Monday, 26 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

สหรัฐ ปลดล็อกนิวเคลียร์ ซาอุ!! ดันซาอุดีอาระเบีย พัฒนาพลังงาน สหรัฐ ทิ้งระเบิด อิหร่านอย่างรุนแรง แต่อนุมัติโครงการนิวเคลียร์ซาอุฯ แสดงมาตรฐานเลือกปฏิบัติทางการเมือง

ในขณะที่สหรัฐกำลังเดินหน้าทิ้งระเบิดใส่อิหร่านอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยอ้างว่าต้องหยุดยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองนิวเคลียร์

แต่ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์กลับลงนามเปิดทางให้ "ซาอุดีอาระเบีย" พัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งๆที่รู้ว่า ซาอุดีอาระเบียจะก้าวเข้าใกล้การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคต

สรุปแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง "นิวเคลียร์" แต่อยู่ที่ว่า "พวกใคร" จะได้เป็นเจ้าของนิวเคลียร์

ตัวอย่างชัดเจนของความเลือกปฏิบัติ พอเป็นซาอุฯ ชาติที่ยอมจ่ายเงินให้สหรัฐ ทรัมป์ก็แทบจะปูพรมแดง เซ็นอนุมัติ และเรียกมันว่า “โครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ” เพื่อหลบเลี่ยงนโยบายต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

แบบนี้มันคือมาตรฐานหน้าด้านๆ ที่ตัดสินว่า ศัตรูไม่มีสิทธิ์ แต่พวกเดียวกันเสือกมีได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353583153596708/?rdid=sXHGNEPYUdOYfweV#

อังกฤษ ชี้หนุนยูเครน!! นายกฯ อังกฤษย้ำไม่เปลี่ยนนโยบาย สัญญาสนับสนุนเซเลนสกีเต็มที่ เตรียมโทรคุยผู้นำยูเครนทันที พร้อมผลักดันเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ

แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ประกาศว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะยังคงให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน

"ผมจะสนับสนุนเซเลนสกีอย่างเต็มที่ 100% เหมือนที่สตาร์เมอร์เคยทำ การสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรนั้นแน่วแน่ และวันนี้ผมจะแสดงให้เซเลนสกีเห็น"

แม้ว่า เบิร์นแฮมจะกล่าวให้ประชาชนชาวอังกฤษรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง โดยระบุว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการฟื้นฟูเสถียรภาพให้แก่ประเทศ พร้อมประกาศเตรียมผลักดัน “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี” ซึ่งเป็นการกล่าวปราศรัยต่อประชาชนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

หลังจากนั้นไม่นาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยืนยันว่า อังกฤษจะยังคงให้ “การสนับสนุนยูเครนอย่างไม่สั่นคลอน” และเปิดเผยว่า เขามีกำหนดโทรศัพท์หารือกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ภายในวันนี้เป็นคนแรก

ก่อนหน้านี้ "เบิร์นแฮม" เคยดำรงตำแหน่งเพียงนายกเทศมนตรีของเมืองเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) และได้กลับเข้าสู่รัฐสภา ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนปัจจุบัน

เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester) ไม่ใช่เมืองแมนเชสเตอร์ (City of Manchester) เพียงเมืองเดียว แต่เป็นเขตมหานครระดับเทศมณฑล (Metropolitan County) ที่ประกอบด้วย 10 เขตการปกครอง โดยมีเมืองแมนเชสเตอร์เป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น ซอลฟอร์ด (Salford), โบลตัน (Bolton), เบอรี (Bury), โอลด์แฮม (Oldham), รอชเดล (Rochdale), สต็อกพอร์ต (Stockport), เทมไซด์ (Tameside), เทรฟฟอร์ด (Trafford) และวีแกน (Wigan)

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1352957026992654/?rdid=KfGozeSc8gibo75d#

จับตาผลกระทบตลาดยาโลก!! ‘ทรัมป์’ คงนโยบายยาแบรนด์–ยานวัตกรรม แต่เปิดศึกภาษียาสามัญนำเข้าระยะยาว ยาสามัญนำเข้าสหรัฐฯ ยัง 0% ถึงปี 2028 ก่อนถูกปรับภาษี 100% และ 200% ตามลำดับ

ทรัมป์ประกาศ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญเป็น 100% ในปี 2028 และ 200% ในปี 2029 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

ยาสามัญ (Generic Drugs) ทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 0% เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้น ภาษีนำเข้าจะถูกปรับขึ้นเป็น 100% เป็นเวลา 1 ปี และจะเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป

ส่วนนโยบายที่ใช้กับ ยาที่มีสิทธิบัตร (Patented Drugs), ยาแบรนด์ (Branded Drugs) และยานวัตกรรม (Innovative Drugs) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จะยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1353540443600979/?rdid=mlyeujuDXrZkKnAo#

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

“เถียนมี่มี่” ไม่ใช่แค่เพลงรัก เคยเป็นเสียงเพลงต้องห้าม แต่วันนี้กลับกลายเป็นบทเพลงที่คนจีนจำนวนมาก ใช้ร่วมกันเพื่อจดจำความรัก ความหวาน และยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศ

อ้างจากเฟส Chaiyan Chaiyaporn

เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน
เมื่อถาม AI ว่า “คนจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันคิดอย่างไรกับเพลงเถียนมีมีและเติ้งลี่จวิน ?”

ได้คำตอบดังนี้
คนจีนในปัจจุบันมองว่า เติ้ง ลี่จวิน และเพลง "เถียนมี่มี่" (Tian Mi Mi) เป็นดั่งมรดกทางวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน

โดยผู้คนทุกเพศทุกวัยให้การยอมรับ ยกย่อง และมักใช้เพลงนี้เป็นตัวแทนของความรักและความทรงจำอันแสนหวาน

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและความเป็นมา สามารถแบ่งมุมมองของชาวจีนออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1. จาก "เสียงเพลงต้องห้าม" สู่ "ตำนานแห่งยุคสมัย"ในยุคทศวรรษที่ 1970 - 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เติ้ง ลี่จวิน โด่งดังที่สุดในเอเชีย
รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เคยแบนผลงานของเธอ โดยจัดว่าเป็น "เพลงเสื่อม" (Yellow Music) จากโลกทุนนิยมและอิทธิพลของไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในยุคนั้นลักลอบฟังเพลงของเธอผ่านวิทยุคลื่นสั้น (Shortwave) จนเกิดวลีเปรียบเปรยที่ว่า "เติ้ง เสี่ยวผิง ปกครองจีนในเวลากลางวัน แต่ เติ้ง ลี่จวิน ปกครองหัวใจคนจีนในเวลากลางคืน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโหยหาเสรีภาพผ่านบทเพลงของเธอ

2. มุมมองของชาวจีนในปัจจุบันปัจจุบันเพลงของเติ้ง ลี่จวิน ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการและถูกนำมาร้องใหม่โดยศิลปินรุ่นหลังนับไม่ถ้วน
คนรุ่นก่อน (Gen X และ Baby Boomers): มองว่าเพลงของเธอคือบทเพลงแห่งความทรงจำที่สะท้อนถึงการก้าวผ่านยุคปิดประเทศมาสู่ยุคเปิดรับเสรีนิยม
คนรุ่นใหม่ (Millennials และ Gen Z): แม้จะเป็นคนละยุคสมัย แต่คนรุ่นใหม่ในจีนก็ยังรู้จักเพลงเถียนมี่มี่เป็นอย่างดี
พวกเขามองว่าเพลงนี้คือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่คลาสสิกและมีความหมายเชิงบวก

3. นัยยะทางการเมืองและความรู้สึกระดับชาติเถียนมี่มี่ เป็นเพลงรักที่ไม่มีเนื้อหาทางการเมือง
แต่ด้วยน้ำเสียงหวานๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเติ้ง ลี่จวิน ทำให้ชาวจีนจำนวนมากมองว่าเธอคือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน ความเป็นจีนที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก แม้เธอจะเป็นคนไต้หวันแต่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ก็ภาคภูมิใจในตัวเธอในฐานะนักร้องเชื้อสายจีนระดับตำนาน
หลักฐานการยอมรับ เถียนมีมี่ และ เติ้งลี่จวิน ในปัจจุบัน

1. การยอมรับอย่างเป็นทางการจากสื่อและหน่วยงานของรัฐบาลจีนรางวัลเพลงคลาสสิกแห่งยุคปฏิรูปประเทศ:
ในปี 2008 หนังสือพิมพ์วิเคราะห์ข่าวการเมืองและสังคมชื่อดังของจีนอย่าง 《南方周末》 (Southern Weekly) ได้จัดอันดับให้เพลง "เถียนมี่มี่" เป็น "1 ใน 10 บทเพลงคลาสสิกที่สุดในรอบ 30 ปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน" (改革开放三十年十大经典歌曲)
ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลและสื่อกระแสหลักของจีนได้เปลี่ยนมุมมองและยกย่องเพลงนี้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการบุคคล
ผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรม:
ในปีเดียวกัน เติ้ง ลี่จวิน ได้รับการโหวตจากประชาชนจีนและสื่อทางการให้เป็นหนึ่งใน "บุคคลทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดของจีนยุคใหม่" (新中国最有影响文化人物) สะท้อนให้เห็นว่าสถานะของเธอเปลี่ยนจาก "เสียงเพลงต้องห้าม" ในอดีต กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน

2. บันทึกประวัติศาสตร์ในสารานุกรม Baidu Baike (กูเกิลของจีน)
หากสืบค้นข้อมูลใน สารานุกรม Baidu Baike ของจีน จะมีการบันทึกถึงอิทธิพลของเพลงนี้ที่มีต่อสังคมจีนแผ่นดินใหญ่ไว้ดังนี้:
การปลุกกระแสแฟชั่นและสังคม: ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ถึงต้น 1980 ทันทีที่เพลงเถียนมี่มี่เริ่มแพร่เข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ทรงผม แฟชั่น และท่าทางการโพสต์ถ่ายรูปของเติ้ง ลี่จวิน บนปกอัลบั้ม ได้กลายเป็นต้นแบบที่หญิงสาวชาวจีนทั่วประเทศพากันลอกเลียนแบบ
การเยียวยาจิตใจผู้คน:
ตัวบันทึกของจีนระบุว่า เพลงของเธอเปรียบเสมือน "สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ และน้ำเสียงอันอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์นี้ ได้ช่วยปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากยุคสมัยที่ด้านชา"

3. เสียงสะท้อนจากสังคมจีนยุคปัจจุบัน (Zhihu & สื่อดนตรี)ในแพลตฟอร์มถาม-ตอบของจีนอย่าง Zhihu (知乎)
มีการตั้งคำถามยอดฮิตว่า "คนจีนปัจจุบันประเมินค่า เติ้ง ลี่จวิน อย่างไร?"
ซึ่งคำตอบที่ได้รับความนิยมสูงสุดสามารถสรุปได้เป็นคำว่า "最大公约数" (ตัวหารร่วมมากที่สุดของคนจีนทั่วโลก):

นักวิเคราะห์และผู้ใช้ชาวจีนใน Zhihu อธิบายว่า ไม่ว่าคนจีนคนนั้นจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบไหน (ไม่ว่าจะเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน หรือชาวจีนโพ้นทะเลในต่างแดน) ทุกคนสามารถวางความขัดแย้งลงได้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพลงของเติ้ง ลี่จวินบนแพลตฟอร์มฟังเพลงยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง QQ Music (QQ音乐)

มีบทความพิเศษยกย่องเธอว่า "ในแผ่นดินจีน ฮ่องกง และไต้หวัน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่า ตำนาน อย่างแท้จริง"
เพราะเนื้อเพลงของเธอ (รวมถึงเถียนมี่มี่) เป็นเพลงที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน และไม่สร้างความเกลียดชังหรือความหม่นหมองให้แก่ผู้ฟัง

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/27984994621126750/?rdid=P7BbZXIXamJMcqBj#

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย

22 กรกฎาคม 2460 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจารึกชัยชนะและกำเนิดวงเวียน 22 กรกฎาคม จุดเปลี่ยนสถานะประเทศบนเวทีนานาชาติ

เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมีเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประเทศสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปราศจากมนุษยธรรม ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมทั้งส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

เป็นที่มาของการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวงเวียน ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยทำการสร้างบริเวณถนน 3 สาย (ปัจจุบันคือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ) ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาได้พระราชทานนามวงเวียนว่า ’22 กรกฎาคม’
ปัจจุบัน วงเวียน 22 กรกฎาคม กลายเป็นแหล่งการค้าของกรุงเทพมหานครชั้นใน ทั้งนี้ที่บริเวณวงเวียน ยังปรากฎป้ายหินที่จารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีใจความว่า

อนุสรณ์แห่งนี้เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ก่อนจะได้รับชัยชนะในเวลาต่อมา

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/วงเวียน_22_กรกฎาคม

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูตไทย–จีน!! เพลงหวานที่ซ่อนบริบทไต้หวันและความละเอียดอ่อนทางการเมือง อาจทำให้โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในการทูต เพลงหนึ่งเพลงอาจแบกประวัติศาสตร์ และความละเอียดอ่อนไว้มากกว่าที่เห็น

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูต

ความหวานของบทเพลง กับรายละเอียดที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ดูเผิน ๆ แล้วก็คงเป็นภาพที่น่าประทับใจ

บรรยากาศดูเป็นกันเอง ผู้นำทั้งสองประเทศมีรอยยิ้ม และเสียงเพลงก็ช่วยลดความเป็นทางการบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลงดังที่ทั้งชาวจีนและชาวไทยจำนวนมากรู้จักและคุ้นหู

เพลงเป็นภาษาสากลที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้เสมอ และ “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน ฟังง่าย และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น

แต่ในมุมของข้าพเจ้า ภาพที่ดูอบอุ่นเช่นนี้ก็ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรหยิบมาพูดถึงด้วยความห่วงใย เพราะเมื่อบทเพลงถูกนำมาใช้ในงานระดับผู้นำประเทศ ความหมายของเพลงอาจไม่ได้มีแค่เนื้อร้องหรือทำนองเท่านั้น

ประวัติของนักร้อง บริบททางการเมือง และความทรงจำของผู้คนในประเทศเจ้าภาพ ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมายไปด้วย

“เถียนมี่มี่” หรือ 甜蜜蜜 มีความหมายประมาณว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” เป็นเพลงรักที่พูดถึงรอยยิ้มอันแสนหวานและความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบใครบางคนมาก่อน เพลงนี้เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2522 ขับร้องโดยเติ้งลี่จวิน นักร้องชาวไต้หวันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกภาษาจีน

เนื้อร้องภาษาจีนแต่งโดยจวงหนู ส่วนทำนองดัดแปลงมาจากเพลงพื้นเมืองอินโดนีเซียชื่อ “Dayung Sampan”

เมื่อดูเฉพาะเนื้อเพลง “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักธรรมดาเพลงหนึ่ง ไม่มีข้อความสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลจีน และไม่มีถ้อยคำทางการเมืองอย่างชัดเจน

ความละเอียดอ่อนจึงไม่ได้อยู่ในเนื้อเพลงโดยตรง แต่อยู่ที่ประวัติของเติ้งลี่จวิน และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เพลงของเติ้งลี่จวินแพร่หลายเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งทางวิทยุ เทปเพลงจากฮ่องกง และการส่งต่อกันนอกระบบ

เสียงร้องอ่อนหวานที่พูดถึงความรัก ความคิดถึง และความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างจากเพลงปฏิวัติและเพลงปลุกใจทางการเมืองที่สังคมจีนคุ้นเคยในช่วงก่อนหน้านั้นอย่างมาก

เพลงของเธอจึงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังกลายเป็นภาพแทนของวัฒนธรรมสมัยนิยมจากโลกภายนอก ในช่วงเวลาที่จีนกำลังเริ่มเปิดประเทศและเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ในอดีต รัฐบาลจีนเคยจำกัดการเผยแพร่เพลงของเติ้งลี่จวิน เพราะมองว่าเพลงรักลักษณะนี้อาจส่งผลต่อแนวคิดและอุดมการณ์ของสังคม ขณะที่ฝ่ายไต้หวันในยุคนั้นก็เคยนำเสียงเพลงของเธอไปใช้ในการกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน

ชื่อของเติ้งลี่จวินจึงค่อย ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองและอุดมการณ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ แม้ตัวบทเพลงจำนวนมากจะเป็นเพียงเพลงรักก็ตาม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เติ้งลี่จวินยังแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในฮ่องกงเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมในกรุงปักกิ่ง

ด้วยเหตุนี้ ประวัติชีวิตและจุดยืนของเธอจึงอาจมีความหมายทางการเมืองมากกว่าเนื้อหาของเพลง “เถียนมี่มี่” เสียอีก

อย่างไรก็ตาม เราก็ควรมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า ปัจจุบันเพลงของเติ้งลี่จวินยังคงได้รับความนิยมในจีน มีการนำกลับมาขับร้องอย่างแพร่หลาย และปรากฏอยู่ในสื่อหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลายครั้ง

“เถียนมี่มี่” จึงไม่ใช่เพลงต้องห้ามในจีนปัจจุบัน และไม่ควรด่วนสรุปว่า เพียงแค่ร้องเพลงนี้แล้วรัฐบาลจีนจะต้องรู้สึกไม่พอใจหรือเห็นว่าเป็นการยั่วยุทางการเมือง

ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่า การร้องเพลงครั้งนี้เป็นความผิดพลาดทางการทูต และไม่อาจยืนยันแทนนายกรัฐมนตรีจีนได้ว่า ท่านรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือไม่พอใจ เพราะยังไม่มีหลักฐานสาธารณะใดแสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาในลักษณะนั้น

สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการพูดถึงเป็นเพียง “ความห่วงใย” ว่า ในการทูตระดับผู้นำ รายละเอียดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมควรได้รับการตรวจสอบให้รอบด้าน

เพลงบางเพลงอาจฟังดูธรรมดา เป็นที่นิยม และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี แต่เบื้องหลังเพลงนั้นอาจมีทั้งประวัติศาสตร์ทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และความรู้สึกอ่อนไหวของประเทศเจ้าภาพซ่อนอยู่

ประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบทเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับไต้หวันมาใช้ในกิจกรรมทางการ จึงควรผ่านการศึกษาข้อมูลและประเมินบริบทอย่างรอบคอบ

แม้เจตนาของฝ่ายไทยจะเป็นเพียงการสร้างความอบอุ่น ความเป็นกันเอง และไม่มีนัยทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม

การทูตเชิงวัฒนธรรมมีพลังอย่างมาก เพลงเพียงเพลงเดียวอาจทำให้ผู้นำและผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็อาจไปแตะต้องความทรงจำที่ละเอียดอ่อน โดยผู้เลือกใช้ไม่ได้ตั้งใจ

ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะทำงานและผู้รับผิดชอบด้านพิธีการทางการทูต ที่ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนนำเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ใดมาใช้ในงานสำคัญ

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจผ่านไปด้วยดี และอาจถูกจดจำในฐานะช่วงเวลาน่ารักบนโต๊ะอาหารระหว่างผู้นำไทยกับจีน ข้าพเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่า เพลงใดเพลงหนึ่งโด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ชาวจีน

ความหวานของ “เถียนมี่มี่” อาจทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังท่วงทำนองอันอ่อนหวานนั้น ยังมีเรื่องราวของจีน ไต้หวัน สงครามเย็น และการแข่งขันทางอุดมการณ์แฝงอยู่

ข้อห่วงใยของข้าพเจ้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อโจมตีใคร แต่ต้องการชวนให้เห็นว่า ในโลกของการทูต บางครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด

และยิ่งความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจามีความสำคัญมากเพียงใด ความละเอียดรอบคอบของฝ่ายไทยก็ควรมีมากขึ้นตามไปด้วย

ปราชญ์ สามสี

ETC รักษาแชมป์ ESG คว้าอันดับ ESG100 ต่อเนื่อง 6 ปี ย้ำความสำเร็จด้านพลังงานสะอาด มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนโดยรอบ

ETC โชว์ศักยภาพผู้นำพลังงานสะอาด คว้าอันดับหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยังยืน

บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) จากสถาบันไทยพัฒน์

นายศุภวัฒน์ คุณวรวินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้ ETC ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนทั้งหมด 931 หลักทรัพย์ โดย ETC ได้รับการยอมรับให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค"
"บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการต่อยอดการบริหารจัดการขยะสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตของชุมชน ด้วยการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าภายใต้มาตรฐานระดับสูง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม" นายศุภวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับทิศทางการดำเนินงาน ETC ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยไม่ละเลยที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับวุฒิการศึกษา (กศน.) โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากและความพยายามที่ผ่านมา รวมถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จนี้

“มีคอมเมนต์พี่เขาก็บอกว่า แค่วุฒิ กศน. ดีใจขนาดนั้นเลยหรอ
หนูเป็นคนลาว การมาเรียนที่ประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านภาษา ต้องฝึกฝนและเขียนใหม่ทั้งหมด
กระบวนการเข้าเรียนต้องใช้เอกสารหลายอย่าง
และต้องอาศัยความอดทนและความพยายามอย่างสูง
ต้องข้ามแม่น้ำโขงมาเรียน และต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิต
การทำงานไปพร้อมกับการเรียน ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก
การได้รับวุฒิการศึกษาจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิต”

FB : นุชชี่ สาวลาว

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/999348753119197


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top