Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

21 กุมภาพันธ์ 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้ ‘พุทธศักราช’ (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน ‘รัตนโกสินทร์ศก’ (ร.ศ.) ปรับระบบปีของชาติ ให้สอดคล้องประเพณีประเทศพุทธ

รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ถึง 2455 เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีของประเทศที่นับถือพุทธศาสนาและเจตนารมณ์ของชาติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าพุทธศักราชเหมาะสมกว่าในการเป็นศักราชประจำชาติ

พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชในราชการทั่วไป โดยนับวันขึ้นปีใหม่เริ่มจาก 1 เมษายน พ.ศ. 2456 หลังจากประกาศในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ที่ผ่านมา "ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา และเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา" พระองค์ทรงพระราชดำริเช่นนี้ในขณะนั้น

รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเริ่มนับปีจากปีที่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง คือ พ.ศ. 2325 เรียกว่า ร.ศ. 1 แต่ในทางพระพุทธศาสนาประเทศไทยยังคงใช้พุทธศักราชตามธรรมเนียมเดิมที่มีตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว นับพ.ศ. ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ 1 ปี ขณะที่ศรีลังกาและเมียนมาเริ่มนับเร็วกว่าไทย 1 ปี

ก่อนหน้านี้ ไทยเคยใช้มหาศักราชและจุลศักราชมาก่อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชสร้างความชัดเจนทางประวัติศาสตร์และศาสนาในระบบปีปฏิทินที่ไทยใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://korat.mnre.go.th/th/news/detail/80707

อ่านเกมผ่านเลนส์สายโปรจีน เมื่อ ‘สี จิ้นผิง’ ใช้วิธี ‘เงียบ’ หลังข่าวปลดบิ๊กทหาร

ข่าวการปรับ/ปลดและการสอบสวนผู้นำกองทัพจีนระดับสูงในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงต้นกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่ในสังคมโลกว่า เกิดอะไรขึ้นภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) — และทำไมผู้นำสูงสุดอย่าง “สี จิ้นผิง” ดูเหมือนจะ ‘เงียบ’ ไม่ออกมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน

แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ “สายโปรจีน” ความเงียบนี้ไม่ใช่สัญญาณอ่อนแรง กลับเป็นรูปแบบการคุมเกมแบบปักกิ่ง: ผู้นำพูดให้น้อยที่สุด แล้วให้ “สถาบัน” และ “ถ้อยคำกลางของพรรค-กองทัพ” พูดแทน เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปในกรอบเดียวกัน

1) ข่าวปลด/สอบสวนบิ๊กทหาร: ปักกิ่งประกาศผ่านช่องทางทางการ ไม่ให้ข่าวลือคุมพื้นที่
สื่อและหน่วยงานทางการจีนรายงานว่า มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสองราย—พลเอก จาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ (Liu Zhenli) ผู้บัญชาการฝ่ายเสนาธิการร่วม—ด้วยข้อกล่าวหา “ละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายอย่างร้ายแรง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดี (ตามถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมจีนและรายงานของสื่อหลัก)

ด้านการรายงานจากสื่อสากลชี้ว่า ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ มักมีสัญญาณ ‘เงียบ’ เช่น การหายไปจากงานสาธารณะ และการไม่ปรากฏรายชื่อ/บทบาทในกิจกรรมสำคัญ ก่อนจะตามมาด้วยคำว่า ถูกปลดหรือถูกสอบสวน—ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในระบบการเมืองจีนที่เน้นความเป็นเอกภาพของภาพลักษณ์รัฐ

2) เลนส์สายโปรจีน: “สงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพ” เพื่อความพร้อมรบ และความเป็นเอกภาพของพรรคเหนือกองทัพ
ใจความสำคัญของฝั่ง “สื่อทางการ/สื่อใกล้รัฐ” คือการวางกรอบว่า นี่คือการเดินหน้าต่อสู้คอร์รัปชันให้ถึงที่สุดในกองทัพ—ไม่ใช่ดราม่าการเมืองรายคน

บทบรรณาธิการของ PLA Daily (เผยแพร่ผ่าน Xinhua และถูกนำเสนอโดย Global Times และ China Daily) เน้นว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า ‘ไม่มีใครอยู่นอกขอบเขต’ และ ‘ไม่ยอมให้มีความอดทนต่อคอร์รัปชัน’ พร้อมโยงไปถึงเป้าหมาย “ทำให้กองทัพสะอาด เข้มแข็ง และพร้อมรบ”

ประเด็นที่ชัดที่สุดในกรอบทางการคือคำว่า “ระบบความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ประธาน CMC” (CMC chairman responsibility system) ซึ่งถูกย้ำว่าเป็นแกนของการคุมวินัยและการบังคับบัญชา—พูดตรงๆ คือ ยืนยันหลักการว่า ‘พรรคต้องนำกองทัพ’ และกองทัพต้องเชื่อฟังศูนย์กลางอย่างเด็ดขาด

3) ทำไมสี จิ้นผิง ‘เงียบ’: ความเงียบแบบปักกิ่งคือการคุมกรอบ ไม่เปิดช่องตีความ
ในกรอบการสื่อสารแบบจีน ผู้นำสูงสุดไม่จำเป็นต้อง ‘แถลงทุกครั้ง’ แต่จะให้ “องค์กร” พูดแทน—กระทรวงกลาโหม, คณะกรรมการวินัย, หนังสือพิมพ์กองทัพ—เพื่อทำให้ข้อความมีน้ำหนักเป็น “ฉันทามติของระบบ” ไม่ใช่ ‘ความเห็นส่วนตัว’

ความเงียบยังมีประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ชั้น: (1) ปิดช่องทางข่าวกรอง—ไม่ให้คู่แข่งอ่านโครงสร้างรอยรั่ว (2) คุมความเชื่อมั่นภายใน—ลดแรงสั่นสะเทือนในหมู่กำลังพล (3) ล็อกกรอบความหมาย—ให้สังคมตีความไปในทาง “วินัย-ความสะอาด-ความพร้อมรบ” มากกว่าการต่อรองอำนาจ

สื่อทางการยังผูกเรื่องนี้เข้ากับเป้าหมายการพัฒนา ‘กองทัพระดับโลก’ และเส้นทางแผนพัฒนา (เช่น การเดินหน้าตามกรอบแผน 5 ปี) เพื่อทำให้ภาพรวมเป็นเรื่อง “การยกระดับรัฐ” มากกว่าข่าวฉับพลันรายวัน

4) มุมเสริมจากภายนอก: ทำไมข่าวนี้ทำให้โลกจับตา
แม้กรอบสายโปรจีนจะย้ำ ‘ต่อต้านคอร์รัปชัน’ แต่สื่อสากลจำนวนหนึ่งมองว่าการปรับ/ปลดระดับสูงที่ต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างบัญชาการยิ่งลับและรวมศูนย์มากขึ้น และอาจกระทบความต่อเนื่องของการปฏิรูปกองทัพ

Reuters วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนตัวระดับสูงทำให้คณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งปกติเป็นกลไกบัญชาการหลักมีความ ‘บาง’ ลง และทำให้ต่างชาติติดตามยากขึ้นว่าใครเป็นคนตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภายใต้เลนส์สายโปรจีน ข้อสรุปจะกลับไปที่ประโยคเดียว: ‘กำจัดปัญหาเพื่อให้กองทัพพร้อมรบ’ และย้ำว่า ความเด็ดขาดของการลงโทษคือหลักประกันความมั่นคงของรัฐ

‘อภิสิทธิ์’ ไม่ปิดประตูร่วมรัฐบาล. พร้อมรับสาย ภท. ประเมิน กล้าธรรม ตัวแปรสำคัญคานเสียง พท.

(20 ก.พ. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เกี่ยวกับประเด็นความชัดเจนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาว่า ตนไม่ประกาศเช่นนั้น เพราะโดยระบบของพรรคเป็นอำนาจกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และ ส.ส. ทั้งนี้ได้คุยเบื้องต้นว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่รอรับสายโทรศัพท์ แต่หากโทรศัพท์มาพร้อมรับ ไม่ปิดเครื่อง ทั้งนี้พรรคไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด หากได้เข้าไปคุยแสดงว่าเขามาตาม และการไปฟัง ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ เพราะต้องรักษาคำพูดกับประชาชนต่อเงื่อนไขร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก

เมื่อถามถึงกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย เรียกว่าครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไปถึงประเด็นนั้น แต่ต้องพูดให้ชัดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ครอบงำ ทั้งนี้ตนไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้ แต่เรื่องทุนเทามีข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกันหากจะไปร่วมต้องตอบโจทย์ว่า นโยบายเรื่องใดที่มั่นใจได้ว่าทำสำเร็จ

“ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็ก ที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่ามองการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยถือว่าได้เสียงข้างมากที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะนี้แม้ว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็สามารถมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 210 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงต่างกันมาก ดังนั้นหากวิเคราะห์ว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมมีเหตุผลอะไร ซึ่งตนมองว่าเพื่อป้องกันพรรคเพื่อไทยตีรวน หรือถอนตัว ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเสียงที่พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียงจะมีน้ำหนักมากกว่า หากเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง

“พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง หากดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไป ยังลำบาก แต่หากเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง สามารถหักลบกับเพื่อไทยได้เกินครึ่ง หากมีปัญหาจริงพรรคภูมิใจไทยไม่สะเทือน และผมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบเพราะไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะเดียวกันแม้จะอยู่นิ่งๆ ยังมีอำนาจต่อรองสูงสุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้แกนนำพรรคกล้าธรรมโต้พรรคประชาธิปัตย์หลังประกาศไม่จับมือ และตอบกลับให้คอยดูเถอะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมก็ตอบว่าให้คอยดูเถอะเช่นกัน เพราะพรรคที่ได้ ส.ส. 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ”

เมื่อถามถึงการแสดงจุดยืนตอนเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคที่มากำหนดเกม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ ด้วยเสียง ส.ส.ที่มี 22 คน แต่เมื่อประชาชนให้มาเท่านี้ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งการตรวจสอบทุนเทา ต่อต้านนโยบายที่สร้างความแตกแยก และงานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม โดยกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริง ก็ต้องถูกยื่นตรวจสอบ

“ถ้าสมมุติว่าจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีคนที่จะถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองที่จะตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 

ศรีสะเกษ ปิดตำนาน? จากแชมป์โลก 2 สมัยสู่ความเงียบ "เจ้าแหลม" ห่างเวทีมวยเกือบปี ยังไม่ประกาศแขวนนวม แต่สัญญาณชัด ทำให้แฟนมวยจับตาปิดฉากอาชีพ

(20 ก.พ. 69) "เจ้าแหลม" ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย อดีตแชมป์สภามวยโลก (WBC) รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต 2 สมัย กระแสข่าวเส้นทางมวยปิดฉากหลังห่างหายจากสังเวียนไปเกือบปี แม้ยังไม่มีการประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ
.
นักชกวัย 39 ปี รายนี้คือกำปั้นไทยที่มีไฟต์ชกในสหรัฐอเมริกาถึง 5 ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นที่จับตามองของแฟนมวยทั่วโลก รายงานข่าวจาก surprisesports.com เปิดเผยว่ารายได้รวมจากเวทีโลกของศรีสะเกษสูงถึง 1,395,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 44 ล้านบาท)
.
รายได้ที่โดดเด่นในแต่ละไฟต์รวมถึงไฟต์แรกปี 2017 ที่ได้ 75,000 เหรียญ ส่วนไฟต์ที่ 4 ในปี 2019 รับถึง 500,000 เหรียญ และไฟต์สุดท้ายในปี 2022 ได้ 400,000 เหรียญ นับเป็นราชานักชกไทยที่โกยเงินบนเวทีสากลมากที่สุด
.
ขณะนี้ 'ศรีสะเกษ' ไม่มีอันดับในสถาบันมวยสำคัญทั้ง 4 เนื่องจากไม่ได้ขึ้นชกตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ซึ่งสร้างความกังวลในวงการว่าการห่างเวทีครั้งนี้อาจบ่งชี้ถึงการปิดตำนานของเขา
.
แม้สถานะในวงการจะเปลี่ยนไป แต่ชื่อเสียงและผลงานของ 'ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย' ยังคงเป็นบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์วงการมวยไทยและบนเวทีโลก
.
ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633125/

เมื่ออดีตผู้นำ “ติดคุกจริง” นี่คือประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้

ข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาเกาหลีใต้) สะเทือนการเมืองเอเชีย เมื่อศาลในกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) จากคดีที่เกี่ยวโยงกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกปลายปี 2567 โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่า ศาลชี้พฤติการณ์เข้าข่ายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญและเป็นความผิดร้ายแรงระดับ “ก่อความไม่สงบ/กบฏ” แม้รายละเอียดทางคดีและคำวินิจฉัยจะยังถูกถกเถียงในสังคม แต่ภาพใหญ่ที่คนทั้งโลกเห็นตรงกันคือ “ผู้นำระดับสูงสุดยังถูกลงโทษได้จริง”

คำถามคือ… นี่คือ “ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้” จริงไหม? คำตอบคือใช่ เพราะจุดเด่นของเกาหลีใต้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือสังคมและสถาบันที่เอาจริงกับการตรวจสอบอำนาจ จนผู้นำไม่สามารถหลุดพ้นได้เมื่อข้ามเส้น

ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้
1) ประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบตัวจริง: วัฒนธรรมม็อบที่เป็นระบบและไม่กลัวอำนาจ
เกาหลีใต้มีประวัติการเมืองร่วมสมัยที่ประชาชน “ลงถนน” เพื่อทวงกติกาเป็นระยะ—ตั้งแต่การลุกฮือปี 1987 ที่นำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยตรงของประธานาธิบดี ไปจนถึงวัฒนธรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ (เช่น candlelight protests) ที่กดดันให้รัฐต้องรับฟังเสียงสังคม
แก่นของมันคือการทำให้ “ต้นทุนทางการเมือง” ของการใช้อำนาจเกินขอบเขตสูงมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ สังคมสามารถรวมตัวกันเร็วและใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่สาธารณะสำคัญเป็นเหมือนเวทีตรวจสอบอำนาจของประชาชน

2) ถอดถอนได้จริง: สภาและศาลรัฐธรรมนูญเดินงานจนจบกระบวนการ
ในระบบเกาหลีใต้ การถอดถอนผู้นำไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง แต่เป็น “ขั้นตอน” ที่เดินได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย ประสบการณ์การถอดถอนในอดีตทำให้สังคมเกาหลีใต้จดจำว่า “ผู้นำก็ถูกปลดได้” เมื่อทำผิดหลักการ

เหตุที่สังคมเกาหลีใต้ “ไว” กับเครื่องมืออย่างกฎอัยการศึก เพราะมีประวัติยุคอำนาจนิยมอยู่ใกล้มือ ความทรงจำร่วมนี้ทำให้การหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิม ถูกต่อต้านหนัก และกลายเป็นแรงหนุนให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อจนถึงศาลอาญา

3) ศาลและอัยการแข็ง: ตรวจสอบคนมีอำนาจ พร้อมถกเถียงจนเกิดการปฏิรูป
เกาหลีใต้มีชื่อเสียงเรื่องการดำเนินคดีคอร์รัปชันกับผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดคำถามว่า “อัยการมีอำนาจมากไปไหม” จนเกิดความพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ลดการผูกขาดอำนาจสอบสวนและฟ้องร้อง รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อถ่วงดุล

นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด แต่ยังกล้าปรับโครงสร้างสถาบันที่ถูกตั้งคำถาม—พูดง่ายๆ คือ “เช็กอำนาจ” แล้ว “เช็กคนเช็กอำนาจ” ต่ออีกชั้น

4) เสรีภาพสูง แต่ไม่สุด: เสียงดังมาก แต่กฎหมายบางส่วนยังเป็นเพดาน
สังคมดิจิทัลของเกาหลีใต้คึกคัก สื่อและโซเชียลมีพลังมาก แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายที่กระทบการแสดงออก เช่น หมิ่นประมาททางอาญา ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าอาจทำให้เสรีภาพการพูดถูกแช่แข็งได้

จุดนี้สะท้อนว่า ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่เป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง/ชื่อเสียง/อำนาจรัฐ—ซึ่งสังคมยังเถียงและปรับสมดุลกันต่อเนื่อง

5) รัฐ–ทุนใหญ่พันกันจริง แต่ประชาธิปไตยสร้างแรงกดดันให้ต้องโปร่งใสขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีทุนขนาดใหญ่ (chaebol) ที่มีบทบาทสูงมาก และย่อมกระทบการเมือง แต่หลังการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยปลายทศวรรษ 1980 ก็เกิดแรงผลักจากสังคม ให้ต้องยกระดับความโปร่งใส การกำกับดูแล และการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนมากขึ้น

เลือกตั้ง’69 EP#8 แพ้แล้วพาล (Sore loser)

อาการ “แพ้แล้วพาล (Sore loser)” ของสาวกพรรคส้มคือ บทสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่า สาวกพรรคส้มออกมาแสดงตัวคัดค้านผลการเลือกตั้งมากมายหลายวิธี พยายามปลุกระดมมวลชน กระทั้งชักจูงให้องค์การนิสิต-นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ทำให้สังคมไทยได้รู้ได้เห็นว่า หากพรรคส้มแพ้การเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะไม่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไหนออกมามาประท้วงการนับคะแนนหรือผลการเลือกตั้งเลย และองค์การนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายต้องออกมาเฝ้าสังเกตุการเลือกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพียงแค่รับข้อมูลแล้วออกมาประท้วง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเมือง ขาดเหตุและผล และถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือของพรรคส้มไป

สำหรับ QR Code บนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือคุมเอกสาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้สำหรับสืบสาวตามตัวบุคคลที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด จากกระแสในโซเชียลที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน ขัดหลัก “บัตรลับ” ตามกฎหมายไทย แต่คุณปฐม อินโรดม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนแถวหน้าของไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี อดีตผู้บริหารสื่อไอทีรายใหญ่ที่สุด (ARIP) และอดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเป็นที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล, กรรมการ Creative Digital Economy สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบล็อกเชนไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อธิบายว่า ความกังวลว่าระบบจะ “รู้หมดว่าใครเลือกใคร” มักเกิดจากความไม่ไว้วางใจทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค พร้อมย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจระบบจริง

QR Code ทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักแล้ว QR Code บนบัตรเลือกตั้งใช้เพื่อ
-    ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม
-    แยกประเภทเขต/หน่วยเลือกตั้ง
-    ช่วยบริหารการนับคะแนนหรือ audit เอกสาร
-    ตรวจสอบเส้นทางเอกสาร (document tracking)
จึงทำหน้าที่เพียงเป็น “ตัวระบุเอกสาร” ไม่ใช่ “ตัวระบุบุคคล” แต่อย่างใด ถ้าหากจะตามว่าใครเลือกใคร ต้องทำอย่างไร? ในทางทฤษฎี การสาวกลับไปหาผู้ลงคะแนนต้องมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น เช่น
1.    มีฐานข้อมูลว่าบัตรหมายเลขใดแจกให้ใคร
2.    มีการบันทึกหมายเลขก่อนหย่อนบัตร
3.    มีการเก็บลำดับเวลาการหย่อนเทียบกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ
4.    ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ซึ่งในทางปฏิบัติของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มีระบบในลักษณะดังกล่าวรองรับอยู่แต่อย่างใด และการจะทำย้อนหลัง ต้อง “รื้อบัตรทั้งหมด” นำมาเทียบ QR Code กับข้อมูลการแจกบัตรตามลำดับผู้ใช้สิทธิทีละใบ ซึ่งทำได้ในทางทฤษฎี แต่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากมาก ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแทบเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อบัตรที่ลงคะแนนได้ถูกผสมรวมกันในหีบคะแนนแล้ว เข้าใจง่าย ๆ คือ QR Code อย่างเดียว จะไม่สามารถบอกได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับตัวบุคคลตั้งแต่ต้น

ทุนเงียบถึงปริญญาตรี: เรื่องดี “แบบคนไม่ค่อยรู้” ของ ‘ธรรมนัส’  ที่สะท้อนว่า “ทำมากกว่าพูด”

การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรู แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือ “โอกาส” ที่ไปถึงมือ และ “ความต่อเนื่อง” ที่พาชีวิตคนหนึ่งก้าวข้ามความจน ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของบ้านเกิดได้ เพราะความดีบางอย่างไม่ดัง ไม่ไวรัล และไม่ถูกเล่าบนเวทีใหญ่—แต่มันเปลี่ยนอนาคตของคนได้ทั้งชีวิต

“ทุนเงียบ” คืออะไร และทำไมมันสำคัญกว่าทุนแบบแจกครั้งเดียว
ในข่าวการช่วยเหลือ เรามักเห็นภาพ “มอบของ–มอบเงิน–ถ่ายรูป–จบงาน” แต่ทุนการศึกษาที่มีพลังจริง ไม่ใช่ทุนที่ให้แล้วหายไป หากเป็นทุนที่ “เดินไปกับเด็กคนหนึ่ง” ยาวพอให้เขาเรียนต่อ ทำงาน และยืนได้ด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ “ทุนอุปการะรายบุคคล” ถูกเรียกว่าเป็นทุนเงียบ: มันไม่ค่อยดัง เพราะมันต้องทำยาว ต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง และต้องเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งมีค่าพอให้ลงทุน

เคสที่คนไม่ค่อยรู้: อุปการะทุนการศึกษายาวถึงระดับปริญญาตรี
มีโพสต์รายงานจากสื่อท้องถิ่นในพื้นที่พะเยา ระบุว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าได้ร่วมทำบุญ พร้อม “รับอุปการะทุนการศึกษา” ให้เด็กคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง “จนจบปริญญาตรี” ซึ่งเป็นรูปแบบช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับโอกาสทั้งเส้นทางชีวิต

ทำมากกว่าพูด: ความต่างอยู่ที่ “ระยะเวลา” และ “ความต่อเนื่อง”
ถ้าให้แยกความต่างแบบตรงไปตรงมา “ทุนเงียบ” มี 3 จุดแข็งที่คนทั่วไปมักมองข้าม:
•    ช่วย “ยาวพอ” ให้เด็กไปถึงเส้นชัยสำคัญ (เช่น เรียนจบ) ไม่ใช่แค่ผ่านเดือนนี้ไปได้
•    ช่วย “ตรงจุด” ของการศึกษา: ค่าเทอม ค่าเดินทาง อุปกรณ์เรียน และค่าใช้จ่ายแฝงที่ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ
•    ช่วย “ด้วยความรับผิดชอบ”: เพราะการอุปการะคือการบอกเด็กว่า “มีคนเชื่อในตัวคุณ” ซึ่งสำคัญไม่แพ้เงิน

‘ดร.พีระ เจริญพร’ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ ปี 69 ‘จีดีพี’ ยังโตได้มากกว่านี้ ชิงจังหวะย้ายฐานการผลิตจากจีน ดึงลงทุนไทย – เร่งปิดดีล FTA

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

รศ. ดร.พีระ กล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 

“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.พีระ กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น ภายใน 1 – 2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ

‘สนธิ’ ประสบอุบัติเหตุล้มหัวฟาดเย็บ 20 เข็ม เจ้าตัวลั่น "เหมือนมีคนผลัก"  ประกาศพักหน้าจอ 3 สัปดาห์ แฟนคลับแห่เป็นห่วง

(20 ก.พ. 69) เพจเฟซบุ๊ก "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" โพสต์ข้อความระบุว่า มีคนเป็นห่วง และสอบถามมาเยอะว่า คุณสนธิไม่สบายเป็นอะไร ถึงไม่ได้ออก 'รายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ' วันนี้ ?

คุณสนธิประสบอุบัติเหตุ หกล้มที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ครับ ทั้งนี้โดยปกติ คุณสนธิจะมาถึงบ้านพระอาทิตย์ตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งเป็นกิจวัตรปกติธรรมดาทุกวัน เพื่อเตรียมจะขึ้นไปสวดมนต์ และทำงานต่อ แต่พอลงจากรถเดินพ้นบันไดหน้าตึกขึ้นมา ถึงขั้นบนสุดแล้ว คุณสนธิรู้สึกเหมือนว่ามีคนผลัก จึงเสียหลักเซ ศีรษะไปกระแทกกับเสา แตก มีเลือดออก

เมื่อผู้ติดตามพาไปส่งโรงพยาบาลศิริราช ปรากฏว่าบาดแผลค่อนข้างใหญ่ แพทย์ต้องเย็บ 20 เข็ม แต่จากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการทำเอ็กซเรย์สมอง-ทำ CT Scan แพทย์ยืนยันว่าไม่เป็นอะไร อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท จึงให้นอนพักดูอาการที่โรงพยาบาล 1 คืน

นักท่องเที่ยวจีนพุ่ง 15-20% ชาวจีนบินตรง “หนานหนิง-กรุงเทพฯ” จากกลับภูมิลำเนาสู่เที่ยวต่างแดน เที่ยวไทยฉลองตรุษจีน สะท้อนกระแสตรุษจีนเที่ยวไทยพีค

(20 ก.พ. 69) ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตกว่างซีจ้วงของจีน มีบรรยากาศคึกคักในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2026 โดยผู้โดยสารจำนวนมากเดินทางตรงไปยังประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่จากเดิมที่เน้นกลับภูมิลำเนา เป็นเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศ ภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทยและเส้นทางบินที่สะดวก

บริษัททัวร์ในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ช่วงหยุดยาว 9 วันปีนี้ช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะครอบครัว เดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น ดังคำกล่าวของ 'ถานซูถิง' จากหนานหนิงที่บอกว่า "ปกติเฉลิมฉลองในบ้านและเยี่ยมญาติ แต่ปีนี้พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย" แสดงถึงความนิยมในอากาศอบอุ่นและความสะดวกสบาย

เที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงเทศกาลตรุษจีนโดยจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวประเมินว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปไทยช่วง 13-22 ก.พ. ราว 350,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 15-20% เทียบกับปีก่อน

นอกจากนักท่องเที่ยวใหม่แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวจีนประจำที่เดินทางมาไทยเพื่อหนีอากาศหนาว พบปะญาติที่อาศัยในไทย สถานการณ์บ่งบอกการเติบโตของการท่องเที่ยวสองทางและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างไทย-จีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top