Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

กองทัพภาคที่ 2 รายงานเหตุยิงปืนข้ามแดน ‘มาลี’ โฆษกกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธ ย้ำเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การยั่วยุ

(24 ก.ย. 68) กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 13.20 น. ตรวจพบทหารกัมพูชาลอบยิงปืนเล็กจำนวน 3–5 นัด เข้ามายังแนวลวดหนามป้องกันของฝ่ายไทย บริเวณ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เบื้องต้นคาดยิงเพื่อทดสอบปฏิกิริยาการโต้ตอบของฝ่ายไทย โดยไทยไม่ได้ยิงตอบโต้ แต่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงชี้แจง โดยพลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหม ยืนยันว่าทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธเข้ามาฝั่งไทย แต่เป็นเพียงเหตุปืนลั่น 2 ครั้ง ห่างกันราว 1 ชั่วโมง และได้มีการประสานงานกับฝ่ายไทยเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงแล้ว

กัมพูชาระบุเพิ่มเติมว่า ไม่ต้องการให้สังคมหรือนานาชาติเข้าใจผิด พร้อมยืนยันว่ากองทัพของตนยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และพร้อมร่วมมือกับไทยเพื่อรักษาความสงบตามแนวชายแดน

รพ.วชิรพยาบาล งดบริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี เหตุถนนทรุด!! หน้าบริเวณทางเข้าโรงพยาบาล

(24 ก.ย. 68) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ออกประกาศด่วน ปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภท รวมถึงคลินิกปฐมภูมิเขตเมืองวชิรพยาบาลและคลินิกพิเศษวชิรพยาบาล รวมทั้งงดการเรียนการสอนทุกหลักสูตร เนื่องจากถนนหน้าโรงพยาบาลทรุดตัวจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและการให้บริการ

ด้าน รฟม. สั่งการให้หยุดก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว ขณะที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ รุดตรวจสอบพร้อมเผยสาเหตุเกิดจากดินไหลเข้าอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการประเมินสถานการณ์

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลยืนยันจะนัดหมายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบกลับมารับการรักษาใหม่โดยเร็วที่สุด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากร และประชาชนที่มาใช้บริการ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เหตุถนนสามเสนทรุดตัว 

(24 ก.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการด่วนให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดูแลประชาชนและอำนวยการจราจร กรณีเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. เกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร และมีแนวโน้มทรุดตัวเพิ่มขึ้น โดยต่อมาในที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าตกลงไปจำนวน 2 ต้น และมีรถของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ตกลงไป และการทรุดตัวได้ขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และส่งผลให้การจราจรบริเวณดังกล่าวรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงติดขัดอย่างหนัก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการเหตุถนนทรุดตัว ท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด และดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งเร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรอบบริเวณ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้

สำหรับการดูแลการจราจร ล่าสุด พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ได้สั่งการให้ฝ่ายจราจร สน.สามเสน ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าแยกซังฮี้ และถนนขาว โดยให้มีเส้นทางเลี่ยงดังนี้
- แยกบางพลัด ข้ามสะพานกรุงธน ให้ตรงไปแยกซังฮี้ ใช้ถนนราชวิถี
- ถนนสุโขทัย ขาเข้า ให้เลี้ยวซ้ายแยกสวนรื่นฤดี ใช้ถนนราชวิถี
- ถนนสามเสน ขาเข้า จากแยกเกียกกาย มุ่งหน้าแยกศรีย่าน ให้เลี้ยวซ้ายถนนนครไชยศรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลสั่งการในการประสานงาน รวมทั้งดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน

ผบ.ตร.ตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ชื่นชมทุกนายทำหน้าที่ด้วยดีตลอดมา

(24 ก.ย. 68) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร และให้กำลังใจ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่ งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุถูกรถแท็กซี่เฉี่ยวชนขณะปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) ไปยังโรงพยาบาลศิริราช บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และคณะ โดยมี พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร, พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร, พ.ต.อ.ประทีป ศรีหรั่งไพโรจน์ ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร

ผบ.ตร.ให้กำลังใจและชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจตลอดมา สมดั่งพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงก่อตั้งหน่วยงานแห่งนี้ขึ้น เป็นเสมือนหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขปัญหาจราจร

ด้านผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้ให้กำลังใจตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ และ ด.ต.วัชรนนท์ฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง พร้อมมอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริด้วย

นอกจากนี้ ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ด.ต.วัชรนนท์ฯ มอบเงินและของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พร้อมขอให้ทุกนายทำงานด้วยความปลอดภัย อดทนและเสียสละต่อไป

ตอบแทนแผ่นดิน 'วปอ.66' ใจใหญ่! ควัก 4 แสนหนุนภารกิจชายแดน–สาธารณสุข

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรุงเทพฯ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 66 จัดพิธีมอบเงินรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล 'The SixTysix' รวม 400,000 บาท สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และงานด้านสาธารณประโยชน์

โดยมี ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษา วปอ.66 เป็นตัวแทนส่งมอบเงินให้ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิองค์กรทำดี (บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) รับ 100,000 บาท พัฒนาพื้นที่ชายแดนกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) รับ 100,000 บาท จัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจที่ปราสาทตาควายกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) รับ 100,000 บาท เสริมศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (กองทัพภาค 2) รับ 100,000 บาท จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย

ดร.วิกร เปิดเผยว่า การส่งมอบเงินครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจ “ตอบแทนแผ่นดิน” ของ วปอ.66 ที่มุ่งสร้างคุณูปการต่อชาติ ทั้งด้านความมั่นคง การสนับสนุนกำลังพล และการช่วยเหลือสาธารณสุข สะท้อนคติประจำรุ่น “สามัคคีมีความสุข” และเจตนารมณ์แน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน

'Warroom IAC' หารือร่วมป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับนานาประเทศ เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

(23 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ณ โรงแรมมัลดีฟส์ บีช รีสอร์ท อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 7 ประเทศ และ 4 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, องค์กรชั้นนำอย่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การตำรวจสากล (INTERPOL), สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) และหน่วยสืบราชการลับสหรัฐ (Secret Service) ในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิธีปฏิบัติ เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอย่างจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชาเป็นระยะทางกว่า 87 กิโลเมตร และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากฝั่งตรงข้ามมีอาคารและคาสิโนที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากร

ในอดีตที่ผ่านมา มีรายงานการหลอกลวงคนไทยจำนวนมากไปบังคับทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเหยื่อกลับประเทศ ขณะที่ข้อมูลจากระบบรับแจ้งความออนไลน์เผยให้เห็นว่า เฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพียงแห่งเดียว มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 5,898 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 412 ล้านบาท โดยการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วันที่ 20-23 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี 

ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 2 รายดังกล่าว จากผู้ต้องหาทั้งหมด 19 รายที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. จากการสั่งการขยายผลพบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีและจีนประมาณ 20 คน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลี เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย เป็นชายสัญชาติเกาหลี 6 ราย หญิงสัญชาติเกาหลี 1 ราย และชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนประเทศเกาหลีใต้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำงานที่อาคารพาณิชย์ หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่าเป็นสำนักงานปิดทึบ ชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน พร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 รับมอบสิ่งของสนับสนุนจากประชาชน

(23 ก.ย. 68) นาวาเอก ธวัชชัย สอนซี รองเสนาธอการทัพเรือภาคที้1/ผู้บังคับหมู่เรือลาดตระเวนชายแดนทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับมอบสิ่งของสนับสนุนจาก นาวาเอก ชัชวาลย์ บัวทอง และครอบครัว พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธรรมธร เที่ยงธรรม และครอบครัว โดยได้มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม และของใช้จำเป็นต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังใจแก่กำลังพล

สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปสนับสนุนภารกิจของหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 ในการปฏิบัติงานรักษาความมั่นคงในพื้นที่น่านน้ำชายแดน จังหวัดตราด

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงพลังน้ำใจของประชาชนที่มีต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยทางทะเล และช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำพูน ลำปาง และเชียงราย มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

(23 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวม 3 จังหวัด  รวมจำนวน 30 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 593,450 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 15 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 45,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 638,450 บาท (หกแสนสามหมื่นแปดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยาตามอาการ คัดกรองเบาหวานเบื้องต้น แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม และกิจกรรมนันทนาการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมี นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางลักษณา อิศรางกูร ณ อยุธยา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวฯ จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ  เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์ เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ชลบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

เปิดคลิปนาทีชนตำรวจจราจรขณะนำส่งอวัยวะ (ปอด)! เตือนผู้ขับขี่ชะลอความเร็ว หยุดรถ ให้ทาง ไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เพื่อรักษากฎหมายและช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการดำเนินการช่วยเหลือเพื่อนำส่งอวัยวะจากผู้บริจาคไปยังผู้รับบริจาคนั้น ตำรวจจราจรทั่วประเทศ และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภารกิจลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอด ทำให้สามารถต่อชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ช่วยหลีกทางให้กับรถของตำรวจจราจร และรถพยาบาล เพื่อร่วมส่งต่อลมหายใจแก่ผู้ป่วยร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวานนี้ (22 กันยายน 2568) เวลา 12.28 น. เกิดเหตุผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะไม่ชะลอความเร็วเพื่อหยุดรถเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ประกอบกับมีขบวนรถของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริที่เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินขณะกำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) จากจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งต่อยังโรงพยาบาลศิริราช ทำให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริผู้ปฏิบัติหน้าที่ คือ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร ได้รับบาดเจ็บที่ขาขวาและข้อมือ แต่ยังคงมีสติ ยังมีความโชคดีตำรวจนายดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ รถแท็กซี่คันก่อเหตุไม่เฉี่ยวชนกับรถพยาบาลที่บรรทุกอวัยวะดังกล่าว ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ และแม้ต้องพบเจออุบัติเหตุขบวนรถนำส่งอวัยวะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนสามารถนำส่งอวัยวะ (ปอด) ให้ถึงมือแพทย์ได้ทันเวลา

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกเสี้ยววินาทีของรถที่เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินคือเส้นทางแห่งชีวิต การเปิดทางไม่ใช่เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คือการมอบโอกาสใหม่ให้กับประชาชนผู้ป่วยที่รอการรักษาอยู่ปลายทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเน้นย้ำไปยังผู้ขับขี่ทุกท่านให้ตระหนักว่า “เมื่อเห็นสัญญาณไฟและเสียงไซเรน โปรดให้ทาง” รวมทั้งขอให้เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สำหรับการให้ทางรถฉุกเฉิน เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน ผู้ขับขี่ควรมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถฉุกเฉินที่ขับมา และชะลอความเร็วเปิดสัญญาณไฟเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทาง หรือหากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพการจราจรที่หนาแน่น ให้หยุดรถเพื่อให้รถฉุกเฉินหาทางขับผ่านไป และข้อสำคัญเมื่อรถฉุกเฉินขับผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด ทั้งนี้ การเจตนาไม่หลบรถฉุกเฉิน หรือขับรถกีดขวางเส้นทาง เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และกรณีขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top