Friday, 3 July 2026
LITE

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 รัชกาลที่ ๔ เสด็จทอดพระเนตร 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับเชื้อมาลาเรียเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต

วันนี้ในอดีต 18 สิงหาคม 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิสูจน์ความแม่นยำด้านดาราศาสตร์ ด้วยการคำนวณการเกิด 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ล่วงหน้าถึง 2 ปี และเกิดขึ้นจริงที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ยังทรงเชิญเซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มาร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้

แม้โหรราชสำนักในเวลานั้นจะไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหลักฐานชัดเจนถึงพลังของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนี้ทำให้พระองค์ติดพระโรคไข้ป่าจากพื้นที่หว้ากอ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพระอาการประชวร

การเสด็จครั้งนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 5) ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคเดียวกันจนเกือบสิ้นพระชนม์ ขุนนางในราชสำนักถึงกับต้องปิดข่าว ไม่ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบ เพราะเกรงว่าพระอาการของพระองค์จะทรุดลงยิ่งกว่าเดิม

หลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอเพียง 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบและมีสติ จนถึงวินาทีสุดท้าย ทรงพลิกพระองค์หันพระพักตร์ไปทางตะวันตก ก่อนตรัสว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว” แล้วเสด็จสวรรคตในท่าเดียวกับพระไสยาสน์วัดบวรนิเวศวิหาร

17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ‘เจ้ามหาพรหมสุรธาดา’ ถึงแก่พิราลัย สิริชนมายุ 85 ปี สูญสิ้นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ที่สืบต่อกันมายาวนาน 600 ปี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 มหาอำมาตย์โท พลตรี ราชองครักษ์พิเศษ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อย มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 และองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา สิริชนมายุ 85 ปี ถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเจ้าผู้ครองนครในประวัติศาสตร์เมืองน่าน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2389 ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน และเจ้าหญิงขอดแก้ว ทรงศึกษาพระธรรมที่วัดพระธาตุช้างค้ำตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะลาสิกขาและเข้ารับราชการ รับใช้บ้านเมืองทั้งด้านการทูต การทหาร และการปกครอง

ตลอดชีวิตราชการ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ อาทิ นำเครื่องราชบรรณาการถวายรัชกาลที่ 5 ปราบปรามกบฏฮ่อ จัดตั้งบ้านเมืองชายแดน รับเสด็จพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านใน พ.ศ. 2461

พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2475 ณ สุสานดอนชัย จังหวัดน่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศคิริวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ จุดเพลิงพระราชทานท่ามกลางข้าราชบริพารและบุตรหลาน นับเป็นการปิดฉากตำนานเจ้าผู้ครองนครน่านที่สืบต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568

รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 994865
รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 602  247
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 834  989
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 63
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 994864  994866

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท : 614735  125498  186972  214818  470306

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท : 143483  863033  999696  266113  882121  
529861  287931  637633  745255  513832  

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
373039  563319  482573  428105  565227  
014009  162627  056218  061418  855063  
710608  468121  085364  013278  310000  
068914  414365  459608  405963  625936  
601842  238882  144860  480296  996640  
499611  312875  237001  963590  184058  
966871  892195  391483  389053  390112  
321760  269016  671937  297657  633043  
901394  744031  473791  634439  591320  
848933  880096  381344  746746  590879  

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
248778  375112  677505  106155  067602  
297637  901273  440544  926536  603032  
685690  137282  064427  011786  079001  
900034  156478  772390  785675  889693  
654692  186004  838185  445006  459485  
403109  317582  842653  637587  042655  
424177  615286  568807  014431  920575  
389192  758277  351638  156979  469741  
349672  276252  630146  205084  602978  
741573  269624  928960  952539  336799  
334912  723261  255463  499182  125019  
600999  307095  707559  278751  337330  
616672  873126  580474  992585  282595  
821010  273955  802817  264396  617086  
651213  450505  282577  719503  555875  
107168  843202  322164  200642  178897  
902587  207298  957037  937727  302404  
223344  344137  704621  909687  611866  
009012  298608  861656  171850  707162  
357666  778655  250059  224856  512548 

16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 รัชกาลที่ ๔ พระราชทานฐานะเมืองปราณบุรี หรือเดิมคือชื่อเมืองนารัง กลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานฐานะให้เมืองปราณบุรีกลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเดิมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เคยมีชื่อว่า “เมืองนารัง” หรือ “เมืองบางนางรม” ตามหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 เมืองนารังเลิกร้างไป จนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองบางนางรมขึ้นใหม่ แต่เนื่องจากที่ดินไม่เหมาะสม จึงย้ายไปตั้งที่เมืองกุย และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” รวมเมืองกุย เมืองคลองวาฬ และเมืองบางนางรมเข้าด้วยกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองประจวบคีรีขันธ์ถูกจัดให้อยู่ในมณฑลราชบุรีเป็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองปราณบุรีและอำเภอใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเมืองปราณบุรีเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” ในสมัยรัชกาลที่ 6

ปัจจุบันอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่กึ่งกลางจังหวัด ห่างจากกรุงเทพฯ 281 กิโลเมตร มีชายแดนติดประเทศไทย-เมียนมา ยาว 44 กิโลเมตร จุดผ่านแดนที่สำคัญคือช่องด่านสิงขร และมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอกุยบุรีทางเหนือ อ่าวไทยทางตะวันออก อำเภอทับสะแกทางใต้ และเขตตะนาวศรีของเมียนมาทางตะวันตก

15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาในพระองค์” รากฐาน “องคมนตรี” ที่ดำรงหน้าที่คู่ราชบัลลังก์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง 'สภาที่ปรึกษาในพระองค์' หรือ Privy Council ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในราชกิจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'คณะองคมนตรี' ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 องคมนตรีถูกปรับโครงสร้างเป็น 'สภากรรมการองคมนตรี' ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งสมาชิกใหม่ทุกปีในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนสิ้นรัชกาลมีสมาชิกสะสมถึง 233 คน แสดงถึงความสำคัญของบทบาทที่ปรึกษาในราชสำนัก

ถัดจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงจัดระเบียบคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินใหม่ แบ่งเป็น 3 องค์กรหลัก ได้แก่ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 องคมนตรีถูกยกเลิก และเว้นว่างไปนานถึง 15 ปี

จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2492 ได้รื้อฟื้นสถาบันองคมนตรีขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ 'คณะองคมนตรี' ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อคงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ

ปัจจุบัน องคมนตรีประชุมกันสัปดาห์ละครั้งที่ทำเนียบองคมนตรี บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง โดยยังคงเป็นสถาบันสำคัญที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 กองทัพไทยสมัย ร.๕ ปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษามคธ (บาลี)

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพไทยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ มาเป็น ภาษามคธ (บาลี) เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างอัตลักษณ์ทหารไทยให้แตกต่างจากแบบแผนตะวันตก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ กองทัพไทยรับแบบแผนฝึกจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งรวมถึงคำสั่งบอกแถว เช่น การทำความเคารพ การเคลื่อนพล และการจัดระเบียบแถว แต่ต่อมา ทางราชการเห็นว่าควรปรับเป็นคำที่เข้าใจง่าย และมีรากทางวัฒนธรรมไทย-พุทธมากขึ้น จึงเลือกใช้ภาษามคธเป็นหลัก

ตัวอย่างคำบอกที่เปลี่ยนมาใช้ เช่น “วันทยาวุธ” แทนการทำความเคารพด้วยอาวุธ “วันทยาหัตถ์” แทนการทำความเคารพด้วยมือ

การปรับครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทหารไทยมีคำสั่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปกองทัพในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมุ่งผสมผสานความทันสมัยกับการคงไว้ซึ่งรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย

ศิลปินดารา รวมพลัง จัดคอนเสิร์ตระดมทุน ช่วย ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ป่วยมะเร็ง วันที่ 13 ส.ค. นี้

(11 ส.ค. 68) หลังจากที่ ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ดวงพร สนธิขันธ์ ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 ที่ทำการรักษามา 1 ปีแล้ว ทำให้ต้องยกเลิกงานละครไปถึง 4 เรื่อง และงานอื่นๆ อีกมากมาย โดยหลังจากที่ข่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีศิลปินดารายุค 90 นำโดย เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ ร่วมกันจัดคอนเสิร์ต เพื่อนกันสำคัญเสมอ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจ ให้จอย ในวันที่ 13 ส.ค. นี้ ที่ร้าน BAJIKA กับเพื่อนศิลปินมากมายที่จะมาร่วมร้องเพลงด้วยใจเพื่อส่งกำลังใจให้จอยเช่นกัน

งานนี้ศิลปินดารามาร่วมคอนเสิร์ตอย่างคับคั่ง เท่ห์ อุเทน / มอส ปฏิภาณ /แคทรียา อิงลิช / ลิฟท์ ออย /เจมส์ เรืองศักดิ์ / ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง/ ฝันดี-ฝันเด่น /ยุ้ย ปัทมวรรณ /T-SKIRT /จอย ศิริลักษณ์ /เบนซ์ พรชิตา/ วาเนสซ่า บีเวอร์ / เกศ นารากร / เอ้ ชุติมา/บุ๋ม ตรีรัก / ฮันนี่ ภัสสร/สุรวุฑ ไหมกัน /อ๊อฟ - ต๊อก Dr.kids /โก้ ธีรศักดิ์/ ชรัส /วิยะดา /อ้วน วารุณี /นิตยา /อุ้ย ระวิวรรณ /แหม่ม พัชริดา / ชมพู ฟรุตตี้ /เจมส์ วีนัส /พีท พีระ /ต้าร์ Mr.Team/ ฟอร์ด สบชัย /ไท ธนาวุฒิ /ที Jet-setter/ลูกปัด /ซุปเปอร์เตย /ไวตามินเอ / โทมัส ไจแอนท์ / /แช่ม แช่มรัมย์ /อิน บูโดกัน / QQ Ingan/มิ้นท์ อรรถวดี

ขอเชิญทุกคนมาร่วมให้กำลังจอย วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. - 24.00 น. ร้าน BAJIKA บัตรราคา 500 บาท ซื้อบัตรได้ที่หน้างาน /สำรองที่นั่ง 086 - 154 – 2896 หรือหากไม่สะดวกมาร่วมงานได้ แต่อยากจะส่งกำลังใจจอย สามารถร่วมสมทบได้ที่ บัญชี อุเทน พรหมมินทร์ ธ.กสิกรไทย เลขบัญชี 0578627820

11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 ‘กัมพูชา’ตกเป็นรัฐในอารักขาของ ‘ฝรั่งเศส’ หลังกองเรือรบ-ปืนใหญ่ จ่อหน้าเมืองอุดงมีชัย

กัมพูชาตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส หลังจากกษัตริย์เขมรทรงลงนามในสนธิสัญญากับจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยมีเรือรบและปืนใหญ่จอดขู่หน้าเมืองอุดงมีชัย พลเรือเอก กรองดิแยร์ ตัวแทนฝรั่งเศสเป็นผู้นำการเจรจาโดยตรง กษัตริย์สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ไม่อาจปฏิเสธเงื่อนไข จึงจำต้องยินยอมท่ามกลางแรงกดดัน

หลังจากนั้น กษัตริย์เขมรได้มีพระราชสาส์นมากรุงเทพฯ ทูลขอพระราชทานอภัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยยืนยันว่าถูกบังคับให้ลงนาม พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจถูกตำหนิว่าไม่ภักดีต่อสยาม ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส…”

รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักถึงความจำกัดของอำนาจสยาม จึงเลือกใช้การทูตแบบประนีประนอม ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง พระองค์ทรงทำ “สัญญาลับ” กับเขมรเพื่อยืนยันสถานะประเทศราชของสยาม อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ และยื่นข้อเรียกร้องให้สัญญานั้นเป็นโมฆะ สุดท้าย สยามต้องยอมสละสิทธิ์เหนือเขมรในปี พ.ศ. 2410

แม้การสูญเสียเขมรจะเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่รัชกาลที่ 4 มิได้ตำหนิกษัตริย์เขมร และยังทรงปลอบโยนด้วยความเมตตา พระราชหัตถเลขาหลายฉบับยืนยันว่าทรงเข้าใจสถานการณ์ และยังเคารพยกย่องสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ในฐานะพระญาติ และเจ้าแห่งเขมรผู้มีเกียรติ

พระราชปณิธานของรัชกาลที่ 4 ที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามเหนืออาณานิคม ท่ามกลางยุคจักรวรรดินิยม จึงไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูต แต่ยังแสดงถึงการประคองชาติด้วยสติและความเข้าใจในความเป็นจริงของโลก เป็นแบบอย่างสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสยามในเวลาต่อมา

10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 วันสถาปนาพระราชฐาน ‘พระจุฑาธุชราชฐาน’ ที่ประทับกลางทะเลบนเกาะสีชัง ของรัชกาลที่ ๕

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระราชฐานที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี พร้อมพระราชทานนามว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” เพื่อเฉลิมพระนามแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งประสูติบนเกาะสีชังเมื่อเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

พระราชฐานแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่พักผ่อนและปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงมีพระราชดำริพัฒนาเกาะให้เจริญทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ แต่การก่อสร้างต้องหยุดลงในปีถัดมาเมื่อเกิด วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือ “สงครามฝรั่งเศส - สยาม” พระราชฐานจึงไม่ได้ถูกใช้ต่อในรัชกาลนั้น

ต่อมา โปรดฯ ให้รื้อถอนบางส่วนของพระที่นั่งและตำหนักบนเกาะ เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ เพื่อนำไปสร้างใหม่ที่พระราชวังดุสิตในนาม พระที่นั่งวิมานเมฆ ขณะที่พื้นที่พระจุฑาธุชราชฐานเดิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์ดูแลและใช้ประโยชน์ด้านวิจัยทางทะเล

ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์โดยกรมศิลปากร และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2547 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสีชัง มีผู้มาเยือนไม่ต่ำกว่าปีละ 250,000 คน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

9 สิงหาคม พ.ศ. 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น

8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ครบรอบ 58 ปี ‘อาเซียน’ ถือกำเนิดที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นจาก 5 ขยายเป็น 10 ประเทศสมาชิกในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค

7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์’ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ที่ปารีส ทรงริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะมีพระชนมายุเพียง 47 พรรษา หลังจากทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ (ไต)

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงเสด็จกลับสู่สยาม ทรงเริ่มงานด้านกฎหมายอย่างจริงจัง และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งศาลยุติธรรมทั่วประเทศ

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ การประมวลกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 และการวางรากฐานระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ พระองค์ยังทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง และริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ วงการกฎหมายไทยจึงกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันรพี” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้วางรากฐานระบบกฎหมายไทยให้มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ครบรอบ 73 ปี เบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ และช่วยเหลือประชาชน

กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จากการปรับโครงสร้างภายในกองทัพบก โดยยกฐานะแผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคม ฐานทัพ และการจัดส่งกำลังบำรุง ให้เป็นหน่วยงานระดับกรมอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเริ่มต้นของกิจการส่งกำลังบำรุงทหารไทย เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2430 โดยมีการจัดตั้งตำแหน่ง “เจ้าพนักงานยุทธภัณฑ์” เพื่อดูแลด้านการส่งกำลังสนับสนุนกองทัพ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายครั้งผ่านหน่วยงานอย่างกรมยกกระบัตร กรมยุทธการ และกรมเสนาธิการ

สำหรับกรมส่งกำลังบำรุงฯ มีภารกิจสำคัญในการวางแผน กำกับ และควบคุมการจัดส่งเสบียง ยุทธภัณฑ์ การคมนาคม และกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกทั้งในยามสงบและสงคราม

หากนับถึงวันนี้ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบกดำรงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกมาแล้ว 73 ปี เป็นกลไกเบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ พร้อมช่วยเหลือประชาชน และพร้อมเผชิญสถานการณ์วิกฤตในทุกภาคส่วนของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top