Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘เอกนัฏ’ สั่งลุยสุดซอย!! กระทรวงพลังงานบุกคลังน้ำมันสมุทรปราการ อายัดไบโอดีเซลปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ขยายผลเครือข่ายคลังน้ำมันข้ามจังหวัด จ่อคดีอาญา–ส่ง DSI หากเข้าข่าย

“เอกนัฏ” ส่ง “ทีมสุดซอย” อายัดน้ำมันไบโอดีเซล ปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ส่ง CIB ดำเนินคดีคลังน้ำมันสมุทรปราการ เชื่อมโยงคลังน้ำมันอ่างทอง  ย้ำพบทำผิดกฎหมาย จัดการขั้นเด็ดขาดทุกราย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบหมาย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย กระทรวงพลังงาน) พร้อมด้วย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ที่ปรึกษาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพฒน์ ผกก. 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ คลังน้ำมันของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ  หลังจากผลทดสอบคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด  

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า  สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศของชุดปฏิบัติการสุดซอยเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการคลังน้ำมันและเก็บตัวอย่างไบโอดีเซล (B100) จำนวน 5 ตัวอย่าง จากถังเก็บน้ำมัน จำนวน 5 ถัง ของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถังขณะจัดเก็บทั้งหมด รวม 5,226,214 ลิตร เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพว่ามีลักษณะและคุณภาพตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือไม่ 

.

โดย ผลทดสอบคุณภาพตัวอย่างไบโอดีเซล จำนวน 5 ตัวอย่าง ของบริษัทดังกล่าว พบมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด เข้าข่าย ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 อีกทั้งมีปริมาณครอบครองตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป โดยมีบทกำหนดโทษตาม มาตรา 49 วรรคสอง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่มายึดอายัดน้ำมันไบโอดีเซลที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดแล้ว พลังงานจังหวัดสมุทรปราการยังได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบริษัทและกรรมการบริษัท กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) หรือ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อตรวจสอบขยายผล หากเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ จะส่งให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด มีความเชื่อมโยงกับ บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด จ.อ่างทอง และในขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีกับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง

“ตามนโยบายของ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบทีมสุดซอยตรวจสอบทุกคลังน้ำมัน หากพบการกระทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการเครือข่ายและผู้อยู่เบื้องหลังการกักตุน เก็งกำไร ลักลอบปลอมปนน้ำมันอย่างเด็ดขาด”น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 เปิดฉากแล้ว! ส่องเบอร์ผู้สมัครวันแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการ สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นวันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ถึงขั้นตอนการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร หลังจากตั้งแต่เช้ามืดมีผู้ประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยมีคนที่มาก่อนเวลา 08.30 น. จำนวนอย่างน้อย 13 คน เข้าสู่การจับสลาก

1. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้เบอร์ 9

2. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เบอร์ 10

3. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เบอร์ 5

4. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครจากพรรคเศรษฐกิจ ได้เบอร์ 12

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัคร กลุ่มกรุงเทพบินได้ (นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์) ได้เบอร์ 7

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครในนามอิสระ ได้เบอร์ 1

7. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ เบอร์ 14

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235988?anf=

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิบ สุไลมาน

รองประธานสมคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM)

ที่มา : https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1534252998060527/?rdid=0PmXSHVyshVyLt2B#

“แคนตันทาวเวอร์” จัดงสนท่องเที่ยว กว่างโจวเจ้าภาพหลัก เปิดไฟร่วมหอคอยโลก 18 แห่ง จัดแสดงวัฒนธรรมหลิงหนาน เสริมท่องเที่ยวครบวงจรคุณภาพสูง

"แคนตันทาวเวอร์" พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด "เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม"

นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ "One Thought of Dunhuang" และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก "การบริหารหอคอย" สู่ "การบริหารเมือง"

การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง "หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ" อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน "สร้อยคอไข่มุก" อันงดงาม

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ "4 in 1" ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น "แลนด์มาร์กสำคัญ" ไปสู่ "ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" และยกระดับสู่การเป็น "เวทีระดับชาติ" อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ "New Life" เมืองแห่งความสุข

"เวทีระดับชาติ" ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ "New Life" อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ "Culture & Tourism+" ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

เพื่อเปลี่ยนจาก "การตามกระแส" ไปสู่ "การสร้างกระแส" City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#

แอฟฟิโนมหนุนทีมวิจัย มช. จับมือทีม “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนาชุดตรวจ EEHV ดันชุดตรวจโรคเลือดออกช้างสู่การใช้งานจริง หวังช่วยชีวิตช้างไทยทันท่วงที เน้นเทคโนโลยีคนไทยเข้าถึงง่าย

ชูผลงานวิจัยเด่น! หนุนทีมวิจัยนําโดย “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนา “ชุดตรวจโรคเลือดออกช้าง” หวังช่วยชีวิตสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทยให้ทันท่วงที วันที 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569

บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด ตอกยําวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ระดับประเทศเปิดตัวโครงการ “Affinome Innovation Acceleration Program” โดยชูประเด็นหลักในการสนับสนุนงานวิจัยทีนําทัพโดย อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วย ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ เพือเร่งพัฒนาชุด ตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnostic Test: RDT) สําหรับโรคเลือดออกในช้าง จากเชือไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV: Elephant endotheliotropic herpesvirus) หวังยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู ่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมและ ช่วยเหลือชีวิตช้างไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด จะมีความเชียวชาญและเป็นผู้นําด้านเทคโนโลยีเครืองมือและชุดตรวจโรค สําหรับมนุษย์ แต่ทางบริษัทได้ตระหนักถึงสถานการณ์ความสูญเสียอันน่าเศร้าทีเกิดขึนกับ "ช้าง" ซึงเป็นสัตว์ทีมี ความสําคัญและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ทางบริษัทจึงมีปณิธานอย่างแรงกล้าทีจะนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีมาช่วยสนับสนุนงานวิจัยชุดตรวจโรคเลือดออกในช้างเพื่อให้ในอนาคตเครือข่ายนักอนุรักษ์ช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างและปางช้างทีดูแลช้างบ้าน จะมีเครืองมือทีเข้าถึงง่าย สามารถตรวจพบเชือได้ตังแต่ระยะเริมต้น ซึงจะช่วยเพิมโอกาสรอด ชีวิตและทําให้สัตวแพทย์ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในพิธีส่งมอบการสนับสนุน คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร ได้มอบหมายให้ คุณเพชรมงคล วัสสุวรรณ ผู ้บริหารโรงพยาบาลศุขเวช และเลขาผู ้บริหารกลุ่มบริษัทนวศรีการแพทย์ เป็นตัวแทนส่งมอบความร่วมมือ อย่างเป็นทางการแก่ทีมวิจัย คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร เสริมว่า “บริษัทมีเป้าหมายผลักดันงานวิจัยทีทรงคุณค่าอย่างโครงการของ อ.ดร.ธัญมาส และ ดร.วที ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง

โดยสร้างระบบสนับสนุนทีช่วยลดข้อจํากัดด้านการพัฒนาต้นแบบและการผลิต เพื่อให้เทคโนโลยีชุดตรวจนีถูกกระจายไปถึงมือผู ้ปฏิบัติงานได้อย่าง รวดเร็วทีสุด” นายเพชรมงคล กล่าวว่า “การสูญเสียช้างไปแต่ละเชือกคือความสูญเสียทีประเมินค่าไม่ได้ เพราะชุดตรวจวินิจฉัยทีรู้ผลเร็ว หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตให้พวกเขา การสนับสนุนครังนีจึงไม่ใช่แค่มิติทางวิชาการ แต่เป็นการ ใช้ศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยไทยรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมโดยคนไทยทีเข้าถึงง่าย ลดการ นําเข้าจากต่างประเทศทังนี้บริษัทมีแผนเดินหน้าส่งเสริมนักวิจัยรุ ่นใหม่อย่างต่อเนืองในปีต่อไป เพื่อร่วมปกป้องและอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเราให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปด้าน ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาและหัวหน้าโครงการเผยถึงแผนการดําเนินงานว่า โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Collaborative Platform for Diagnostic Innovation”

โดยการสนับสนุนจากแอฟฟิโนมจะครอบคลุมทังวัสดุวิจัยการให้คําปรึกษาทางเทคนิคและสิทธิในการใช้ OmniFlex™ Universal Platform ซึ้งเป็นระบบมาตรฐานทีออกแบบให้นักวิจัยสามารถพัฒนาต้นแบบบนระบบเดียวกับกระบวนการผลิตจริงช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับภาคอุตสาหกรรมทําให้ทีมวิจัยสามารถผลิตชุดตรวจโรคเลือดออกช้างทีได้มาตรฐานพร้อมต่อยอดสู่การผลิตจริงในอนาคต ตลอดจนเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทีเกียวข้องกับช้างทังภาครัฐและภาคเอกชนต่อไป 

NVIDIA ปักหลักไต้หวันเต็มตัว!! ไต้หวันขึ้นแท่นหัวใจ AI โลก NVIDIA ใช้จ่ายซัพพลายเชนพุ่ง จาก 1.5 หมื่นล้านสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ‘เจนเซน หวง’ ชี้ตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพ

Nikkei Asia รายงาน เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA เปิดเผยว่า บริษัทกำลังใช้จ่ายกับซัพพลายเชนในไต้หวันสูงถึงปีละ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานในไต้หวันจาก 1,000 คนเป็น 4,000 คน ภายใต้แผนขยายธุรกิจในศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของโลก

หวงกล่าวระหว่างการประชุมบริษัทที่กรุงไทเปว่า ไต้หวันถือเป็น “ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI” เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตชิป การแพ็กเกจชิป ระบบคอมพิวเตอร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรด้านซัพพลายเชนจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับ Nvidia

เขาระบุว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อน Nvidia ใช้จ่ายในไต้หวันเพียงปีละ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังเติบโตอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจนไต้หวันแซงอินเดียขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของโลก

หวงกล่าวว่า เงินลงทุนระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทเดียว จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในไต้หวัน และสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทคู่ค้าต่างเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI

ด้าน Advanced Micro Devices หรือ AMD คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ก็เร่งลงทุนในไต้หวันเช่นกัน โดย ลิซ่า ซู ซีอีโอของบริษัท ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรหลายกลุ่ม ทั้งบริษัทแพ็กเกจชิปและผู้ผลิตวัสดุรองรับชิป

ระหว่างการประชุมพนักงาน หวงยังกล่าวถึงความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยยืนยันว่า AI ไม่ใช่สาเหตุของการปลดพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเติบโตและหลีกเลี่ยงการลดคน

เขาระบุว่า พนักงานจะไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จะเสียเปรียบคนที่ใช้ AI เป็น พร้อมมองว่าจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่มากขึ้น เพราะยิ่งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งต้องจ้างคนเพิ่ม

หวงยังกล่าวว่า ไต้หวันเปิดโอกาสให้พนักงาน Nvidia ทำงานได้หลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบชิป วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย ระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเชนและสตาร์ตอัป AI จำนวนมากในประเทศ

นอกจากนี้ Nvidia ยังมีแผนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในย่านใจกลางกรุงไทเป ภายใต้ชื่อ “Constellation” โดยหวงระบุว่า บริษัทจะนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย โครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030

อย่างไรก็ตาม หวงเตือนว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องเร่งแก้ไข เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยเขากล่าวต่อหน้า เจียง ว่านอัน นายกเทศมนตรีกรุงไทเป ว่า “เราต้องการพลังงาน เราต้องการไฟฟ้า”

ประเด็นพลังงานยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย ที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

การเดินทางเยือนไต้หวันครั้งนี้ของหวง มีขึ้นก่อนงาน GTC Taipei และงาน Computex ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี โดยเขามีกำหนดพบกับพันธมิตรสำคัญของ Nvidia หลายราย ตั้งแต่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Quanta Computer ไปจนถึง Foxconn

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทชิปชั้นนำระดับโลกอย่าง Intel, Arm Holdings, Marvell Technology, NXP Semiconductors และ Qualcomm ก็เตรียมขึ้นเวทีบรรยายและพบปะพันธมิตรซัพพลายเชนในไทเปสัปดาห์หน้าเช่นกัน

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย!! ชวนชมสวนโลก ไดโนเสาร์ และเมืองอียิปต์ จัดโปร Green Season “ซื้อ 1 แถม 1” ชวนเที่ยวสวนสวยกลางฝน ตลอดมิถุนายน กระตุ้นท่องเที่ยวชลบุรี

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season (เขียวกลางฝน)ส่งโปรโมชั่นใหญ่กลางปี “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season เปิดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ท่ามกลางบรรยากาศเขียวสดชื่นของฤดูฝน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in ซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีทันทีอีก 1 ใบ 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวตรงกับวันเกิด รับสิทธิ์ผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ภายในสวนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญจากนานาชาติ อาทิ พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระพรหม รวมถึงพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 องค์ จากทั้งหมด 11 องค์ พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ  นอกจากนี้ ยังตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ “เมืองอียิปต์” จุดเช็กอินแห่งใหม่ของพัทยา ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้ที่สนใจยังสามารถรับชม “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ โดยสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

“อาร์เจนตินา” ลุ้นหนัก!! ‘เมสซี’ เจ็บก่อนบอลโลก2026 ‘สกาโลนี’ รับต้องรอผลตรวจ ชี้รายงานเบื้องต้นไม่น่าห่วง แต่ยังหวังพร้อมที่สุดก่อนป้องกันแชมป์โลก

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ออกมายอมรับว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงกัปตันทีมฟ้าขาว อาจจะไม่ฟิตเต็มร้อยในตอนที่ต้องเข้าร่วมทีมในฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินา แชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 2022 จะมีคิวทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในกลุ่ม เจ ร่วมกับ แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน

โดยทีมฟ้าขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 26 คน ที่พวกเขาจะใช้สำหรับการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกออกมา แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ดาวยิงที่เป็นหัวใจของทีม อย่าง ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นให้อินเตอร์ ไมอามี และทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกหรือไม่

และล่าสุดทาง สกาโลนี ออกมาอัปเดตอาการของเมสซี โดยยอมรับว่าดาวดังรายนี้อาจจะไม่เต็มร้อยสำหรับการป้องกันแชมป์โลก “รายงานเบื้องต้นนั้นไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ตอนนี้ เราต้องรอและดูว่าเขาอาการของเขาจะดีขึ้นอย่างไร โดยรอจากผลการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจทางการแพทย์”

“เราทุกคนต่างหวังว่าเมสซีจะมาร่วมทีมได้แบบฟิตเต็มที่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่แค่เขาด้วย มีนักเตะหลายคนที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จากอาการบาดเจ็บ, เป้าหมายหลักของเราตอนนี้ คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา เพื่อที่จะแน่ใจว่าพวกเขาจะไปฟุตบอลโลกในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10260919

28 พฤษภาคม 2543 จากปราสาทเทพนิยายสู่ความทรงจำ ‘แดนเนรมิต’ ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุง กลายเป็นเพียงความทรงจำ

28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 “แดนเนรมิต” ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุงในตำนาน

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 คืออีกหนึ่งวันสำคัญในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก เพราะเป็นวันที่ “แดนเนรมิต” ปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ปิดฉากสวนสนุกกลางแจ้งชื่อดังกลางกรุงเทพฯ ที่เคยมอบเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความสุขให้กับเด็กและครอบครัวไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เหตุการณ์วันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการยุติกิจการของสถานที่แห่งหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความทรงจำของคนรุ่นหนึ่งอย่างแท้จริง

สำหรับคนไทยในยุคหนึ่ง “แดนเนรมิต” ไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ตั้งแต่ภาพปราสาทเทพนิยายด้านหน้า เครื่องเล่นนานาชนิด ขบวนพาเหรด ตัวการ์ตูน ไปจนถึงบรรยากาศของวันหยุดที่พ่อแม่พาลูกหลานมาเที่ยวด้วยความตื่นเต้น ทุกองค์ประกอบทำให้แดนเนรมิตกลายเป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กและความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมหาศาล

แดนเนรมิตถือเป็นหนึ่งในสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรก ๆ ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และเคยเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพมหานครในยุคที่ตัวเลือกด้านความบันเทิงสำหรับครอบครัวยังไม่ได้มีมากเหมือนทุกวันนี้ การได้ไปแดนเนรมิตในวันเด็ก วันเกิด หรือวันหยุดพิเศษ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนในเวลานั้น จึงไม่แปลกที่ชื่อของแดนเนรมิตยังคงถูกพูดถึงด้วยความคิดถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว

เสน่ห์ของแดนเนรมิตอยู่ที่การเป็น “สวนสนุกกลางกรุง” ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่คนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรู้จักดี ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยว ครอบครัว โรงเรียน และเด็ก ๆ จากทั่วสารทิศ หลายคนมีความทรงจำครั้งแรกของการขึ้นรถไฟเหาะ นั่งม้าหมุน ล่องเรือ หรือถ่ายรูปกับปราสาทสวย ๆ อยู่ที่สถานที่แห่งนี้

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แดนเนรมิตก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของเมืองและเศรษฐกิจ การแข่งขันในธุรกิจสวนสนุกเข้มข้นขึ้น พื้นที่ในเมืองมีมูลค่าสูงขึ้น และเงื่อนไขด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินก็เปลี่ยนไป จนท้ายที่สุดสวนสนุกในตำนานแห่งนี้ต้องยุติการให้บริการลงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2543 ปิดฉากตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และหัวใจของคนไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ

การปิดตัวของแดนเนรมิตจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเสียดาย ความอาลัย และความคิดถึง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การหายไปของเครื่องเล่นหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการจากไปของ “โลกแห่งความสุข” ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน หลายคนจดจำแดนเนรมิตได้จากภาพปราสาทสีสดใส บัตรผ่านประตู เครื่องเล่นที่เคยนั่งกับพ่อแม่ หรือเสียงหัวเราะในวัยเด็กที่ดูเหมือนจะยังลอยอยู่ในความทรงจำเสมอ

แม้แดนเนรมิตจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี 2543 แต่ชื่อของมันไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป แดนเนรมิตกลับยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความทรงจำวัยเยาว์” สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนยุค 80 และ 90 ที่เติบโตมาพร้อมสวนสนุกแห่งนี้ ชื่อของแดนเนรมิตจึงไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่หมายถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้เหมือนเดิม

ในอีกมิติหนึ่ง การปิดตัวของแดนเนรมิตยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่ยังมีพื้นที่แห่งความฝันและความบันเทิงแบบดั้งเดิม ไปสู่เมืองสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ มากขึ้น นั่นทำให้แดนเนรมิตไม่ใช่เพียงเรื่องของสวนสนุก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคหนึ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ดังนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 จึงเป็นมากกว่าวันปิดกิจการของสวนสนุกแห่งหนึ่ง หากเป็นวันแห่งการปิดฉาก “ตำนานสวนสนุกกลางกรุง” ที่เคยมอบความสุขให้ผู้คนทั้งประเทศ และแม้แดนเนรมิตจะหายไปจากแผนที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอในฐานะโลกมหัศจรรย์ของวัยเด็กที่ไม่มีวันลืม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top