Tuesday, 9 June 2026
ECONBIZ NEWS

‘ทิสโก้’ ชี้ไตรมาส 3 หุ้นไทยอาจแตะ 1,400 จุด สะท้อนการเมืองวุ่น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย

บล.ทิสโก้ กังวลการเมืองในประเทศวุ่น ผนวกกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย คาดกดดันหุ้นไทยทดสอบระดับ 1,400 จุด แนะเดือนกรกฎาคมใช้กลยุทธ์ปรับพอร์ตแบบสมดุลระหว่างหุ้นเชิงรับและหุ้นเชิงรุก 

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทน -10% ถือว่าแย่มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก (MSCI World Index) ที่ให้ผลตอบแทน +12% นอกจากนี้ หากไม่รวมความเคลื่อนไหวของหุ้น DELTA ระดับ SET Index จะอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุดต้น ๆ เท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนไม่โดดเด่น ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง  รวมทั้งประมาณการกำไรของตลาดที่ยังมีแนวโน้มถูกหั่นลงอยู่ ทำให้ครึ่งแรกของปีนี้ ต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้วมากกว่า 1 แสนล้านบาท 

สำหรับภาพรวมไตรมาส 3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะปัจจุบันดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ที่หลุดระดับ 1,500 จุดกำลังสะท้อนภาพการเมืองในประเทศที่ส่อแวววุ่นวาย คือ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าและมีชุมนุมประท้วง โดยบล.ทิสโก้มองว่า ดัชนีหุ้นไทยในไตรมาส 3 มีโอกาสลงทดสอบบริเวณ 1,450 จุด และในกรณีเลวร้ายที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยมาผสมโรงด้วย SET Index มีโอกาสลงทดสอบบริเวณ 1,400 จุด แต่น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในช่วงปลายปีนี้ 

“การเมืองไทยนับถอยหลังการโหวตเลือกนายกฯ ในช่วงครึ่งหลังเดือนกรกฎาคมนี้ ในกรณีฐาน บล.ทิสโก้ยังคงมุมมองเดิมว่าพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและคุณพิธาได้รับการโหวตเลือกเป็นนายกฯ แม้สถานการณ์ปัจจุบันความเป็นไปได้กรณีนี้จะลดลงก็ตาม อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้อยากแนะนำให้จับตาการโหวตเลือกประธานสภาฯ เป็นลำดับแรกก่อน หากผลการโหวตเลือกประธานสภาฯ ไม่ใช่ตัวแทนที่มาจากพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามกระแสข่าวที่ปรากฎก่อนหน้านี้ บล.ทิสโก้มองจะเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ดีว่าการโหวตเลือกนายกฯ ในลำดับต่อไปอาจยืดเยื้อ-ไม่ราบรื่น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาด และจะเพิ่มโอกาสเกิดการพลิกขั้ว-จับคู่ใหม่ในการจัดตั้งรัฐบาล ในกรณีหลังนี้ก็จะสุ่มเสี่ยงเกิดการชุมนุมประท้วงได้” นายอภิชาติกล่าว   

นอกจากนี้ บล.ทิสโก้มองทิศทางดอกเบี้ยยังมีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้นสูงและนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยในอดีตธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าอัตราเงินเฟ้อเสมอประมาณ 1-2% จึงจะช่วยกดเงินเฟ้อให้ปรับตัวลงสู่ระดับเป้าหมายได้สำเร็จ แต่ระดับอัตราดอกเบี้ย FED ในปัจจุบันอยู่เท่ากับระดับอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น และแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อาจยังมีความหนืดอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 5% ต่อปีจากแนวโน้มราคาสินค้าเริ่มปรับตัวสูงขึ้น  

สำหรับการลงทุนในเดือนกรกฎาคม บล.ทิสโก้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเป็น 2 ส่วนแบบสมดุลระหว่างหุ้นเชิงรับและหุ้นเชิงรุก (Barbell Strategy) 1.หุ้นเชิงรับ บล.ทิสโก้ยังชอบหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่มีค่า Beta น้อยกว่า 1 ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว เพราะน่าจะทนทานต่อความไม่แน่นอนของตลาดเดือนนี้ แนะนำ ADVANC, BBL, BDMS และCPALL และ 2.หุ้นเชิงรุก บล.ทิสโก้แนะนำหุ้นที่กำไรไตรมาส 2/2566 จะเติบโตได้และราคาปรับตัวลงลึกทำให้กลับมามี Upside น่าสนใจ แนะนำ EGCO, HANA, MENA และ SISB  ดังนั้น หุ้นเด่นของบล.ทิสโก้ในเดือนกรกฎาคม คือ ADVANC, BBL, BDMS, CPALL, EGCO, HANA, MENA และ SISB  ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,450- 1,460 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,420- 1,430 จุด  และแนวต้านสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่  1,520-1,540 จุด และ 1,575 จุดตามลำดับ 

‘อาร์เอส’ ปิดดีลรับทรัพย์ 1.6 พันลบ. ดึง ‘ยูนิเวอร์แซล’ ร่วมบริหารลิขสิทธิ์เพลง

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส (RS) กล่าวว่า อาร์เอส มิวสิค ประกาศเดินหน้าและรุกธุรกิจเพลงอีกครั้งในจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ที่ชัดเจน และจากการมีพาร์ทเนอร์ใหม่ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศจะนำมาซึ่งกลยุทธ์เชิงรุกที่แตกต่างและไร้กรอบ เพื่อสร้างรายได้จากหลายช่องทาง

ล่าสุด อาร์เอส มิวสิค ได้พาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง ยูนิเวอร์แซล มิวสิค กรุ๊ป (UMG) เข้ามาลงทุนในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อบริหารลิขสิทธิ์เพลงของอาร์เอสทั้งหมด ซึ่ง UMG เป็นบริษัทดนตรีรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลกและเป็นผู้นำในตลาดเพลง การร่วมลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ผู้คนจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ดนตรีของอาร์เอสได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของไทย

“บริษัทเชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจหรือโปรเจกต์ใหม่ในรูปแบบอื่น ๆ ร่วมกันในอนาคต”

นายวิทวัส เวชชบุษกร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน RS กล่าวว่า ดีลในครั้งนี้บริษัทได้รับเงินลงทุนจาก UMG ราว 1.6 พันล้านบาทเพื่อร่วมกันตั้งกิจการร่วมค้า โดยทาง UMG จะมีสัดส่วนถือหุ้น 70% และ อาร์เอส มิวสิค จะถือหุ้น 30% ซึ่งจะมีสิทธิในการบริหารจัดการแค็ตตาล็อกเพลงกว่า 10,000 เพลง รวมถึงคอนเทนต์เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ มิวสิควิดีโอ เนื้อเพลงและบทประพันธ์ (compositions) รูปภาพและภาพถ่ายต่าง ๆ รวมถึงสิทธิภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (rights under license agreements)

ความร่วมมือกับ UMG จะช่วยขยายรายได้จากช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ เมื่อรวมกับรายได้จากการจัดกิจกรรมและคอนเสิร์ต การสร้างแคมเปญการตลาดกับลูกค้า และการบริหารศิลปิน คาดว่าจะช่วยผลักดันให้รายได้ของ อาร์เอส มิวสิค เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้ที่ 700 ล้านบาท

นายสุรชัย กล่าวเสริมว่า นอกจากการผลิตคอนเทนต์ใหม่จากโปรเจกต์ RS Homecoming และ RS Newcomers รวมถึงความร่วมมือด้านลิขสิทธิ์เพลงกับ UMG แล้ว อาร์เอส มิวสิค ยังมองหาโอกาสใหม่ ๆ กับพาร์ทเนอร์คู่ค้า ทั้งที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้วและคู่ค้าอื่น ๆ เพื่อต่อยอดการทำ Music marketing ทั้งยังจะจับมือกับศิลปินอิสระหรือจากค่ายต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสในการทำเพลงร่วมกับศิลปินชื่อดังของไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเพลงให้ครบวงจร และสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทาง

“ทั้งหมดนี้ นับเป็นการขยายศักยภาพในการกลับมารุกธุรกิจเพลงของ อาร์เอส มิวสิค ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามทิศทางในการนำธุรกิจเพลงภายใต้ อาร์เอส มิวสิค เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 67 โดยจะมีการประกาศแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินภายในเดือนก.ค.นี้ด้วย” นายสุรชัย กล่าว

‘ส้มโอไทย 4 สายพันธุ์’ ยกทัพบุกถิ่นมะกันครั้งแรก ตอกย้ำ!! ‘ขีดความสามารถสินค้าไทย’ ในต่างแดน

(3 ก.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยสามารถขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น ผ่านการส่งออกส้มโอฉายรังสี 4 สายพันธุ์ ไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี (Washington, D.C.) สหรัฐอเมริกา ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย และยังส่งออกมะม่วงของฤดูกาลปี 2566 มังคุด และผลไม้อื่น ๆ ของไทย เพื่อนำไปร่วมงานเฉลิมฉลองในวันชาติของสหรัฐอเมริกา และ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐอเมริกา ครบรอบ 190 ปี ในงานจัดแสดงผลไม้เทศกาล ‘Sawasdee DC Thai Festival’ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2566 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 26 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ไทยได้ส่งออกส้มโอชิปเมนท์แรกไปยังสหรัฐฯ เพื่อจัดแสดงผลไม้ในงานเทศกาล Sawasdee DC Thai Festival ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ในโอกาสวันชาติของสหรัฐฯ ในวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2566 และเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-สหรัฐอเมริกา ครบรอบ 190 ปี ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงรายงานการส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯครั้งแรก เป็นส้มโอฉายรังสี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ทองดี พันธุ์ขาวใหญ่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ขาวแตงกวา พร้อมด้วย มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ มหาชนก แดงจักรพรรดิ และเขียวเสวย รวมทั้งมังคุด รวมทั้งสิ้น จำนวน 72 กล่อง น้ำหนัก 864 กิโลกรัม

นายอนุชา กล่าวว่า การส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ รวมถึงผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ที่จะมีตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เป็นประเทศที่เข้มงวดด้านมาตรการสุขอนามัยพืชอย่างสูง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ได้มอบหมายหน่วยงานบริการตรวจสอบสุขภาพสัตว์และพืช (Animal and Plant Health Inspection Service : APHIS) ให้แจ้งถึงผลการทดสอบประสิทธิภาพการแพร่กระจายรังสีในบรรจุภัณฑ์ส้มโอ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะอนุญาตให้นำเข้า โดยส้มโอส่งออกจะต้องผ่านการฉายรังสีแกรมมา (Gamma: γ) ที่ระดับ 400 เกรย์ นาน 3 ชั่วโมง จากศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) พร้อมโรงคัดบรรจุที่ได้รับอนุญาตให้คัดบรรจุส้มโอเพื่อการส่งออกได้ โดยผลไม้ของไทยที่ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐฯ ต้องฉายรังสีแกรมมา ปริมาณ 400 เกรย์ ก่อนส่งออก

นายอนุชา กล่าวว่า ขณะนี้ผลไม้ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มี 8 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด มังคุด แก้วมังกร เงาะ และล่าสุดได้แก่ ส้มโอ โดยกรมวิชาการเกษตรยังมีแนวทางที่จะสนับสนุนภาคเอกชนให้มีการจัดส่งทางเรือเพื่อลดต้นทุนและจัดส่งได้ครั้งละจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบในเชิงคุณภาพ โดยหากได้ผลดีจะเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ในเชิงการค้าต่อไป 

“นายกรัฐมนตรียินดีต่อผลความสำเร็จในการส่งออกส้มโอทั้ง 4 สายพันธุ์ของไทย เป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพของผลไม้ไทยที่มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ นายกฯ เชื่อมั่นว่าเมื่อไทยผ่านมาตรฐานการส่งออกไปสหรัฐฯ จะเพิ่มโอกาสให้ผลไม้ไทยสามารถขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต พร้อมขอบคุณความร่วมมือ การทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันสินค้าเกษตรของไทยให้มีศักยภาพ เพิ่มโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในตลาดต่างประเทศ" นายอนุชา กล่าว

'พลัฏฐ์' ชี้!! 'ข้อเท็จจริง' กรณีเพิ่มจำนวนธนาคาร อาจไม่ทำให้ราคาดอกเบี้ยและค่าบริการลดลง

(3 ก.ค.66) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ มือเศรษฐกิจจุลภาค อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Ta Plus Sirikulpisut' ระบุว่า...

Players, Competition, Pricing & competitiveness

ถ้าการค้าสมัยนี้ 'ราคา' ขึ้นอยู่กับ 'กลไกตลาด' และ 'จำนวนผู้ค้า' มันก็คงดี

คุณ ศิริกัญญา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล เสนอให้มีจำนวนธนาคารมากขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขัน ให้ราคาดอกเบี้ยลดลง 

เรื่องนี้ ผมเคยหารือกับ ท่านอดีตผู้ว่า ธปท.

ข้อเท็จจริง จำนวนธนาคารที่มากขึ้น อาจไม่ได้ทำให้ราคาดอกเบี้ยและค่าบริการลดลง เพราะกลไกตลาด ทำงานไม่ปกติ

ยกกรณีเปรียบเทียบอุตสาหกรรมอื่น

>> เบียร์
ในไทยมีหลัก ๆ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ช้าง, สิงห์ (ลีโอ), ไฮเนเก้น

มีผู้เล่นระดับโลกอยากเข้ามาไทย แต่ไม่สามารถเข้ามาแข่งได้เต็มที่เพราะ...

- ไทยห้ามโฆษณา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ระบบการจัดจำหน่าย ขนส่งและค้าปลีก ทำได้ยาก
- บรรจุภัณฑ์หลายประเภทอยู่ในห่วงโซ่ผู้เล่นหลัก

ต่อให้คุณเป็น Budweiser, Carlsberg, etc ก็เข้ามาทำตลาดให้ใหญ่ได้ยาก

>> ปุ๋ย
เรามีผู้เล่น มากกว่า 1,000 ราย แต่ตลาดส่วนใหญ่ 80% อยู่ในมือ 10 รายแรก ที่เหลือไม่มี Economic of scale ต้นทุนแพงจนไปต่อไม่ไหว แข่งยาก

>> บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 
เรามีผู้เล่น 4 ราย AIS, True, dtac, NT และ MVNO +/-20 ราย...การที่ True+Dtac จะทำให้การแข่งขันลดลง แม้ว่า เราจะมีผู้ให้บริการ MVNO เครือข่ายเสมือนก็มีขนาดไม่พอที่จะสู้กับรายใหญ่

>> ธนาคาร
Standard Chartered Bank เป็นผู้เล่นระดับโลก หลังจากซื้อธนาคารนครธน มาหลายปี ก็พบว่าตนเองแข่งกับ ธนาคารหลายแห่งไม่ได้ เนื่องจาก สาขา บุคลากร ฐานลูกค้าไม่พอ จึงจำกัดบริการทำแต่ Wholesale banking ลดบริการ SME and Retail bank เพราะบริการ ค้าปลีกทำไม่ไหว

ขนาด Standchart นะ ในไทยยังมี HSBC, Duetsche bank และอื่น ๆ โดย HSBC ขาย credit card business ออกเพราะไม่คุ้ม 

ธนาคารที่บริการ Universal banking ในไทยจึงมีไม่มาก เป็นทางเลือกน้อย แต่ถ้าอยากจะให้มีมากขึ้นกลับไม่ง่าย เพราะ Entry Barrier สูงมาก แถมอุตสาหกรรมการเงินกำลัง Disrupt

ผมชื่นชมความตั้งใจของคุณไหม แต่ผมว่า น้องยังไม่กว้างและลึกมากพอครับ โลกวันนี้ไม่ง่ายอย่างในหนังสือเรียนหรืองานวิจัย ขอให้ท่านหาทีมแข็ง ๆ อยู่ช่วยนะครับ

‘พงษ์ภาณุ’ ชี้ปัญหา ความไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร ช่องโหว่ของกฎหมาย ความหย่อนยานของการบังคับใช้ ยกกรณี ‘Stark’

(2 ก.ค. 66) นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ฮิโรชิมะ ประเทศญี่ปุ่น อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ได้พูดคุย ผ่านรายการ ‘NAVY TIME เรื่องดี ๆ ประเทศไทยยามเช้า’ ออกอากาศช่วงเช้า เวลา 07.00- 08.00 น. ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 โดยได้ให้มุมมองถึง 
ตลาดทุนของประเทศไทยไว้ว่า ...

ตลาดทุนกับปัญหา Asymmetric Information 
ตลาดทุนมีหน้าที่สำคัญในการระดมเงินจากผู้ออมเงิน และนำเงินนั้นมาจัดสรรสู่การลงทุนซึ่งนำไปสู่การพัฒนาประเทศ ตลาดทุนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจก็จะยิ่งพัฒนาและเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น

การระดมเงินมาลงทุนอาจทำโดยทางอ้อม Indirect Finance ผ่านสถาบันการเงิน หรือทางตรง Direct Finance โดยตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น เราได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาตลาดทุนให้เป็นเสาหลักคำ้จุนการพัฒนาประเทศ ทั้งการจัดโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การจัดตั้งสถาบันการลงทุน การยกระดับ Corporate Governance ของผู้เล่น/สถาบันต่างๆในตลาดให้อยู่ในระดับสากล
แต่ไม่ว่าจะพัฒนาตลาดทุนอย่างไร ปัญหาก็เกิดขึ้นซ้ำซาก ทั้งนี้เพราะตลาดทุนทุกแห่งโดยธรรมชาติมีปัญหาหาเรื่องความไม่สมดุล/ความไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร (Asymmetric Information) กล่าวคือ ผู้นำเงินไปใช้มีข้อมูลข่าวสารมากกว่าผู้ให้เงิน และใช้ช่องโหว่ของกฏหมายหรือความหย่อนยานของการบังคับใช้กฏหมายมาฉ้อโกงประชาชนผู้ออมเงิน

กรณี Stark Corporation ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั้งในและต่างประเทศ ทางการน่าจะใช้เป็นบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่ง ในการทบทวนว่าโครงสร้าง Corporate Governance ของตลาดทุนไทยมีความเพียงพอหรือยัง โดยเฉพาะองค์กร/สถาบันต่างๆได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกกรรมการบริษัท (Board of Directors )กรรมการอิสระ คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ผู้สอบบัญชีภายในและภายนอก (Internal and External Auditor) เปึนต้น ฝ่ายผู้ลงทุนและสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน และสุดท้ายทางการต้องบังคับใช้กฏหมายโดยการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างเต็มที่และรวดเร็ว

‘อินเตอร์ลิ้งค์’ ผนึกกำลังผู้บริหารจากทั่วประเทศ เดินหน้าอย่างเต็มพลัง ปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของตลาด เพื่อการ ‘เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน’

กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์(The Group of INTERLINK) ผนึกกำลังผู้บริหารจากทั่วประเทศ มา ร่วมทบทวนยุทธศาสตร์กลางปี เดินหน้าอย่างเต็มพลัง  นำโดยคุณสมบัติ - ดร.ชลิดา และคุณณัฐนัย อนันตรัมพร  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย ตามยุทธศาสตร์ที่เคยทำไว้และปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของตลาด

ครอบคลุมด้านรายได้ และเน้นกำไร เพื่อการ "เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน" ในวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุมแกรน์สุวรรณภูมิ  @อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ (สำนักงานใหญ่)

เกาะไอเดีย COMMART ในวันที่รายอื่นตายจาก ผสานพลัง ‘ออฟไลน์-ออนไลน์อีเวนต์’ รุกตลาดต่อเนื่อง



(1 ก.ค. 66) แม้พฤติกรรมการช็อปปิ้งสินค้าของคนรุ่นใหม่กับหลากหลายประเภทสินค้า จะเริ่มเทซัดไปสู่การซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายและตรวจสอบราคา โปรโมชัน ได้แบบทันใจ แต่ก็ยังมีกลุ่มสินค้าบางอย่างที่บางครั้งต้องยอมรับว่า ‘หากไม่เห็นกับตา’ ก็อาจจะยังยากต่อการตัดสินใจ

สินค้าที่ว่านั้น คือ สินค้าในกลุ่มไอซีที ที่ประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ก และสารพัด Device เพื่อเชื่อมต่อทุกการสื่อสารและไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลครองเมือง ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายสินค้าไอทีทั่วไป เพียงแต่ หากคุณอยากเห็นสินค้าแบบครบลูป ครบรุ่น และรวมถึงเทรนด์สินค้าใหม่ๆ ในที่เดียว ก็ยังต้องพึ่งพางาน Exhibition ที่มักจะจัดขึ้นกันทุกปี

ทว่า งานแสดงสินค้าไอทีเหล่านี้ ก็ค่อยๆ ล้มหายกันไปทีละราย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะต้านทานแรงพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่บางกลุ่มที่ไม่ซีเรียสกับการต้องเห็นสินค้าจริง แต่เช็กดูรีวิวในโลกออนไลน์แล้วก็ตัดสินใจซื้อแบบทันใจ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะการจัดงานประเภทนี้ต้องใช้พลังในการดึงคู่ค้า รวมถึงการต่อรองให้เกิดการนำสินค้า และโปรโมชันที่ควรค่าแก่การดึงดูดคนมาในงาน ซึ่งยากมาก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็ยังมีผู้เล่นในตลาดแสดงสินค้าด้านไอซีทีหลงเหลืออยู่ และยังอยู่แบบไม่ยอมหายไปไหน นอกจากโควิด19 เท่านั้นที่มาเบรกชะลอการจัดงาน แต่ก็ยังสามารถผสานรูปแบบการจัดงานผ่านออนไลน์มาชดเชยได้ โดยผู้เล่นรายนั้นก็คือ Commart โดย ARIP ซึ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ (6-9 ก.ค. 66) ก็จะมีอีเวนต์เพื่อสายไอที และชื่นชอบเทคโนโลยีมาให้ไปแวะเวียนในพิกัดที่คุ้นเคย

ว่าแต่ทำไม Commart ถึงยังยืนหยัดเป็นอีเวนต์ขาประจำได้ในยุคปัจจุบัน? และทำอย่างไรถึงสามารถฝ่ามรสุมโควิด19 มาได้? เรื่องนี้ นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) หรือ ARIP ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ การจัดงานอีเวนต์ และธุรกิจ Digital Platform & Service ในฐานะเจ้าของงานแสดงมหกรรมสินค้าไอซีทีชื่อดังของไทยภายใต้ชื่อ ‘Commart’ ได้เผยผ่านรายการ ‘NAVY TIME เรื่องดีๆ ประเทศไทยยามเช้า’ ออกอากาศช่วงเช้า เวลา 07.00 - 08.00 น. ทางสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือวังนันทอุทยาน (ส.ทร.วังนันทอุทยาน) FM93 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 โดยเล่าถึงการขับเคลื่อน COMMART ให้ยังอยู่รอดในช่วงวิกฤตโควิด19 และสามารถขยายขีดจำกัดในการจัดงานไปสู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างออนไลน์ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า...

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 จนทำให้ไม่สามารถจัดงานแบบ On ground ได้เต็มที่ แต่ทาง ARIP ก็สามารถปรับตัวตามแนวโน้มของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอด ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์มารองรับการจัดงานอีเวนต์ ภายใต้การประยุกต์เทคโนโลยี AR / VR และ Metaverse ต่อยอด Virtual & Hybrid Event เพื่อนำเสนออีเวนต์ในรูปแบบใหม่ผ่านโลกออนไลน์ 

“เรามีลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมากมาย เช่น งานกาชาดออนไลน์ในปี 63 และปี 64 ซึ่งพัฒนาอีเวนต์ออกมาในรูปแบบ Virtual Event ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Commerce ของงานออกร้านคณะภริยาทูตครั้งที่ 55 ที่พัฒนาให้กับสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย, งาน Virtual Event ที่จัดให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), งาน Virtual Event พิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่น ของสำนักงานคปภ. เป็นต้น

“เช่นเดียวกันกับงาน Commart ที่ถึงแม้ว่าทาง ARIP จะไม่ได้จัดอีเวนต์แบบ On Ground ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิดอย่างรุนแรง แต่ก็ได้นำแพลตฟอร์ม Virtual Event มาประยุกต์ ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ รวมถึงความสำเร็จจากการจัดงาน Commart ช่วงปลายปี 64 จนทำให้เจ้าของสินค้าและผู้จัดจำหน่ายทั้งรายเล็กและรายใหญ่เชื่อมั่นในการร่วมมือกับงาน Commart ในปี 65 อย่างต่อเนื่อง”

นายบุญเลิศ กล่าวอีกว่า “ด้วยสถานการณ์ในปีนี้ที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า โควิดไม่รุนแรงเหมือนเก่า และผู้คนมีวัคซีนป้องกันโดยทั่วแล้วนั้น จึงทำให้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และนั่นก็ทำให้งาน Commart ตั้งแต่ช่วงต้นปีกลับมาจัดได้เหมือนเดิม แต่ถึงกระนั้น รูปแบบวิธีการจัดงานที่ถูกปรับเข้ามาใหม่ด้วยแพลตฟอร์ม Virtual Event ก็ได้สร้างความตื่นเต้นจากฐานผู้เข้าชมผ่านแพลตฟอร์มนี้ในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน เพราะสามารถช่วยให้พวกเขาเข้าถึงงาน Commart ได้จากทุกหนทุกแห่ง พร้อมตอบโจทย์ระบบแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายที่สามารถซื้อจากที่ไหนก็ได้ไปพร้อมๆ กัน 

“แม้เราจะกลับมาจัดงาน Commart รูปแบบเดิมได้แบบปกติ แต่เราก็จะไม่ทิ้งกลุ่มคนที่อยู่บนออนไลน์ หรือคนที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยจากนี้ไปเราจะผสานรูปแบบการจัดงานให้อยู่ในทรงของ Hybrid ต่อไป เพราะตรงนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีต่อ ARIP ที่จะกลายเป็นผู้มีประสบการณ์และความพร้อมในการเป็น Exhibitor ที่สามารถจัดงานได้ทั้งแบบ On  Ground และ Online สร้างผลกำไรให้บริษัท และสามารถปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้มากขึ้นต่อไปด้วย”

ทั้งนี้ นายบุญเลิศ ได้กล่าวเสริมอีกด้วยว่า แม้จะรูปแบบอีเวนต์ออนไลน์เสริมเข้ามา แต่ก็ยังอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นใจเสน่ห์ของ Commart On Ground ที่ทาง ARIP คงไว้ให้ทุกคนสัมผัสได้ทุกครั้ง คือ ความครบของแบรนด์สินค้าชั้นนำ และทุกรุ่นสินค้าที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ เทสต์ทดลองได้ สามารถซื้อและนำกลับบ้านได้เลย ขณะเดียวกันในส่วนของโปรโมชันต่างๆ ก็จัดเต็มแบบคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นคูปองส่วนลด และพริวิลเลจต่างๆ ภายในงาน ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่มาแวะเวียนเสมอ เพราะนี่คือจุดแข็งของ Commart ที่ยังคงเอื้อประโยชน์ต่อคู่ค้าและผู้บริโภคได้ไม่เปลี่ยน

“อนาคต Commart จะทำแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Personal Live Marketing เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคของสินค้าไอทีโดยเฉพาะเพิ่มเข้ามาด้วย รอติดตามกันครับ” นายบุญเลิศ ทิ้งท้าย

สำหรับการจัดงาน Commart Crazy Deal ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 6-9 กรกฎาคม 2566 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เวลา 10.00-21.00 น. ณ EH 98-99 จะมีสินค้าไอทีมากกว่า 500 แบรนด์ รวมกันกว่า 200 บูธ โดยเทรนด์เทคโนโลยีในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 นี้ นายบุญเลิศ เผยว่า ผู้บริโภคจะได้เห็นโน้ตบุ๊กที่บางเบา สเปกแรง รวมถึงสมาร์ตดีไวซ์ที่มีเทคโนโลยี AI ฝังอยู่ในการทำงาน นอกจากนี้แล้วยังมีความคึกคักในส่วนของเทคโนโลยี AR และ VR อีกด้วย ซึ่งเป็นผลพวงจากการมาของ Apple Vision Pro เป็นต้น
 

‘วิชัย ทองแตง’ กูรูตลาดหุ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เผยมุมมองตลาดหุ้นไทย ในช่วงครึ่งปีหลัง 

วิชัย ทองแตง อดีตพ่อมดตลาดหุ้นไทย ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้นั่งเป็นที่ปรึกษาให้กับเครือโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล ได้ออกมาให้คำแนะนำนักลงทุน โดยเฉพาะ “แมงเม่า” หรือสาย Day-Trade ที่เล่นหุ้นตามกระแส ว่าจะต้องทำตัวยังไงบ้าง กับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ที่มีความผันผวนสูง 

มุมมองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งหลังปี 2566
วิชัยเล่าว่า ก็ศึกษาอยู่นะครับ คือตอนนี้มีปัจจัยภายนอกที่จะมีส่วนกระทบกลับเข้ามาที่ตลาดหุ้นไทยอยู่เรื่อย ๆ ด้วยปัจจัยอย่างที่พวกเราทราบกันอยู่ ผมก็ยังแปลกใจอยู่ เอ๊ะทำไมแบงก์ล้มที่อเมริกาแค่ 2-3 แบงก์ มีผลกระทบได้มากขนาดนี้ เวลาเขาขึ้นดอกเบี้ยที ตลาดหุ้นก็ตกที พลังงานที่มีราคาแพงขึ้น เป็นต้นทุนที่พวกเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความจริงมีคนแค่บางกลุ่มที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องพลังงาน ก็คือการรบราฆ่าฟันกันระหว่างรัสเซียกับยูเครน ฉะนั้น ถ้าจะพูดกันตามตรงก็คือว่า สถานการณ์หุ้นบ้านเรายังไม่น่าไว้วางใจ

ในช่วงนี้ นักลงทุน Day-Trade ต้องทำตัวยังไง
ความจริง เวลาผมเข้าไปบรรยายในคลาสบางคลาสที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่อง Investment ผมก็จะแนะนำเสมอว่า 1.ต้องอ่านเทรนด์ของธุรกิจให้ชัดเจน แต่ที่สำคัญคือต้องขยันที่จะอ่านวิเคราะห์ของ Researcher บาง house วิเคราะห์ได้เยี่ยมมาก แต่หลาย house ที่เขียนมั่ว แต่ผมคิดว่าพวกเราอ่านก็คงจะพอเข้าใจ บาง house เขียนบทวิเคราะห์ได้ดีมาก พวกนี้เขามีหน้าที่วิเคราะห์หุ้นให้เราอยู่แล้วครับ แต่เนื่องจากผมโชคดีผมมีนักวิเคราะห์อีก 50 คนที่จะช่วยคัดกรองให้ เวลาผมบรรยายผมก็พูดแค่เตือนสติคือที่ผ่านมาผมก็เล่นหุ้นตามกระแส ผมถึงเรียกตัวเองว่า “แมงเม่า” ผมไม่อายที่มีคนเรียกผมว่าแมงเม่าในยุคก่อนนะ แต่แมงเม่าส่วนใหญ่มักจะเล่นหุ้นตามกระแส Day Trade นี้กระแสล้วน ๆ เลย บางคน Insight ก็มีความเสี่ยง ใช่มะ ฉะนั้น ต้องอ่านบทวิเคราะห์

หุ้นไทยจะกลับมามีเสน่ห์ได้อย่างไร
ฟันด์โฟลว์เป็นเรื่องวิถีธรรมชาติของนักลงทุน ไปเดี่ยวก็กลับมา แต่ว่าแน่นอนเราต้องให้เห็นว่าตลาดหุ้นเรามีการ คือพูดง่าย ๆ ต้องตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสให้เยอะ ซึ่ง ก.ล.ต.เขาทำอยู่แล้ว ดูเรื่องความโปร่งใสเป็นหลัก คือถ้าตลาดหุ้นโปร่งใสและมีผลประกอบการที่ดี นักลงทุนก็ไหลกลับเข้ามาอยู่แล้วละครับ วันนี้เขาอาจจะ move ไปอินโดฯ อาจจะ move ไปเวียดนาม เดี่ยววันหนึ่งเขาก็กลับมา ประเทศไทยวันข้างหน้าเราอาจจะเป็น center ของ EV ในภูมิภาคนี้ก็ได้ แต่ถ้าจะ EV แน่นอนจะต้องคิดไว้ล่วงหน้า

ข่าวดี!! ‘แหล่งเอราวัณ’ เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติ เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้ ‘ค่าไฟ’ จ่อถูกลง

วันที่ (30 มิ.ย. 66) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ) ได้ดำเนินการเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอัตรา 210 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 
 
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ได้เร่งดำเนินงาน ตั้งแต่วันที่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียมภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (วันที่ 24 เมษายน 2565) จนถึงปัจจุบัน
 
โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้ดำเนินการติดตั้งแท่นหลุมผลิตใหม่ จำนวน 8 แท่น และการจัดหาแท่นขุดเจาะจำนวน 4 ตัว เพื่อใช้สนับสนุนการเจาะหลุมบนแท่นหลุมผลิตใหม่ และแท่นหลุมผลิตเดิม 
 
รวมทั้งมีแผนจัดหาแท่นขุดเจาะเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 ตัว เพื่อนำมาใช้เร่งการเจาะหลุมผลิตเพิ่มเติม โดยความคืบหน้าสิ้นเดือนพฤษภาคม 2566 ได้มีการเจาะหลุมแล้วเสร็จจำนวน 96 หลุม จากแผนเจาะหลุมตามแผนงานในปี 2566 จำนวนทั้งสิ้น 273 หลุม
 
ซึ่งการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติได้ที่อัตรา 210 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และสามารถเพิ่มอัตราการผลิตเป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันได้ตามแผน ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป
 
นายสราวุธ กล่าวอีกว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้กำหนดเป้าหมายในการเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติของแปลงสำรวจฯ G1/61 ที่อัตรา 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 และที่อัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป โดยจะมีการดำเนินงานสำคัญเพิ่มเติมภายในปีนี้ เพื่อให้สามารถเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติตามเป้าหมาย อาทิ การติดตั้งแท่นหลุมผลิตใหม่ การจัดหาแท่นขุดเจาะเพิ่มเติม และการบริหารจัดการการใช้งานแท่นขุดเจาะเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น
 
“การผลิตปิโตรเลียมจากแปลงสำรวจฯ G1/61 กลับมามีอัตราการผลิตสูงสุดในอ่าวไทยอีกครั้ง ถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ โดยจะส่งผลให้ช่วยลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาผลิตไฟฟ้า ช่วยลดความผันผวนของภาระค่าไฟฟ้า และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม ให้แก่ประเทศต่อไป” นายสราวุธ กล่าวทิ้งท้าย
 .

‘มธ.-ปตท.’ จับมือพัฒนาสถานีบริการ NGV ธรรมศาสตร์รังสิต เพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) พร้อมด้วยผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ปตท.ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีบริการ NGV ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต สู่แหล่งรวมบริการที่หลากหลายทั้งด้านพลังงานในอนาคต ศูนย์รวมสินค้าและบริการที่ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่สะดวกสบายเข้าถึงได้ง่าย ภายใต้แนวคิด ‘Greenity+’ ในรูปแบบการผสมผสานการใช้งานพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด และการให้บริการและสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในพื้นที่ (Mixed Used Station)

ซึ่งประกอบด้วย สถานีให้บริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ชนิดพิเศษ (NGV Plus Station) สถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (Charging Station) พื้นที่ทำงานร่วมของนิสิตนักศึกษา (Co-working Space) และพื้นที่กลางแจ้งส่วนกลางที่มีความร่มรื่นจากพื้นที่สีเขียว (Outdoor Common Space) รวมถึงนำเสนอสินค้าและบริการที่หลากหลายทั้งร้านค้า ร้านอาหาร - เครื่องดื่ม ในรูปแบบทั้งไดร์ฟ-อิน (Drive-in) และ ไดร์ฟ-ทรู (Drive-through) เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการที่ต้องการนั่งรับประทานอาหารในร้าน และผู้ใช้บริการที่ต้องการความสะดวกสบายในการรับอาหาร รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทาง และเป็นพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับด้านพลังงานสะอาด โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 ด้วยงบประมาณ 105 ล้านบาท
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top