Monday, 26 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

บีโอไอปักหมุดไทย!! ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุน 8.2 หมื่นล้านใน 5 ปี รองรับยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายงานทักษะสูงกระจายทั่วไทย

บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก
ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI ล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสง
ไปจนถึง Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการรับส่งข้อมูลด้วยแสงให้กับ AI ทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค พร้อมสร้างงานคุณภาพให้วิศวกรและบุคลากรไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับ

การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver)
ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง

รุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์
ชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่าง ๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์
ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คนสะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำ

ในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้วย

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี
(9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีรายได้สูง” นายนฤตม์ กล่าว

โฆษก ตร.แจงล่าสุด “ฮลุน โซโล่” หายในจอร์เจีย!! เร่งประสานตำรวจต่างประเทศติดตามตัว ตร.ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอสงวนรายละเอียดเพื่อความปลอดภัย

"พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ" โพสต์ เรื่อง "ฮลุน โซโล่" ล่าสุดแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/โฆษก ตร. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงกรณี ฮลุน โซโล่ หายตัวไป ระบุว่า

กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการติดตามตัวนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจอร์เจีย และครอบครัวไม่สามารถติดต่อได้เป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้ประสานการดำเนินงานผ่านช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศจอร์เจียในการติดตามตรวจสอบและค้นหาบุคคลดังกล่าว

ขณะนี้การประสานงานอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น เพื่อเร่งติดตามตัวและตรวจสอบข้อเท็จจริง

เนื่องจากเป็นการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ จึงอาจมีข้อจำกัดในการเปิดเผยรายละเอียดบางประการในระหว่างการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการติดตามและความปลอดภัยของผู้สูญหาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

หากมีความคืบหน้าที่สามารถเปิดเผยได้ จะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไปครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122321068886226033&id=61556780990179&rdid=E6rtXkuGC0CxZbAc#

อุบลฯ ไม่ได้มีแค่งานเทียนพรรษา!! แต่ยังมีความทรงจำของครูเก่าที่รอให้ลูกศิษย์กลับไปกราบ ลูกศิษย์วัย 60 กลับไปกราบครูจีนผู้เคยสอนวินัยชีวิต ครูหนึ่งคนอาจสอนแค่ช่วงวัยเด็ก แต่บางบทเรียนอยู่กับลูกศิษย์ไปทั้งชีวิต

ที่อุบลราชธานี หลังเสร็จภารกิจบรรยายพิเศษเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขง- อุบล-งานเทียนพรรษา- อาหารถิ่น-จีน-ไทย-ญวน-ฝรั่ง ผลการผสมผสานตั้งแต่ก่อนยุคสงครามเวียดนามจะจบลง ให้นักเขียนนักเล่าเรื่องและ influencer ชาวยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกาได้ฟังกันฉ่ำๆแล้ว

ก่อนเดินทางกลับไปขึ้นเครื่องบินกลับเข้าดอนเมือง

เพื่อนสนิทตั้งแต่ยุคที่ผมโตมาสมัยประถมด้วยกัน แวะมาอาสาขับพาผมให้มีโอกาสไปกราบเยี่ยม"ครูจึง"หรืออีกชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ของผมเรียก และนับกันเป็นเพื่อนเของครอบครัวคือ"ครูคี้"   ครูฝ่ายวิน้ยของโรงเรียนจีน "ฮั้วเฉียวกงฮัก"ของผม ที่เคยสอนผมมาเมื่อครั้งยังเริ่มเรียนอนุบาลและประถมต้น

วันนี้ท่านอายุ85ปี

ความจำยังแม่นยำ หลังย้งตรงเผง ท่านเป็นอดีตนักกีฬาบาสเกตบอลร่วมกับคุณพ่อของผม

สถานที่ๆได้ไปพบกับท่านก็ยังเป็นที่ตั้งของหอพักนักเรียนนอกต้วเมืองอุบลฯที่พ่อเคยส่งผมไปอยู่ที่นั่น หนึ่งเทอม เพื่อ

ฝึกวิน้ยแบบนักเรียนจีน ที่เข้มงวดด้านวินัยในการตื่น การนอน การจัดเตรียมตนเองในทุกๆเช้า การทำการบ้านหลังเลิกเรียน การทบทวนบทเรียน

จำได้ว่านั่นเป็นเทอมสอง เพราะอากาศหนาวเย็นทุกเช้า ควันไอน้ำจางๆระเหยขึ้นจากศรีษะของเด็กๆทุกคนที่วิ่งออกมาร่วมกันยืนเข้าแถวฟังโอวาท ของ"ครูจึง"ซึ่งเป็นครูใหญ่ของหอพักนี้แต่เช้ามืด ก่อนจะเลิกแถวไปขึ้นรถบัสโรงเรียนไปเตรียมเข้าอีกแถวร่วมกับนักเรียนอื่นๆที่ไม่ได้อยู่หอพักที่ลานหน้าโรงเรียนจีนในกลางเมืองเก่า

ท่านอาจารย์ ปลื้มอกปลื้มใจ ไม่ทันตั้งตั้วว่า วันนี้ยังมีลูกศิษย์อายุเกิน60มารายงานตัวกับท่านอีก

ท่านบอกว่าติดตามข่าวคราวของลูกศิษย์เสมอมา

ท่านจำผม จำครอบครัวของผม จำคุณพ่อคุณแม่ของผมได้แม่นยำ เรียกชื่อผมและพี่น้องผมด้วยชื่อภาษาจีนของพวกเราได้คล่อง ราวกับเพิ่งเจอเพิ่งคุยถึงเมื่ออาทิตย์ก่อน

ก่อนอำลาได้คุกเข่าลงกราบท่านด้วยสำนึก มีก้อนบุญคุณบางอย่างจุกมาที่อก ท่านเป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนชีวิตวัยอนุบาลในวินัยและวัฒนธรรมโรงเรียนจีนของพวกเรา ที่ไม่มีอะไรมาแทนได้

นับเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆเลยครับ

ปลื้มใจที่ได้ก้มกราบท่านที่หล่อหลอมเรามาจนมีวินัยในชีวิตเพียงพอที่จะเดินถึงวันที่เราเองก็มาถึงวัยเกษียณก็ยังอย่างมีวินัยตามรุ่นก่อนๆหน้า

“สวนนงนุช” น้อมสืบสานพระราชปณิธาน จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา รวมใจถวายพระพรชัยมงคล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งมอบมรดกสีเขียวสู่รุ่นใหม่

สวนนงนุชพัทยา ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสร้างมรดกสีเขียวสู่คนรุ่นต่อไป

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา อย่างสมพระเกียรติ พร้อมประกาศเจตนารมณ์น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติไทยอย่างยั่งยืน

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นำคณะผู้บริหาร พนักงานนับร้อยคน และช้างแสนรู้ ร่วมพิธีถวายราชสดุดี ณ สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยประกอบพิธีวางพุ่มทองและพุ่มเงิน เปิดกรวยถวายราชสักการะ กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และพร้อมใจกันกล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ภายในงานมีการแสดงถวายพระพรชุด “จตุรทิศเทวา มหาวชิราลงกรณ์” ที่ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตรตระการตา ก่อนปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญ เมื่อ น้องช้างแสนรู้ร่วมวาดภาพถวายพระพร ด้วยความสามารถอันน่าประทับใจ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ร่วมงาน สะท้อนความผูกพันระหว่างคนไทยกับช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติของชาติไทย

สวนนงนุชพัทยาจึงน้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยมุ่งอนุรักษ์พันธุ์พืชจากทั่วโลก รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ศึกษาวิจัย ขยายพันธุ์ และเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศไทย

จากเมสซี่ถึงลามีน ยามาล เมื่อฟุตบอลเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยอีกครั้ง

สนามหญ้าไม่เคยจดจำใครไว้ตลอดกาล มันแค่ยืมร่างของนักเตะแต่ละคนไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้เดินย่ำรอยเดิมอีกครั้ง เสียงเชียร์ที่เคยตะโกนชื่อ "เมสซี่" จนสั่นสะเทือนคัมป์ นู วันนี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนชื่อ "ยามาล" และนั่นคือสัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่ตลอดกาล มีเพียงช่วงเวลาที่เราได้เป็นพยานในความยิ่งใหญ่นั้นเท่านั้น

เด็กชายตัวเล็กจ้อยจากโรซาริโอ กับความฝันที่ต้องแลกด้วยน้ำตา

ก่อนจะเป็นชายผู้ครองบัลลงดอร์แปดสมัย ลิโอเนล เมสซี่ เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กจากเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา ผู้เริ่มเตะบอลครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่นอย่างกรานโดลี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับนิวเวลล์ โอลด์บอยส์ สโมสรในบ้านเกิดที่หล่อหลอมทักษะการเลี้ยงบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เส้นทางของเมสซี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเมื่ออายุได้ 11 ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเขาขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ทำให้ร่างกายเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งบาร์เซโลนาตัดสินใจรับภาระค่ารักษาทั้งหมด แลกกับการที่เมสซี่ต้องทิ้งบ้านเกิดในวัยเพียง 13 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สเปนเพียงลำพัง
บาร์เซโลนาส่งเมสซี่เข้าสู่ระบบเยาวชนลา มาเซีย ศูนย์ฝึกในตำนานที่ตั้งอยู่ใกล้กับคัมป์ นู ชามอ่างยักษ์ที่เป็นตำนานมาหลายชั่วอายุคน และเป็นที่นั่นเองที่เด็กชายขี้อายจากอาร์เจนตินาได้เรียนรู้ปรัชญาฟุตบอลแบบบาร์เซโลนา ซึมซับวิถีการครองบอลและการเล่นเป็นทีมจนหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ก่อนจะเปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ในปี 2004 และเติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 672 ประตูจาก 778 นัดที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลันที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของยอดนักเตะแห่งยุคตลอดมา ตลอดเส้นทางอาชีพจนถึงปัจจุบัน เมสซี่ทำประตูรวมไปแล้วกว่า 919 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีกกว่า 457 ครั้ง คว้าบัลลงดอร์มาครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 8 สมัย และพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จในปี 2022 จากการเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง

จากรอกาฟอนดาสู่ลา มาเซีย เส้นทางของเด็กชายผู้ไม่เคยกลัวเวที

ในอีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ลามีน ยามาล เกิดที่เมืองเอสปลูเกส เด อโยเบรกัต แต่เติบโตขึ้นในย่านรอกาฟอนดา ชุมชนแรงงานอพยพในเมืองมาตาโร ที่ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจน พ่อของเขาเป็นชาวโมร็อกโกและแม่เป็นชาวอิเควทอเรียลกินี ยามาลเริ่มเตะบอลครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 4 ปี บนลานคอนกรีตที่เด็ก ๆ ในย่านนั้นใช้เป็นสนามฟุตบอล จนเมื่ออายุได้เพียง 6 ปี แมวมองของบาร์เซโลนาก็สังเกตเห็นพรสวรรค์ของเขา และชักชวนให้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าที่ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งเดียวกับที่เคยหล่อหลอมเมสซี่มาก่อน
ยามาลเข้าร่วมกับบาร์เซโลนาอย่างเป็นทางการในปี 2014 ขณะอายุ 7 ปี และไต่ระดับผ่านรุ่นอายุต่าง ๆ ของลา มาเซียเร็วกว่าใครในรุ่นเดียวกัน จนกระทั่งวันที่ 29 เมษายน 2023 เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน 16 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นให้บาร์เซโลนาชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ยามาลลงเล่นให้บาร์เซโลนาไปแล้วกว่า 157 นัด ทำได้ 54 ประตู คว้าแชมป์ลาลีกามาแล้ว 3 สมัย พร้อมแชมป์โกปา เดล เรย์ และซูเปร์โกปา เด เอสปัญญ่า ส่วนกับทีมชาติสเปนเขาลงเล่นไปแล้ว 33 นัด ทำได้ 7 ประตู และเป็นกำลังสำคัญที่พาสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2024 พร้อมรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ก่อนจะจบอันดับรองชนะเลิศบัลลงดอร์ในปี 2025 ขณะอายุเพียง 18 ปี และได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของลาลีกาในฤดูกาล 2025-2026

ภาพถ่ายแห่งโชคชะตา เมื่อเมสซี่เคยอาบน้ำให้ทารกน้อยชื่อยามาล

มีเรื่องราวหนึ่งที่ฟังดูเหมือนถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 เมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Diario Sport ร่วมกับองค์การยูนิเซฟจัดทำปฏิทินการกุศลโดยให้นักเตะชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาถ่ายภาพคู่กับเด็กทารกในครอบครัวที่ชนะการจับสลาก ครอบครัวของยามาลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเลือก และโดยบังเอิญที่สุด นักเตะที่ถูกจับคู่กับทารกวัยเพียง 6 เดือนคนนั้นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวรุ่งวัย 20 ปีที่กำลังเฉิดฉายในเวลานั้น
ภาพถ่ายในห้องแต่งตัวของคัมป์ นู แสดงให้เห็นเมสซี่ผู้ขี้อายค่อย ๆ ช่วยแม่ของยามาลอาบน้ำให้ทารกน้อยในอ่างพลาสติกใบเล็ก ๆ โดยไม่มีใครในวันนั้นจะรู้ได้เลยว่าอีก 19 ปีต่อมา ทารกในอ้อมแขนของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคู่ปรับในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ภาพดังกล่าวถูกเก็บไว้อย่างเงียบ ๆ มาหลายปี กระทั่งพ่อของยามาลนำมาเผยแพร่ในปี 2024 พร้อมข้อความว่า "จุดเริ่มต้นของตำนานสองคน" ก่อนจะกลับมาไวรัลอีกครั้งในปี 2026 เมื่อชะตากรรมนำพาให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลก
เมื่อถูกถามถึงภาพถ่ายนี้ก่อนนัดชิงชนะเลิศ เมสซี่เองยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวว่าเป็นเรื่องราวที่ "บ้าคลั่ง" เหลือเชื่อที่โชคชะตาจะนำพาให้ทารกในอ้อมแขนของเขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ วันนี้ ส่วนยามาลเองก็เคยเปิดเผยว่าครอบครัวของเขาเก็บภาพนี้ไว้เป็นความลับมานาน เพราะไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบกับเมสซี่ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กฝึกหัด

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เมื่อสองปลายทางมาบรรจบกัน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ณ สนามนิวยอร์กนิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ด สหรัฐอเมริกา คือวันที่ประวัติศาสตร์เขียนบทที่แทบไม่มีนักเขียนคนไหนกล้าจินตนาการ เมื่อทีมชาติสเปนของยามาลต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติอาร์เจนตินาของเมสซี่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก นี่คือครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ลงสนามปะทะกันในระดับทีมชาติ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อ 19 ปีก่อน ที่ทั้งสองคนได้กลับมาอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกครั้ง
เกมดำเนินไปอย่างสูสีตลอด 90 นาที ก่อนจะต้องต่อเวลาพิเศษ ยามาลพยายามอย่างหนักในช่วงต้นเกม สร้างโอกาสอันตรายให้สเปนถึงสองครั้งภายในไม่กี่นาทีแรก ขณะที่เมสซี่ในวัย 39 ปียังคงเป็นหัวใจหลักของอาร์เจนตินา แม้ร่างกายจะไม่หนุ่มแน่นเหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณนักสู้ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้ว เฟร์รัน ตอร์เรส กองหน้าจากบาร์เซโลนาเช่นเดียวกับยามาล คือผู้เขียนบทปิดท้ายด้วยประตูชัยในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งให้สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยแรกเมื่อปี 2010

การประจันหน้ากันบนสนามไม่ใช่การต่อสู้ด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นเหมือนภาพวาดที่งดงามที่สุดของโลกฟุตบอล ภาพของเมสซี่ในวัยอาวุโสผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและสุขสมหวังมาทุกประการ ยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้สวมเสื้อหมายเลข 19 ที่สร้างสรรค์เกมริมเส้นที่กำลังเจิดจรัส ทุกจังหวะที่ทั้งคู่เลี้ยงบอล หลบหลีก หรือส่งบอล มันคือการดวลกันระหว่าง "อดีตอันยิ่งใหญ่" กับ "อนาคตอันโชติช่วง"
เมื่อเสียงนกวีดยาวจบเกมลง ภาพการสวมกอดกันระหว่างเมสซี่และยามาลได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะเทือนอารมณ์ รอยยิ้มของเมสซี่ที่มองไปยังเด็กหนุ่ม ไม่ใช่สายตาของคนที่พ่ายแพ้ต่อเวลา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็นพรุ่งนี้ของโลกฟุตบอลกำลังอยู่ในมือคนที่คู่ควร

แม้จะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เมสซี่ก็ยังทิ้งท้ายทัวร์นาเมนต์นี้ไว้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยผลงาน 8 ประตูและ 4 แอสซิสต์ตลอดทั้งรายการ ลงเล่นครบทุกนัดของอาร์เจนตินา และเกือบคว้ารางวัลรองเท้าทองคำหากไม่ถูกคิลิยาน เอ็มบัปเป้แซงหน้าไปในนัดชิงอันดับสาม ส่วนยามาลแม้จะทำได้เพียง 1 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของทีมสเปนที่เสียประตูเพียงลูกเดียวตลอดทั้งรายการ 8 นัด และหลังเสียงนกหวีดหมดเวลา ยามาลเดินเข้าไปหาเมสซี่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเปิดเผยในภายหลังว่าคำพูดที่เมสซี่มอบให้เขาในวันนั้นมีความหมายไม่ต่างจากเหรียญทองที่เพิ่งได้รับมา
"เขาเป็นคนที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดชีวิต ผมแหงนมองรูปของเขาที่ติดไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เราที่ลา มาเซียมาเป็นเวลาหลายปี และในช่วงท้ายของเกม ผมได้แสดงความเคารพต่อเขา" — ลามีน ยามาล กล่าวไว้หลังแมตช์นัดชิงหยุดโลกนี้

เส้นขนานแห่งเวลา เมื่อประวัติศาสตร์สะท้อนเงาตัวเอง

มีบางอย่างที่น่าขนลุกเมื่อเราวางชีวิตของทั้งสองคนนี้เคียงข้างกัน ทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวย ทั้งคู่ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อไล่ตามความฝัน ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาในระบบเยาวชนลา มาเซียแห่งเดียวกัน สวมเสื้อสีเดียวกัน และแบกความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้บนบ่าตั้งแต่ยังไม่ทันโตเต็มที่เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันมีเพียงบริบทของยุคสมัยเท่านั้น
เมื่อยี่สิบปีก่อน โลกจับตาดูเด็กชายผมยาวชาวอาร์เจนตินาที่เลี้ยงบอลทะลุแนวรับได้ราวกับเวทมนตร์ วันนี้โลกกำลังจับตาดูเด็กหนุ่มชาวคาตาลันเชื้อสายโมร็อกโก-อิเควทอเรียลกินีที่ทำสิ่งเดียวกันนั้นซ้ำอีกครั้ง ราวกับฟุตบอลกำลังบอกเราว่าความมหัศจรรย์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยร่างใหม่ให้มาสวมมันในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง และบางทีภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อปี 2007 อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นลางบอกเหตุที่รอวันเผยตัวมาตลอด 19 ปี

สัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราเสมอ

ฟุตบอลคือกระจกสะท้อนชีวิตมนุษย์ในรูปแบบที่ซื่อตรงที่สุดแบบหนึ่ง มันไม่เคยปรานีต่อกาลเวลา และไม่เคยวางใครไว้ที่จุดสูงสุดตลอดไป นักเตะทุกคนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ต้องเดินทางผ่านจุดเปลี่ยนเดียวกัน จากดาวรุ่งสู่มืออาชีพเต็มตัว จากผู้รับแรงบันดาลใจ สู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นต่อไป และจากผู้ท้าชิงบัลลงดอร์สู่ตำนานที่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเวที และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เขียนบทของตัวเองต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็นความงดงามของวัฏจักร ที่บาร์เซโลน่า เมสซี่เองก็เคยเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่โรนัลดินโญ่ และวันนี้ยามาลก็กำลังเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่เมสซี่ ทุกคนล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต และเมื่อถึงเวลาของตัวเอง ยามาลเองก็จะต้องส่งไม้ต่อให้กับใครสักคนที่จะก้าวเดินตามมาถึงจุดเดียวกันกับเขาในวันนี้เช่นกัน

บางทีสิ่งที่งดงามที่สุดในเรื่องราวนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลขสถิติหรือถ้วยรางวัลใด ๆ เลย แต่คือความจริงที่ว่า ไม่ว่าดาวดวงหนึ่งจะสว่างไสวเพียงใด ฟ้าก็ยังคงมีที่ว่างสำหรับดาวดวงใหม่เสมอ และนั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายังคงรักฟุตบอลไม่เสื่อมคลาย เพราะทุกครั้งที่ดวงหนึ่งลับขอบฟ้า จะมีอีกดวงหนึ่งเริ่มทอแสงขึ้นมาเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนรักฟุตบอลทั่วโลกควรกระทำ คงไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร แต่คือการโค้งคารวะและแสดงความขอบคุณต่อตำนานที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมกับเปิดหัวใจโอบรับความงดงามของยุคสมัยใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นตรงหน้าเราอีกครั้ง

ศึกยูเครนสะเทือนถึงตะวันออกกลาง!! นักวิเคราะห์ชี้รัสเซียถล่มเลือกจิ้ม ‘เซเลนสกี้’ ขอ “แพทริออท” เสริมป้องกัน สหรัฐยังลังเลไม่จัดหาให้ยูเครน ความขัดแย้งอาจทำลายเหมือนกาซ่า

นักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศจาก มหาวิทยาลัยชิคาโก นายจอห์น เมียส์เฮมเมอร์ วิเคราะห์สถานการณ์ที่ยูเครน ที่กำลังโดนกองทัพรัสเซียถล่มแบบเลือกจิ้มบนแผนที่ โดยเสมือนว่าไร้การต่อต้านใดๆเลย

เขาชี้ว่า เซเลนสกี้ เรียกร้องขอระบบป้องกันภัยทางอากาศ เอเคเอ แพทริออท จากสหรัฐซึ่งก็อยู่ในสภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ป้องกันฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง หลังจากไปแหย่รังแตน (อิหร่าน)

ดังนั้นต่อให้ ทรัมป์เคลิ้มตามฝีปากเซเลนสกี้ ก็ไม่สามารถจัดหา แพทริออทให้แก่ยูเครนได้ ที่สำคัญเมื่อไม่มีแพทริออท ยูเครนก็ไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศอื่น เพื่อใช้ทดแทนได้ ขณะที่รัสเซียยังมีสรรพาวุธ อาทิ ขีปนาวุธ ICBM, Hypersonic, gliding, โดรนพิฆาต และบรรดาซีรีย์ระเบิดทิ้งดิ่ง FAB-xxx อีกเป็นจำนวนมหาศาลที่รอการใช้งาน

เขาชี้ว่า กว่ายูเครนจะผ่านพ้นความขัดแย้งนี้ได้ (หากไม่เกิดในเร็ววันนี้) ยูเครนจะกลายสภาพน้องๆกาซ่า(ในปัจจุบัน) แถมหนี้จำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เวลาชดใช้กันชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว

อนึ่งเซเลนสกี้ มีแผนลากยุโรป ไปเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน โดยโจมตีเรือบรรทุกสินค้าพาณิชย์ของอิหร่าน มันอ้างว่าอิหร่านขายอาวุธให้รัสเซีย (มันคงหมายถึง โดรนพิฆาตเจอรัน ที่รัสเซียพัฒนาโดยใช้ต้นแบบ จากโดรนพิฆาตชาเฮดของอิหร่าน)

อนึ่งสอง สื่อตะวันตกรายงาน อิหร่านใช้เวลาตอบโต้การโจมตีของสหรัฐสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมหลังสหรัฐถล่มอิหร่าน กว่าอิหร่านจะตอบโต้ กินเวลาถึง 15 ชั่วโมง แต่ระยะหลังการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ ทหารสหรัฐที่ฐานทัพในตะวันออกกลางพลีชีพเพราะหนีไม่ทัน

รัสเซียเยือนเวียดนาม กองเรือรัสเซียเทียบท่าคามรัญห์ เริ่มเยือน 4 วันถึง 29 ก.ค. เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี วางพวงมาลารำลึกวีรชนสงคราม

กองเรือรัสเซียเทียบท่าท่าเรือนานาชาติคามรัญห์ เริ่มภารกิจเยือนเวียดนาม 4 วัน

คั้ญฮหว่า — กองเรือรัสเซียได้เทียบท่าที่ท่าเรือนานาชาติคามรัญห์ ในจังหวัดคั้ญฮหว่า ทางตอนใต้ตอนกลางของเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม เพื่อเริ่มการเยือนเวียดนามเป็นเวลา 4 วัน จนถึงวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม

คณะผู้แทนนายทหารและลูกเรือรัสเซีย นำโดย พันเอก ลิโมนอฟ เยฟเกนี นิโคลาเยวิช ได้รับการต้อนรับจาก พันเอก เหงียน หาย เจิว รองเสนาธิการกองทัพเรือภาค 4 ของเวียดนาม โดยมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม กองทัพเรือประชาชนเวียดนาม กองบัญชาการทหารจังหวัดคั้ญฮหว่า และกองทัพน้อยที่ 20 เข้าร่วมพิธีต้อนรับด้วย

การเยือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมทวิภาคีระหว่างเวียดนามและรัสเซีย ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดผลลัพธ์จากการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของ พลเอก ฟาน วัน ซาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

การเยือนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศ และกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองฝ่าย

ระหว่างการเยือน คณะผู้แทนรัสเซียจะเข้าเยี่ยมคารวะกองบัญชาการกองทัพเรือภาค 4 วางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงทหารโซเวียต รัสเซีย และเวียดนาม ที่สละชีวิตเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนายทหารและลูกเรือของกองทัพเรือภาค 4 และเยี่ยมชมสถานที่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์หลายแห่งในจังหวัดคั้ญฮหว่า

28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ในหลวงรัชกาลที่ 10

28 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10

โดยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ได้รับพระราชทานพระนามว่า ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ’

>> การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท สหราชอาณาจักร หลังจากนั้น ทรงศึกษาต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ ด้านการทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาได้เสด็จฯ นิวัติประเทศไทย ทรงศึกษาต่อสาขาวิชานิติศาสตร์รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ขณะนั้นทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา นับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร’ ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ อาณาประชาราษฎร์ ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ นานัปการ เพื่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย โดยมิได้ย่อท้อ

ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติส่วนพระองค์ ทั้งในด้านความมั่นคง ของประเทศ ด้านสังคมสงเคราะห์ การศาสนา การศึกษาและวัฒนธรรม การแพทย์และสาธารณสุข การทหาร การบิน การต่างประเทศ ฯลฯ เพื่อ ความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่บ้านเมืองและ ประชาชนคนไทยทั้งปวง

ดั่งพระราชดำรัสในพิธี ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ในการสถาปนาขึ้นเป็น ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร’ ความว่า “ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ ต่อประชาชนจะปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถและ โดยความเสียสละเพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบ เท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”

>> ทรงรับขึ้นทรงราชย์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เวลา 19.16 น. ปวงชนชาวไทยทั้งผอง ต่างปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ ห้อง UPPER MAIN CR.M (ห้อง วปร.) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาทเสด็จ ขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ ความว่า “ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา และกล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง” 

การทุ่มเทพระวรกายปฎิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ โดยมิทรงว่างเว้นของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สะท้อนถึงพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการขจัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร สมดั่งพระราชปณิธานที่ทรงมีพระราชประสงค์ สืบสาน รักษาต่อยอด ในหลวงรัชกาลที่ 9

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ที่มา : สหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา!! พระบรมธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก นครศรีฯ จัดใหญ่ จัดโนรา–เวียนเทียน–โขน สมโภชพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก ปลุกพลังศิลปวัฒนธรรมถวายพุทธบูชา

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา! จัด “โนรา-เวียนเทียน-โขน” ถวายพระบรมธาตุ ปลุกกระแสหนุนทะเบียนมรดกโลก

เมื่อเวลา 16.00 น.ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช สภาวัฒนะธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกับทางวัดจัดงานสมโภชน์ สักการะบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ หลังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก อันเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ให้กับประเทศไทย สร้างความปลื้มปีติยินดี และภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช หลังการผลักดัน “พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ก้าวสู่เวทีโลก โดยสภาวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ระดมพลังภาคประชาชนผ่านกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมครั้งใหญ่ จัดการแสดง “โนรารำถวายพระบรมธาตุ” และ “โขน” เพื่อประกาศให้เห็นถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันพระบรมธาตุสู่การเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศให้เห็นว่า “โนรา” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติแล้ว ยังคงได้รับการสืบทอดและมีบทบาทอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่งสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมชาวนครศรีธรรมราช สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ โดยการนำของ ดร.เกล้าสรวง สุพงษ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เฉลียว คงตุก รองประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ นริศ วิชัยกุล อดีตนายกสมาคมชาวนครศรีธรรมราช ได้จัดให้มีกิจกรรมเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการฉลองพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก โดยมีอาจารย์ฉัตรชัย ประธานสภาวัฒนะธรรม นครศรีธรรมราช ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ เดินนำหน้าขบวนเวียนเทียน

จากนั้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จะมีการแสดงโขนชุด “พระรามราชาภิเษก” ระหว่างเวลา 18.00-19.30 น. ณ ลานทรายหน้าพระวิหารหลวง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ซึ่งสะท้อนความประณีตทั้งด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และวรรณคดี อันเป็นอีกหนึ่งมิติของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
.
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการใช้พลังของศิลปวัฒนธรรมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการผลักดัน “พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ให้ก้าวสู่การเป็นมรดกโลกอย่างสมภาคภูมิ

นอกจากนี้ ภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ริเริ่มแนวคิดเสนอพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลก พร้อมออกแรงดันเต็มที่ ดร.สืบพงศ์ ธรรมราช แรงหนุนด้านวิชาการมาโดยตลอด ได้เข้าพิธีบรรพชาแก้บน ที่เคยดำริไว้ว่า ถ้าพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะบวช ก็ได้บวชแก้บนเรียบร้อย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top