Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

“สัตว์พูดไม่ได้” 'อิงฟ้า วราหะ' ขอเป็นเสียงแทนสีดอหูพับ ช้างป่าจากขอนแก่นล้มระหว่างเคลื่อนย้าย สร้างความสะเทือนใจและตั้งคำถามขั้นตอน ผลชันสูตรชี้ช็อกเฉียบพลันส่งระบบหายใจล้มเหลว

(12 ก.พ. 69) พลายสีดอหูพับ ช้างป่าจากจังหวัดขอนแก่น เสียชีวิตในระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ฟื้นฟูในจังหวัดเลย เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและเป็นประเด็นตั้งคำถามถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ

ผลชันสูตรเบื้องต้นระบุว่าช้างป่ามีภาวะช็อกเฉียบพลันและอาจเกิดการสำลัก ส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวระหว่างเคลื่อนย้าย คลิปและภาพที่เผยแพร่ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสีดอหูพับ

ล่าสุด 'อิงฟ้า วราหะ' ได้ออกมาเป็นกระบอกเสียงในเรื่องนี้ผ่านทางแพลตฟอร์ม X โดยโพสต์ข้อความว่า "จริงๆ เป็นอะไรที่อ่อนไหวมากๆ สัตว์เค้าพูดไม่ได้ เค้าเรียกร้องไม่ได้ด้วยซ้ำ ขอพื้นที่ให้เค้าได้อยู่ ได้กิน ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนโลกใบเดียวกันกับเรา การจากไปครั้งนี้ บางทีอาจต้องให้บทเรียนมนุษย์บ้าง"

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายในการจัดการสัตว์ป่า ระหว่างการเคลื่อนย้ายและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ที่ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาขั้นตอนและมาตรการเพื่อป้องกันความสูญเสียในอนาคต

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/317795.html

‘นายกฯ อนุทิน’ ขอพร ศาลเจ้าพ่อเสือ เสริมสิริมงคลรับตรุษจีน ขอให้คนคิดไม่ดีกับประเทศไทย พังพินาศ ประชาชนมีความสุข ร่ำรวย สามัคคี

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือว่า ตนเป็นคนแบบนี้ เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไหว้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง

สมาคมค้าปลีกฯ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ “6 แพ็กเกจฟื้นศก.” ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง ปั๊ม 2 แสนล้านบาท ดัน GDP 

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปี ของทีมบริหารประเทศ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย จึงขอเสนอ “แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ” ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด “ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง-ลงทุนท้องถิ่น-SMEs แข็งแรง-แรงงานมีทักษะ-แข่งขันอย่างเท่าเทียม” ดังนี้

1. ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ

1.1 มาตรการคนละครึ่งพลัส ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม เพื่อให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึงโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น

1.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0-1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสด และเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น

1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

 2. เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้ง และท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์

2.1 มาตรการ Instant Tax Refund นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้ง และแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น

2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้า SME โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

 3. ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ

3.1 ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการ หรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก

3.2 ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

4. SMEs แข็งแรง: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

4.1 สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก

4.2 อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการ SME สำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

5. แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก

5.1 ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น

5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้าง แทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน

5.3 การจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และการจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน

กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน แทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี

โรงเรียนไม่ใช่สนามรบ: ถ้ารัฐยังอ่อน กฎหมายยังหลวม ครูก็ต้องตายซ้ำ

หาดใหญ่วันนี้ไม่ใช่แค่ “ข่าวดัง” แต่มันคือใบแจ้งหนี้ที่สังคมไทยหลบตาไม่พ้น:
โรงเรียน—พื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุด—กลับกลายเป็นพื้นที่ที่คนทำงานด้านการศึกษาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

แล้วเรายังจะปลอบใจกันด้วยประโยคเดิมๆ อีกกี่ครั้ง?
“เด็กยังไม่รู้เรื่อง” “ต้องให้โอกาส” “อย่าทำลายอนาคตเขา”

คำถามคือ… แล้วอนาคตของครูที่ตายล่ะ?
อนาคตของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ล่ะ?
อนาคตของพ่อแม่ที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วยความเชื่อว่า “ที่นี่ปลอดภัย” ล่ะ?

1) อย่าหลอกตัวเอง: นี่ไม่ใช่ “เด็กพลาด” แต่มันคือ “ความรุนแรงเต็มรูปแบบ”
เมื่อมีอาวุธ เมื่อมีการคุกคามชีวิต เมื่อมีผู้เสียชีวิต—มันไม่ใช่เรื่องอารมณ์วัยรุ่น
มันคืออาชญากรรมรุนแรง ที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะโดยตรง
และถ้ารัฐยังใช้ภาษานุ่มๆ แบบกล่อมเด็กกับความรุนแรงแบบนี้
รัฐก็ไม่ได้ “เมตตา” —รัฐกำลังปล่อยปละ และทำให้คนดีต้องรับกรรมแทน

2) ถึงเวลาแก้กฎหมาย: “ฟื้นฟู” ต้องไม่กลายเป็น “บัตรผ่าน” ของคดีรุนแรง
ระบบยุติธรรมเยาวชนที่เน้นฟื้นฟูมีประโยชน์—ในคดีทั่วไป
แต่คดีใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาแบบนี้ ต้องมี “ชั้นพิเศษ” ที่เข้มกว่าทันที
ต้องเลิกเอาคำว่า “เด็ก” มาเป็นเกราะกันความรับผิดแบบอัตโนมัติ
โดยเฉพาะคดีที่มี อาวุธ / ตัวประกัน / เสี่ยงชีวิต / มีผู้ตาย
ข้อเสนอที่ต้องพูดให้ดัง:
- แยกคดีรุนแรงสูงออกจากคดีเยาวชนทั่วไป ให้ชัดในกฎหมาย
- เพิ่มมาตรการคุมตัว–ประเมินความเสี่ยง แบบจริงจัง
- ยกระดับสิทธิผู้เสียหายและความปลอดภัยสาธารณะ

3) หยุด “เก่งหลังศพ”: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “อาวุธ” และ “ช่องทาง”
ถ้าเด็กเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ต่อให้ซ้อมแผนอีกกี่ร้อยครั้งก็ไม่พอ
รัฐต้องปิดช่องทางอาวุธ และเอาจริงกับทุกคนที่ทำให้ความรุนแรงหลุดเข้าโรงเรียน

4) โรงเรียนต้องมีความปลอดภัยขั้นต่ำ ไม่ใช่ปล่อยครูเป็น “ด่านหน้าไร้อาวุธ”
ครูไม่ใช่ รปภ.
ผอ.ไม่ใช่หน่วยเจรจาตัวประกัน
นักเรียนไม่ควรต้องโตมากับภาพโรงเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงชีวิต

จีนเตือนสหรัฐฯ!! หยุด “ติดอาวุธ” ไต้หวัน ย้ำยึดหลักจีนเดียว ควรทำตามแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ 3 ฉบับ หยุดผลักไต้หวันไปสู่สถานการณ์เสี่ยง ย้ำ “ไต้หวันเรื่องของคนจีน” ไม่ยอมรับสหรัฐฯ แทรกแซง

(12 ก.พ. 69) จูเฟิ่งเหลียน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. เกี่ยวกับกรณีสหรัฐฯ จำหน่ายอาวุธแก่ไต้หวัน โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ควรปฏิบัติตามหลักการจีนเดียวและแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ ทั้งสามฉบับ พร้อมเรียกร้องให้หยุด "ติดอาวุธ" ให้ไต้หวัน

โฆษกจีนกล่าวหาว่าทางการพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของไต้หวันแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเห็นแก่ตัว โดยทำตัวเป็น "ตู้กดเงินสด" ให้กับผู้ค้าอาวุธสหรัฐฯ และร้องขอ "การคุ้มครอง" ที่เป็นเท็จจากภายนอก ซึ่งเสี่ยงทำให้ไต้หวันตกอยู่ในอันตรายและนำหายนะมาสู่ประชาชนชาวไต้หวัน

จูเฟิ่งเหลียนยังกล่าวถึงงบประมาณกลาโหมพิเศษของไต้หวันที่มุ่งแสวงหาความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ ว่า ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องของประชาชนชาวจีนและไม่ยอมรับการแทรกแซงจากภายนอกอย่างเด็ดขาด พร้อมเตือนสหรัฐฯ ให้ระมัดระวังและหยุดส่งสัญญาณผิดๆ ไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดน "เอกราชไต้หวัน" เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกิจการภายในจีน

ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงสูงขึ้นเมื่อจีนย้ำไม่รับการแทรกแซงกรณีไต้หวัน อ้างถึงความพยายามของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าที่สมรู้ร่วมคิดกับสหรัฐฯ ด้วยวิธีทางทหารเพื่อแบ่งแยกดินแดนว่าจะล้มเหลวในที่สุด

ที่มา : Xinhua

ความชอบธรรมไม่ได้จบที่ผลโหวต แต่มาจบที่ “ความเข้าใจร่วมกัน” หลังประชามติรัฐธรรมนูญ: เมื่อความชอบธรรมต้องชนะด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ผลประชามติรอบแรกว่าด้วย “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ออกมาค่อนข้างชัด - นับแล้ว 94% ฝ่าย “เห็นชอบ” 19,882,882 เสียง “ไม่เห็นชอบ” 10,502,889 เสียง ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%) ตามรายงานของ Thai PBS.
แต่ถ้าตีความว่า “ชนะแล้วจบ” เราจะพลาดบทเรียนใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย: ความชอบธรรมของกติกา ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก “ความเข้าใจร่วมกัน” ว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครได้เสียอะไร และยอมรับกติกาเดียวกันในการเดินต่อ - แม้เมื่อเห็นต่าง

1) ผลโหวตคือ “ใบอนุญาตเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ใบปิดเกม”
การได้เสียงข้างมากให้เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ เป็นแค่การยืนยันว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ให้เริ่มกระบวนการ” แต่กระบวนการนี้ยังยาว และยังมีด่านที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีก ตามรายงานของ Reuters ว่าจะมี “อีก 2 ประชามติ” สำหรับกรอบการยกร่างและการรับรองร่างสุดท้าย และทั้งกระบวนการอาจกินเวลาอย่างน้อย 2 ปี
เมื่อเกมยังยาว “เสียงไม่เห็นชอบ” ระดับสิบล้านเสียงจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แพ้แล้วหายไป แต่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถ้าไม่ถูกพาให้ “เข้าใจ” และ “ยอมรับความเป็นธรรมของกระบวนการ” ก็มีพลังพอจะทำให้ทุกด่านถัดไปติดหล่มได้

2) จุดที่ทำให้ไทยยังไม่เกิด “ความเข้าใจร่วมกัน” (และจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง)
ความเข้าใจร่วมกันพัง ไม่ใช่เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนกัน (นั่นเป็นเรื่องปกติ) แต่เพราะ “ฐานข้อมูลร่วม” และ “ภาษากลาง” ยังไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะ 3 จุดนี้

(ก) คำถามเดียว - แต่ความหมายในหัวคนละเรื่อง
คำว่า “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” หลายคนใช้แทนกัน แต่จริง ๆ กระบวนการและนัยทางอำนาจต่างกันมาก จนมีการชี้ว่าเอกสารข้อมูลบางชุดใช้ถ้อยคำปะปน เสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถ้าฐานความเข้าใจยังไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น ต่อให้ผ่านประชามติ ก็จะทะเลาะกันต่อว่า “สรุปตอนนั้นประชาชนอนุมัติอะไรแน่”

(ข) ประชาชนจำนวนมากยังงงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง”
บางการสรุประบุเป็น 2 ครั้ง บางการสรุประบุเป็น 3 ครั้ง - และแต่ละแบบนำไปสู่ความคาดหวังคนละชุดทันที จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามเรื่อง “ขั้นตอน” อยู่เรื่อย ๆ
ความสับสนแบบนี้คือเชื้อเพลิงของความไม่ไว้วางใจ: คนที่ไม่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “ถูกลากเกม” ส่วนคนที่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “อีกฝั่งตั้งใจทำให้งง”

(ค) ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก - แต่ข้อจำกัดเรื่อง “ใครเป็นคนร่าง” ยังเป็นปม
ประเด็นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางการเมืองสูงสุด คือ “ใครจะเป็นคนเขียนกติกาใหม่” เพราะถ้าคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ความชอบธรรมจะตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มร่าง
นี่โยงตรงกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และการออกแบบกลไกในรัฐสภาว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับร่วมกันได้แค่ไหน

3) “การสื่อสาร” คือสนามรบของความชอบธรรม - ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์
ถ้าความชอบธรรมต้องมาจบที่ความเข้าใจร่วมกัน แปลว่า “การสื่อสาร” ต้องเปลี่ยนสถานะจากงานประกาศผล ไปเป็น “โครงสร้างของความไว้ใจ” โดยมีบทบาทของ 3 ฝ่ายชัด ๆ

3.1 รัฐ: สื่อสารเพื่อทำให้ ‘กติกา’ ถูกเข้าใจแบบเดียวกัน
สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่บอกว่า “ขั้นตอนเป็นอย่างไร” แต่ต้องทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” และ “เข้าใจได้” เช่น ใช้ถ้อยคำให้คงเส้นคงวา แยกให้ชัดว่า “ทำฉบับใหม่” ต่างจาก “แก้ทั้งฉบับ” ตรงไหน ทำไทม์ไลน์แบบภาษาคน พร้อมคำถาม-คำตอบ และเปิดข้อมูลผลคะแนน/บัตรเสีย/ผู้มาใช้สิทธิแบบอ่านง่าย

3.2 สื่อ: แยก “ข้อเท็จจริง - ความเห็น - การคาดการณ์” ให้ชัด
สื่อไม่ควรทำให้ประชามติกลายเป็นสงครามเชียร์ เพราะถ้าคนดูรู้สึกว่าถูก “ชี้นำ” เขาจะไม่เชื่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในรอบถัดไป จึงควรรายงานให้ชัดว่าอะไร “ยืนยันแล้ว” อะไรคือ “กติกาที่คาดว่าจะเกิด” และอะไรเป็น “ความเห็นเชิงบรรณาธิการ”

3.3 ภาคประชาชน: สร้างพื้นที่คุยแบบไม่ทำให้อีกฝั่งเป็นศัตรู
ถ้าเรายังใช้ภาษาว่า “ฝ่ายฉันคือประชาธิปไตย ฝ่ายเธอคือศัตรู” สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองเป็น “อาวุธของฝ่ายชนะ” ไม่ใช่ “บ้านร่วมกัน” งานของภาคประชาชนคือทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย “ยังอยู่ในวงสนทนา” ไม่ถูกผลักออกไปเป็นก้อนต่อต้านถาวร

‘พรรครักชาติ’ ขอบคุณทุกคะแนนบริสุทธิ์ พร้อมจี้ กกต. แก้ไข “คะแนนตกน้ำ”

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรครักชาติ ร่วมกันแถลงขอบคุณคะแนนบริสุทธิ์ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันลงคะแนนให้ โดยนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ ได้กล่าวขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับเบอร์ 35 พร้อมเน้นย้ำว่าพรรคนี้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์บริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ปราศจากการซื้อเสียง และการครอบงำจากกลุ่มทุน ซึ่งยืนยันว่าพรรครักชาติจะยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์ “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” ต่อไปอย่างมั่นคง และฝากไปถึง กกต. กรณี “คะแนนตกน้ำ” และความโปร่งใส ซึ่งระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิด “คะแนนตกน้ำ” โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนเกิดความสับสนในการจำเบอร์ผู้สมัคร ส.ส. เขต กับเบอร์พรรค (Party List) จนทำให้เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนผิดเพี้ยนไป
.
“พวกเราพรรครักชาติทุกคน ต้องกราบขอบพระคุณ คะแนนเสียงทุกคะแนน ที่เลือกพรรคของเราเบอร์ 35 เราเป็นพรรคใหม่ที่ไม่มีนายทุน เรามีอุดมการณ์ที่ต้องการที่จะรักษาชาติ พระมหากษัตริย์ ประชาชน และเป็นการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการซื้อเสียง พรรคของเรามาจากอุดมการณ์ ที่พ่อแม่พี่น้องเลือกเราด้วยความเต็มใจ เบอร์ 35 ไม่มี ส.ส. เขต เบอร์ 35 ดังนั้นเราจะไม่มีคะแนนเสียงที่ตกน้ำครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะฝากไปถึง กกต. อยากจะให้หาวิธีที่ทำให้การเลือกนั้นไม่มีคะแนนเสียงตกน้ำ ที่คนตั้งใจจะไปเลือก ส.ส. เขต แล้วเลือกผิดไปเลือกเบอร์พรรคเป็นเบอร์เดียวกันกับ ส.ส. เขตด้วยครับ” นายฐิติพันธุ์ กล่าว
.
ด้านนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว กรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่ม IO (Information Operation) ที่ติดตามการทำงานของพรรครักชาติ โดยขอให้ทุกคนช่วยกันสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่” ที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และพรรครักชาติ แม้จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ  แต่สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร จะยังคงสานต่อนโยบายต่าง เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ ว่านโยบายของเราคืออะไร 
.
“เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นครับว่าสิ่งที่เราทำนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะทำให้ทุกคนได้เห็นจริง ๆ  ครับ ว่านโยบายของเราคืออะไร และสุดท้าย ผมอยากจะฝากไปถึง กกต. สิ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้  ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของหน่วยที่ชลบุรีเองก็ตาม ผมอยากจะฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนเองก็ดี สิ่งไหนที่กำลังทำอยู่ มันอาจจะเข้าข่ายเรื่องของการผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้อง ทำทุกอย่างให้อยู่ในกฎ ในกรอบ เพราะไม่งั้นนะ สิ่งที่กำลังทำอยู่นี่ มันจะเป็นผลเสียต่อคนทั้งประเทศ และหมู่มากก็ได้” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธ!! ลาฟรอฟเตือนเกมนิวเคลียร์สหรัฐฯ สั่นคลอนเสถียรภาพโลก นักวิเคราะห์ชี้ “สถาปัตยกรรมความมั่นคงเดิม” หากสหรัฐฯ เร่งสะสมนิวเคลียร์หรือส่งอาวุธไปประเทศที่สาม อาจกระตุ้นรัสเซียปรับยุทธศาสตร์

(12 ก.พ. 69) สหรัฐอเมริกากำลังเร่งพัฒนาระบบอาวุธที่เคยถูกควบคุมภายใต้กรอบสนธิสัญญา New START นักวิเคราะห์ระบุว่าสิ่งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัสเซียตอบโต้เพื่อรักษาความมั่นคงของตนเอง

อเล็กซานเดอร์ อาซาฟอฟ นักวิเคราะห์และสมาชิกสภาหอประชาชนรัสเซีย กล่าวว่า "สถาปัตยกรรมเดิมของความมั่นคงระหว่างประเทศซึ่งเคยสร้างบนการควบคุมอาวุธทั้งแบบดั้งเดิมและเชิงยุทธศาสตร์แทบจะกลายเป็นเรื่องอดีตไปแล้ว" เขายังชี้ว่าหากสหรัฐฯ ขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์หรือประจำการระบบอาวุธเหล่านี้ในประเทศที่สาม รัสเซียจะมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงและอาจต้องทบทวนท่าที

ขณะที่ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวในที่ประชุมสภาดูมาว่า รัสเซียยังคงถือว่ามีมาตรการชะลอเกี่ยวกับ New START ตราบใดที่สหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลง แต่เขายังเน้นย้ำความขัดแย้งในเรื่องสิทธิการกำหนดอนาคตตนเองโดยบอกว่า กรีนแลนด์ได้รับการยอมรับสิทธินี้ แต่กลับปฏิเสธสิทธิเดียวกันกับไครเมีย ดอนบาส และภูมิภาคใหม่ของรัสเซีย

อาซาฟอฟยังระบุว่าชาติตะวันตกแสดงความหน้าซื่อใจคดในประเด็นการกำหนดอนาคตตนเองและสหรัฐฯ กำลังเปิดเกมแข่งขันทางทหารในภูมิภาคอาร์กติกเพื่อขยายอิทธิพล พร้อมทั้งสร้างเครื่องมือรบกวนเส้นทางเดินเรือสายเหนือ รัสเซียจึงเตรียมเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อเสริมอิทธิพลในพื้นที่นี้

ที่มา : Sputnik

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

สุดอาลัย! ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร เสียชีวิตแล้ว หลังถูกยิงอาการสาหัสจากเหตุการณ์คนร้ายบุกกราดยิงและจับตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา

จากกรณีวานนี้ (11 ก.พ. 69) มีคนร้ายพยายามก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นพบว่ายังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ภายในพื้นที่ และมีรายงานการจับครู และนักเรียนเป็นตัวประกัน

และมีรายงานว่า นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เป็นคนที่ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็กๆ เพื่อทำให้นักเรียนและบุคลากรคนอื่นๆ ปลอดภัย ถูกยิงอาการสาหัส ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนร้ายไม่พอใจครูภายในโรงเรียน

ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.) เฟซบุ๊ก "Darawan Chaisuwan." ได้โพสต์ข้อความอัปเดตอาการ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ล่าสุด ผอ.เสียชีวิตแล้ว พร้อมระบุข้อความว่า ”ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่าน ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผอ.พะตงประธานคีรีวัฒน์ #ข่าวจริงค่ะ ทาง สพม.สงขลา สตูล จะขอพระราชทานเพลิงศพให้ ผอ.ต่อไป"

สำหรับ นางศศิพัชร สินสโมสร จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา ตลอดชีวิตราชการท่านอุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด โดยมีประวัติการทำงานดังนี้:2551-2559: รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ และ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
2559-2563: ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
2563-ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top