว่า ทำได้หรือไม่ จริงใจ หรือไม่ ทั้งการถอนอาวุธหนัก เช่น จรวด BM 21 และ PHL 03 ของกัมพูชา หากเขายอมถอน เรายืนยันว่า ประชาชนจะได้ปลอดภัย

เพราะหากเกิดการปะทะ ก็อาจยิงกันแค่ในระยะ 5-10 กม. แต่ไม่มีอาวุธยิงไกล 40-50 กม.หรือ 100 กม. ก็จะถือว่า เป็นสัญญาณดี

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย!! ลูกคนโตเรียนไทย ลูกคนเล็กเรียนอินเตอร์ ปลายทางไม่ต่างกัน ลั่น!! อย่ามายาคติ ต้องเรียนแต่นานาชาติเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

เห็นโพสต์นี้เป็นกระแสมาสักพัก คิดได้ว่าตัวผมเองมีลูกสองคนที่คนหนึ่งเรียนมาในระบบไทย 100% และอีกคนที่เป็นระบบต่างชาติ 100% จนใกล้จะเรียนจบกันแล้วปลายทางแตกต่างกันแค่ไหน 

ลูกคนโตของผมเรียนโรงเรียนไทยล้วน ๆ เป็นโรงเรียนสาธิตซึ่งระบบแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปเพราะเป็นสนามทดลองของมหาวิทยาลัย เขาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก จุดที่เขารู้ตัวว่าตัวเองอ่อนคือ “ภาษาอังกฤษ” เขาจึงสมัครโครงการแลกเปลี่ยนทุกครั้งที่มีโอกาส

จนถึงระดับมหาวิทยาลัย แม้สอบเข้าได้หลักสูตรปกติภาษาไทย แต่เขาก็เลือกเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษพร้อมเด็กอินเตอร์ พร้อมทั้งทำงานอาสากับองค์กรนานาชาติ ได้เดินทางไปทำกิจกรรมในหลายประเทศ ตอนนี้ก็ใกล้เรียนจบแล้วในปีหน้า

ลูกคนเล็ก ไปเรียนมัธยมปลายในสหรัฐฯ โรงเรียนคาธอลิกที่เขาเข้าไปเรียนนั้นไม่มีนักเรียนไทยเลยแม้แต่คนเดียว บรรยากาศจึงเป็นนานาชาติเต็มตัว เด็กทุกคนต้องปรับตัวอย่างจริงจัง เขาได้เรียนรู้การจัดการชีวิตด้วยตนเอง ฝึกภาษาในชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุดก็มีโอกาสได้ฝึกงานกับองค์กรระดับโลกตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่า

เมื่อมองทั้งสองเส้นทาง ผมพบว่าปลายทางไม่ได้ต่างกันนัก ลูกคนโตเริ่มจากโรงเรียนไทย แต่ก็สร้างทักษะภาษาและโลกทัศน์กว้างได้จากความพยายามของตัวเอง ในขณะที่ลูกคนเล็กเริ่มจากต่างประเทศ ได้ภาษากับวุฒิภาวะจากสภาพแวดล้อมโดยตรง

สิ่งที่อยากฝากคือ… อย่าไปยึดติดกับมายาคติที่ว่า “ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีคนไทยเท่านั้นถึงจะเจริญ” เพราะความจริงแล้วความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับว่าใครอยู่รอบตัว แต่ขึ้นอยู่กับ ตัวเด็กเองว่าขวนขวายแค่ไหน และครอบครัวสนับสนุนอย่างไรครับ

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปประชุมทวิภาคีและไปเยือนต่างประเทศ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) เวลา 14.00 - 15.45 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปประชุมทวิภาคีร่วมกับประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ และรองประธานสภาแห่งชาติ ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ - ป้องกันความสงบ และ พลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ - ป้องกันความสงบ และพลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ประชุมทวิภาคีร่วมกับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ในด้านกลาโหม เพื่อส่งเสริมทางการทหาร และความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพกองทัพ และการจัดสรรสิทธิประโยชน์ของกำลังพล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ และความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยีของกองทัพในการป้องกันประเทศ 

รวมถึงยังมีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องของความมั่นคงและการทหารถึงภัยคุกคามตามแนวชายแดน เช่น ยาเสพติดตามแนวชายแดน การลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่า การลักลอบเข้าเมืองและแรงงานผิดกฎหมาย การก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ การโจรกรรม ยานพาหนะ โรคระบาด หรือบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยและลาว สินค้าเถื่อน การค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ หรือกรณีบุคคลสองสัญชาติของทั้งสองประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เพื่อให้ข้อมูลเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ของบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของการร่วมมือระหว่างกันในเรื่องกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนแบบมีส่วนร่วมถือว่ามีความสำคัญที่ทั้งไทยและลาวควรขับเคลื่อนผลักดันร่วมกัน

นอกจากนี้ เวลา 15.45 - 16.15 นาฬิกา พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ - ป้องกันความสงบ ได้นำคณะกรรมาธิการ เยี่ยมชมห้องประชุมสภาแห่งชาติลาวอันเป็นศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งสมาชิกสภาแห่งชาติจะใช้เป็นสถานที่ประชุมเพื่อออกกฎหมาย พิจารณานโยบาย และกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลเป็นสถานที่ที่สะท้อนหลักการประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม ตามระบอบการเมืองของลาว และยังเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตย และความเป็นรัฐชาติ ของลาวเป็นผลงานที่สะท้อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนด้านการก่อสร้างและออกแบบจากจีน แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับต่างประเทศ อีกทั้ง ยังใช้เป็นเวทีในการประกาศนโยบายสำคัญของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านผู้นำและการลงมติประเด็นระดับชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ ที่ได้จากการประชุมทวิภาคีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

‘BBC’ เปิดตัวรายการใหม่ มุ่งโจมตี!! ทำลายการท่องเที่ยวไทย YouTuber ออกมาแฉเอง ถูกตัดต่อเสียง ทั้งที่ไม่เคยพูดแบบนั้น

(13 ก.ย. 68) BBC เพิ่งเปิดตัวรายการ ‘The Dark Side of Paradise’ โดยผู้ดำเนินรายการชาวอังกฤษ Zara McDermott ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อาชญากรรม ยาเสพติด และการท่องเที่ยวเพื่อซื้อบริการทางเพศ ในประเทศไทยเท่านั้น

ในรายการนี้ Zara ได้สัมภาษณ์ผู้ขายบริการทางเพศเกี่ยวกับความเสี่ยงที่พวกเขาเผชิญ และสัมภาษณ์ YouTuber ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย

หนึ่งในคนที่ถูกนำเสนอคือ Mac ซึ่งเป็นYouTuber ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย

ในวิดีโอของเขาเอง Mac เปิดเผยว่า BBC ได้บิดเบือนเขา!!

เขากล่าวว่า พวกเขาตัดต่อเสียงของเขา ต่อบทสนทนาเข้าด้วยกัน
และตัดต่อเทปให้ฟังดูเหมือนเขาพูดในสิ่งที่เขาไม่เคยพูดจริงๆ

Mac เตือน!! อย่าเชื่อ!! ทุกสิ่งที่คุณเห็นในทีวี

ปฏิกิริยาตอบโต้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาที่รุนแรงเช่นนี้จากคนไทยและผู้ชมที่รู้จักประเทศไทยนอกเหนือจากซีนปาร์ตี้

แม้ว่าประเทศไทยจะดึงดูดชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมากด้วยชายหาดและไนท์ไลฟ์ แต่สารคดีที่มองเพียงด้านเดียวนี้แทนเพียงไม่ถึง 10% ของสิ่งที่ประเทศไทยเป็นจริงๆ

เราเป็นประเทศที่หลากหลายด้วยวัฒนธรรมที่ร่ำรวย อาหารที่น่าทึ่ง ประเพณีโบราณ และผู้คนที่มีใจอบอุ่น

หากคุณมองหาแต่ปาร์ตี้ นั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณจะได้เห็นจริงๆ

แต่ฉันเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมอังกฤษ ภาษา และชีวิตประจำวัน

สารคดีมีอิทธิพลอันทรงพลัง และด้วยสิ่งนั้นจึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เมื่อสื่อใหญ่เน้นเฉพาะด้านมืดเท่านั้น พวกเขาเสี่ยงที่จะบิดเบือนภาพลักษณ์ของทั้งประเทศ

การเล่าเรื่องที่แท้จริงควรสร้างสมดุลระหว่างปัญหาต่างๆ กับความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความอบอุ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของประเทศด้วย เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพที่สมบูรณ์และยุติธรรมมากขึ้น

เมื่อคุณเดินทาง ให้เคารพประเทศ วัฒนธรรม และผู้คนเสมอ

ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทยและขอให้เพลิดเพลินกับการเดินทางของคุณ!!

หวั่น!! ระเบียบใหม่ อย. ทำให้ ‘ยา’ มีราคาพุ่งขึ้นสูง เอื้อ!! ผู้ประกอบการ รายใหญ่ ทำร้าย!! โรงงานเล็ก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประกาศในเว็บของสำนักงานองค์การอาหารและยาในคู่มือประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง GMP Clearance ซึ่งประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้นำเข้ายาและแน่นอนในอนาคตย่อมกระทบถึงผู้ป่วยที่จะต้องซื้อยาด้วยเช่นกัน

ก่อนอื่นมีอธิบายกันก่อนว่า GMP Clearance คืออะไร GMP Clearance คือ เอกสารที่รับรองว่าโรงงานผู้ผลิตยาในต่างประเทศมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice) ของประเทศไทย. การรับรองนี้เป็นเหมือนใบอนุญาตหรือเอกสารที่แสดงว่าสถานประกอบการยาในต่างประเทศนั้นมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ที่เข้มงวด ทำให้ผลิตภัณฑ์ยาที่นำเข้ามาในประเทศไทยมีความปลอดภัย. โดยผู้นำเข้ายาหากจะนำยามาขึ้นทะเบียนในไทยจะต้องมีการทำ GMP Clearance ก่อน เมื่อ อย. อนุมัติเอกสาร GMP Clearance แล้วจึงสามารถขึ้นทะเบียนยาที่ผลิตจากโรงงานนั้นๆ ได้ โดยในปัจจุบันค่าใช้จ่ายที่บริษัทยาต้องใช้สำหรับการขึ้นทะเบียน GMP Clearance ของยาอยู่ที่ 10,000 ถึง 150,000 บาทขึ้นกับประเภทของเอกสาร ตามรายละเอียดที่ อย. ระบุไว้ ซึ่งราคานี้ไม่รวมค่าตรวจรับรองเอกสาร หรือ Screening อีก 5,000 – 10,000 บาทขึ้นกับประเภท โดยค่าใช้จ่ายนี้แยกส่วนกับค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนยาซึ่งราคาค่าขึ้นทะเบียนยาร่วม 2 แสนบาท นั่นไม่นับหากยาต้องมีการทำการศึกษาชีวสมมูลตามที่มีการระบุไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยชีวสมมูลของยามีราคาตั้งแต่ 3 ล้านถึงเกือบ 40 ล้านต่อยา 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นส่งผลต่อราคายาในประเทศไทยทั้งสิ้น

ในอดีตการยื่น GMP Clearance สามารถยื่นเอกสารที่โรงงานผ่านการตรวจจากประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ซึ่งประเทศที่มีอยู่ในกลุ่ม PIC/S อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย ประเทศในสหภาพยุโรป เช่น ออสเตรีย, เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, และเนเธอร์แลนด์ และ ประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, และสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าโรงงานนั้นจะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตามหากได้รับมาตรฐานนี้แล้ว เปรียบเสมือนได้รับการยอมรับและสามารถนำเอกสาร GMP ที่ได้รับการตรวจมาขอขึ้นทะเบียนยาที่ประเทศไทยได้  แต่ประกาศใหม่ของ อย. ได้ระบุเป็นนัยยะว่าทาง อย. จะมีการไปตรวจโรงงานในประเทศจีนและอินเดียทุกโรงงานโดยไม่สนว่าโรงงานนั้นจะผ่านการตรวจของ FDA ประเทศในกลุ่ม PIC/S มาก่อนหรือไม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการไปตรวจโรงงานนั้นทางผู้ประกอบการในไทยจะต้องจ่ายให้ อย. ในราคา 200,000 บาทไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทางจากบ้านมาสนามบินและเบี้ยเลี้ยงทุกวันตลอดที่อยู่ในต่างประเทศ

แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าการจัดเก็บเงินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดย 200,000 บาทจะจ่ายผ่านระบบส่วนพวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าหน้าที่ไปจะจ่ายผ่านบัญชีของเจ้าหน้าที่ รวมถึงมีการระบุด้วยว่าส่วนต่างของค่าที่พักที่ผู้ประกอบการจ่ายให้จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปในเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่อันเป็นประเด็นให้สงสัยว่าการไปตรวจนั้นถูกต้องหรือใช้อำนาจมาหาเงินเข้ากระเป๋าตนเองอย่างถูกกฎหมายกันแน่

มีเสียงจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยพูดถึงประกาศนี้ว่าเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการคนไทยให้ไม่สามารถไปต่อได้หลังจากที่เคยทำแบบนี้มาแล้วตอนที่ประกาศใช้ระบบ GMP และ PIC/S ในประเทศไทย ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวปิดโรงงานไปเป็นจำนวนมากโดยอ้างถึงเรื่องคุณภาพ แต่ครั้งนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ได้คือผู้นำเข้าที่มีเงินมากพอที่จะลงทุนหรือไม่ก็เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่เป็นผู้ผลิตยาเท่านั้นที่น่าจะมีกำลังทรัพย์ในการลงทุนขึ้นทะเบียนยาใหม่จากเดิมประมาณ 2-3 แสนบาทต่อตัวขึ้นเป็น 5-6 แสนบาทต่อตัว แต่แล้วผู้ประกอบการก็ยังต้องผจญกับการซื้อยาด้วยระบบประมูลยาและการล็อกสเปกให้กับบริษัทผู้ผลิตยาในไทยอันทำให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายยาให้แพงกว่ายานำเข้าได้โดยให้เหตุผลว่าเป็นยานวัตกรรม  

ณ วันนี้ไม่ทราบว่านายกคนใหม่ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะทราบหรือยัง แต่วันนี้คุณอนุทินคงต้องเข้ามาดูถึงความโปร่งใสและความไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการเพื่อส่งผลให้ราคายาในประเทศไทยลดลงเพื่อให้คนไทยสามารถซื้อยาในราคาที่จับต้องได้ ไม่ใช่สุดท้ายเป็นโรคอะไรก็ใช้แต่พาราฯ เหมือนสมัยก่อนที่เคยพูดกันมาเพราะยาดีๆ ราคาแพงโดยอ้างอย่างเดียวว่าคุณภาพดีทั้งๆ ที่การควบคุมคุณภาพของ อย. มีการวางระบบไว้หลายขั้นตอนทั้งฝั่ง อย. เองและฝั่งผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาล สุดท้ายก็ไม่ใช่แค่เพื่อผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของกิจการคนไทยแต่ก็เพื่อคนไทยทุกคนที่จะได้ใช้ยาที่ราคาสมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน

จเรตำรวจแห่งชาติเร่งสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายหลอกชายสูงวัยลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินเกือบ 40 ล้านบาท สั่งกวาดล้างม้าบุคคล และม้านิติบุคคล รับโทษหนักทุกราย

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้ติดตามคดีฉ้อโกงในการหลอกร่วมลงทุน พบผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 85 ปี ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงลงทุนเทรดหุ้น เสียหายเกือบ 40 ล้านบาท โดยวันนี้ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผู้กำกับการ สน.บางซื่อ, และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคลี่คลายคดี ณ สน.บางซื่อ

สืบเนื่องจากผู้เสียหายมีการลงทุนเกี่ยวกับหุ้นมาก่อนเป็นปกติ รวมถึงมีหุ้นในการถือครองอยู่หลายรายการ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ได้พบเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า “ฮง สถาพร” อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มการลงทุนในตลาดหุ้น และนำมาเสนอให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในการเข้าร่วมลงทุนดังกล่าว ผู้เสียหายเกิดความสนใจจึงได้ทักเข้าไปพูดคุยขอคำปรึกษาอยู่หลายครั้ง จากนั้นบุคคลดังกล่าวได้เชิญเข้ากลุ่มไลน์ซึ่งมีสมาชิกจำนวนประมาณ 100 คน แนะนำให้โหลดแอปพลิเคชัน “ASP Next” แล้วเปิดบัญชีเพื่อใช้ในการเทรดหุ้น จากนั้นกลุ่มดังกล่าวได้ให้โอนเงินเข้าบัญชีที่สมัครไว้

ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุน Big Lot คือเป็นการลงทุนเทรดหุ้นในจำนวนเงินสูง อ้างผลตอบแทนสูง โดยจะมีบุคคลส่งข้อมูลให้ทำการซื้อในช่วงเวลานั้นๆ มาให้ เพื่อสมาชิกในกลุ่มได้ร่วมทำการสั่งซื้อขายรายการนั้นพร้อมกัน ส่วนการโอนเงินนั้นจะเป็นการโอนเงินเข้าไปยังบัญชีที่มีการส่งมาให้ในแต่ละครั้ง ซึ่งบัญชีปลายทางเป็นบัญชีนิติบุคคล ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จึงได้โอนเงินไปยังบัญชีทั้งหมด 46 รายการ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 รวมเป็นจำนวนเงิน 38,465,000 บาท

โดยการโอนเงินครั้งสุดท้าย ธนาคารเจ้าของบัญชีของผู้เสียหายได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย เนื่องจากพบความผิดปกติของการโอนเงิน ซึ่งมีการโอนเงินจำนวนมาก จำนวนหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน และตรวจสอบพบว่าบัญชีนิติบุคคลปลายทางเป็นบริษัทที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน จึงขอให้ผู้เสียหายหยุดการโอนเงิน ทำให้ไม่สามารถโอนเงินครั้งนั้นได้สำเร็จ จากนั้นทางธนาคารจึงได้ประสานกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ตรวจสอบ 

เมื่อตำรวจได้รับการประสานจากธนาคารเจ้าของบัญชีผู้เสียหายว่าพบความผิดปกติของการโอนเงิน และได้แจ้งเจ้าของบัญชีในเบื้องต้นแล้ว ตำรวจจึงได้ประสานสอบถามผู้เสียหายเพื่อให้แจ้งความดำเนินคดี โดยในครั้งแรกผู้เสียหายยังไม่เชื่อว่าถูกหลอก จึงได้ลองถอนเงินในบัญชีบนแอปพลิเคชัน ASP Next ที่มียอดเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 80 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ อ้างว่าโอนเงินเข้าบัญชีมาไม่ครบ และบอกให้โอนเงินมาเพิ่มอีก ผู้เสียหายจึงได้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.บางซื่อ ขณะนี้ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และชุดสืบสวน สน.บางซื่อ กำลังตรวจสอบเส้นเงิน ล่าสุดพบบัญชีม้านิติบุคคล จำนวน 22 บัญชี ของ 20 บริษัท ซึ่งได้ทำการอายัดเรียบร้อยแล้ว และเบื้องต้นธนาคารอายัดเงินของผู้ต้องหาได้ทันจำนวน 1.9 ล้านบาท 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าว และติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นอีกคดีที่พบความเสียหายจำนวนมาก ประกอบกับคดีการหลอกลงทุนยังเป็นคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียหายจำนวนมาก และความเสียหายมูลค่ามหาศาล พร้อมขอเตือนพี่น้องประชาชนระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภท โดยเฉพาะการเทรดหุ้น ควรตรวจสอบบริษัท โบรกเกอร์ ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น 

พร้อมกันนี้ คาดโทษบัญชีม้า ไม่ว่าจะเป็นม้าบุคคล หรือม้านิติบุคคล จะต้องมีการสืบสวนนำตัวมาดำเนินคดีทุกราย ซึ่งปัจจุบันมีโทษหนักทั้งปรับและจำคุก ไม่มีละเว้น

ความน่าจะเป็นของสาเหตุการระเบิดภายในอาวุธปืน จากกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องนี้มาจากการที่ สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สรรพาวุธ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการจัดซื้อกระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ผลิตโดย บริษัท MEDEF DEFENCE จาก Turkey จำนวน 3,495,660 นัด ตามสัญญา สพ.3/2567 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 มูลค่า  68,689,719 บาท และมีการส่งมอบครบถ้วนในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า กระสุนปืน lot นี้เป็นไปตามมาตรฐาน NATO และได้ผ่านการทดสอบคุณภาพเบื้องต้นตาม TOR (Specification) ตามที่ได้กำหนดไว้แล้ว

แต่หลังจากสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการแจกจ่ายให้เข้าหน้าตำรวจนำไปปฏิบัติหน้าที่และยิงฝึกซ้อม มีเหตุการณ์ “ระเบิดบริเวณจานท้ายปลอกกระสุน” ขณะเจ้าหน้าที่ทดสอบยิง ทำให้อาวุธปืนที่ใช้ยิงเกิดความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระงับการใช้งานกระสุน VENOM ชั่วคราว และเรียกคืนกระสุนที่มีปัญหาทั้งหมดเพื่อไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ากระสุนเหล่านี้เหมาะสมกับอาวุธที่ใช้ของราชการหรือไม่ และว่ามีการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

ยังไม่ชัดเจนว่า “ปืนแตก” ในความหมายคืออะไร แต่ภาพที่ปรากฏคือ อาการปืนแตกเกิดจากปลอกกระสุนแตก จนทำให้ตัวปืนเสียหาย จุดที่เสียหายคือ “จานท้านปลอกกระสุน” มีลักษณะคล้ายกับกระสุนที่มีความดันหรือแรงกดภายในปลอกมากเกินไป หรือปลอกมีข้อบกพร่องจากรอยร้าว ซึ่งอาจมาจากวัสดุไม่ว่าจะเป็น ตัวปลอก การผลิต หรือคุณลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พบว่าอาวุธปืนที่เสียหายมีหลายกระบอกและหลายรุ่น อาทิ Glock และ Sig โดยการระเบิดของกระสุน ระเบิดจากทางด้านจานท้ายปลอกกระสุนตรงจอกชนวนเป็นส่วนใหญ่  นอกจากการพิจารณาถึงสภาพอาวุธปืนเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น ใหม่หรือเก่า มีสิ่งอุดตันในลำกล้องหรือไม่ หรือปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้

กระสุนปืนแต่ละนัดจะประกอบวัสดุ 4 ชนิด ได้แก่
1. หัวกระสุน (Bullet) ซึ่งเป็นตะกั่วผสมพลวง (Lead) ในกรณีกระสุนสำหรับฝึกซ้อมเพื่อยิงเป้ากระดาษ แต่ก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นเดียวกับกระสุนจริงซึ่งมีหัวกระสุน 2 ประเภทหลัก คือ หัวกระสุนที่มีชิ้นโลหะหุ้มเต็ม ส่วนใหญ่จะเป็นทองแดงหุ้มแกนตะกั่ว (Full Metal Jacket: FMJ) ทำให้มีอำนาจทะลุทะลวงเจาะในการผ่านเป้าหมาย และ กระสุนหัวรู (Hollow point) ซึ่งมีรูเว้าตรงปลายหัวกระสุน ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการขยายตัว (Expand) เมื่อกระทบเป้าหมายเพื่อช่วยหยุดเป้าหมายได้เร็ว ลดแรงทะลุทะลวง (Penetration)

2. ปลอกกระสุน (Brass) ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากทองเหลือง จึงไม่เป็นสนิม มีความเหนียว ไม่เปราะ ยืดตัวได้ดี ซึ่งมีผลต่อคัดปลอกหรือการดีดกระสุนออก และสามารถนำกลับมาอัด (Reloading) ใช้ใหม่ได้ ต่อมาคือ เหล็กเคลือบ (Steel lacquered/coated) ทำให้ราคาถูกกว่าทองเหลือง ส่วนใหญ่จะเป็นกระสุนจากรัสเซียหรือจีน เป็นสนิมได้ง่าย ความแข็งของเหล็กอาจทำให้ชิ้นส่วนอาวุธปืนสึกหร่อเร็วขึ้น นำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่ได้ยาก และปลอกกระสุนที่ผลิตจากอะลูมิเนียม (Aluminum) ทำให้เบามากและราคาถูก แต่เนื้อปลอกบางจึงมีความเสี่ยงที่จะนำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่

3. ดินปืน (Gun powder) กระสุนสมัยใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ดินปืนแบบไร้ควัน (Smokeless Powder) แบบ Ball powder หรือ Extruded powder ที่ให้แรงดันสม่ำเสมอ โดยมีส่วนผสมหลัก คือ ไนโตรเซลลูโลส (Nitrocellulose) ที่เรียกว่า Single-base หรือ ไนโตรเซลลูโลส + ไนโตรกลีเซอรีน ที่เรียกว่า Double-base จุดเด่นของดินปืนแบบไร้ควัน คือ ให้พลังงานที่แรงกว่า เผาไหม้สะอาด จึงทำให้ควันน้อย กระสุนปืนสั้นจะเป็นดินปืนแบบเผาไหม้เร็ว

4. จอกชนวนหรือแก๊ป (Primer) วัสดุจุดชนวนซึ่งที่อยู่ที่ฐาน/จานท้ายของปลอกกระสุน ชนิดของ Primer ได้แก่ Boxer Primer นิยมใช้ในสหรัฐฯ  มีรูเดียวตรงกลาง อัดกระสุนใหม่ได้ง่าย Berdan Primer นิยมใช้ในยุโรป รัสเซีย มีรู 2 รู อัดกระสุนใหม่ได้ยากหรือแทบจะไม่ได้เลย และ Rimfire Primer ใช้ในกระสุนขนาดเล็ก (.22 LR)    อยู่ริมจานท้ายลอกกระสุนหรือขอบปลอก เช่น .22 ส่วนผสมของ Primer ได้แก่สารเคมีไวไฟ เช่น Lead styphnate (ตะกั่ว) Barium nitrate และ Antimony sulfide เป็นต้น

เนื่องจากบ้านเราการผลิตกระสุนหรืออัดกระสุนเองเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายตาม พรบ.อาวุธปืนฯ ดังนั้นคนไทยจึงไม่ค่อยมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของกระสุนปืนเท่าไรนัก ขั้นตอนการทำงานของกระสุนปืนเริ่มจาก เข็มแทงชนวนกระทบ Primer เกิดประกายไฟ อันเป็นการจุดระเบิดดินปืนแรงระเบิดในภายในกระสุนปืนที่อยู่ในรังเพลิงทำให้เกิดแรงดันมหาศาลผลักหัวกระสุนวิ่งออกไปโดยหมุนไปตามเกลียวลำกล้องปืนจนพ้นลำกล้อง เช่นเดียวกับการใช้สารเคมีชนิดอื่น ๆ การผลิตกระสุนปืนจึงมีสูตรในการใช้อัตราส่วนดินปืน โดยการใช้ดินปืนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของหัวกระสุนซึ่งจะเป็นไปตามอัตราส่วนที่โรงงานผลิตดินปืนกำหนด เช่น กระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อมาน้ำหนักมีหัวกระสุนแบบ FMJ หนัก 124 เกรน (ประมาณ 8 กรัม) จะมีอัตราส่วนในการใช้ดินปืนประมาณ 62 – 77 เกรน (ราว 4.0 – 5.0 กรัม) 
*แต่ยิ่งน้ำหนักหัวกระสุนมากขึ้นเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะลดลง ในขณะที่น้ำหนักหัวกระสุนลดลงเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ "ปืนแตก" จากกระสุนปืน ได้แก่
- กระสุนไม่ได้ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือมีข้อบกพร่อง 
(มีความเป็นไปได้ เช่น การใช้ดินปืนผิดประเภท แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากระบบตรวจสอบของโรงงานจะต้องมีความเที่ยงและความละเอียดที่มีมาตรฐานในระดับที่สูงมาก)
- ดินปืนมากเกินไป (Double charge) จนทำให้แรงดันในปลอกกระสุนมากเกินจนรังเพลิง/ลำกล้องรับแรงไม่ไหว 
(มีความเป็นไปได้ในกรณีปลอกกระสุนขนาด .45 หรือ 11 ม.ม. แต่ปลอกกระสุนขนาด 9 ม.ม. แล้วเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยขนาดปลอกที่เล็กจนปริมาณดินปืนที่ใช้บรรจุในแต่ละครั้งน่าจะเกือบเต็มปลอกกระสุน 9 ม.ม.แล้ว)
- กระสุนหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ 
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติหึ่งรับมอบกระสุน Lot นี้ไม่ถึง 3 เดือน)
- อาวุธปืนชำรุดหรือไม่เหมาะกับกระสุนชนิดนั้น
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- ใช้กระสุนแรงเกินกว่าที่อาวุธปืนรับได้
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)
- ปืนมีรอยร้าว หรือสนิมมาก หรือผ่านใช้งานอย่างหนักมานาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- มีสิ่งอุดตันในลำกล้อง ขณะยิง
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่มีสิ่งอุดตันในลำกล้องขณะยิงนั้น จะทำให้เกิดการบวมภายในลำกล้อง ไม่ใช่ระเบิดของกระสุนปืนในรังเพลิงตรง Primer จานท้ายปลอกกระสุน)
- การดัดแปลงปืน อาทิ เปลี่ยนลำกล้องหรือชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่สภาพใหม่ และตามพรบ.อาวุธปืน ลำกล้องหรือชิ้นส่วนต้องขออนุญาตซื้อ/นำเข้าเหมือนกับการซื้ออาวุธปืนทั้งกระบอก)
- ยิงกระสุนที่ไม่ตรงกับคุณลักษณะเดิมของอาวุธปืน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงทุกกระบอกใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)

ถึงแม้ผลการสอบสวนกรณีกระสุน VENOM ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพึ่งจะเริ่มต้นและยังไม่แล้วเสร็จ แต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนและกระสุนปืนผู้หนึ่งได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อาจเกิดจากปัญหาภายใน หรือปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดหากระสุนปืน Lot นี้ โดยอาจจะมีการลักลอบเปลี่ยนดินปืนด้วยการใช้ Kinetic bullet puller เป็นเครื่องมือคล้ายค้อนใช้สำหรับถอดหัวกระสุนออกจากปลอกกระสุน ซึ่งทำงานโดยอาศัย "แรงเฉื่อย (kinetic energy)" ในการถอดหัวกระสุน แล้วแทนที่ด้วยดินปืนประทัด (Flash Powder) ซึ่งมีส่วนผสมได้แก่ อะลูมิเนียมผง (Aluminum powder) และดินประสิว (Potassium Perchlorate) ที่ติดไฟง่ายและทำให้เกิดแรงดันที่สูงมากจนปลอกกระสุนปืนในรังเพลิงไม่สามารถรับแรงดันในรังเพลิงมหาศาลนี้ได้ไหว จนทำให้เกิดอาการลักษณะกระสุนปืนที่ “แรงเกินกว่าอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. จะสามารถรับได้จริง” จึงเป็นอีกประเด็นพิจารณาที่สำคัญที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตรวจสอบโดยละเอียดและถี่ถ้วน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นแห่งที่ 2 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

(12 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จำนวน 2,500 ชุด สิ่งของที่แจกประกอบด้วย  ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดค่าพาหนะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว, คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา, เครือสหพัฒน์, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด, บริษัท เบสท์แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด, สนามกอล์ฟบีเอสซี พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ร่วมในพิธี ณ บริเวณคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

และในวันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ มีกำหนดการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 แก่ประชาชนทั้งสิ้น 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 80 ปี เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ในช่วงประเพณีแต่ละปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีผู้มีจิตศรัทธานำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบสักการะหลวงปู่ และองค์ไต่สือเอี้ย เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล และสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิฯ จะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่มูลนิธิฯ จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ โดยมูลนิธิฯ ได้มีการพัฒนาแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ ให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคแต่ละสมัย 

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top