Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

สดช.’ จัดอบรมเสริมทักษะ-พัฒนาความรู้ภารกิจกองทุนฯ มุ่งสู่การบริหารรัฐกิจแนวใหม่ เปี่ยมคุณธรรม

วันที่ (6 มิ.ย. 66) กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับภารกิจของกองทุนฯ เพื่อพัฒนาความรู้ และทักษะ พร้อมเสริมสมรรถนะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ครั้งที่ 3 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ห้องแกรนด์บอลรูม 2 ชั้น

โดยได้รับเกียรติจาก นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมและเป็นวิทยากรการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “ธรรมาภิบาล : หลักการเพื่อการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ และคุณธรรม จริยธรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ภาครัฐ” พร้อมด้วย นางสุรีพร พรโสภณวิชญ์ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบุคลากรกองทุนฯ ได้ร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้

 

ลิซ่า BLACKPINK’ นุ่งผ้าซิ่น โพสต์รูปเช็กอินไหว้พระ-เที่ยวอยุธยา กระตุ้น Soft Power พาผ้าไทยโกอินเตอร์ คาด!! ซิ่นไทยเตรียมหมดตลาด

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 66 น.ส.ลิษา มโนบาล หรือ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ทำไอจีแทบแตก โพสต์ภาพสวมชุดไทยไหว้พระและเที่ยวอยุธยากับเพื่อน หลังจบคอนเสิร์ตที่ไทย

กลับมาบ้านเกิดเมืองไทยครั้งนี้ นอกจากจะมาทำงานและแสดงคอนเสิร์ตแล้ว ไอดอลสาวชื่อดังระดับโลก ‘ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ก็ได้ใช้ช่วงเวลาอยู่กลับครอบครัวและเพื่อน ๆ

โดยนอกจากจะไปเดินซื้อของที่ปากคลองตลาดในลุคสบาย ๆ แล้ว เจ้าตัวก็ยังมีโอกาสไปเที่ยวและไปไหว้พระวัดดังที่จังหวัดอยุธยา ซึ่ง ‘ลิซ่า’ ได้โพสต์ภาพสวมชุดผ้าไทย เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวและผ้าถุงฝ้ายมัดหมี่ย้อมคราม ลงอินสตาแกรมส่วนตัว

พร้อมเช็กอินที่ ‘วัดมหาธาตุ’ วัดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยารวมไปถึง ‘วัดแม่นางปลื้ม’ ที่อยู่ในอยุธยาด้วยเช่นกัน

งานนี้หลังจากที่ไอดอลสาวโพสต์ภาพเซ็ตนี้ลงอินสตาแกรมนั้น ก็ทำไอจีเกือบแตก มีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์มากมาย และยังมีแฟน ๆ ที่บอกว่าจะไปเช็กอินตามรอยลิซ่า ทำเอาโดนแซวยกใหญ่ว่าอยุธยาแตกแน่!!

หากย้อนกลับไป ‘ลิซ่า’ แม้จะเป็นหนึ่งในแฟชั่นไอคอนที่แฟนๆ บอกว่าลุคไหนๆ ก็เอาอยู่ แต่ตัวเธอนั้นเคยเลือกสวมชุดไทยในเอ็มวีเพลงโซโล่แรกในชีวิตอย่าง ‘LALISA’ มาแล้ว โดยเธอให้เหตุผลว่า “เป็นความภาคภูมิใจที่ได้ใส่ชุดไทยในเอ็มวีให้ทั่วโลกได้เห็น ภูมิใจจริงๆ แฮปปี้มากๆ ที่ทุกคนชอบ”

งานนี้เชื่อว่าลิซ่าจะกระตุ้น Soft Power ให้เมืองไทยเหมือนหลายๆ ครั้ง ที่ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็เป็นกระแสฟีเวอร์ไปซะหมด อาทิ ‘ลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์’ ที่ขายดิบขายดี เพียงแค่เธอให้สัมภาษณ์ว่าชอบทาน ช่วยพลิกสถานการณ์ให้แม่ค้าในช่วงโควิดอีกด้วย หรือ ‘ชุดไทย’ ที่สวมใหญ่ในเอ็มวี ก็สามารถนำวัฒนธรรมไทยสร้างชื่อก้องโลกมาแล้ว
 

‘คิง ก่อนบ่าย’ ผู้สมัคร ส.ส.พปชร. มอบชุด นร.-ชุดลูกเสือ พร้อมเงินช่วยเหลือ แก่ นร.เรียนดีแต่ขาดโอกาสทางการศึกษา

วันที่ (6 มิ.ย. 66) นายณภัทร ชุ่มจิตตรี หรือ ‘คิง ก่อนบ่าย’ นักแสดงตลกดัง ผู้สมัคร ส.ส. ประจวบคีรีขันธ์ พรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ ‘ณภัทร คิงก่อนบ่าย ชุ่มจิตตรี’ โดยระบุว่า…

“วันนี้ผมได้มอบหมายให้นางสาวสุปราณี ชุ่มจิตต์ คณะทำงาน เดินทางนำชุดนักเรียนและชุดลูกเสือสามัญไปมอบให้กับ ด.ช. วสุพล วงศ์จีนา

โรงเรียนพุทธศาสน์โกศล (วัดวังยาว) อ.กุยบุรี ​จ.ประจวบคีรี​ขันธ์​ ตามที่ Toey Nuttawut ได้ลงประกาศขอรับบริจาคไว้ ซึ่งผมนำเงินส่วนหนึ่งที่ถูกรางวัลเลขเลขท้าย 2 ตัว 09 มาซื้อให้”
 

ร้านนายอินทร์’ แจงภาพตัดต่อหนังสือที่ ‘พิธา’ ใช้ ‘รองขาโต๊ะ’ ยัน!! เป็นแคมเปญอ่านตามคนดัง วอนหยุดกระจายความเสียหาย

(6 มิ.ย. 66) จากกรณีที่โลกออนไลน์เผยภาพแคมเปญ ‘อ่านตามคนดัง’ ของร้านหนังสือ ร้านนายอินทร์ ซึ่งปรากฏการ ‘อ่านตามพิธา’ หรือ ‘ทิม พิธา อ่าน’ อันหมายถึงการอ่านหนังสือเล่มเดียวกับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทว่ากลับมี การตัดต่อ หนังสือและข้อความที่ไม่ถูกต้องเข้าไป โดยระบุ ‘ทิม พิธา รองขาโต๊ะ’ จนร้านนายอินทร์ได้รับความเสียหาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 66 จาก ร้านนายอินทร์ออกมาชี้แจงว่า จากแคมเปญ ‘อ่านตามคนดัง’ ซึ่งในเดือนที่ผ่านมาหน้าร้านนายอินทร์ใช้คำว่า ‘พิธาอ่าน’ หรือ ‘อ่านตามพิธา’ บนหนังสือที่ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เคยอ่านและแนะนำในสื่อออนไลน์ต่างๆ

ร้านนายอินทร์มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นเพียงแค่สื่อที่เจตนาดีต่อนักอ่าน ต้องการให้นักอ่านได้มีแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจในการอ่านตามบุคคลที่มีอิทธิพลทางสังคม ซึ่งร้านนายอินทร์ได้ดำเนินแคมเปญในลักษณะนี้เสมอมา

หากในกรณีที่บุคคลอื่นบุคคลใดนำภาพหน้าร้านไปดัดแปลง หรือตัดต่ออย่างไม่สร้างสรรค์ และไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น ถือเป็นการทำให้ผู้อื่นและแบรนด์ “นายอินทร์” ได้รับความเสียหาย

จึงวอนขอให้ผู้ที่กระทำการดังกล่าวลบโพสต์ และหยุดแชร์ภาพ หรือสื่อใดๆ ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือสื่อใดๆ ที่อาจทำให้แบรนด์เกิดความเสียหาย

ขอบพระคุณที่ให้ความสนใจ ‘แคมเปญอ่านตามคนดัง’ และร้านนายอินทร์จะยึดมั่นในการส่งความสุข และแรงบันดาลใจให้นักอ่านตลอดไป

นอกจากนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า หากพบเห็นข้อความใดที่มีลักษณะดัดแปลง ทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่นจากการใช้ร้านนายอินทร์เป็นสื่อ กรุณาส่งหลักฐาน พร้อมชื่อผู้โพสต์ ผู้แชร์มาทาง facebook inbox #จับคนตัดต่อ เพื่อเป็นเบาะแสในการดำเนินการต่อไป

และว่า “ขออนุญาต hide ข้อความคอมเมนต์ใต้โพสต์ที่มีลักษณะพาดพิงผู้อื่น หรืออาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม”

‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ นักมวยคนแรกที่จัดงาน Meet & Greet ให้แฟนคลับได้ใกล้ชิดแบบเป็นกันเอง ที่สนามมวยลุมพินีฯ 10 มิ.ย. นี้

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 66 นายทินกร ศรีสวัสดิ์ หรือ ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ นักมวยไทย อายุ 25 ปี ซึ่งถือเป็นชาวไทยระดับแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท และนักมวยไทยที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงสไตล์การต่อสู้แบบบุกตะลุย ที่มักเป็นฝ่ายเดินหน้าไม่มีถอยหลัง ซึ่งเปรียบเสมือนรูปแบบการเคลื่อนที่ของรถถัง

อีกทั้งยังเป็นนักมวยไทยที่สามารถสร้างกระแสตอบรับ ในการดึงดูดแฟนมวยเพิ่มขึ้นเรื่อยมา นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ต้องการสำหรับโปรโมเตอร์มวยไทยหลายราย ในการให้มาแข่งขันรายการที่ตนจัด

ล่าสุด รถถัง จิตรเมืองนนท์ ซุปตาร์มวยไทย ได้ประกาศจัด Meet & Greet แบบใกล้ชิดและเป็นกันเอง ให้เฉพาะแฟนๆ ที่มีบัตรเข้าชมการแข่งขัน ONE Fight Night 11 เท่านั้น พร้อมด้วยของที่ระลึกจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน ซึ่งจะจัดในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย.นี้ เวลาประมาณ 06.30 น. ณ สนามมวยเวทีลุมพินี รามอินทรา กรุงเทพฯ

แก้ไขปัญหาขาดแคลนกำลังพลของโรงพักเมื่อมีการชุมนุม และฝึกเตรียมความพร้อมงานตำรวจของ นสต. ทั้งนี้ หากอยู่ครบวาระ จะได้รับการแต่งตั้งไปประจำสถานีตำรวจ

วันนี้ (6 มิ.ย.66 ) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีแนวทางจัดกำลังในตำแหน่งควบคุมฝูงชน ว่า

ในห้วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีภารกิจในการดูแลและบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะในหลายพื้นที่ หลายการชุมนุมขนาดใหญ่ จะระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศมาปฏิบัติหน้าที่

ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม มีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจมีระยะเวลาการชุมนุมติดต่อกันยาวนาน อันอาจส่งผลกระทบให้ขาดแคลนกำลังพลในสถานีตำรวจต่างๆ การปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สืบสวน จราจร หรืองานต่าง ๆ ในระดับสถานีตำรวจจะขาดกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 

ตร. โดย กองอัตรากำลังพล จึงได้วิเคราะห์ภารกิจและกำหนดนโยบายในการเพิ่มอัตรากำลังที่จะดูแลการชุมนุมสาธารณะโดยเฉพาะ โดยพิจารณาจากจำนวนสถิติพื้นที่ที่มีการชุมนุมเกิดขึ้นจำนวนมาก หรือปริมาณผู้เข้าร่วมชุมนุมสูง ระยะเวลาหลาย ๆ วัน เพื่อกำหนดกรอบอัตรากำลังในการดูแลการชุมนุมฯ เป็นการเฉพาะ ไม่ให้กระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในระดับสถานีตำรวจ

โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังจากสถานีตำรวจให้น้อยที่สุด 
กำหนดเพิ่มอัตรากองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และในจังหวัดอื่นๆ โดยกำหนดอัตรา ประจำ กก.สส.บก.สส. ภ.1 , 2 , 7 และ อัตราประจำ กก.ปพ.บก.สส. เสมือนการดำรงตำแหน่งไว้ชั่วคราวเพื่อรอการลงประจำสถานีตำรวจ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่มีภารกิจการชุมนุมฯ ตร. ได้กำหนดแนวทางให้ ผบช. หรือ ผบก. ต้นสังกัด สามารถบริหารจัดการให้กำลังดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถานีตำรวจ ได้ตามแต่ห้วงเวลา หรือให้สนับสนุนภารกิจการจัดกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ เช่น การรักษาความปลอดภัยในการจัดงาน ขนาดใหญ่หรือการจัดชุดออกตรวจตราเสริมในพื้นที่อาชญากรรมสูง เป็นต้น

ทั้งนี้ การนำนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) ที่จบการศึกษาใหม่ มาลงในตำแหน่งกองร้อย คฝ. จะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านงานป้องกันปราบปราม ยุทธวิธีตำรวจ การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือพิเศษต่างๆ เตรียมความรู้ด้านข้อกฎหมาย การตรวจค้น การจับกุม การติดต่อสื่อสารและการทำงานเป็นทีมเพิ่มเติม

และเพิ่มทักษะความเข้าใจและอดทนต่อสถานการณ์ต่างๆ ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่งานป้องกันปราบปราม จราจร สืบสวน สอบสวน ในสถานีตำรวจและเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบตามวาระประจำปี ก็จะแต่งตั้งหมุนเวียนไปสถานีตำรวจเป็นวงรอบ สับเปลี่ยนกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานีตำรวจหรือสามารถพัฒนาเป็น ครูฝึกยุทธวิธีตำรวจต้นแบบให้กับสถานีตำรวจหรือ นสต. รุ่นอื่นๆ ต่อไป

‘นพ.กวิน’ โพสต์ข้อความเตือนสติ ‘หมอรุ่นน้อง’ ให้เข้าใจถึงความเสียสละ และเพื่อนร่วมวิชาชีพอื่น ในโรงพยาบาล

นายแพทย์กวิน ก้านแก้ว แพทย์ผู้อุทิศตนให้กับการรักษาคนไข้โดยไม่เคยย่อท้อ ได้โพสต์ข้อความ ในฐานะ ‘หมอรุ่นพี่’ ถึง ‘หมอรุ่นน้อง’ ที่ประกอบวิชาชีพแห่งการเสียสละเหมือนกัน โดยได้อธิบายถึงความยากลำบากของทุกคนในโรงพยาบาล ไม่เฉพาะแต่วิชาชีพหมอเท่านั้น โดยมีใจความว่า ...

เห็นข่าวแพทย์ลาออกแล้วอยากจะแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นหมอมาแล้ว 30 ปีว่าเป็นเพราะหมอสมัยนี้หลายคน "เปราะบาง" เกินไป

สมัยก่อนตอนเป็น Extern หรือนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 บางวอร์ดต้องมาทำงานตั้งแต่หกโมงเช้า บางวอร์ดผ่าน 1 เดือนให้อยู่เวรนอกเวลาราชการทุกวัน เลือกวันหยุดไม่ต้องอยู่เวรได้สัปดาห์ละ 1 วัน นอนหออยู่กันห้องละ 4-6 คน ไม่มีแอร์ ห้องน้ำรวม บางหอเป็นเตียงสองชั้น ตอนจบมาทำงานใหม่ๆชีวิตก็ดีขึ้นนิดนึง

บางคนอาจจะบอกว่าอย่าเปรียบเทียบกับสมัยก่อนสิ งั้นขอให้เปรียบเทียบกับบุคลากรวิชาชีพอื่นในโรงพยาบาลแล้วกัน พูดกันตามตรง หมอคือตัวตึงสุดของโรงพยาบาลแล้ว ในโรงพยาบาลรัฐถ้าหันไปมองดูเพื่อนร่วมวิชาชีพ เช่น พยาบาล ความก้าวหน้า ภาระงาน ค่าตอบแทน สวัสดิการ ห่างไกลจากหมอแบบไม่เห็นฝุ่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ หมอสามารถขึ้นถึงระดับเชี่ยวชาญซึ่งเทียบเท่ากับรองอธิบดีได้โดยไม่ต้องเป็นผู้บริหาร เงินเดือนและค่าตอบแทนถึงแม้จะน้อยกว่าหมอภาคเอกชนอย่างมากแต่ก็ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับข้าราชการสายอื่น

ความเปราะบางทางจิตใจเป็นอีกปัญหาหนึ่ง อาชีพหมอคือการทำงานกับชีวิตคนกับความเป็นความตาย ความบกพร่องจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆขำๆที่เหมือนพิมพ์เอกสารผิดแล้วต้องเอากลับไปพิมพ์ใหม่ การตำหนิว่ากล่าวจึงเป็นเรื่องปกติที่สมควรต้องยอมรับกันให้ได้และจะว่าไปมันคือการฝึกฝนประสบการณ์เพื่อให้ลดความผิดพลาดของการทำงานในอนาคต ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาดการถูกว่ากล่าวคือการช่วยให้จดจำและไม่ทำผิดซ้ำอีก

บางคนอยากเป็นหมอเพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่รวยและสบาย แต่กว่าจะรวยและสบายควรต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าสมกับสถานะตรงนั้น การทำงานหนักในช่วงแรกของชีวิตคือหนึ่งในการเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานซึ่งหมอที่มีคุณภาพทุกคนต้องเคยผ่านมันมาแล้ว

ทุกวันนี้ผมพอใจในเงินเดือน ค่าตอบแทน และสถานะการทำงานของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะต้องอยู่เวรนอกเวลาราชการตั้งแต่ 16.30-08.30 น.เดือนละ 7-8 วันทั้งที่อายุมิใช่น้อยแล้วก็ตาม ผมคิดว่าทุกวันนี้หมอในโรงพยาบาลรัฐได้รับอภิสิทธิ์เหนือวิชาชีพอื่นมากเกินพอแล้ว ถ้าให้พูดตรงๆคือ อยากเป็นหมอก็ต้องอดทนบ้าง และอย่ามองแต่ปัญหาของตัวเองบุคลากรสาธารณสุขวิชาชีพอื่นรวมถึงสายสนับสนุนก็สมควรได้รับการเหลียวแลและช่วยเหลือให้มากกว่านี้ เพราะโรงพยาบาลไม่ได้มีแต่หมอ แต่คือทีมที่ทำงานร่วมกัน การดูแลทุกข์สุขของทุกคนในทีมย่อมส่งผลให้การบริการของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นครับ
 

น.ศ. ‘หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง’ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล เพื่อหาแนวทาง จัดการกับภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

วันที่ 4-5 มิถุนายน 2566 นักศึกษา "หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 10 กลุ่มไข่มุก" ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัย เรื่อง "แนวทางการบริหารงบประมาณด้านภัยพิบัติแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน" กรณีศึกษาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดชุมพร

ในการนี้ นายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัด (พี่ดวง กลุ่มบุษราคัม) ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลภาพรวมการดำเนินการของจังหวัด

กลุ่มไข่มุก นำโดยนายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ได้ร่วมสัมภาษณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจน ผู้บริหาร สมาชิก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  ภาคเอกชน สถานศึกษา และประชาชน ในพื่นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม รวมถึงปัญหาด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ ซึ่งได้รับความร่วมมือในการสะท้อนปัญหาและให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาพื้นที่เป็นอย่างดียิ่ง

เขตพื้นที่อำเภอท่าแซะ โดยเฉพาะตำบลนากระตาม เป็นพื้นที่ลุ่ม ได้รับผลกระทบอุทกภัยน้ำท่วมมากที่สุด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รับน้ำจากคลองท่าแซะและคลองรับล่อ ซึ่งเกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ได้รับความเสียหายและผลกระทบมากหรือน้อย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในแต่ละปีมีปริมาณน้ำฝนมากหรือน้อย 

จากการสัมภาษณ์พบว่า แนวทางการป้องกันเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ประชาชนเสนอขุดลอกคลองเพื่อช่วยระบายน้ำ ลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนรวมถึงพืชผลทางการเกษตร การดำเนินการแก้ปัญหาจะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการงบประมาณของภาครัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

นอกจากผลกระทบจากอุทกภัยแล้ว เมื่อน้ำได้ไหลลงสู่ทะเลแล้ว แม่น้ำ ลำคลอง ก็จะแห้ง เนื่องจากไม่มีเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ หรือฝายชะลอน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค และใช้เพื่อการเกษตรหลังฤดูฝน "เกษตรกรสวนทุเรียน ต้องจ้างรถขนน้ำไปรดต้นทุเรียนในช่วงหน้าแล้ง" เกษตรกรกล่าว 

ปัญหาเรื่องน้ำ ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เกษตรกร อาทิ สทนช. กรมชลประทาน จังหวัด อบจ. อบต. พื้นที่ส่วนใหญ่ในท่าแซะเป็นพื้นที่ป่า ต้องมีการบูรณาการในพื้นที่อย่างจริงจัง และสร้างการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน
"น้ำมามาก ก็ท่วม น้ำลงทะเลหมด ก็แล้ง" ผู้นำท้องถิ่นกล่าว
 
ดังนั้น หากจะก่อนสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายกั้นน้ำ จะอยู่ในพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกร แนวทางเบื้องต้นที่ได้จากพื้นที่อาจต้องมีการบริหารงบประมาณแบบกระจายลงสู่เชิงพื้นที่ การปรับแก้กฎหมาย ให้อำนาจจังหวัด หรือท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งผลจะสรุปอย่างไร ทางกลุ่มจะสรุปและนำเสนอต่อสำนักงบประมาณ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงบประมาณด้านภัยพิบัติแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ต่อไป

ลิซ่า BLACKPINK ใส่ผ้าซิ่นเที่ยวอยุธยาสวยสง่างามอย่างไทย

โดยหลังจาก ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK บินลัดฟ้ามาทำงานที่เมืองไทย ก็ได้มีโอกาสอยู่เที่ยว พักผ่อนกับครอบครัว และได้แวะเที่ยวจังหวัดอยุธยา

โดยเก็บภาพถ่าย บรรยากาศการเที่ยว อัพเดทลงสื่อ โซเชียล โดยระบุแคปชั่นว่า 'Ayutthaya ' เป็นที่ประทับใจ ของประชาชนชาวไทย ต่างแฟนคลับ หรือพ่อแม่พี่น้อง ชาวเน็ต ต่างรีบจัดหาผ้าซิ่นใส่ไปเที่ยวอยุธยากันตาม ‘ลิซ่า’  

เชื่อว่าวัดดัง จ.อยุธยา จะกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่แฟน ๆ ตามไปปักหมุดเช็คอิน แถมผ้าแซิ่นสวยๆ ก็จะ Sold out กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับพ่อค้าแม่ค้าอย่างแน่นอน

ผบช.ภ.5 สั่งจับชาวจีนพร้อมแก๊งหลอกทำบุญออนไลน์ กลางเมืองเชียงราย

ตามนโยบายของ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ในเรื่องการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท. ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 ได้นำนโยบายมาสู่การปฏิบัติ

โดยเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาได้รวม 12 คน ซึ่งกระทำความผิดหลอกลวงผู้อื่นทางอินเตอร์เน็ตได้ที่อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย 

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 ได้สั่งการให้ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ภ.5 ต่อมา บก.สส.ภ.5 ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มคนมีพฤติกรรมรับสมัครพนักงานทำงานในลักษณะหลอกลวงเอาทรัพย์สินของผู้อื่น โดยใช้อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงรายเป็นสถานที่ทำงาน 

ต่อมาวันที่ 3 มิ.ย.66  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงรายเพื่อเข้าตรวจค้นที่อาคารหลังดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบ  คนไทย จำนวน 8 คน ทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์และมีหน้าที่ทำเฟซบุ๊กปลอมแชทกับเหยื่อ คนไทย จำนวน 1 คน เป็นผู้จัดการ/ล่าม และ คนจีน จำนวน 1 คน เป็นนายจ้างคอยสั่งการและตรวจสอบไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง จึงได้ทำการตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และจับกุมผู้กระทำความผิดนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหากลุ่มนี้มีรูปแบบในการกระทำความผิด คือ คนจีนจะให้พนักงานคนไทย สมัครเฟซบุ๊กปลอม ให้มีโปรไฟล์ดี หน้าตาดี และทำกลุ่มในโปรแกรมเฟซบุ๊กชื่อ ทำบุญออนไลน์ และเพจทัวร์บุญ พนักงานคนไทยจะใช้โปรไฟล์ปลอมเข้าไปคุย ไปกดไลด์ในกลุ่มดังกล่าว เพื่อเป็นการล่อเหยื่อคือบุคคลทั่วไปที่เข้ามาเกิดความเชื่อถือ และพูดคุยกับเหยื่อในแนวทางชู้สาวจนสนิทใจกันแล้ว จะหลอกเหยื่อที่เข้ามาคุย ให้โอนเงินทำบุญตามสถานที่ต่างๆ และให้ดาวโหลดแอพพลิเคชั่น APP.SHAOXIANG.CFD ซึ่งมีการเอาภาพสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆในจังหวัดเชียงรายเอามาใส่ในแอพพลิเคชั่น เพื่อหลอกให้คนทำบุญออนไลน์ด้วย และจากนั้น จะหลอกคุยกับเหยื่อเรื่อยๆ เพื่อหลอกให้โอนเงินเข้าแอพพลิเคชั่น โดยผ่านบัญชีธนาคาร(บัญชีม้า) ซึ่งจะมีคนจีนคอยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมดูแลหลังบ้านของแอพพลิเคชั่นดังกล่าว 
         
สำหรับความผิดของผู้ต้องหากลุ่มนี้ เป็นความผิดฐาน ซ่องโจร,ฉ้อโกงประชาชน และ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนคนจีนที่เป็นนายจ้างไม่มีหลักฐานการเดินทางเข้าประเทศไทยนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบว่าได้เข้าประเทศมาโดยผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมและนำส่ง ตม.เพื่อผลักดันตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการขยายผลการจับกุมสู่ผู้รับจ้างเปิดบัญชีม้า ซิมโทรศัพท์ม้า ผู้ให้การช่วยเหลือ ผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และผู้สั่งการต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top