Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

อิหร่าน–สหรัฐฯ จ่อปิดดีลสันติภาพ!! ข้อตกลง อิหร่าน–สหรัฐฯ คืบหน้า เตรียมให้ UN Security Council รับรองอย่างเป็นทางการ จ่อลงนาม 19 มิ.ย. ที่สวิตเซอร์แลนด์

สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานโดยอ้างร่างบันทึกความเข้าใจว่า ข้อตกลงฉบับสุดท้ายระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะได้รับการรับรองผ่านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ0

ก่อนหน้านี้ คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และจะมีการลงนามในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Mehr อ้างข้อความในร่างบันทึกความเข้าใจว่า “ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองโดยมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ”

ตามร่างดังกล่าว สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน และจะเคารพอธิปไตยของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ร่างบันทึกความเข้าใจยังระบุด้วยว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นได้ภายใน 30 วัน หลังจากคู่ภาคีลงนามในบันทึกความเข้าใจแล้วเท่านั้น

ที่มา : Sputnik

15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา คดีประวัติศาสตร์ชายแดนไทย–กัมพูชา บทเรียนกฎหมายระหว่างประเทศ จุดเปลี่ยนสำคัญข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 หลังพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี โดยมีการนัดสืบพยานถึง 73 ครั้ง ถือเป็นกรณีพิพาทด้านดินแดนที่ยืดเยื้อและซับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ 'เปรี๊ยะ วิเฮียร์' เป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย แต่ตัวปราสาทส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ตัวปราสาทถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

คำตัดสินของศาลโลกส่งผลให้ไทยต้องยอมคืนพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารประมาณ 150 ไร่ให้กัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยอนุญาตให้นักศึกษาเดินขบวนคัดค้าน และสั่งปิดทางขึ้นปราสาทที่อยู่ฝั่งไทย เหลือเพียงเส้นทางแคบจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

แม้จะมีความตึงเครียดในช่วงแรก แต่ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในบางช่วง ซึ่งปัจจุบันอุทยานฯ เขาพระวิหาร ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวผามออีแดงชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

นักวิชากาเศรษฐศาสตร์ มธ. หนุน ‘คลัง’ ชี้ระบบนี้ช่วยพุ่งเป้าสวัสดิการ ลดซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพคัดกรอง แนะเพิ่มกลไกตรวจสอบรายได้จริง ค้านตัดสิทธิลดหย่อนพ่อแม่ภาษี

นักวิชาการ มธ. หนุน ‘คลัง’ ใช้ Negative Income Tax รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น - หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร - ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”

ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว ช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวเสริม

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้น หากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย

บพท. ปั้นโมเดลโคนม ส่งเสริมโคนมไทยยั่งยืนครบวงจร รายได้เกษตรกรปีละเกือบ 40 ล้าน พัฒนาสหกรณ์เป็นกลไกกลาง เทคโนโลยี-ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิต

บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย

เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

อุตสาหกรรมโคนมไทยมีดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ไปจนถึงข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาโคนมไทยจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่

โมเดลนี้ไม่ได้มองโคนมเป็นเรื่องของฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง แต่มองทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน โดยออกแบบกลไกการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ การเชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิด ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม การใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม รวมถึงการตรวจจับภาวะเป็นสัด เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แนวทางจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับบทบาทของ “สหกรณ์” จากเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ และช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเน้นให้เกิดแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” แทนการมองน้ำนมดิบเป็นสินค้าเหมือนกัน ราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น

ผลลัพธ์จาก 42 ฟาร์มนำร่องทำให้เห็นว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยโครงการช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ในเชิงผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย โครงการนี้สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเทียบได้ว่า เงินวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 7.49 บาท

สิ่งที่โมเดล CDSIE ทำให้เห็นคือ อนาคตของโคนมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง สหกรณ์บริหารด้วยข้อมูล ตลาดให้คุณค่ากับคุณภาพ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่สามารถเติบโตไปด้วยกั

วิศวะ มจธ. ลุยเก็บน้ำ!! เจ๋งนวัตกรรม "ร่มเก็บน้ำฝน" แก้ปัญหาพื้นที่สูงฝนตกมาก ใช้สถานีเกษตรอ่างขางเป็นต้นแบบ ลดต้นทุนพลังงาน-เพิ่มน้ำใช้เกษตรกร

เด็กวิศวะ มจธ. ผุดไอเดีย “ร่มเก็บน้ำฝน” แก้โจทย์เกษตรพื้นที่สูงอ่างขาง ฝนตกมากแต่น้ำไม่เคยพอใช้

แม้สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นพื้นที่สูงที่มีปริมาณฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านพื้นที่ลาดชันลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกักเก็บไว้ใช้ได้ทัน ขณะที่การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก

โจทย์ “ฝนตกมาก แต่น้ำยังไม่เคยพอใช้” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และนายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. พัฒนา ต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา

ทีมออกแบบอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้าย “ร่ม” หรือ “ดอกไม้” สามารถกางออกเมื่อฝนตกเพื่อรับน้ำฝน และหุบเก็บเมื่อฝนหยุด เพื่อลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน และเปลี่ยนน้ำฝนที่เคยไหลทิ้งให้กลายเป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง โดยมี ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ดูแลโครงการ พร้อมที่ปรึกษาร่วม ได้แก่ ดร.วงศ์นรินทร์ คำพอ ผศ.ดร.ชนา พุทธนานนท์ Dr.-Ing. Alexander Brezing และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ และ ดร.วิศิษฎ์ศรี วิยะรัตน์ ผู้ผลักดันขอทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม FRB690020/0164

“โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเรากลับไปทำความเข้าใจปัญหาของพื้นที่จริงก่อนว่า ทำไมอ่างขางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกค่อนข้างมาก จึงยังเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ เราพบว่าพื้นที่มีความลาดชันสูง น้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เก็บกักน้ำไว้ไม่ทัน ขณะเดียวกันการสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้บนพื้นที่สูงต้องใช้พลังงานและมีต้นทุนสูง ทีมจึงพยายามออกแบบระบบที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อเก็บน้ำไว้ให้ทันก่อนที่จะไหลหายไป และส่งไปเก็บที่แหล่งน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรบนดอย” นายกรทักษ์ หนึ่งในทีมพัฒนา กล่าว

หลังรับโจทย์จากพื้นที่ ทีมเริ่มจากการศึกษาข้อมูลของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ลงพื้นที่สำรวจสภาพภูมิประเทศ และนำข้อมูลด้านฝน ลม และความลาดชันมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ต้นแบบที่ออกแบบขึ้นสามารถใช้งานได้จริงบนพื้นที่สูง ซึ่งมีทั้งฝน ลมแรง ความชื้น และข้อจำกัดด้านการติดตั้ง

นายภูรินท์ กล่าวว่า การทำโครงงานครั้งนี้ทำให้ทีมเห็นว่า การออกแบบระบบสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่างอ่างขางไม่สามารถพิจารณาเฉพาะโครงสร้างได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน ความเร็วลม สภาพภูมิประเทศ และข้อจำกัดของพื้นที่จริง เพราะแม้อุปกรณ์จะรับน้ำฝนได้ดี แต่หากไม่ทนต่อลมแรงบนพื้นที่สูงก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง แนวคิดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนา CC-Unit หรือ Collector-Container ระบบเก็บน้ำฝนแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งเรียงเป็นขั้นบันไดตามพื้นที่ลาดชัน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล เช่น ท่อ PVC โครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ แผ่น PE สำหรับรับน้ำฝน ฐานถ่วงน้ำหนักด้วยทราย มอเตอร์แรงบิดสูง และระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้อุปกรณ์ตอบโจทย์การใช้งานจริงบนพื้นที่สูงได้มากที่สุด

หลักการทำงานของต้นแบบคือ เมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะสั่งให้โครงสร้างกางออกเพื่อรับน้ำฝน และเมื่อฝนหยุดจนความชื้นลดลง ระบบจะสั่งให้หุบกลับโดยอัตโนมัติ ทำให้อุปกรณ์ไม่ต้องกางทิ้งไว้ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ใบไม้ และฝุ่นละอองบนแผ่นรับน้ำ โดยต้นแบบมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 4.06 ตารางเมตร ต้นทุนประมาณ 7,972 บาทต่อชุด และจากการคำนวณด้วยข้อมูลฝนเฉลี่ย ทีมประเมินว่าสามารถเก็บน้ำได้ราว 284 ลิตรต่อเดือนต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินเบื้องต้น จึงต้องนำต้นแบบไปทดสอบในพื้นที่จริงเพิ่มเติม เพื่อประเมินประสิทธิภาพภายใต้สภาพฝน ลม และการใช้งานจริงของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

“เบื้องหลังต้นแบบที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เกิดจากการออกแบบครั้งเดียวแล้วสำเร็จ แต่ผ่านการทดลอง แก้ปัญหา และปรับแบบซ้ำหลายรอบ ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ระบบกางและหุบได้จริง เพราะระหว่างพัฒนาเราเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งแผ่นรับน้ำที่ตึงไม่เท่ากัน วัสดุบางส่วนไม่ทนพอ โครงสร้างรับแรงได้ไม่ดี และเชือกพันกับแกนหมุน ทำให้ต้องปรับวัสดุและกลไกใหม่ เช่น เปลี่ยนมาใช้แผ่น PE ที่แข็งแรงและหนาขึ้น ใช้เอ็นตกปลาแทนเชือกเพื่อป้องกันเชือกพันในระบบมอเตอร์ และปรับระบบกลไกให้ทำงานนิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นแบบมีโอกาสใช้งานได้จริงในสภาพพื้นที่สูง” นายศุภบุตร กล่าว

จุดสำคัญของโครงงานนี้อยู่ที่การออกแบบระบบเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งซ้ำได้หลายจุดตามสภาพพื้นที่ หากพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง ระบบลักษณะนี้จะช่วยเก็บน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่เกษตรบนดอย ลดภาระการสูบน้ำจากพื้นที่ด้านล่างขึ้นสู่พื้นที่สูง ลดต้นทุนด้านพลังงาน และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและฤดูกาลมีความไม่แน่นอน

ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า “คุณค่าของงานนี้ไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์เก็บน้ำฝนเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เริ่มต้นจากโจทย์จริงของพื้นที่สูง ทำความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำ ต้นทุนพลังงาน และข้อจำกัดของภูมิประเทศ ก่อนนำความรู้ด้านโครงสร้าง ภูมิอากาศ กลไก และระบบควบคุมมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับผู้ใช้จริง งานลักษณะนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนวิศวกรรมสามารถเชื่อมโยงและแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แม้ต้นแบบ CC-Unit จะสามารถพิสูจน์การทำงานเบื้องต้นได้แล้ว ทั้งระบบกางและหุบด้วยมอเตอร์ การควบคุมตามค่าความชื้น และการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา แต่ทีมพัฒนายังเห็นประเด็นที่ต้องต่อยอดอีกหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มระบบป้องกันวงจรไฟฟ้า การปรับปรุงกลไกให้ทนทานและเสถียรมากขึ้น การออกแบบฐานยึดให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชัน การทดสอบปริมาณน้ำที่เก็บได้จริงในภาคสนาม ไปจนถึงการเพิ่มระบบสื่อสารระยะไกลและการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ต้นแบบสามารถทำงานได้ในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก

ในวันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและการจัดการน้ำกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย ต้นแบบ “ร่มเก็บน้ำฝน” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนให้เห็นว่า บางพื้นที่ไม่ได้ขาดฝน หากขาดระบบและวิธีการที่ช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ให้ทันเวลา นวัตกรรมที่เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงของชุมชน จึงอาจกลายเป็นทางออกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่สูง ลดข้อจำกัดของเกษตรกร และช่วยให้ชุมชนบนดอยมีเครื่องมือรับมือกับความแปรปรวนของธรรมชาติได้ดีขึ้นในอนาคต

14 มิถุนายน 2310 “พระเจ้าตากฯ” สั่งทหารทุบหม้อข้าว ออกศึกชี้ชะตายึดเมืองจันท์ จุดเริ่มต้นเส้นทางกู้แผ่นดินสยาม ตำนานปลุกใจทหารของพระเจ้าตากมหาราช

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นหนึ่งในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือในขณะนั้นคือพระยาตาก ทรงนำกำลังเข้าตีเมืองจันทบุรี ภายหลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าไม่นาน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางจากยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” เพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหาร และประกาศเจตนารมณ์อย่างเด็ดเดี่ยวว่า ศึกครั้งนี้ต้องชนะเท่านั้น ไม่มีทางถอยกลับ

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย อำนาจส่วนกลางล่มสลาย หัวเมืองต่าง ๆ แตกออกเป็นกลุ่มอำนาจ ผู้คนจำนวนมากไร้ที่พึ่ง ขณะที่กองทัพพม่ายังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อแผ่นดินสยาม ในสถานการณ์อันมืดมนเช่นนั้น พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลเดินทางไปยังหัวเมืองตะวันออก เพื่อสร้างฐานกำลังสำหรับการกอบกู้เอกราช

เมืองจันทบุรีในเวลานั้นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองใหญ่ มีทรัพยากร เสบียงอาหาร ผู้คน และทำเลที่เหมาะต่อการตั้งมั่น หากสามารถยึดจันทบุรีได้สำเร็จ พระยาตากย่อมมีฐานกำลังสำคัญสำหรับรวบรวมไพร่พล จัดหาอาวุธ เสบียง และเตรียมยกทัพกลับไปกู้บ้านเมืองจากพม่า

แต่การเข้าตีเมืองจันทบุรีไม่ใช่เรื่องง่าย เมืองมีกำลังป้องกันและมีผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาตากจึงต้องใช้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหารและจิตวิทยาการรบ เพื่อทำให้กองทัพของพระองค์มีความฮึกเหิม และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ศึกชี้ชะตาอย่างไม่หวั่นเกรง

ในคืนก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี พระยาตากได้มีคำสั่งให้ทหารกินข้าวให้อิ่ม แล้วให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเสียให้หมด พร้อมประกาศให้ทุกคนไปกินข้าวเช้ากันในเมืองจันทบุรี หากตีเมืองไม่ได้ ก็ให้ตายเสียพร้อมกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการตัดทางถอยของกองทัพ และเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความกล้าหาญ เพราะทหารทุกนายรู้แล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรบให้ชนะเท่านั้น

ยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” จึงมิใช่เพียงภาพจำเชิงตำนาน หากเป็นกลศึกที่สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำในยามวิกฤต พระยาตากเข้าใจดีว่า กองทัพที่กำลังเผชิญศึกหนักจำเป็นต้องมีขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่น และเป้าหมายร่วมกัน การทุบหม้อข้าวจึงเปรียบเสมือนการประกาศต่อทหารทั้งกองทัพว่า ศึกนี้คือศึกเพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านการนำทัพของพระยาตาก เพราะในภาวะที่บ้านเมืองแตกสลาย กำลังพลมีจำกัด และเสบียงไม่ได้มั่นคง การรบแต่ละครั้งต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวและการตัดสินใจที่รวดเร็ว การเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า พระยาตากมิได้เป็นเพียงแม่ทัพผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นผู้นำที่สามารถรวมใจคนในยามสิ้นหวัง

ผลของศึกครั้งนั้น พระยาตากสามารถยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ แหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตีเมืองจันทบุรี และวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่ยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พระองค์มีฐานที่มั่นสำคัญในภาคตะวันออก และสามารถรวบรวมกำลังเพื่อเดินหน้าภารกิจใหญ่ คือการกอบกู้เอกราชของสยาม

เมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะหลังจากตั้งมั่นได้แล้ว พระยาตากสามารถรวบรวมกำลังพล เสบียง อาวุธ และเรือรบ ก่อนยกทัพกลับไปตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากอำนาจพม่าได้ในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่จันทบุรีจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การสถาปนากรุงธนบุรี

ความสำคัญของเหตุการณ์ “ทุบหม้อข้าว” ยังอยู่ที่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นภาพของการตัดสินใจในภาวะที่ชาติแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว พระยาตากมิได้เลือกตั้งรับหรือรอคอยความช่วยเหลือ แต่เลือกเดินหน้า รวมคน รวมใจ และสร้างโอกาสจากวิกฤต ความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับการจดจำในฐานะวีรกษัตริย์ผู้กู้ชาติ

เหตุการณ์วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรบครั้งหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนเรื่องภาวะผู้นำในยามบ้านเมืองแตกสลาย เป็นตัวอย่างของการสร้างขวัญกำลังใจ การกล้าตัดสินใจ และการทำให้ผู้คนเชื่อว่า แม้แผ่นดินจะพ่ายแพ้ชั่วคราว แต่ชาติยังสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้

คำสั่งทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นวลีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย หมายถึงการตัดทางถอย เดินหน้าอย่างสุดกำลัง และยอมเดิมพันทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ไม่เพียงในทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นคติเตือนใจว่า ในยามวิกฤต บางครั้งความสำเร็จต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับ

14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระยาตากสั่งทหารทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี ศึกสำคัญที่ปลุกขวัญกำลังใจกองทัพ และปูทางสู่การกอบกู้เอกราชของสยามจากความพ่ายแพ้หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

จากเมืองจันท์ในวันนั้น สู่การกู้แผ่นดินในเวลาต่อมา พระเจ้าตากสินมหาราชได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้บ้านเมืองจะตกอยู่ในวันที่มืดมนที่สุด หากยังมีผู้นำที่กล้า มีประชาชนที่พร้อมร่วมแรง และมีกองทัพที่ไม่ยอมจำนน ความหวังของชาติย่อมสามารถจุดขึ้นใหม่ได้เสมอ

ที่มา: https://www.silpa-mag.com/history/article_60632?

ไทย-เวียดนาม ร่วมหารือ!! ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หารือแก้กฎระเบียบและภาษี เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจลงทุน เสริมแกร่งสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ร่วมหารือคณะผู้แทนระดับสูงรัฐบาลเวียดนาม

เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ร่วมหารือกับ Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (ที่ 5 จากซ้าย) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยเน้นการบูรณาการและลดอุปสรรคทางด้านแนวปฏิบัติ กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการทางภาษีและการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการสภาฯ และผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้าย)

1) ดร.เรืองฤทธิ์ อัมพุช อุปละนาละ กรรมการเลขาธิการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

2) คุณกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

3) คุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

4) คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

5) Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

6) Mr. Truong Viet Dung (เจือง เหวียด หยุ๋ง) รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย

7) Mr. Vu Van Tan (หวู วัน เติน) อธิบดี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเลขานุการคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

8) Mr. Nguyen The Trung (เหงียน เท้ จุง) กรรมการผู้จัดการบริษัท DTT Technology Group และกรรมการคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

‘ริชาร์ด โคห์ ‘เปิดแกลเลอรีใหม่!! ‘ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต’ เปิดพื้นที่จัดแสดงศิลปะ แนวคิด "Window Gallery" เน้นผลงานโดดเด่น นิทรรศการ จัสติน ลิม เริ่ม 12 มิ.ย. 69 เชิญชมผลงานละเอียดลึกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ เปิดพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่

.สถานที่จัดแสดง: Richard Koh Fine Art, A Place Where (APW), Lot C-06, 29, Jalan Riong, Bangsar, 59100 กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ช่วงนิทรรศการ: 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569

พิธีเปิดนิทรรศการ: 12 มิถุนายน 2569 (วันศุกร์) เวลา 16.00 – 19.00 น.

การนำชมนิทรรศการ (Opening Walkthrough): 13 มิถุนายน 2569 (วันเสาร์) เวลา 16.00 น.

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต (RKFA) มีความยินดีที่จะประกาศเปิดพื้นที่แกลเลอรีแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายบทบาทและการดำเนินงานของแกลเลอรีในเมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางภัณฑารักษ์ในรูปแบบใหม่สำหรับโปรแกรมนิทรรศการของแกลเลอรี

พื้นที่แห่งใหม่นี้เปิดตัวภายใต้แนวคิด “Window Gallery” ของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดนิทรรศการที่มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยแยกตัวออกจากรูปแบบนิทรรศการขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การชมที่ตั้งใจและมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ด้วยการลดขนาดและขอบเขตของการนำเสนอในแต่ละครั้ง พื้นที่นี้จึงเปิดโอกาสให้ผลงานแต่ละชิ้นได้รับความโดดเด่นอย่างเต็มที่  พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ชมให้ใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาและดื่มด่ำกับผลงานศิลปะที่จัดแสดงอย่างลึกซึ้ง

“Window Gallery” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อมุมมอง และการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง รูปแบบดังกล่าวยังเปิดพื้นที่ให้การจัดโปรแกรมที่มีการทดลองและมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้แกลเลอรีสามารถตั้งคำถามและสำรวจแนวคิดกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างเฉพาะเจาะจง แทนการจัดนิทรรศการแบบภาพรวมในวงกว้าง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมและกิจกรรมเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ นำเสนอผลงานจิตรกรรมของ จัสติน ลิม ภายใต้ชื่อ

“Paintings for the Observer and the Observed”

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ มีความยินดีนำเสนอ “Paintings for the Observer and the Observed” นิทรรศการเดี่ยวโดยศิลปินชาวมาเลเซีย จัสติน ลิม โดยนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569 พร้อมกิจกรรมนำชมนิทรรศการโดยศิลปินในวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 16.00 น.

มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานชิ้นสำคัญ 2 ชิ้น เป็นหลัก โดยเชื้อเชิญให้ผู้ชมชะลอจังหวะการรับรู้และหันมาใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มักถูกมองข้ามในพื้นที่อยู่อาศัยและภายในบ้าน ผลงานชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอย่างต่อเนื่องของศิลปินเกี่ยวกับการสังเกต ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งพิจารณามิติทางอารมณ์และจิตวิทยาที่แฝงอยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวเหล่านั้น

ผ่านฉากทรรศน์ภายในบ้านที่ถูกจัดองค์ประกอบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะ วัตถุ หนังสือ ไม้ประดับ และของสะสมหลากหลายชนิด จัสตินได้เปลี่ยนพื้นที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเรื่องเล่าทางภาพที่ชวนครุ่นคิดและเปี่ยมด้วยชั้นเชิงในการตีความ หัวใจสำคัญของนิทรรศการอยู่ที่ “การมอง” โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้มองกับสิ่งที่ถูกมอง ศิลปินกับนักสะสม รวมถึงความตึงเครียดระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง ค่อย ๆ เผยตัวออกมาอย่างเงียบงามผ่านจิตรกรรม

การนำเสนอผลงานในขนาดที่กระชับและจำกัด สะท้อนถึงความสนใจหลักของนิทรรศการได้อย่างชัดเจน นั่นคือความเชื่อที่ว่าการเผชิญหน้ากับผลงานอย่างช้า ๆ และตั้งใจ สามารถเปิดเผยความหมายบางอย่างที่อาจถูกบดบังในบริบทที่กว้างหรือเต็มไปด้วยสิ่งเร้ามากเกินไป ด้วยการให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิดต่อสิ่งที่เติมเต็มอยู่ในห้อง — และต่อผู้ที่อยู่อาศัยและมองมัน — จิตรกรรมของจัสตินจึงตั้งคำถามสำคัญว่า การ “มอง” อย่างแท้จริงหมายถึงอะไร และการเป็นผู้ถูกมองกลับนั้นมีความหมายเช่นไร

เกี่ยวกับศิลปิน

จัสติน ลิม (เกิดปี 1983 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย) เป็นศิลปินชาวมาเลเซียที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาศิลปกรรม (MFA)และปริญญาตรีเกียรตินิยม (BA(Hons)) จาก LASALLE College of the Arts และ The Open University เขาได้เข้าร่วมโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) และนิทรรศการระดับนานาชาติในหลายประเทศทั่ว United States, Europe และ Asia รวมถึงที่ Vestfossen Kunstlaboratorium และ Asian Art Biennale ผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์นานาชาติชั้นนำหลายแห่ง ปัจจุบันเขาอยู่ภายใต้การดูแลและเป็นตัวแทนศิลปินโดย RKFA

13 มิถุนายน 2471 วันคล้ายวันทิวงคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย พระองค์เจ้าผู้เปลี่ยนการส่งข่าวสารของสยามให้เป็นระบบ จุดเริ่มต้นเครือข่ายสื่อสารของสยาม

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เป็นวันคล้ายวันทิวงคตของ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี อีกทั้งยังทรงเป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2403 และทิวงคตเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สิริพระชันษา 68 ปี พระนามของพระองค์ได้รับการจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในฐานะผู้บุกเบิกกิจการไปรษณีย์ของสยาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย”

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกระแสโลกสมัยใหม่ การติดต่อสื่อสาร การคมนาคม การบริหารราชการ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนต้องปรับตัวให้ทันต่อความเจริญของโลกตะวันตก การมีระบบไปรษณีย์และโทรเลขที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

ก่อนที่ระบบไปรษณีย์ไทยจะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ การส่งข่าวสาร เอกสาร หรือหนังสือระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ยังอาศัยวิธีการแบบเดิมเป็นหลัก ทั้งการฝากคนเดินทาง การใช้คนส่งสาร หรือระบบราชการเฉพาะกิจ ซึ่งไม่สะดวก ไม่รวดเร็ว และไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เมื่อบ้านเมืองเริ่มขยายตัว การค้า การปกครอง และการติดต่อกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการจัดตั้งระบบสื่อสารสมัยใหม่จึงยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารในฐานะรากฐานของรัฐสมัยใหม่ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบและผลักดันกิจการไปรษณีย์ให้เกิดขึ้นในสยาม เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และภาคการค้า สามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานมากขึ้น

การไปรษณีย์ในยุคนั้นมิใช่เพียงการส่งจดหมายหรือพัสดุเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมผู้คน เชื่อมเมือง เชื่อมเศรษฐกิจ และเชื่อมสยามเข้ากับโลกภายนอก เมื่อการสื่อสารมีความรวดเร็วขึ้น รัฐสามารถบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนติดต่อกันได้สะดวกขึ้น และภาคธุรกิจสามารถขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากกิจการไปรษณีย์แล้ว พระองค์ยังมีความเกี่ยวข้องกับการวางรากฐานด้านการสื่อสารยุคใหม่ของสยาม ซึ่งรวมถึงกิจการโทรเลข อันเป็นเทคโนโลยีสำคัญในยุคนั้น โทรเลขช่วยให้ข่าวสารเดินทางได้รวดเร็วกว่าการส่งหนังสือแบบเดิมอย่างมาก และมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ การทหาร การค้า และการติดต่อระหว่างเมือง

บทบาทของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ จึงสะท้อนสายพระเนตรที่มองเห็นว่า “การสื่อสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ หากบ้านเมืองต้องการก้าวสู่ความทันสมัย การส่งข่าวสารต้องไม่ล่าช้า กระจัดกระจาย หรือจำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นระบบที่ประชาชนและรัฐสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการในราชการแผ่นดิน รวมถึงบทบาทด้านการทหาร โดยทรงได้รับการจดจำว่าเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพสยาม และเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทหลากหลายทั้งด้านราชการ การบริหาร และการพัฒนาประเทศ

ความสำคัญของพระองค์ต่อกิจการไปรษณีย์ไทยยังปรากฏให้เห็นในความทรงจำของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระนาม “เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์” ผูกพันอย่างแนบแน่นกับการเกิดขึ้นของระบบไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสื่อสาร การบริหาร และการเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป การบุกเบิกกิจการไปรษณีย์และโทรเลขในสมัยนั้นถือเป็นการวางรากฐานที่ส่งผลยาวไกลต่อประเทศ เพราะจากระบบส่งข่าวสารในยุคแรก ได้พัฒนาต่อเนื่องมาสู่เครือข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุมมากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งการส่งจดหมาย เอกสาร พัสดุ ธุรกรรม และการติดต่อระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ

13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและคุณูปการของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่

พระองค์มิได้ทรงฝากผลงานไว้เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ราชสำนักเท่านั้น หากยังทรงฝากรากฐานสำคัญไว้ในระบบสื่อสารของชาติ การไปรษณีย์และโทรเลขที่พระองค์ทรงบุกเบิกมีส่วนช่วยให้สยามเชื่อมโยงผู้คน เมือง และราชการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ดังนั้น วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันทิวงคตของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย ผู้ทรงวางรากฐานการสื่อสารของสยาม และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางสู่ความทันสมัยของประเทศไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_34021

ราชกิจจาฯ ประกาศลดธงครึ่งเสา 15 วัน ไว้ทุกข์การสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สถานที่ราชการ–รัฐวิสาหกิจ–สถานศึกษา ตั้งแต่ 12 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป ประชาชนดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ ลดธงครึ่งเสา 15 วัน เจ้าหน้าที่ไว้ทุกข์ 15 วัน ส่วนประชาชนทั่วไป ดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้

๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นตันไป

๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2081448752750867&set=gm.1320152606939763&idorvanity=849053944049634


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top