Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ซาอุฯ ขีดเส้นแดง!! ไม่ฟื้นสัมพันธ์อิสราเอล หากไร้เส้นทางชัดเจนสู่รัฐปาเลสไตน์ กลางแรงกดดันทรัมป์ ย้ำอิสราเอลต้องแลกด้วยความคืบหน้าปาเลสไตน์

ซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากซาอุดีอาระเบียว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติ เว้นแต่จะมีสิ่งที่แหล่งข่าวระบุว่าเป็น “เส้นทางที่ชัดเจนและไม่อาจย้อนกลับได้” ไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ท่าทีดังกล่าวของซาอุดีอาระเบียมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางจะถูกคาดหวังให้รับรองอิสราเอล เมื่อมีการบรรลุข้อตกลงที่กว้างขึ้นกับอิหร่าน

ตามแหล่งข่าวที่ซีเอ็นเอ็นอ้างถึง ซาอุดีอาระเบียยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่มีมาอย่างยาวนานว่า การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติจะต้องเชื่อมโยงกับความคืบหน้าที่น่าเชื่อถือในการนำไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เขียนข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า เขาคาดหวังให้ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางและประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) หลังจากมีการสรุปข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน

ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า หากการเจรจาล้มเหลว อาจมีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตามมาในระดับที่ “ใหญ่กว่าและทรงพลังกว่าที่เคยมีมา”

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขอให้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ระหว่างการพบหารือเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ตามข้อมูลที่ซีเอ็นเอ็นอ้างถึง โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ตอบว่า ซาอุดีอาระเบียต้องการเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าว แต่ยืนกรานว่าจะต้องมีเส้นทางที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนไปสู่แนวทางสองรัฐ

มีรายงานว่า มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียอธิบายการหารือกับทรัมป์ในประเด็นนี้ว่า “สร้างสรรค์” และกล่าวว่า ริยาดจะทำงานเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ที่มา : https://www.middleeastmonitor.com/20260526-qatar-denies-reports-of-12bn-offer-to-iran-to-secure-us-deal/

การรถไฟฯ แถลงผลตรวจสอบ ผลอุบัติเหตุระหว่างงานก่อสร้าง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั่วประเทศ ตรวจเข้มโครงการรถไฟความเร็วสูง พร้อมตั้งมาตรการเข้มข้นทันที

การรถไฟฯ แถลงผลตรวจสอบเหตุเครนก่อสร้างช่วงสีคิ้ว พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยงานใกล้ทางรถไฟทั่วประเทศ

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมด้วยนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ภายหลังเกิดเหตุอุปกรณ์เครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น.

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้านภายในระยะเวลา 45 วัน โดยมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและวัตถุพยานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทดสอบวัสดุทั้งแบบทำลายและไม่ทำลาย การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ตลอดจนจัดทำแบบจำลองทางวิศวกรรมเพื่อวิเคราะห์กลไกการพังทลาย พร้อมสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้รับจ้าง ที่ปรึกษาควบคุมงาน เจ้าของโครงการ และพนักงานสถานีรถไฟในพื้นที่

ผลการตรวจสอบพบว่า อุบัติเหตุเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติงาน การควบคุมด้านความปลอดภัย และการกำกับดูแลในพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะกระบวนการปฏิบัติงานของอุปกรณ์ Launching Gantry ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับยกติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ในวันเกิดเหตุมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนด้านวิศวกรรมและข้อกำหนดความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการรับน้ำหนักเกินในจุดรองรับด้านหน้า จนทำให้ชิ้นส่วนรับแรงเกิดความเสียหายและโครงสร้างพังทลายลงสู่พื้นที่ทางรถไฟในขณะที่ขบวนรถวิ่งผ่าน

ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมงานและการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง อาทิ การไม่ขออนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) การปฏิบัติงานก่อนการอนุมัติ และการตรวจสอบอุปกรณ์ที่ไม่เป็นไปตามรอบระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการติดตามควบคุมงานในพื้นที่ที่ยังไม่ต่อเนื่องตามแนวทางที่กำหนดไว้

คณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มประสิทธิภาพระบบกำกับดูแลโครงการก่อสร้างในพื้นที่เดินรถ โดยเฉพาะการจัดสรรบุคลากรด้านวิศวกรรมให้เหมาะสมกับภารกิจ การเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามควบคุมงาน และการยกระดับกลไกตรวจสอบด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยสูงสุด

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง กล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวนของ รฟท. ได้รายงานผลการสอบสวนต่อกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมายและเงื่อนไขสัญญา โดยการดำเนินงานก่อสร้างในโครงการยังคงเป็นไปตามกระบวนการสัญญา ภายใต้มาตรการกำกับและควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ รฟท. จะเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงานใกล้พื้นที่เดินรถในทุกโครงการทั่วประเทศ โดยกำหนดให้การปฏิบัติงานในระยะใกล้เขตทางรถไฟต้องได้รับอนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) จาก รฟท. เป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง ก่อนดำเนินงานบนโครงสร้างส่วนบนทุกประเภท

นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกระบบอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง โดยกำหนดให้ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) อนุมัติงานแบบรายวัน พร้อมมีหลักฐานภาพถ่ายหน้างานประกอบทุกครั้งก่อนลงนาม รวมทั้งต้องมีวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำพื้นที่ตลอดเวลาที่มีการปฏิบัติงาน หากตรวจพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย จะสั่งระงับงานทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

ขณะเดียวกัน รฟท. จะดำเนินการตรวจสอบเครน Launching Gantry ทุกชุดที่ใช้งานอยู่ในโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party) ครอบคลุมทั้งระบบโครงสร้าง ระบบยก และระบบไฮดรอลิก พร้อมกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและการเปลี่ยนอุปกรณ์สำคัญให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำหนดรอบการเปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar ไม่เกิน 60 รอบการใช้งาน และห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำโดยเด็ดขาด

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time อาทิ ระบบตรวจวัดความเอียง ระบบตรวจวัดแรงดึง และกล้อง CCTV บนเครื่องจักรทุกชุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามความปลอดภัยและสามารถสั่งหยุดการทำงานได้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

รวมถึงจะมีการทบทวนหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับจ้างสำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้น้ำหนักด้านประสบการณ์เฉพาะทางและมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กับการพิจารณาด้านราคา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดของบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความปลอดภัยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

นายอนันต์ฯ กล่าวว่า รฟท. อยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน และการเดินรถ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาและกระบวนการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ รฟท. จะนำผลการตรวจสอบครั้งนี้ไปปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแลและการทำงานในพื้นที่เดินรถอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการดำเนินโครงการก่อสร้างทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเสริมความเข้มงวดในการควบคุมงานและการปฏิบัติงานใกล้เขตทางรถไฟให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยสูงสุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน และความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440019733/posts/1465886488902671/?rdid=V1apPEPWU957MiMN#

27 พฤษภาคม 2449 วันคล้ายวันเกิด “ท่านพุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก ผู้มอบแก่นพระธรรมที่ร่วมสมัยแก่สังคมไทย เน้นแก่นพุทธศาสนาเข้าถึงคนรุ่นใหม่ คำสอนลึกซึ้งเชื่อมชีวิตและสังคม

27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 วันคล้ายวันเกิด “ท่านพุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก ผู้มอบแก่นพระธรรมที่ร่วมสมัยแก่สังคมไทย

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) พระนักคิดและนักเผยแผ่ธรรมะคนสำคัญของไทย ผู้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกในวาระครบ 100 ปีชาตกาลให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลก ด้วยผลงานด้านศาสนา ความคิด และการเผยแพร่ธรรมะที่มีอิทธิพลกว้างไกลทั้งในไทยและต่างประเทศ

ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นที่จดจำอย่างเด่นชัดในฐานะพระผู้พยายามพาคนกลับไปหา “แก่น” ของพระพุทธศาสนา มากกว่าการยึดติดกับเปลือกพิธีกรรมหรือความเชื่อที่ห่างไกลจากคำสอนดั้งเดิม หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ อธิบายว่า ตลอดชีวิตของท่าน ท่านศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติ และสอนธรรมะอย่างมุ่งมั่น เพื่อทำให้พุทธธรรมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงสำหรับผู้คนในโลกสมัยใหม่

จุดเด่นที่สุดของท่านคือการอธิบายธรรมะให้ ร่วมสมัย เข้าใจง่าย แต่ยังคงความลุ่มลึก ท่านไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนาในฐานะเรื่องไกลตัว หากแต่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ การยึดติด ความเห็นแก่ตัว สันติภาพ หรือการอยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยเหตุนี้ คำสอนของท่านจึงเข้าถึงทั้งพระสงฆ์ ปัญญาชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในวงกว้าง

อีกด้านหนึ่ง ท่านพุทธทาสภิกขุยังเป็นผู้บุกเบิกการตีความพุทธธรรมในมิติที่กว้างกว่าศาสนาเฉพาะบุคคล บทความของหอจดหมายเหตุพุทธทาสระบุว่า ท่านขยายการอธิบายธรรมะไปสู่ประเด็นทางสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องของวัดหรือการปลีกวิเวกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนกันในโลกนี้

ความสำคัญของท่านในระดับนานาชาติสะท้อนชัดจากการที่ ยูเนสโก ยกย่องท่านในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล โดยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในขณะนั้นกล่าวถึงท่านว่าเป็นพระเถรวาทผู้ทรงอิทธิพลจากประเทศไทยที่เข้าร่วมรายชื่อบุคคลสำคัญระดับนานาชาติของยูเนสโก การยกย่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะท่านเป็นพระสำคัญของไทยเท่านั้น แต่เพราะแนวคิดและผลงานของท่านมีคุณค่าต่อมนุษยชาติในวงกว้าง

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ความคิด ท่านพุทธทาสภิกขุมีบทบาทอย่างมากในการทำให้คนไทยจำนวนมากมองพระพุทธศาสนาใหม่ จากเดิมที่หลายคนคุ้นกับศาสนาในกรอบพิธีกรรมและความเชื่อ ท่านพยายามดึงผู้คนกลับไปหาหลักการพื้นฐาน เช่น การลดตัวตน ความว่าง การดับทุกข์ และการใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือเข้าใจชีวิตจริง จึงไม่น่าแปลกที่คำสอนของท่านยังถูกอ่าน ศึกษา และอ้างอิงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น วันที่ 27 พฤษภาคม จึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันเกิดของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันที่ควรใช้รำลึกถึง ท่านพุทธทาสภิกขุ ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อเผยแพร่แก่นพระธรรมให้มีความหมายต่อมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ และทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นพลังทางปัญญาและการเยียวยาจิตใจของผู้คนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://main.bia.or.th/_en/buddhadasa-bhikkhu/

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไทยติดกับดักเปลี่ยนผ่านเวียดนามติดกับดักปริมาณ ใครจะครองบัลลังก์ท่องเที่ยวอาเซียน ไทยต้องเร่งกู้ความปลอดภัย ก่อนเสียแชมป์ท่องเที่ยวให้เวียดนาม

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ศึกใหญ่แห่งอาเซียน เมื่อเวียดนามท้าชิงบัลลังก์ท่องเที่ยวไทย

ภาพที่สวนทางกันอย่างเจ็บปวด

ปี 2568 เป็นปีที่ "ไทยหดตัว เวียดนามพุ่ง" พร้อมกัน

ไทยมีนักท่องเที่ยว 32.97 ล้านคน ลดลง -7.23% รายได้หดลงอีก -4.71% โดยเฉพาะตลาดจีนที่หายไป -33.8% แม้ยุโรปและรัสเซียฟื้นตัวแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจอุดรอยรั่วที่ใหญ่เกินไปได้

เวียดนามกลับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยนักท่องเที่ยว 21.2 ล้านคน โต +20.4% รายได้ทะลุ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก และตั้งเป้าปี 2569 ที่ 25 ล้านคน ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข

เวียดนามกำลังติดกับดัก "Volume Trap" — รายได้เพิ่มตามจำนวนคน ไม่ใช่ตามมูลค่าต่อหัว รายได้กว่า 50% มาจากนักท่องเที่ยวในประเทศที่ใช้จ่ายต่ำ โครงสร้างพื้นฐานการบริการยังอันดับ 80 โลก และนโยบายการท่องเที่ยวติดอยู่ที่อันดับ 98 ขวางการเข้าสู่ตลาด Luxury อย่างสมบูรณ์

ไทยก็ไม่ได้สบายกว่า กำลังติดกับดัก "Transition Friction" — ประกาศ "Less for More" แต่ธุรกิจฐานราก ทัวร์ โรงแรมกลาง ร้านของฝาก ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อรองรับมวลชน 40 ล้านคน เมื่อจีนหายไป สภาพคล่องพังทันที และยิ่งน่าห่วงกว่านั้นคือ ความปลอดภัยของไทยร่วงจากอันดับ 86 → 102 โลก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนด้านความปลอดภัยดิ่งจาก 26% เหลือเพียง 19%

ยุทธศาสตร์ที่กำลังสู้กัน

ไทย ชูกลยุทธ์ "Less for More" — DTV Visa ดึง Digital Nomads, Medical & Wellness Hub, Soft Power "5 Must Do in Thailand" และกระจายรายได้สู่เมืองรอง

เวียดนาม ตีด้วย "Dual Visa + Digital Revolution" — ยกเว้นวีซ่า 45 วันสำหรับ 13 ประเทศเป้าหมาย e-visa 90 วันสำหรับทั่วโลก และพัฒนาซูเปอร์แอป "Visit Vietnam" ที่บูรณาการ AI + Blockchain + Real-time Data ทั้งระบบ เป้าหมายชัดเจน — Top 30 TTDI ภายในปี 2573

ทางรอดของไทย

ชัยชนะในทศวรรษหน้า ไม่วัดที่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่วัดที่ "ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนปริมาณให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืน"

ไทยต้องปฏิรูปใน 5 มิติพร้อมกัน — กอบกู้ความปลอดภัยอย่างเด็ดขาด เจาะตลาดพรีเมียมอย่างจริงจัง สร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับชาติ บังคับมาตรฐาน ESG และ Overtourism และที่สำคัญที่สุด — เปลี่ยนเวียดนามจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร ด้วยการผลักดัน Common Visa อาเซียน ให้ไทยเป็น "ฮับ" ที่ทุกคนต้องผ่าน

ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทิ้ง "อดีตอันหอมหวานของยอดตัวเลข" และเดินหน้าด้วย "คุณภาพ นวัตกรรม และความปลอดภัย" เพราะนี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่จะตัดสินว่า

ไทยจะยังผงาดเป็นเจ้าแห่งท่องเที่ยวอาเซียน หรือจะก้าวลงจากบัลลังก์อย่างถาวร

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2860068067665570&id=100009872145864&rdid=wyUjVSzt4it3yjeG#

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

GrabRanger ช่วยเหลือสังคม ฮีโร่จิตอาสา "GrabRanger" ส่งต่อพลังบวกบนถนน สมาชิกกว่า 1,300 คนทั่วกรุงเทพฯ ขยายเครือข่ายทั่วประเทศเร็วๆ นี้

เปิดใจ “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา 

เจ้าของฉายา “ฮีโร่แห่งท้องถนน” กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆ ในสังคม

เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มีไรเดอร์กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณหรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา ที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่  GrabRanger มีเหมือนกันคือ “จิตสาธารณะ” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน”

จากวันที่ไม่มีใครหยุดช่วย…สู่คนที่ไม่เคยละเลยใคร

จุดเริ่มต้นกลุ่ม GrabRanger เริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ “พี่เชิด” ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง

“ตอนนั้นผมน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมาก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกผมไปเลยทำให้ผมตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้วผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล”

นับจากวันนั้น พี่เชิดเดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม GrabRanger ในปีที่ผ่านมา (2568)

วันนี้ GrabRanger ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ

ผู้รับ (ความช่วยเหลือ) อุ่นใจ แต่ผู้ให้สุขใจยิ่งกว่า

สำหรับ GrabRanger “ความช่วยเหลือ” ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน

อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ “พี่สมดุ่ย” ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม GrabRanger เล่าถึงบทบาทในทีมว่า “ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์ เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด”

“มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสียตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆ เราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย”

“มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ นะครับ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งผมก็รับรู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือเขามีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปผมพบว่าใจผมมีความสุขมาก มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง” พี่สมดุ่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“พลังจิตอาสา” ส่งต่อได้ ไม่สิ้นสุด

สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ “พี่ฮาท” ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าว

เมื่อมาเข้าร่วม GrabRanger เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆ นี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีมเพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม GrabRanger พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนั้น สู่ GrabRanger ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า “GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ”

“แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม

เป้าหมายต่อไปของ GrabRanger คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ

“แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “กัลยา บุญญามณี” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ “กัลยา บุญญามณี” ครอบครัวบุญญามณีน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมมอบเงินบุญกว่า 5 ล้านบาทให้ รพ.สงขลานครินทร์

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสำนึกในพระกรุณาคุณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน และมอบเงินบำเพ็ญกุศลฯทั้งหมด 5,075,066 บาท ให้แก่ รพ.สงขลานครินทร์ 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี ม.ว.ม., ป.ช. ข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ภริยานายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นมารดาของนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ณ เมรุวัดแหลมทราย อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นำความปลื้มปิติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวบุญญามณี และนับเป็นเกียรติอันสูงยิ่งแก่ผู้วายชนม์

พร้อมกันนี้ ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระกรุณาคุณ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงปลงธรรมสังเวช และโปรดประทานผ้าไตร 3 ไตร พร้อมกับไม้จันทร์ 1 ช่อ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ โดยมีสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการประกอบพิธีฯเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้วายชนม์ ที่ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมาตลอดระยะเวลาการรับราชการ ซึ่งภายในพิธีมีครอบครัว ญาติมิตร ตลอดจนผู้ร่วมพิธีจากทุกภาคส่วน ร่วมแสดงความอาลัยและร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก 

โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพิธีฯได้เชิญกล่องเพลิงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยไม้จันทน์ประทาน และผ้าไตรประทานของสมเด็จพระสังฆราช มายังบริเวณพิธี โดยมีครอบครัวและญาติของผู้วายชนม์ตั้งแถวรอรับอย่างสมพระเกียรติ

ก่อนเข้าสู่พิธีฯ นายนิธิกร บุญญามณี บุตรชาย อ่านหมายรับสั่งจากสำนักพระราชวัง/สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช นายสรรเพชญ บุญญามณี บุตรชาย อ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนางสาวนิธิยา บุญญามณี บุตรสาว อ่านประวัติ พร้อมกล่าวรำลึกถึงคุณงามความดีที่ผู้วายชนม์ได้อุทิศไว้แก่สังคมและประเทศชาติ 

จากนั้น ประธานในพิธี ได้ทอดผ้าไตรประทานจากสมเด็จพระสังฆราช จำนวน 3 ไตร โดยมีพระราชาคณะและพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมพิจารณาผ้าไตรตาม

ลำดับพิธีการ ต่อมาเวลา 16.00 น. ประธานในพิธีได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ และวางดอกไม้จันทน์ประทาน ตามลำดับ 

ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาของการบำเพ็ญกุศลฯได้มีผู้ร่วมงานจากหลายพื้นที่มาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก ในการนี้ครอบครัวบุญญามณี ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เดินทางมาร่วมพิธี เพื่อให้กำลังใจ รวมทั้งที่ได้ร่วมทำบุญบำเพ็ญกุศล โดยครอบครัวบุญญามณี ได้มอบเงินทั้งหมดจำนวน 5,075,066 บาท ที่ได้จากการร่วมบุญพิธีบำเพ็ญกุศลของคุณแม่กัลยา บุญญามณี ให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนงานสาธารณกุศลทางการแพทย์มูลนิธิ ต่อไป ซึ่งถือเป็นการบริจาคให้มูลนิธิเป็นครั้งที่4 ของครอบครัว พร้อมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน10โรงเรียน

‘วราวุธ’ ชูนิคมอุตสาหกรรมไทยโตแรง!! อุตสาหกรรมไทยเร่งเครื่อง กนอ. ดัน Green Finance–คาร์บอนเครดิต–อนุญาตโรงงานจบใน 1 เดือน ดันโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

“วราวุธ” ดัน เครื่องยนต์ลงทุนไทย โชว์ นิคมอุตสาหกรรมโตแรง รองรับย้ายฐานการผลิตโลก

ชู ไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค

วันที่ 26 พ.ค. 69 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า

ผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคม

อุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่ง

อนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงโดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง

“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”

ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน 

ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

กองสื่อสารองค์กร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ไทย–กัมพูชา เปลี่ยนเกม!! สะบั้น MOU44 หันกลับใช้ UNCLOS ยกระดับความสัมพันธ์บนเวทีสากล กัมพูชาต้องการสิทธิพิเศษทางทะเล ไทยพร้อมรับมือยึดกติกาสากล

วิเคราะห์ UNCLOS กับ MOU44 ความแตกต่างในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้เราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดอะไรนัก  แม้การเดินทางเข้ากัมพูชาของคนไทย ณ วันนี้จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้ทางอากาศแบบฟรีวีซ่าเพราะกัมพูชาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน/ทวิภาคี  ที่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเดินทางไปหากันได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าภายในระยะเวลา 14 วัน   ล่าสุดไทยกับกัมพูชาจะสะบั้น MOU 44 กันไปแล้วและหันกลับไปใช้ UNCLOS กันแทน วันนี้เอย่าจึงพามาดูกันว่า UNCLOS ต่างจาก MOU44 อย่างไร แล้วงานนี้ใครได้ใครเสีย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า MOU คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  เป็นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 2 ประเทศ  ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกหรือปักปันเขตแดนกันจริงจัง  ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมักหมมที่เกิดการรุกล้ำแผ่นดินจนเคลมแผ่นดินไทยบางส่วนไปเป็นของกัมพูชาเพราะถือหลักอยู่กันมานานนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ทางไทยเราได้กางแผนที่พร้อมหลักฐานหมุดสยามที่ปักอยู่เป็นตัวกำหนดเขตแดนและยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  โดยใช้หลักฐานคือ สันปันน้ำ  แผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นมาตราส่วนสากลในการกำหนดปักปันเขตแดน  รวมถึงหลักหมุดเดิมที่มีการกำหนดกันระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้น 

แล้ว UNCLOS คืออะไรละ….?   UNCLOS ย่อมาจากUnited Nations Convention on the Law of the Sea  เป็นการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ใช้กำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศ  การที่ตอนนี้ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ UNCLOS เพราะจะได้แบ่งปักปันพื้นที่ในทะเลออกมาได้อย่างชัดเจน  โดยพื้นที่ในทะเลจะเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลตรงนั้นด้วย  แล้วแปลกใจไหมละคะว่าทำไมกัมพูชาถึงเลือกจะใช้ UNCLOS ในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทย  กัมพูชาได้อะไรอย่างนั้นหรือ…?

อย่างแรกเลยกัมพูชาอ้าง UNCLOS เพื่อจะเปลี่ยนประเด็นจากข้อพิพาทของ 2 ประเทศให้เป็นปัญหาระดับสากล ดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาได้ช่วยไกล่เกลี่ยและเพิ่มความชอบธรรมทางการทูต   ประเด็นต่อมาคือ  การเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องก๊าซและน้ำมัน โดยมีความเป็นไปได้ที่ทางกัมพูชาจะอ้างสิทธิการใช้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ประกาศสิทธิครอบครองตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โดยขยายออกไปสูงสุดไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  หรือประมาณ 370 กิโลเมตร จากเส้นฐานชายฝั่ง โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กัมพูชาในการสำรวจ ขุดเจาะ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น  ซึ่งการลากเส้นทางทะเลดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมในการเคลมการหาผลประโยชน์พื้นที่ในทะเลในจุดที่เคยเป็นพื้นที่พิพาทให้เป็นของกัมพูชาได้  ข้อ 3 คือการลดการใช้แผนที่และสนธิสัญญาจากยุคอาณานิคมแต่หันมายึดกฎหมายทะเลยุคใหม่แทน  สุดท้ายการใช้ UNCLOS จะเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่กัมพูชาด้วย  

แล้วฝั่งไทยละการใช้ UNCLOS มีประโยชน์อย่างไร  เอย่าก็ต้องบอกก่อนว่าไทยเราใช้ UNCLOS มาหลายประเทศแล้วรอบบ้านเราทั้งเมียนมาและมาเลเซีย  รวมถึงประเทศที่จะมีน่านน้ำติดกับเราอย่าง อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซียก็เช่นกัน  ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยเราจึงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี อะไรที่ฝั่งกัมพูชาคิดจะทำได้ฝั่งไทยก็ทำได้เช่นกันในกรอบข้อกำหนดเดียวกัน

ถึงวันนี้เอย่ามั่นใจว่าการที่ท่านอนุทินเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้วบอกกับประธานาธิบดี มาครง เรื่องกันยกเลิก MOU44 แล้วหันกลับมาใช้ UNCLOS น่าจะเป็นอะไรที่เป็นมาตรฐานและเป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมแต่เดิมของกัมพูชาเข้าใจได้  แถมยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลกด้วยว่าเราไม่ได้รังแกประเทศที่ล้าหลังกว่าอย่างกัมพูชา รวมถึงลากกัมพูชามาประจานของสาธารณะได้อย่างชอบธรรมหากทำสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั่นเอง

ที่มา : AYA

ฝรั่งเศสส่งสัญญาณมิตรภาพ!! มาครงต้อนรับ “อนุทิน” ถึงปาแลเดอเลลีเซ โพสต์เพลง made in Thailand สะท้อนมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศส ชูความร่วมมือเศรษฐกิจ–วิทยาศาสตร์–ความมั่นคง

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โพสต์ภาพคู่ ‘อนุทิน’นายกรัฐมนตรีพร้อมเพลง made in Thailand ของวงคาราบาว หลังจากทั่งคู่ได้หารือกันที่ทำเนียบปาแลเดอเลลีเซ ย้ำ ไทยและฝรั่งเศสยังคงเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด

นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส โพสต์ภาพผ่าน instagram ส่วนตัวเป็นภาพคู่กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมแท็กเพลง made in Thailand แห่งวงคาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตระดับตำนานของไทย หลังจากให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ที่ทำเนียบปาแลเดอเลลีเซ

พร้อมระบุข้อความว่า มีความสุขที่ได้รับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย  ในการเยือนฝรั่งเศส  ไทยและฝรั่งเศสยังคงเสริมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิด และความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และความมั่นคง เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

ที่มา : NBTConnext 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1464837409011925&id=100064570394286&rdid=qabCU9p0SmIAUai8#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top