Saturday, 4 July 2026
LITE

9 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ‘ไมค์ ไทสัน’ โดนปรับ 3 ล้านดอลลาร์ฯ - ถูกแบนไม่ให้ขึ้นชกมวย หลังสร้างเรื่องช็อกโลก!! กัดหู ‘อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์’ จนแหว่ง

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ‘ไมค์ ไทสัน’ เจ้าของฉายามฤตยูดำ ถูกปรับเงิน 3 ล้านดอลลาร์ พร้อมถูกยึดใบอนุญาตชกมวย จากเหตุการณ์ช็อกโลกกัดใบหู ‘อีแวนเดอร์ โฮลิฟิลด์’ ในการชกชิงแชมป์โลก รุ่น เฮฟวีเวท

ซึ่งชนวนเหตุ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ไมค์ ไทสัน หรือที่ทั่วโลกรู้จักเขาในฉายา มฤตยูดำ ต้องพบกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งที่ 2 ในการชกมวยอาชีพ ด้วยน้ำมือของ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ ด้วยการถูกน็อกในยก 11 พร้อมกับทำให้ ไทสัน เสียเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวทของสมาคมมวยโลก (WBA) ไปแบบสุดเจ็บช้ำ ซึ่งจากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น ทำให้ไทสันพยายามที่จะขอรีแมตช์เพื่อแย่งแชมป์โลกคืนมา และในที่สุดทั้งคู่ก็ตกลงดวลกำปั้นกันอีกครั้งในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ที่สังเวียน เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ ลาสเวกัส พร้อมกับมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

เมื่อเริ่มยกแรก โฮลีฟิลด์ คู่ปรับเดินหน้าเข้าใส่ทันที และทำได้ดีจนกระทั่งเข้าสู่ยกที่ 2 โฮลีฟิลด์ ได้เอาหัวไปโขกไทสันจนบริเวณตาขวาบวมขึ้นมา แต่กรรมการ มิลล์ เลน ไม่ได้ลงโทษใด ๆ เนื่องจากมองว่าเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งจากอุบัติเหตุครั้งนี้ก็ทำให้ ไทสัน เริ่มออกอาการหัวเสีย

เมื่อเข้าสู่ยกที่ 3 ไทสัน ดูจะฟิวส์ขาดอย่างชัดเจน เพียงแค่ 40 วินาทีสุดท้ายก่อนหมดยก ในขณะที่ทั้งคู่กำลังคลุกวงในอยู่ ไทสันที่ฟิวส์ขาดจนฉุดไม่อยู่ ก็ได้สร้างเหตุการณ์ช็อกโลก ไทสันแอบคายฟันยางและกัดเข้าที่ใบหูข้างขวาของ โฮลีฟิลด์ จนขาดติดปาก ก่อนจะถ่มลงพื้นเวที ทำเอา โฮลีฟิลด์ กระโดดไปทั่วด้วยความเจ็บปวดปนช็อกที่ไม่คิดว่าจะมาเจออะไรแบบนี้บนสังเวียน และการชกก็ต้องหยุดลงไปหลายนาทีเพื่อปฐมพยาบาล

โดยเมื่อแพทย์ได้ห้ามเลือดและดูบาดแผลแล้วก็ยังอนุญาตให้ชกได้ กรรมการจึงประกาศหักคะแนนไทสัน 2 แต้ม จากการทำผิดกติกาก่อนจะให้ชกกันต่อ แต่ดูเหมือนไทสันจะยังไม่หนำใจ เพราะเขาได้ทิ้งรอยแผลที่หูอีกข้าง ด้วยการกัดไปอีกหนึ่งรอบ ก่อนระฆังจะหมดยก ซึ่งกรรมการ มิลล์ เลน ก็ได้ ปรับให้ไทสันแพ้ฟาวล์ในการกัดหูรอบที่สอง

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ‘พระธรรมโกศาจารย์’ (ท่านพุทธทาสภิกขุ) มรณภาพ ด้าน 'ยูเนสโก' ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

‘พระธรรมโกศาจารย์’ (เงื่อม อินทปัญโญ) หรือรู้จักในนาม ‘ท่านพุทธทาสภิกขุ’ เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 เริ่มบวชเรียนเมื่ออายุได้ 20 ปี ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ท่านได้ตัดสินใจมาปฏิบัติธรรมที่อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่านพร้อมปวารณาตนเองเป็น ‘พุทธทาส’ เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด

ท่านพุทธทาสภิกขุได้บวชเรียนตามประเพณี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 ที่โรงอุโบสถวัดอุบล หรือวัดนอก ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่วัดพุมเรียง มีพระอุปัชฌาย์คือ พระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมาโล) รองเจ้าคณะเมืองในสมัยนั้น และมีพระปลัดทุ่ม อินทโชโต เจ้าอาวาสวัดอุบล และ พระครูศักดิ์ ธมฺรกฺขิตฺโต เจ้าอาวาสวัดวินัย หรือวัดหัวคู เป็นพระคู่สวด ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับฉายาว่า อินทปญฺโญ ซึ่งแปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่

ผลงานเด่นของทาสพุทธทาสคืองานหนังสือ อาทิ หนังสือพุทธธรรม ตามรอยพระอรหันต์ และคู่มือมนุษย์ และยังมีผลงานอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังในการศึกษาศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่บุกเบิกการใช้โสตทัศนูปกรณ์สมัยใหม่สำหรับการเผยแพร่ธรรมะ

ทั้งนี้ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 สิริรวมอายุ 87 ปี 67 พรรษา

หลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปแล้ว ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2548 องค์การยูเนสโก ประกาศยกย่องให้ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านส่งเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม ความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีของมวลมนุษย์

‘ปาล์มมี่’ คอสเพลย์ 'มาลัยเอฟซี' แทนคำขอบคุณมิตรรักแฟนเพลง

เมื่อไม่นานมานี้ ‘ปาล์มมี่’ หรือ ‘อีฟ ปานเจริญ’ ได้โพสต์ข้อความบนบัญชี Facebook อย่างเป็นทางการของปาล์มมี่ @PALMY เนื้อหาใจความว่า...

“...คอนเซปต์ชุดนี้มาจากมาลัย และข้าวของที่มิตรรักเคยมอบให้มี่ค่ะ หลายชิ้นที่อยู่ในภาพนี้ เป็นของที่มิตรรักให้มี่มาจริงๆ ต้องขอบคุณ @r_u_j.t ที่ช่วยประกอบร่างให้ชุดนี้ออกมาสมเกียรติ และสวยงามมากมากค่ะ และถ่ายภาพสำคัญโดยช่างกล้องคู่ขวัญ @jojojae ❤️ ขอบคุณมากค่ะ”

โดยนักร้องสาวสุดติสคนนี้ มักจะได้รับของขวัญแปลกๆ จากบรรดาเหล่าแฟนคลับเสมอ โดยเฉพาะหน้าเวทีการแสดงสดคอนเสิร์ตของเธอ ซึ่งมีตั้งแต่หมูกระทะ ผลไม้ตามฤดูกาล เป็ด - ไก่ (ตัวเป็นๆ) สินค้าขึ้นชื่อประจำจังหวัด (OTOP) ที่เธอไปทำการแสดง ฯลฯ

โดยการลุกขึ้นมาคอสเพลย์เป็น ‘ของขวัญแฟนคลับ’ ครั้งนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าเธอกำลังสื่อโดยตรงถึงเหล่า ‘มี่ FC’ ว่ารักและปลาบปลื้มต่อกำลังใจที่ทุกคนส่งมาให้เธอจริงๆ ... พร้อมกันนี้เธอยังได้ใช้ชุดนี้เปลี่ยนเป็นรูปโปรไฟล์ล่าสุดอีกด้วย

เรื่อง: พรชัย นวการพิศุทธิ์

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 ‘สะพานสารสิน’ เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ สะพานแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อม 'พังงา-ภูเก็ต'

‘สะพานสารสิน’ เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 เป็นสะพานแรกที่สร้างเพื่อข้ามจากจังหวัดพังงาไปจังหวัดภูเก็ต โดยเชื่อมต่อระหว่างบ้านท่านุ่นของจังหวัดพังงาและบ้านท่าฉัตรไชยของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งสะพานสารสินมีความยาวทั้งหมด 660 เมตร รับผิดชอบดูแลโดย กรมทางหลวง

ทั้งนี้ สะพานแห่งนี้ตั้งชื่อตามนามสกุลของ ‘นายพจน์ สารสิน’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งในขณะนั้น เริ่มสร้างครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2494 โดยเปิดให้บริษัทรับเหมาทำการก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าการก่อสร้างในระยะแรกมีปัญหาเพราะขาดความชำนาญ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 จึงเริ่มทำการก่อสร้างสะพานอีกครั้งจนสำเร็จ และเปิดทำการได้ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 28,770,000 บาท

ปัจจุบัน ‘สะพานสารสิน’ ไม่ให้รถยนต์สัญจรไปมาแล้ว โดยให้รถยนต์ใช้สะพานสารสิน 2 และ สะพานท้าวเทพกระษัตรีแทน

สะพานสารสินเดิม หรือ สะพานสารสิน 1 นั้นจึงถูกปรับปรุงให้เป็นสะพานคนเดินและสร้างหอชมวิวทิวทัศน์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ‘สะพานสารสิน’ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นสถานที่ที่เป็นตำนานความรักของหนุ่มสาวสองคนที่ไม่สมหวัง คือ โกดำ (ดำ แซ่ตัน) กับ กิ๊ว (กาญจนา แซ่หงอ) ที่มีความแตกต่างกันทางฐานะ ด้วยโกดำเป็นเพียงคนขับรถสองแถวรับจ้างและรับจ้างกรีดยาง ขณะที่กิ๊วมีฐานะที่ดีกว่า และเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู โดยที่ผู้ใหญ่ทางบ้านของกิ๊วได้กีดกั้นทั้งสองคบหากัน ในที่สุดทั้งคู่จึงตัดสินใจกระโดดน้ำตายที่กลางสะพานสารสิน ด้วยการใช้ผ้าขาวม้ามัดตัวทั้งสองไว้ด้วยกัน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516

ต่อมาเรื่องราวของทั้งคู่ได้โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว และมีการสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ คือ สะพานรักสารสิน ในปี พ.ศ. 2530 นำแสดงโดย รอน บรรจงสร้าง และจินตรา สุขพัฒน์ และ สะพานรักสารสิน ในปี พ.ศ. 2541 นำแสดงโดย นันทวัฒน์ อาศิรพจนกุล และคทรีน่า กลอส ซึ่งเป็นละครโทรทัศน์

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่ากันว่า ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง จะมีกระต่ายสีขาวตาสีแดงคู่หนึ่ง ออกมาอยู่คู่กันที่สะพานแห่งนี้ เชื่อว่าเป็นวิญญาณของทั้งคู่อีกด้วย

6 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 ‘หลุยส์ ปาสเตอร์’ นักเคมีชาวฝรั่งเศส ทดสอบวัคซีนป้องกัน ‘โรคพิษสุนัขบ้า’ สำเร็จ

‘หลุยส์ ปาสเตอร์’ (Louis Pasteur) นักเคมี และนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส นอกจากจะโด่งดังจากความสำเร็จในการคิดค้นกระบวนการถนอมอาหารโดยการใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100 องศาเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ หรือที่เรียกว่ากระบวนการ ‘พาสเจอร์ไรเซชัน (Pasteurization)’ แล้ว ยังเป็นผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำเร็จเป็นคนแรกของโลกอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 ‘โจเซฟ เมสเตร์’ (Joseph Meister) เด็กชายวัย 9 ขวบ ผู้มีบาดแผลจากการถูกสุนัขกัดถึง 14 รอย และกำลังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ใกล้ความตายเต็มทน ได้เดินทางมาพร้อมกับแม่ของเขาจากแคว้นอัลซาส ชายแดนของประเทศฝรั่งเศสมายังกรุงปารีสเพื่อพบกับ ‘หลุย ปาร์สเตอร์’ ซึ่งในขณะนั้นได้ทำการทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสพิษสุนัขบ้ามาได้ระยะหนึ่ง หากแต่ยังไม่เคยทดลองใช้วัคซีนดังกล่าวกับมนุษย์

แม้ ‘หลุยส์ ปาสเตอร์’ จะไม่มั่นใจว่าวัคซีนดังกล่าวจะใช้ได้ผลกับคนหรือไม่ก็ตัดสินใจฉีดวัคซีนให้กับเด็กชายด้วยความรู้สึกสงสารแม่ของเด็กชายที่ร้องไห้ด้วยความเศร้าใจ ที่จะต้องมองดูลูกชายของตนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา หลังจากเสร็จสิ้นการฉีดวัคซีน เขาได้เฝ้าติดตามอาการของเด็กชายอย่างใกล้ชิดด้วยความกังวลใจอยู่กว่า 3 อาทิตย์ กระทั่งเด็กชายมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายดีเป็นปกติ

ในเวลาต่อมาเมื่อสถาบันวิทยาศาสตร์ได้เผยแพร่ข่าวความสำเร็จในการทดลองใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ผู้คนนับร้อยที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าก็แห่แหนกันมาขอรับวัคซีนที่ห้องทดลองของ ‘หลุยส์ ปาสเตอร์’ ผู้เป็นความหวังเดียวของพวกเขา

5 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เสด็จเยือนนครนิวยอร์ก ประชาชนกว่า 7 แสนคน รับเสด็จเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเหรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเหรดในนครนิวยอร์ก

โดยขบวนพาเหรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับโรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า…

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”

4 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ประสูติเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พระนาม ‘จุฬาภรณ์’ หมายถึง การอัญเชิญพระนาม 'จุฬา' ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นคำต้นพระนามของพระองค์ เนื่องด้วยในวันประสูตินั้น เป็นวันมหาปีติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

ทรงเริ่มศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ทรงได้รับการปลูกฝังทางศิลปะ นาฏศิลป์และดนตรี จากพระอาจารย์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทั้งยังทรงสนพระทัยวิชาคำนวณและวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันโปรดศึกษาวิชาภาษาต่างประเทศ และวิชาศิลปะควบคู่กันไป โดยทรงเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ ในระดับมัธยมปลาย เพื่อนำความรู้มาต่อยอดทำประโยชน์เพื่อความสุขของประชาชน

เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาอินทรีย์เคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงสอบได้ที่ 1 ในวิชาเคมีและชีววิทยา อีกทั้งยังทรงได้รับรางวัลเรียนดีจากมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.แถบ นีละนิธิ

พ.ศ. 2528 ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอินทรีย์เคมี มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งนี้ยังทรงสำเร็จการอบรมระดับหลังปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยอูล์ม สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

พ.ศ. 2550 ทรงสำเร็จการศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พ.ศ. 2557 ทรงสำเร็จการศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพสัตวแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนำความรู้ไปช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ

ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออาณาประชาราษฎร์ให้มีความสุข อยู่ดีกินดี และร่วมพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ไม่ว่าจะในแขนงใด

ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์นั้น ทรงมีพระราชปณิธานในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยทรงแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ทำให้เป็นที่ประจักษ์ของชาวโลก

ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากยูเนสโก ในปี พ.ศ.2530

ทรงก่อตั้งมูลนิธิจุฬาภรณ์ขึ้น ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ต่อมา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย ทั้งทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้บริการทางการแพทย์และการเงินแก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ทำให้ทรงได้รับการยกย่องเป็น ‘เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์’

ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) และได้เสด็จฯไปทรงร่วมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิ พอ.สว. ให้การรักษาแก่ผู้ป่วยทุกภูมิภาคของไทย

ทรงมีพระเมตตาแผ่ถึงบรรดาสัตว์ป่วยอนาถา ทรงรับเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนการดำเนิน โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ทั้งยังมีพระดำริให้ก่อตั้งโรงพยาบาลสัตว์ขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศด้วย

พระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของพระองค์ยังได้ฉายชัด ทรงดนตรี ทรงขับร้องเพลง ทรงนิพนธ์เพลง ทรงวาดภาพ และทรงออกแบบเครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย ทรงเชี่ยวชาญเปียโน และกีตาร์

พ.ศ. 2543 ขณะเสด็จฯ ไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนได้บรรเลง 'กู่เจิง' ถวาย ทำให้ทรงประทับใจและมุ่งมั่นศึกษา ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนถึงระดับสูงสุด โดยทรงมีพระดำริให้จัดการแสดงดนตรีและวัฒนธรรม 'สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน' กระชับสัมพันธไมตรีไทยกับจีน

ทรงออกแบบเครื่องประดับผนวกกับงานการกุศล เช่นโครงการ 'ถักร้อย สร้อยรัก' และโครงการ 'ดร.น้ำจิต' นำรายได้สมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทั้งยังทรงจัดนิทรรศการภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองด้วย

ด้านการศาสนา ทรงดำรงพระองค์เป็นพุทธมามกะ และพุทธศาสนูปถัมภก เอาพระทัยใส่ในพุทธศาสนา ทั้งยังทรงเป็นประธานของโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เป็น ‘สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี’ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ ใบมะตูม ทรงเจิม พระราชทานพระสุพรรณบัฏและเหรียญรัตนาภรณ์ ร.10 ชั้นที่ 1

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ‘รถไฟฟ้าสายสีเหลือง’ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ถือเป็นรถไฟฟ้ายกระดับแบบรางเดี่ยว สายแรกของไทย

รถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ (ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์-สำโรง) หรือ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ซึ่งเรียกตามสีที่กำหนดในแผนแม่บทโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นโครงการระบบขนส่งมวลชนรองในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ตลอดจนถึงพื้นที่ส่วนเหนือของจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการโดย บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด โดยได้รับสัญญาสัมปทานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ดำเนินการในรูปแบบรถไฟฟ้ายกระดับแบบรางเดี่ยว หรือ โมโนเรล เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2559 ก่อนหยุดการก่อสร้างไประยะหนึ่งเนื่องจากสถานการณ์การระบาดทั่วของโควิด-19 ในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2564 จนในที่สุดได้เปิดให้สาธารณชนทดลองใช้งานในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566 และมีพิธีเปิดทดลองการเดินรถอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กรกฎาคมปีเดียวกัน 

โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559 ในรูปแบบหุ้นส่วนมหาชน-เอกชน (Public Private Partnership: PPP) โดยให้รัฐบาล โดย รฟม. เป็นผู้ลงทุนจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการเวนคืนที่ดินเพื่อใช้ในโครงการ และเอกชนเป็นผู้ลงทุนในงานโยธา ระบบรถไฟฟ้า ตลอดจนดำเนินระบบรถไฟฟ้าและกิจการจนครบสัญญา

ทั้งนี้ นาม ‘นัคราพิพัฒน์’ เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเพื่อเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง มีความหมายว่า ‘ความเจริญแห่งเมือง’ โดยกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับมอบนามเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

เส้นทางสายนี้เกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2543 โดยเป็นการรวมเส้นทางระบบขนส่งมวลชนรองช่วงรัชโยธิน-ศรีเอี่ยม และสำโรง-ศรีสำโรง ให้เป็นเส้นทางเดียวกัน แต่ได้ถูกนำออกไปเมื่อครั้งปรับปรุงแผนแม่บทปี พ.ศ. 2547 และนำกลับมาอีกครั้งในการปรับปรุงแผนแม่บท พ.ศ. 2549 โดยพิจารณาแยกเส้นทางออกเป็นสองช่วง คือช่วงแรกให้เป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยวตั้งแต่ รัชดา-ลาดพร้าว จนถึงพัฒนาการแล้วเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้ารางหนักไปจนถึงสถานีสำโรง และใน พ.ศ. 2551 ได้มีการปรับปรุงเส้นทางสายสีเหลืองให้เป็นรถไฟฟ้าวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ก่อนปรับปรุงใหม่อีกครั้งใน พ.ศ. 2553 โดยลดเส้นทางเหลือเพียงช่วง ลาดพร้าว–สำโรง และให้ดำเนินการเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวทั้งสาย

สื่อเกาหลี ตีข่าว 'LISA-ROCKSTAR' ปังระดับโลก สะกดหัวใจผู้ฟัง ถล่มท็อปชาร์ตในหลายประเทศ

(2 ก.ค. 67) ผ่านมา 4 วันแล้วหลังจาก ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ร็อกเยาวราช ปล่อยเพลง ROCKSTAR สนั่นชาร์ตทั่วโลก กวาดสถิติ 4 วันยอดชมแล้ว 67.76 ล้านครั้ง และยังคงติดเพลงมาแรงอันดับหนึ่งในแพลตฟอร์ม YouTube และ ROCKSTAR เป็นผลงานแรกของลิซ่าในฐานะศิลปินเดี่ยว ภายหลังเปิดบริษัท LLOUD ของตัวเอง ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับ Sony Music และ RCA Records

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม Allkpop สื่อบันเทิงเกาหลีใต้ ได้รายงานว่า ลิซ่า แบล็กพิงก์ ‘ROCKSTAR’ ประสบความสำเร็จในระดับโลก กวาดท็อปชาร์ตทั่วโลก

ความว่า ลิซ่า แบล็กพิงก์ สะกดหัวใจผู้ฟังจากทั่วโลกด้วยซิงเกิลใหม่ของเธอ ROCKSTAR ผลงานในนามของศิลปินเดี่ยวเต็มตัว

เริ่มตั้งแต่การปล่อยเพลง ROCKSTAR ด้วยการติดอันดับ 8 ของเพลงฮิตจากทั่วโลก ของ Spotify สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในกลุ่มของศิลปินหญิงเดี่ยว เค-ป๊อป ที่ทำได้ โดยซิงเกิลเดียวกันนี้ ยังแซงหน้าผลงานของเธอเองอย่าง LALISA และ MONEY ที่ทำสถิติตอนเปิดตัวไว้ที่อันดับ 15 และ 28 ตามลำดับ

ขณะที่ในประเทศบ้านเกิดของเธออย่าง ‘ประเทศไทย’ ROCKSTAR ครองชาร์ตอันดับ 1 ในทันที โดยมีการสตรีมไปแล้วกว่า 2.57 ล้านครั้ง สร้างสถิติใหม่ยอดสตรีมรายวันสูงสุด สำหรับอัลบั้มที่ปล่อยในไทย

ส่วนมิวสิกวิดีโอ ROCKSTAR ยังสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของลิซ่า จากการกวาดชาร์ตอันดับ 1 ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ประเทศไทย เกาหลีใต้ ตุรกี และเม็กซิโก นอกจากนี้ยังติดอันดับชาร์ต YouTube Music Video Trending Worldwide อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม Allkpop ยังระบุอีกว่า ROCKSTAR นำเสนอการแร็ปที่มีไดนามิก และเสียงร้องที่มีพลังของเธอ ซิงเกิลที่โดดเด่นและอินเทรนด์นี้ ตอกย้ำถึงปรากฏการณ์ของลิซ่าในฐานะศิลปินเดี่ยว นอกเหนือไปจากวงการเค-ป๊อป

‘นิธิพัฒน์’ ชื่นชม!! ‘ไอยู’ ศิลปินเบอร์หนึ่งเกาหลี ขณะทัวร์คอนที่ไทย ศึกษาภาษาไทยไว้คุยกับแฟนคลับ พร้อมร้องเพลง ‘รักแรก’ แม้ร้องยาก

(2 ก.ค.67) นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา ผู้จำกัดนิยามตนเองว่าเป็น 'คนขายปลา' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Nithipat Bhandhumachinda' ว่า...

ท่ามกลางกระแสของน้องลิซ่าที่โด่งดังในระดับโลกจากการออกโซโล่เพลงใหม่เพลงแรกในสังกัดของตัวเอง

ก็มีเรื่องน่ารัก ๆ ที่อาจไม่ดังในสังคมไทยในวงกว้าง แต่เป็นที่ชื่นชมกันมาก ๆ ในกลุ่มแฟนานุแฟนของ ‘น้องไอยู’ ศิลปินเกาหลีตัวยืนหนึ่งของเกาหลีที่มาแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การมาเยือนประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลกของไอยูในช่วงปีนี้ โดยนอกจากแสดงในหลาย ๆ ประเทศในเอเชียแล้ว ก็ยังเป็นการเดินทางออกแสดงครั้งแรกของเธอตามเมืองใหญ่ ๆ ในยุโรปและสหรัฐฯด้วย

สิ่งที่น่าชื่นชมมาก ๆ ก็คือ ในการแสดงที่มีคิวยาวเหยียดในหลาย ๆ ประเทศขนาดนี้ น้องเขาก็ยังอุตส่าห์หาเวลามาศึกษาประโยคภาษาไทยหลาย ๆ ประโยคไว้พูดคุยเอาใจแฟนเพลงชาวไทย อีกทั้งยังร้องเพลง ‘รักแรก’ ซึ่งเป็นเพลงไทยที่ร้องค่อนข้างยาก ได้อย่างไพเราะและออกเสียงได้ค่อนข้างชัดเจนอีกด้วย

และที่น่าชื่นชมมากขึ้นไปอีกก็คือ คราวที่เธอมาแสดงที่ประเทศไทยเมื่อห้าปีก่อนนั้น มีแฟนคลับชาวไทยมอบตุ๊กตาน้องช้างตัวหนึ่งให้เป็นของขวัญ ซึ่งเธอก็ตั้งชื่อให้ว่าน้อง ‘แทบัง’ และก็เห็นพาไปไหนมาไหนในเกาหลีด้วยบ่อย ๆ

แล้วเมื่อกลับมาเมืองไทยคราวนี้ ก็ไม่ลืมที่จะอุ้มน้องแทบังนี้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แถมยังยกเก้าอี้มาตั้งข้างเวทีให้น้องได้ชื่นชมการแสดงร่วมกับผู้ชมคนไทยหลายหมื่นคนอีกด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ นอกจากจะด้วยชื่นชอบศิลปินคนนี้เป็นพิเศษแล้ว ประเด็นสำคัญก็คือ ศิลปินที่มีคนชื่นชอบชื่นชมมานานหลาย ๆ ปีได้อย่างนี้นั้น เขารู้จักเอาใจใส่และเข้าถึงแฟนานุแฟน อย่างตั้งอกตั้งใจเป็นที่สุด

อย่างน้องลิซ่าเองนั้น แม้อาจจะเคยโดนแกล้งบ้าง หรือมีการปั่นกระแสเกลียดชังในสังคมเกาหลีบางส่วนที่พร้อมจะแสดงความเกลียดให้ได้ในทุกเรื่องอย่างไร

แต่น้องก็จะแสดงออกถึงความเป็นมิตร และแสดงถึงความรักความหวังดีที่น้องมีให้กับแฟนเพลงเกาหลีอย่างสม่ำเสมอไม่ได้น้อยไปกว่าแฟนเพลงชาติไหนใด ๆ เลย

ที่อยากจะเตือนก็คือเห็นเพื่อน ๆ บางท่านนำบทวิจารณ์ที่เขียนโดยคนเกาหลีคนหนึ่งซึ่งเขียนวิจารณ์น้องเขาในทางลบตามอคติส่วนตัว

แล้วก็เกิดกระแสปากต่อปากแสดงความชิงชังสังคมเกาหลี ซึ่งแท้จริงแล้วคนเกาหลีส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับน้องลิซ่าและก็ยังมีแฟนคลับของน้องเขาจำนวนมหาศาลทั้งในฐานะศิลปินกลุ่มและศิลปินเดี่ยว

และที่สำคัญน้องเขาก็ยังเป็นสมาชิกวงในสังกัดของบริษัทเกาหลี ไม่ได้ตีจากไปไหน และก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาสร้างกระแสในทางลบระหว่างสองประเทศ

ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีใด ๆ สำหรับชีวิตการงานของน้องลิซ่าเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าจะหวังดีกับน้องเขาแล้ว ก็ให้น้องเขามีชีวิตการงานและอนาคตที่ดีตามแนวทางที่น้องเขาเลือกอย่างตั้งใจที่สุดเถิดนะครับ

ปล. มีเพื่อนหลายท่านถามว่าผมได้ไปดูคอนเสิร์ตน้องไอยูหรือเปล่า ก็ตอบตามตรงว่าอดไป เพราะอ้อนวอนทั้งภรรยาและลูกสาวแล้วก็ไม่มีใครยอมไปด้วย และถ้าจะไปคนเดียวก็เหมือนอีลุงผู้เหว่ว้า หน้าตาพิกลกลางมวลชนคนต่างวัยอย่างแน่นอน

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ‘ในหลวง ร.9’ เนื่องในวโรกาสครองราชย์ยาวนานที่สุด

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสทรงครองราชย์สมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2451 สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงครองราชย์ยาวนานกว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ซึ่งทรงครองราชย์ถึง 40 ปี นานกว่ากษัตริย์ทุกพระองค์ของกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกขึ้นเฉลิมฉลองเป็นงานใหญ่ในวันที่ 11 ถึงวันที่ 18 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2451 และทรงครองราชย์ต่อมาจนเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมเวลาในรัชสมัยได้ 42 ปี 22 วัน

ต่อมาในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติ เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมอัยกาธิราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ตามพระราชประเพณีเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ…

ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และทรงถวายเครื่องสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และพระพุทธรูปประจำรัชกาลพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ที่หอพระราชกรมานุสร และพระพุทธรูปประจำรัชกาลพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ที่หอพระราชพงศานุสร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ซึ่งเป็นวันสมโภชสิริราชสมบัติรัชมังคลาภิเษก ทรงบวงสรวงสังเวยพระสยามเทวาธิราช ซึ่งอัญเชิญจากพระวิมานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ออกประดิษฐาน ณ บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชนพปฎลมหาเศวตฉัตร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ดวงพระบรมราชสมภพ พระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย เป็นการสมโภชสิริราชสมบัติรัชมังคลาภิเษก เพื่อความไพบูลย์แห่งราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ และอาณาประชาชนทั้งปวง

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟพระที่นั่งจากสถานีรถไฟสวนจิตรลดา ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พลับพลาตรีมุข พระราชวังโบราณ ทรงหลั่งทักษิโณทกพระราชอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต เป็นเสร็จการพระราชพิธี

สำหรับวันประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2531 นี้ มีสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกก็คือ สนามราชมังคลากีฬาสถาน สนามกีฬาขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งรองรับผู้เข้าชมในอาคารได้ถึง 80,000 คน และบนอัฒจันทร์ได้อีก 49,722 ที่นั่ง เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่อันดับ 55 ของโลก และอันดับที่ 17 ของเอเชีย และรัฐบาลยังได้สร้างโรงเรียนรัชมังคลาภิเษก เป็นโรงเรียนระดับสามัญศึกษา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงวันมหามงคลนี้อีกกว่า 30 โรงเรียนด้วย

นึกถึงวันนี้แล้วก็คิดถึง ‘พ่อ’ คงไม่มีใครประเสริฐกว่านี้อีกแล้ว

Navy Time แฟนมิตติ้ง EP.3 จัดเต็มความสุข ณ กรมอู่ทหารเรือ พา 100 เอฟซีรุ่นเล็ก-ใหญ่ แฮปปี้ทริปเปี่ยมสุข-ความรู้แบบจุกๆ

NTF Meeting วนมาอีกครั้ง ใน EP.3 รอบนี้จัดใหญ่ จัดเต็ม อัดแน่นด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสาระความรู้แบบจุก ๆ โดย เสียงจากทหารเรือ ร่วมกับสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ผู้ผลิตรายการ NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า ทาง FM 93 Mhz. จัดกิจกรรมพาเหล่า FC รายการ มากกว่า 100 คน เข้าชมกรมอู่ทหารเรือ (กรุงเทพฯ) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งไทยฮันนี่ น้ำผึ้งแท้จากดอกไม้ป่า 100% ซึ่งได้รับรองมาตรฐานการส่งออก และ AGO ผู้นำด้านประตูรีโมต ครบวงจร ทันสมัย มั่นใจ ผลงานกว่า 15 ปี

งานนี้ เรียกได้ว่า ถูกใจ FC ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ เพราะนอกจากจะได้พบกับ 2 ผู้ดำเนินรายการสุดฮา ไอยรา อัลราวีย์ และ ดีเจศร พ.จ.อ.อดิศร จันทรวัฒน์ แล้ว ยังถือเป็นครั้งแรกที่ได้เปิดตัว 4 ผู้ดำเนินรายการร่วมช่วงขยายเวลาออนไลน์ 08.00-08.30 น. ประกอบด้วย...

- วันอังคาร พาเรียนรู้ เรื่องราว สาระ ครบทุกมิติ ในพื้นที่กองทัพเรือ ย่านฝั่งธนบุรี กับ เต้ พัลลภ ปิยะตระกูล อินฟลูเอนเซอร์และจิตอาสาชุมชน

- วันพุธ ฟังสรุปข่าวหุ้น IP ธุรกิจ เศรษฐกิจ และเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับการเงิน โดย โอ๋ อรวดี ศิริผดุงธรรม อินฟูเลนเซอร์ สายธุรกิจ

- วันพฤหัสบดี คุยสนุกสุดมัน ในแวดวงกีฬาไทย กับ กุ้ง โสพิศ ทุยเวียง ผู้ประกาศ / ผู้สื่อข่าวกีฬา NBT2HD

- และวันศุกร์ ครบทุกข่าว สาระบันเทิง ฟังไป ยิ้มไป กับพี่น้อย ศตกมล วรกุล อดีตผู้ประกาศข่าว สีสันบันเทิง ช่อง 7HD

นอกจากนี้ เหล่า FC ยังได้ตามรอย ร่วมชม วัดวงศมูลวิหาร วัดร้างที่อยู่ภายใต้การดูแล ของกรมอู่ทหารเรือ ที่พี่เต้ พัลลภ เคยเล่าไว้ในรายการ รวมถึงได้รับเกียรติจาก นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ที่มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้แบบจัดเต็ม อัดแน่นตลอดเส้นทาง ทั้งนำชมร่องรอยแนวกำแพงวังเดิม, ให้ความรู้ ประวัติความเป็นมา เรื่องราวอู่เรือหลวง แห่งแรกของประเทศไทย พร้อมพาชมอุปกรณ์ เครื่องจักรพลังงานไอน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นมรดกทางอุตสาหกรรมของไทย, และที่ขาดไม่ได้ คือ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา จุดหมายหลักของเหล่า FC ตัวน้อย ที่มาร่วมงาน NTF Meeting EP.3

เรียกได้ว่างานจบ ที่ความรู้สึกไม่จบ เพราะเหล่า FC ยังคงโพสต์รูปอวดกันไม่หยุด ทั้งในไลน์กลุ่ม Open Chat ของรายการ และโซเชียลมีเดียส่วนตัว นับเป็นอีกหนึ่งความประทับจากรายการ NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า ส่วน Meeting ครั้งต่อไป จะเป็นที่ไหน เมื่อไหร่? รอติดตามกันต่อได้ในรายการ ทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 07.00-08.30 น. ทั้งทาง On air FM 93 และ Online ผ่านทางช่องทางของสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

✨ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ✨ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

✨ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
✨ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

🟢รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 434503

🔴รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 434502 / 434504

🔴รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 839  / 975

🔴รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 778 /  647

🔴รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 89

🟢รางวัลที่ 2 รางวัลละ 200,000 บาท : 051210  120284  779915  643628  119336

🟢รางวัลที่ 3 รางวัลละ 80,000 บาท : 344989  082892  068498  489726  112814  
716400  509881  448678  067625  444531  

🟢รางวัลที่ 4 รางวัลละ 40,000 บาท: 526765  226682  615858  236905  540411  
907438  887136  596385  292040  325423  
313471  295958  950641  092610  290322  
271777  380940  160175  052671  372428  
360281  166107  321165  225892  122729  
918486  494578  206721  636886  370603  
548304  966503  464040  858600  210278  
143702  869310  672342  609789  881222  
516632  023956  875779  709328  794387  
611097  986701  945560  167869  677475  

🟢รางวัลที่ 5  รางวัลละ 20,000 บาท: 847443  133567  625761  227532  725339  
435771  904447  252646  211803  182881  
219385  400838  366206  933517  320226  
059228  644008  911483  002506  598387  
191363  438585  752876  848407  277604  
728162  101429  025099  380460  698584  
498104  066635  412016  292399  597933  
302466  184989  831497  477344  636220  
549722  520301  919369  837681  689093  
782393  459375  360627  424410  584045  
717700  901792  426746  762640  127655  
219369  270390  537736  780912  851414  
960387  787950  122718  189048  958051  
526819  307383  574931  470814  598306  
951359  179061  095930  934011  992438  
204930  051521  694430  265925  148817  
532555  237179  042336  513439  846157  
982253  118847  699727  513569  458224  
752372  487090  970030  421736  667377  
927117  794733  894572  929132  808754  
 

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ‘ในหลวง ร.6’ ทรงสถาปนากิจการ ‘ลูกเสือไทย’ พร้อมพระราชทานคติพจน์ ‘เสียชีพ อย่าเสียสัตย์’

ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานกำเนิดเสือป่าได้ 2 เดือน ซึ่งในระยะเวลานั้นกิจการเสือป่าได้ดำเนินไปอย่างเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง เห็นได้จากการเพิ่มจำนวนสมาชิกของเสือป่าที่มากขึ้น และกิจการเสือป่าถูกจำแนกออกไปเป็นกองเสือป่าประเภทต่าง ๆ อีกมาก แม้จะทรงพอพระราชหฤทัยเพียงใด พระองค์ก็ไม่เคยที่จะยุติในพระราชดำริที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่ากิจการเสือป่านั้นแม้จะประสบผลสำเร็จเพียงใด แต่สมาชิกนั้นเป็นผู้ใหญ่แต่ฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองนั้นประกอบด้วยพลเมืองหลายช่วงวัย เด็กผู้ชายทั้งหลายก็เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับการฝึกฝน และปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติไปพร้อม ๆ กับการฝึกฝนให้มีความรู้ และทักษะในทางเสือป่าด้วย เพื่อว่าในอนาคตเมื่อเติบโตขึ้นจะได้ประพฤติตัวให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเกิดเมืองนอน

ดังนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชทานกำเนิดกิจการเสือป่าสำหรับเด็กชาย ที่ทรงพระราชทานชื่อว่า ‘ลูกเสือ’

ในกิจการนี้พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่ให้เด็กชายจดจำหลักสำคัญ 3 ประการคือ 

1. ความจงรักภักดีต่อผู้ทรงดำรงรัฐสีมาอาณาจักร โดยต้องตามนิติธรรมประเพณี 
2. ความรักชาติบ้านเมือง และนับถือพระศาสนา 
3. ความสามัคคีในคณะ และไม่ทำลายซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ การก่อตั้งกิจการลูกเสือในครั้งแรกนั้น พระองค์ทรงตั้งกองลูกเสือให้มีในโรงเรียนก่อน และกองลูกเสือกองแรกของสยามประเทศคือ ‘กองลูกเสือโรงเรียนมหาดเล็กหลวง’ หรือ ‘โรงเรียนวชิราวุธ’ ในปัจจุบันและถูกเรียกว่ากองลูกเสือหลวง หรือกองลูกเสือกรุงเทพที่ 1 และลูกเสือในโรงเรียนนี้ก็ถูกเรียกว่าลูกเสือหลวงเช่นกัน ก่อนที่กิจการลูกเสือจะขยายไปสู่โรงเรียนเด็กชายทั่วประเทศในเวลาไม่นาน โดยลูกเสือคนแรก คือ นักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ชื่อ ชัพน์ บุนนาค การเป็นลูกเสือของนายชัพน์ บุนนาค นั้นเกิดจากการที่ได้แต่งเครื่องแบบลูกเสือ และกล่าวคำปฏิญาณของลูกเสือ ซึ่งเป็นการกล่าวต่อหน้าพระพักตร์ ซึ่งครั้งนั้นมีผู้ที่บันทึกเหตุการณ์เอาไว้ว่า…

ร.6 : “อ้ายชัพน์ ดอกหรือ เอ็งกล่าวคำสาบานของลูกเสือได้หรือเปล่า” 
ชัพน์ : “ข้าพระพุทธเจ้าท่องมาแล้วว่า 
        1. ข้าจะมีใจจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว 
        2. ข้าจะประพฤติตนให้สมควรเป็นลูกผู้ชาย 
        3. ข้าจะประพฤติตนตามข้อบังคับและแบบแผนของลูกเสือ” 
ร.6 : ในหน้าที่ซึ่งข้าได้เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทลูกเสือของชาติขึ้นมา ข้าขอให้เจ้าเป็นลูกเสือคนแรก”

จากนั้นพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเพียงสั้น ๆ ว่า “อ้าย ชัพน์ เอ็งเป็นลูกเสือแล้ว" และแล้วกิจการลูกเสือ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

ต่อมาพระองค์ก็ทรงพระราชทานคติพจน์ให้กับลูกเสือ ที่ภายหลังลือลั่นไปทั่วทั้งแผ่นดินและเป็นที่กล่าวขาน รำลึก พูดสอนกันอย่างติดปากในสังคม อีกทั้งยังปรากฏอยู่บนเครื่องหมายสำคัญต่าง ๆ ของลูกเสือว่า ‘เสียชีพ อย่าเสียสัตย์’

สำหรับคำว่า ‘ลูกเสือ’ ที่พระองค์ทรงพระราชทานชื่อนั้น มีนัยว่าพระองค์ทรงเล่นล้อคำกับคำว่า ‘เสือป่า’ ที่บางครั้งทรงเรียกว่า ‘พ่อเสือ’ และเมื่อมีกิจการแบบเดียวกันที่มีเหล่าสมาชิกเป็นเด็กชาย พระองค์จึงทรงใช้คำว่าลูกเสือ แต่ภายหลังทรงพระราชนิพนธ์ถึงที่มาของชื่อลูกเสืออย่างเป็นทางการเอาไว้ว่า…

“ลูกเสือ บ่ ใช่สัตว์เสือไพร    เรายืมมาใช้ด้วยใจกล้าหาญปานกัน
ใจกล้ามิใช่กล้าอาธรรม์    เช่นเสืออรัญสัญชาติชนคนพาล
ใจกล้าต้องกล้าอย่างทหาร    กล้ากอปรกิจการแก่ชาติประเทศเขตคน"

เป็นเวลา 6-7 เดือน หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือในสยามประเทศ หากย้อนกลับไปที่ประเทศอังกฤษที่เป็นต้นกำเนิดกิจการลูกเสือโลกขณะนั้น ก็กำลังคึกคักและแพร่ขยายความนิยมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเกาะอังกฤษ เด็ก ๆ รวมไปถึงผู้ใหญ่ต่างให้ความสนใจในกิจการนี้มาก โดยนายซิดนีย์ ริชเชส ซึ่งอดีตเคยเป็นครูสอนศาสนาวันอาทิตย์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจกิจการลูกเสือ และได้เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้กำกับกองลูกเสือที่ 8 แห่งลอนดอนตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งบิดาของเขาได้เคยทำงานอยู่ในสถานกงศุลไทย ซึ่งภายหลังได้เป็นถึงกงศุลใหญ่ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอนนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่ยังทรงดำรงอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร สมัยที่ยังทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

และเมื่อความเจริญก้าวหน้าของกิจการลูกเสือในอังกฤษนั้น ควบคู่ไปกับการเจริญก้าวหน้าของกิจการลูกเสือแห่งสยามประเทศ ข่าวคราวของกิจการลูกเสือแห่งสยามประเทศ ก็แพร่กระจายเข้าสู่เกาะอังกฤษอย่างรวดเร็ว ซึ่งนายริชเชส เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับทราบข่าวนั้น และประกอบกับความสัมพันธ์ของผู้เป็นบิดากับพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามประเทศ เขาจึงได้ทำหนังสือมากราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์กองลูกเสือที่เขาเป็นผู้กำกับอยู่ และขอพระบรมราชานุญาตให้ชื่อลูกเสือกองนี้ว่า ‘King of Siam ’s own boy scout group’ ซึ่งแปลว่า กองลูกเสือในพระเจ้ากรุงสยาม หรือ กองลูกเสือแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม หรือ กองลูกเสือรักษาพระองค์พระเจ้าแผ่นดินสยาม โดยมีชื่อย่อว่า K.S.O.

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าให้จัดตั้งกองลูกเสือแห่งชาติขึ้นเพียง 5 เดือนเท่านั้น ก็ปรากฎว่า มีกองลูกเสือทั่วราชอาณาจักรอยู่ถึง 61 กอง

การดำเนินกิจการลูกเสือทั่วทั้งโลกมักมีลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ เริ่มจากกิจการลูกเสือสำหรับเด็กชายก่อนที่จะเริ่มแพร่เข้าไปในหมู่เด็กหญิง และสำหรับกิจการลูกเสือในไทยก็เช่นกัน เมื่อถึงระยะเวลาอันควร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีพระราชดำริที่จะให้สตรีและเด็กหญิงได้มีส่วนร่วมในกิจการลูกเสือ โดยทรงเห็นว่าสามารถที่จะเป็นกำลังให้กับชาติบ้านเมืองได้ แม้จะไม่ใช่กองกำลังหลักก็ตามที ดังนั้นจึงทรงตั้งกลุ่มสตรีขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ซึ่งพระองค์เรียกว่าสมาชิกแม่เสือ ส่วนใหญ่เป็นบุตรและภรรยาเสือป่า โดยแม่เสือมีหน้าที่หลักในการจัดหาเสบียงและเวชภัณฑ์ให้กับกองเสือป่า ในขณะเดียวกันก็ทรงจัดตั้งกองลูกเสือสำหรับเด็กหญิง และพระราชทานชื่อว่า ‘เนตรนารี’ ซึ่งเนตรนารี กองแรก คือ กองเนตรนารี โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ต่อมาได้เป็นชื่อ ‘โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย’

ทั้งนี้ นางสาวหนุ่ย โชติกเสถียร 1 ในเนตรนารีกองแรก ได้เขียนถึงกิจกรรมสำหรับเนตรนารีในสมัยนั้น ไว้ว่า…

“ในปี พ.ศ. 2457 โรงเรียนกุลสตีรวังหลัง จัดตั้งกองเนตรนารีขึ้น และให้เราเป็นกลุ่มแรกที่รับการฝึกหัด ข้าพเจ้ายังจำและรู้สึกถึงความสนุกสนานของเวลานั้นได้จนบัดนี้ เราช่วยกันจัดข้าวของและห้องหลับ ห้องนอน ตลอดจนช่วยครัว ห้าโมงเย็นก็ลงมือรับประทานอาหาร สองทุ่มก็เข้านอนกันหมด เข้าเรียนเวลา สามโมงเช้า และเรียนกันตามใต้ร่มไม้ วิชาที่เรียนคือ…

1. วิชาพฤกษศาสตร์ เป็นวิชาที่พวกเราชอบมาก เพราะได้ลงมือเพาะเมล็ดพืช ผัก ดอกไม้ มันฝรั่งและหัวหอม

2. วิชาปฐมพยาบาล หัดช่วยคนเป็นลม วิธีพันผ้าพันแผล และเข้าเฝือก เราจับเด็กชาวนามาชำระล้างและพันแผลให้

3. วิธีทำกับข้าว หุงข้าว วิชานี้เป็นงานไปในตัว เพราะเราต้องผลัดเวรกันไปตลาดและทำกับข้าว เวลาบ่ายๆ เราต้องเรียนและฝึกซ้อมกฎของเนตรนาร คือพยายามหาความงามในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนประพฤติ โดยมีความสุภาพอ่อนโยน อารีอารอบ ต้องพยายามหาความรู้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม และส่วนตัว อดทนในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เวลาเรียกเข้าประชุมอาจารย์มักจะกู่ว่า โว วิลโล่ (คำที่ใช้เป็นเสียงร้องเรียก แทนการใช้สัญญาณนกหวีด) หลาย ๆ ครั้ง พวกเราก็รีบวิ่งมาทันที”

‘ไฮโซณัย’ เผยภาพวินาทีคุกเข่าขอ ‘แต้ว ณฐพร’ แต่งงาน หวานละมุนหัวใจ!! ‘เพื่อนทั้งใน-นอกวงการ-แฟนคลับ’ ร่วมยินดี

(30 มิ.ย.67) หลังจากพี่ชาย ‘ไฮโซพก ประธานวงศ์ พรประภา’ ออกมาเผยข่าวดี น้องชายสุดหล่อ ‘ไฮโซณัย ประณัย พรประภา’ ทำเซอร์ไพรส์ขอนางเอกสาว ‘แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์’ แต่งงานแล้ว พร้อมกับเขียนแคปชั่นต้อนรับว่าที่น้องสะใภ้ ไว้ว่า ‘Welcome to our crazy fam sister!!!! Congrats Pran n Taew’

ล่าสุด ‘ไฮโซณัย ประณัย’ ได้ออกมาโพสต์ภาพเผยโมเมนต์สุดอบอุ่น ขณะทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าของแฟนสาว ‘แต้ว ณฐพร’ แต่งงาน พร้อมแคปชั่น ‘She said YES’

งานนี้ก็มีเพื่อนๆ ทั้งในและนอกวงการบันเทิง รวมถึงแฟนคลับแห่เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับทางว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวป้ายแดงกันเป็นจำนวนมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top