Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่คนละวิธี: ไทยกากบาท X vs ญี่ปุ่นเขียนชื่อ เทียบระบบลงคะแนนให้เห็นข้อดี-ข้อเสีย และบทเรียนที่ไทยหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่รัฐธรรมนูญหรือกติกาใหญ่ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดบนกระดาษหนึ่งใบ เพราะ “วิธีลงคะแนน” กำหนดว่า ประชาชนต้องใช้ความรู้-ความจำ-ความมั่นใจระดับไหนกว่าจะส่งเจตจำนงของตัวเองไปถึงหีบเลือกตั้ง

1) ไทย: เลือกด้วยการทำเครื่องหมายให้ชัด - เร็ว ง่าย และลดความผิดพลาด
ระบบไทยคุ้นเคยกับการ “กากบาท X” ในช่องที่กำหนด ซึ่งข้อดีเชิงปฏิบัติการคือ:
•    ตัดสินใจแล้วทำได้ทันที ลดภาระการเขียน
•    นับคะแนนได้เร็วและเป็นมาตรฐาน
•    ลดความเสี่ยงสะกดผิดหรือชื่อคล้าย
แต่ด้านกลับคือ มันเปิดพื้นที่ให้การเมืองแบบ “จำเบอร์/จำสัญลักษณ์/จำภาพ” เติบโตได้ง่าย เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปถึงหน่วยโดยยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่จำได้เร็วที่สุด

2) ญี่ปุ่น: เลือกด้วยการเขียนชื่อ - ย้ำตัวตนคน/พรรค แต่แลกกับต้นทุนความผิดพลาด
ญี่ปุ่นในหลายการเลือกตั้งใช้แนวทางให้ผู้มีสิทธิเขียน “ชื่อผู้สมัคร” (ในเขต) และ “ชื่อพรรค” (ในแบบสัดส่วน) แทนการกาในช่อง ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งทันที
ข้อดีหลัก ๆ คือ:
•    บีบให้ผู้มีสิทธิ “จำชื่อ” และรู้จักคน/พรรคมากขึ้นในเชิงรูปธรรม
•    เพิ่มแรงกดดันให้ผู้สมัครสร้างความน่าเชื่อถือรายบุคคล ไม่ใช่พึ่งกระแสอย่างเดียว
•    ทำให้การเลือกแบบ “ให้คะแนนคน” กับ “ให้คะแนนพรรค” แยกจากกันชัด
แต่ข้อเสียก็หนักและจับต้องได้:
•    เสี่ยงบัตรเสียจากการเขียนผิด เขียนไม่ชัด หรือสะกดไม่ถูก
•    ชื่อคล้ายกันอาจสร้างความกำกวมและเพิ่มภาระการตรวจนับ
•    คนดังหรือชื่อจำง่ายได้เปรียบ ขณะที่คนทำงานเงียบ ๆ อาจเสียเปรียบ
•    ต้นทุนระบบสูงขึ้น: ต้องใช้เวลานับคะแนนมากขึ้นและจัดการข้อโต้แย้งมากขึ้น

3) 3 จุดต่างที่ทำให้ “วันเลือกตั้ง” ให้ผลทางการเมืองไม่เหมือนกัน
3.1 เกมหาเสียง: จาก “จำเบอร์” ไปสู่ “จำชื่อ”
เมื่อวิธีลงคะแนนต่างกัน เกมสื่อสารก็เปลี่ยน: ระบบกากบาทเอื้อต่อการตลาดที่ทำให้จำง่ายเร็ว ส่วนระบบเขียนชื่อบังคับให้สร้างการจดจำแบบลึกขึ้น แต่ก็เพิ่มความได้เปรียบของคนที่ชื่อดังอยู่แล้ว
3.2 บัตรเสีย: ใครถูกตัดออกจากประชาธิปไตยมากกว่า
บัตรเสียไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเสียงของคนที่หล่นหายไปจากระบบ ระบบเขียนชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เขียนช้า หรือไม่มั่นใจในการสะกด ขณะที่ระบบกากบาทลดภาระนี้ แต่ก็ยังต้องออกแบบบัตรให้ชัด ลดความสับสน และสื่อสารให้ตรง
3.3 ความเร็วประกาศผล vs ความมั่นใจในเจตนา
ระบบกากบาทมักนับง่ายและประกาศผลเร็วกว่า ส่วนระบบเขียนชื่อใช้ทรัพยากรและเวลามากกว่า แต่ให้ความรู้สึกว่า “ฉันระบุคน/พรรคเอง” ชัดเจนกว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างประสิทธิภาพกับความละเอียดของเจตนาที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก

จีนเร่งเกมพลังงานสะอาด เกาะเหมียนฉวนลุยพลังงานหมุนเวียน พัฒนาเป็นต้นแบบเกาะคาร์บอนเป็นศูนย์ ติดตั้งกังหันลม 18 ต้นและโซลาร์เต็มรูปแบบ ผลิตไฟฟ้าส่งออกได้กว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

(11 ก.พ. 69) เกาะเหมียนฉวนในมณฑลเจียงซี ประเทศจีน เปิดตัวโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่ผสานกังหันลม 18 ต้นกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าพร้อมลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2568

ก่อนหน้านี้ เกาะเหมียนฉวนพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่งเพียงสายเดียวซึ่งไม่เสถียรในสภาพอากาศเลวร้าย ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและพัฒนาการอุตสาหกรรมของชาวเกาะ ขณะที่โครงการใหม่ตั้งใจให้เป็นโมเดลบูรณาการพลังงานลม แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และสนับสนุนเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

โครงการสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 244 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ลดการใช้ถ่านหิน 96,000 ตัน และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 240,000 ตัน ช่วยชาวเกาะมากกว่า 32,000 คน และส่งออกไฟฟ้าสีเขียวมากกว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

ตามข้อมูลจากโครงการ "เกาะเหมียนฉวนได้รับการพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบเกาะคาร์บอนเป็นศูนย์ในลุ่มแม่น้ำแยงซี" ซึ่งยังสร้างงานใหม่กว่า 500 ตำแหน่ง พร้อมระบบกักเก็บพลังงานและสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ช่วยทำให้เกาะฟื้นคืนชีวิตชีวาอย่างยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

 

‘คมสันต์’ เปิดใจทั้งน้ำตา สั่งถอยทัพ Flash มาเลเซีย ยอมทิ้งเงินลงทุน 7 พันล้าน เพื่อรักษาชีวิตพนักงานอีกนับแสน

นายคมสันต์ แซ่ลี ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Flash Group เปิดใจเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในการบริหารงาน ประกาศยุติกิจการ Flash Express ในประเทศมาเลเซีย ยอมรับเป็นความเจ็บปวดที่ต้องทิ้งเงินลงทุนกว่า 6-7 พันล้านบาท และเวลา 4 ปี แต่จำต้อง “ตัดใจ” เพื่อรักษาเสถียรภาพของทั้งเครือและพนักงานอีกนับแสนชีวิต

นายคมสันต์ แซ่ลี แม่ทัพใหญ่แห่ง Flash Group ได้กล่าวเปิดใจถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจปิดฉากธุรกิจในประเทศมาเลเซียว่า เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในฐานะผู้นำองค์กร โดยเฉพาะความรู้สึกกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพนักงานกว่าหมื่นชีวิตที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด 4 ปี

“วันที่ผมยืนขึ้นบนเวที ผมนึกไม่ออกว่าผมจะเผชิญหน้ากับพวกเขายังไง เพราะเขาเชื่อผม หมื่นกว่าชีวิตมาต่อสู้กับผมที่มาเลเซียด้วยกัน 4 ปี แล้ววันนี้ผมต้องบอกกับทุกคนว่า... ผมขอถอย” นายคมสันต์ กล่าวด้วยความรู้สึกอัดอั้น

ซีอีโอ Flash Group ยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาล ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนที่สูญเสียไปกว่า 6,000 - 7,000 ล้านบาท และเวลาในการบุกตลาดอีกถึง 4 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย” สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

ดีลหรือเดือด!! ทรัมป์ขู่ส่ง “เรือบรรทุกเครื่องบิน” ล้อมตะวันออกกลาง กดดันอิหร่านเจรจานิวเคลียร์ หวังเจรจารอบสองอิหร่านคลี่คลาย พร้อมรับมือหากเจรจาล่ม

(11 ก.พ. 69) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่าสหรัฐฯกำลังพิจารณาส่ง "กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี" กลุ่มที่สองไปยังตะวันออกกลางในกรณีที่การเจรจากับอิหร่านล้มเหลว

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า "ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องได้ข้อตกลง ไม่ก็เราจะต้องทำอะไรที่หนักหน่วงมาก เหมือนครั้งที่แล้ว" พร้อมเผยว่ากองกำลังทางเรืออาจจะเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งตามไปด้วย

เขาแสดงท่าทีมองบวกต่อโอกาสการเจรจารอบที่สองกับอิหร่านที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยกล่าวว่า "อิหร่านอยากทำข้อตกลงอย่างมาก" ขณะเดียวกัน ทรัมป์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอิสราเอล 'เบนจามิน เนทันยาฮู' ซึ่งจะเยือนทำเนียบขาวในวันพุธ ไม่วิตกกังวล เพราะฝ่ายอิสราเอลก็ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นบวกเช่นกัน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านได้เจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ที่มัสกัต โอมาน โดยทรัมป์ระบุว่าการเจรจาเป็นไปด้วยดี แม้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านจะยืนยันสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้เสี่ยงต่อสงคราม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เตือนว่าหากไม่บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน การโจมตีของสหรัฐฯ จะ "รุนแรงกว่าครั้งก่อนมาก" ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ

ที่มา : Sputnik

ไทยพบหลักฐานเพิ่มเติม ชัด กัมพูชาใช้ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ในพื้นที่ชายแดนไทย ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัย บริเวณ ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเบ้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจน โดยหน่วยสามารถตรวจยึด สรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานดังกล่าว ได้จำนวน 4 รายการ ได้แก่
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก

11 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถือเป็น "วันเสื้อยืดขาว" รำลึกการประท้วงจ้างงานไม่เป็นธรรม จุดเปลี่ยนสิทธิแรงงานยานยนต์สหรัฐฯ สู่การยอมรับสหภาพอย่างเป็นรูปธรรม

(11 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถือเป็น "วันเสื้อยืดขาว" ที่ได้รับการยกย่องในเครือข่ายสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ เพื่อรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ความสำเร็จของแรงงานในการประท้วงที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 1937

เหตุการณ์สำคัญนี้คือ "การประท้วงแบบนั่งยึดโรงงาน" (Flint Sit-Down Strike) ซึ่งแรงงานได้เข้าไปหยุดงานภายในโรงงาน General Motors (GM) เป็นเวลา 44 วัน จนผู้บริหารต้องยอมรับสหภาพแรงงาน UAW เป็นตัวแทนเจรจาอย่างเป็นทางการ เนื่องในประเด็นสิทธิ การต่อรองค่าจ้างและสวัสดิการ

"เสื้อขาว" กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สะท้อนความเท่าเทียมระหว่างแรงงานและฝ่ายผู้บริหาร โดยแรงงานสวมใส่เสื้อสีขาวในวันดังกล่าวเพื่อประกาศศักดิ์ศรีและแสดงว่าที่นั่งเจรจาไม่ได้เป็นของ "แจกฟรี" แต่เป็นผลจากการต่อสู้จริง

ปัจจุบัน กลุ่มสหภาพแรงงานยังจัดกิจกรรม "วันเสื้อยืดขาว" เพื่อย้ำเตือนคุณค่าของการรวมตัวและสิทธิแรงงานในยุคปัจจุบัน ตอกย้ำว่าแรงงานมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาสังคมและเศรษฐกิจ

วันเสื้อยืดขาวจึงเป็นวันเตือนความจำว่า "สิทธิแรงงานเกิดจากการต่อรองและเสียสละ" และการรวมตัวสามารถเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ต้องเคารพศักดิ์ศรีแรงงานเป็นฐานความเป็นธรรม

ที่มา : https://www.nationaldaycalendar.com/national-day/national-white-shirt-day-white-t-shirt-day-february-11

‘ชัยวุฒิ’ ชวนจับตา “รัฐบาลหนูทอง” ฝากจัดครม. ให้ว๊าวอย่าให้อ่อม พร้อมเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ- ปากท้อง – ความมั่นคง

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย คือผู้ชนะที่แท้จริงด้วยคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย ซึ่งนั่นหมายถึงใบเบิกทางสำคัญที่จะส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

“เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์ ชนะการเลือกตั้ง นายกฯ อนุทิน ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบนึงครับ ซึ่ง ครม. ที่ผ่านมาเนี่ย ก็เป็นที่รับทราบของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ทนายบอน’ ไขข้อข้องใจ ทำไม กกต. ไม่ให้นับคะแนนใหม่ทุกครั้ง ชี้ ต้องมี ‘ใบทักท้วง’ เป็นหลักฐาน ถ้าไม่ค้านหน้าหน่วยตอนนับ ถือว่ายอมรับกติกา

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ทนายบอน ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ว่าด้วย [การนับคะแนนใหม่]

ตามปกติการนับคะแนนเลือกตั้ง ต้องกระทำโดยเปิดเผย ต่อหน้าประชาชน สื่อมวลชน

พรรคการเมืองและผู้สมัครมีสิทธิส่งผู้สังเกตการณ์ของตนเองไปประจำหน่วยเลือกตั้งได้ และโดยปกติพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ต้องอบรมผู้สังเกตการณ์ของตนเอง ว่านับคะแนนแบบไหนผิดกฎหมาย หากพบความผิดปกติต้องทักท้วงอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีหัวคะแนนธรรรมชาติ ที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่ตนรักคอยสังเกตอยู่ แถมทุกวันนี้ทุกคนมีมือถือพร้อมถ่ายคลิป ลงสื่อโซเชี่ยลตลอดเวลา

ในการนับคะแนน การเปิดบัตรเลือกตั้ง การขานคะแนน การเขียนคะแนนลงกระดาน ทำทีละคะแนน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น ทุกคะแนนที่ไม่ถูกต้องจึงจะต้องถูกทักท้วงทันที ... ถ้าไม่มีคนทักท้วงเลยต้องถือว่าคะแนนนั้นถูกต้อง สมบูรณ์

เมื่อมีการทักท้วง “กปน” กรรมการประจำหน่วย จะเป็นผู้วินิจฉัย ท่ามกลางประชาชนทุกคน ส่วนใหญ่จบที่ขั้นตอนนี้

ถ้า กปน. วินิจฉัยแล้วผู้ทักท้วงไม่เห็นด้วย มีสิทธิ “เขียนข้อทักท้วง” ตามแบบฟอร์ม กกต. ได้
หรือกรณีอื่นๆ ที่ผิดปกติ ประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ก็สามารถเขียนข้อทักท้วงได้

ประเด็น คือ “ข้อทักท้วงในแบบฟอร์ม” นี่แหละที่เป็นกุญแจ เปิดประตูสู่การ “นับคะแนนใหม่” ตามที่กฎหมายกำหนด

เพราะถือว่า ทุกคะแนนทักท้วงได้ และต้องทักท้วงทันที หากไม่มีการทักท้วงไว้ตามแบบฟอร์มย่อมหมายความว่า “ทุกคะแนน” ที่นับต่อหน้าประชาชน นั้น ไม่มีปัญหา

ยูนิเซฟ ต้าน 'Deepfake' ส่อละเมิดเด็กด้วย AI หลังพบข้อมูลมีเด็ก 1.2 ล้านคน ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“Deepfake” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้” ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ

ฟางเส้นสุดท้าย!! ‘ปู’ ประกาศยุติความสัมพันธ์ ‘เด๋อ’ เปิดแผลลึก 29 ปี ก่อนตัดใจเดินออกมา เผยความเจ็บปวดครั้งนี้มาจากการค้นพบ "โลกอีกใบ" ยกที่ดิน 4 ไร่ ปิดฉากรักครั้งนี้

(10 ก.พ. 69) ปิดตำนานรักต่างวัยที่หลายคนชื่นชมหลายสิบปี 'ปู กนกวรรณ' หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'ปูเด๋อ' ประกาศยุติความสัมพันธ์กับอดีตสามี 'เด๋อ ดอกสะเดา' หลังจากพบความจริงที่ถูกซ่อนมานานเกือบ 3 ทศวรรษ ตัวเธอเปิดเผยว่าความเจ็บปวดครั้งนี้มาจากการค้นพบ "โลกอีกใบ" ที่ซ่อนอยู่ ภายใต้รอยยิ้มครอบครัวของตลกดัง

ปูเล่าว่าเรื่องปัญหานี้วนเวียนมาเนิ่นนานถึง 29 ปี ตั้งแต่แรกเริ่มคบหากัน ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งจับได้ว่าอดีตสามีไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่อพาร์ตเมนต์ แต่ถูกอธิบายว่าเป็นแค่ "เด็กของลูกน้อง" ด้วยความไว้วางใจและชื่อเสียงของฝ่ายชายทำให้เลือกที่จะให้อภัยและรักษาความสัมพันธ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ซ่อนอยู่ไม่จบที่นั้น เจ้าตัวเผยว่า "ผู้หญิงคนนี้" โทรเข้ามาบ้านและมือถืออยู่ตลอด จนกระทั่ง 2 ปีที่แล้ว เห็นโปรไฟล์ในไลน์ที่โทรเข้ากลางดึก และฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ปูเจอหญิงคนนี้นอนเฝ้าอดีตสามีที่ศูนย์ฯ พร้อมคำกล่าวจากฝ่ายนั้นว่า "ตนเองมาก่อน" ซึ่งทำให้เธอตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธออาจเป็น "มือน้อย" ในความสัมพันธ์นี้โดยไม่รู้ตัว

ความเจ็บปวดที่ทำให้เธอปิดตำนานรักนี้ลง คือคำพูดที่ได้ยินว่า "ที่ผ่านมาต้องขอโทษด้วยนะ ไม่โกรธกันแล้วเนอะ แก่ๆ กันแล้ว" ทำให้ปูตัดสินใจเลิกอย่างเด็ดขาดและเพื่อจบเรื่องราวนี้เธอยอมมอบที่ดิน 4 ไร่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นชื่อฝ่ายชาย แม้จะซื้อด้วยเงินเธอเอง เพราะทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนสมรสและแยกทรัพย์สินอย่างชัดเจน

การเลิกราครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเจ็บปวดในการค้นพบความจริงที่ถูกปกปิดเกือบสามทศวรรษและการตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหญิงสาวในวัยที่ควรได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขในบั้นปลายชีวิต

ที่มา : https://board.postjung.com/1669367


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top