Monday, 26 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

“ชมรมกำนัน” ค้านลดวาระ!! ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางค้าน ลดวาระ 5ปี เสี่ยงแตกแยก มองเป็นงานไม่ใช่การเมือง หวั่นเพิ่มภาระงบประมาณ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลาง ไม่เห็นด้วย ท่าที'กำนันยศ' หนุนดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่เห็นด้วยกฎหนดวาระ เหตุตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และการแข่งขันนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชน
​กำนัน ดร.ธวัชชัย นิมา ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกแถลงการณ์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ กำนันยงยศ แก้วเขียว ออกมาเห็นด้วยกับการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เหลือเพียงวาระละ 5 ปี

​กำนัน ดร.ธวัชชัย ระบุว่า แม้ตนจะเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ในมุมมองส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการลดวาระเหลือ 5 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการโดยขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และยังไม่ได้รับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

​ประธานชมรมฯ ภาคกลาง ชี้ว่างานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านมิใช่งานทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นกลไกการปกครองท้องที่ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความคุ้นเคยในพื้นที่ และความไว้วางใจจากชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาสะสม หากจำกัดวาระเหลือเพียง 5 ปี จะส่งผลเสียต่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งยังสุ่มเสี่ยงทำให้ตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งในหมู่บ้าน ตลอดจนเพิ่มภาระงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ในการจัดเลือกตั้งบ่อยครั้ง

​"หากปัญหาคือเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทางออกไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดวาระเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบประเมินผล การตรวจสอบ และกระบวนการเอาผิดผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตให้มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้วิธีตัดโอกาสและทำลายความต่อเนื่องของคนที่ทำงานดีทั้งหมด" กำนัน ดร.ธวัชชัย กล่าว
​พร้อมย้ำว่าการปฏิรูประบบการปกครองท้องที่ ไม่ควรมองแค่เรื่อง "วาระกี่ปี" แต่ต้องคำนึงถึง "หน้าที่ ความรับผิดชอบ และประโยชน์สูงสุดของประชาชน" เป็นหลัก โดยขอเสนอให้ภาครัฐจัดทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ทั้งนี้ Mtoday ได้รับข้อมูลมาว่า การที่กำนันยงยศ เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านวาระ 5 ปี อาจมีการต่อรองกับฝ่ายการเมือง ผลักดันให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เกษียณอายุ 60 ปี เนื่องจากตัวเอง กำลังจะเกษียณอายุ การกำหนดว่าระ 5 ปี โดยไม่เกษียณอายุเหมือนตำแหน่งการเมือง ก็เพื่อตัวเองจะได้กลับมาเป็นอีก พร้อมทั้งมีการตั้งคำถาม ความโปร่งใสในการบริหารชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจังหวัด ที่มีการเก็บค่าสมาชิก มีความโปร่งใสแค่ไหน

‘วราวุธ’ สั่งตรวจสอบไฟไหม้พบยางเก่า จำนวนมาก!! บ้านบึงระทึกไฟไหม้อาคารคล้ายโรงงาน ส่งรถโมบายเช็กมลพิษ พบพื้นที่ไร้ใบอนุญาตโรงงาน เตรียมฟันตาม พ.ร.บ.โรงงาน ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี

“วราวุธ” เผย สั่ง สอจ.ชลบุรี รุดตรวจสอบเพลิงไหม้อาคารคล้ายโรงงาน พื้นที่บ้านบึง พบยางเก่าพรึ่บ ส่งรถโมบายกรมโรงงาน ตรวจเช็กสภาพอากาศ – มลพิษ – ไอระเหย เข้าพื้นที่แล้ว พบ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรงงานเด็ดขาด

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้อาคาร ไม่ทราบเลขที่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ทางเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) ได้เข้าร่วมตรวจสอบกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยเพลิงลุกไหม้ที่เกิดขึ้นเฉพาะภายในอาคาร ไม่ได้ลุกลามไปสู่ภายนอก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอจ.ชลบุรี อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในอาคารโรงงานได้ โดยสังเกตเห็นมียางรถยนต์เก่าและเครื่องจักรอยู่ใน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราได้มีการนำรถปฏิบัติการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าวแล้วเพื่อจะตรวจวัดคุณภาพอากาศ มลพิษทางกลิ่น ไอระเหยสารเคมี ในรัศมีโดยรอบแล้วว่า มีผลกระทบอย่างไร เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายวราวุธ กล่าวว่า จากการสอบถามผู้นำตรวจของบริษัทฯ ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า อาคารดังกล่าวสร้างเพื่อเป็นโกดังหรือโรงงาน เบื้องต้นตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า บริเวณดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และยังพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการกองเก็บยางรถยนต์ที่ไม่ได้คุณภาพ (วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) ไว้ในพื้นที่โล่งจำนวนมากซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบขยายผลว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ภายหลังเพลิงสงบตนให้เจ้าหน้าที่ สอจ.ชลบุรี เข้าไปดูในรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรวบรวมหลักฐาน หากไม่มีการอนุญาตอย่างถูกต้องและมีการดำเนินการไปก่อนนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ.2535 อย่างเต็มที่และเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงนี้หากมีเหตุด่วน หรือเหตุสงสัย หรือจะร้องเรียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม สามารถโทรมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม หมายเลข 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ทุกเหตุการณ์เรามีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

“อมตะ” บุกเวียดนาม!! ผนึกเทคโนโลยีจีนขยายธุรกิจ ปักหมุดฮาลอง-ฟู้เถาะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ชูศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืนภูมิภาค

อมตะ ผนึกนักลงทุนไฮเทคบุกเวียดนาม ปักหมุด ‘ฮาลอง-ฟู้เถาะ’
ผุดสมาร์ทซิตี้รับคลื่นย้ายฐานผลิต

กลุ่มอมตะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก นำคณะผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart City) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต มุ่งสนับสนุนการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูง เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้นำคณะนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีนเข้าพบผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอมตะกับภาครัฐและท้องถิ่นของเวียดนาม พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนได้เข้ามาศึกษาศักยภาพและสำรวจพื้นที่ลงทุนในโครงการของอมตะ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อผลักดันเวียดนามให้ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายวิกรม กล่าว

โดยภารกิจครั้งนี้ คณะผู้บริหารอมตะได้เข้าพบหารือกับ นายกวาน มั่ญ เกื่อง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเลขาธิการพรรคประจำจังหวัด รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ จังหวัดกว๋างนิญ โดยอมตะได้แสดงถึงความพร้อมในการผลักดันโครงการ อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการลงทุนมูลค่าสูง ทั้งนี้ นายวิกรมระบุว่า จังหวัดกว๋างนิญมีความโดดเด่นอย่างยิ่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงแห่ง นครโฮจิมินห์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอุรวดี ศรีภิรมย์ยา เอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม พร้อมด้วยผู้แทนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ภายใต้โอกาสมหามงคลครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยทางโฮจิมินห์ได้แสดงความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว การค้า และบริการดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบผู้บริหาร จังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งอมตะได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา "Future City" หรือเมืองแห่งอนาคต ผ่านโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการที่ผสานเมืองอัจฉริยะ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์บริการสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายวิกรมกล่าวเสริมว่า จังหวัดฟู้เถาะมีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านพื้นที่ แรงงานคุณภาพ และทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมเสนอให้ทางจังหวัดร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และเครือข่ายดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต

สำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอมตะในการขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและเมืองอัจฉริยะรุ่นใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ โดยกลุ่มอมตะเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทอันของกลุ่มอมตะในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย จีน และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาค

สุดอาลัย ‘ครูหมวย’ ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ช่วยพานักเรียนหลบภัยปลอดภัย ใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือน เสียสละต่อท้ายในวินาทีก่อนเสียชีวิต

สุดอาลัย "ครูหมวย" ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ทันทีที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ครูพยายามส่งสัญญาณและพาเด็กๆไปหลบตามจุดต่างๆ จนทุกคนปลอดภัยแต่ตัวเองกลับต้องจากไป

"ครูทิวาพร วานิช" หรือครูหมวย ไม่เพียงแต่เป็นที่รักของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพเพราะความสามารถอันโดดเด่นเท่านั้น แต่เธอคือฮีโร่ผู้เสียสละอย่างแท้จริง ทันทีที่เกิดเสียงดังขึ้นครั้งแรก เธอรีบใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือนภัยให้เด็กรับรู้ และได้เอาตัวเองเข้าขวางเบี่ยงเบนความสนใจทำเพื่อเด็กๆจนวินาทีสุดท้าย

การจากไปของครูหมวยในวันนี้ จะถูกจดจำในฐานะแม่พิมพ์ของชาติผู้กล้าหาญเพื่อให้ลูกศิษย์ปลอดภัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของครูหมวยด้วยค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573857281434655&id=100064311950006&post_id=100064311950006_1573857281434655&rdid=XU0HaCAITHk4JDYq#

7 สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก”!! ย้อนรอยจุดเริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท. จุดเปลี่ยนการเมืองไทย สู่สงครามประชาชนกว่า 20 ปี เปิดฉากความขัดแย้ง รัฐไทย–คอมมิวนิสต์ หมุดหมายสำคัญประวัติศาสตร์การเมืองไทย

7สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก จุดเปลี่ยนของการเมืองไทย

เสียงปืนนัดแรกที่บ้านนาบัว “7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตก” เป็นชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการของ พคท. และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนำไปสู่ “สงครามประชาชน” ที่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

ความสำคัญของวันเสียงปืนแตก มี 4 ประเด็นหลัก คือ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย ก่อนปี 2508 พคท. เน้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและจัดตั้งมวลชนในชนบท แต่หลังเหตุการณ์นี้ได้ประกาศใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับ พคท. 

2. มีผลต่อการเมืองและความมั่นคงของไทย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นใช้งบประมาณและกำลังทหารจำนวนมากในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ทำให้การเมืองไทยในช่วง 2510 ถึง 2520 ถูกกำหนดด้วยประเด็นความมั่นคงเป็นอย่างมาก 

3. เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนจำนวนมากหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ส่งผลให้การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัวอย่างมากในช่วงปลาย 2510 ถึงต้น 2520 

4. จุดสิ้นสุดของสงคราม

ความขัดแย้งค่อย ๆ คลี่คลายหลังรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วม พคท. วางอาวุธและกลับคืนสู่สังคม ทำให้การสู้รบยุติลงในเวลาต่อมา 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ วันที่แท้จริง ของ “วันเสียงปืนแตก” ยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ แม้ พคท. จะยึดถือ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสัญลักษณ์ แต่มีงานวิจัยและเอกสารราชการบางส่วนเสนอว่า การปะทะกันจริงเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของ 8 สิงหาคม 2508 มากกว่า 

มิติประวัติศาสตร์ “วันเสียงปืนแตก” จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุปะทะครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลต่อการเมือง ความมั่นคง และพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น

โศกนาฏกรรมเทพศิรินทร์นนทบุรี!! โฆษก ตร.ชี้เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี สิ้นสุดแล้ว เร่งสอบเส้นทางปืนเหตุกราดยิงโรงเรียน พบเป็นอาวุธของบุคคลในครอบครัว ตำรวจเร่งสอบสวนแรงจูงใจ

โฆษก ตร.เผยเหตุกราดใน รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี ยุติแล้ว ยืนยันผู้เสียชีวิต 7 ราย เป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของปู่ผู้ก่อเหตุ ตำรวจเร่งตรวจสอบเส้นทางการนำปืนและกระสุนออกจากบ้าน พร้อมสืบสวนแรงจูงใจอย่างละเอียด

วันนี้ (7 ส.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และยุติเหตุรุนแรงได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นยืนยันมีผู้เสียชีวิต 7 รายเป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 15 ราย แบ่งเป็นอาการบาดเจ็บทั่วไป 13 ราย และอาการสาหัส 2 ราย ซึ่งถูกนำส่งรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถสรุปแรงจูงใจในการก่อเหตุได้ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ สภาพแวดล้อม และข้อมูลส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้ประสานและติดต่อผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุแล้ว เบื้องต้นทราบว่าอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุและแรงจูงใจยังอยู่ในชั้นสืบสวน

ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีชื่อครอบครองเป็นของบุคคลในครอบครัว โดยเป็นปืนของคุณปู่ของผู้ก่อเหตุ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้จะทราบเบื้องต้นว่าอาวุธปืนเป็นของคนในครอบครัว แต่ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธปืนและกระสุนออกมาจากบ้านได้อย่างไร มีการเก็บรักษาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด รวมถึงตรวจสอบที่มาของกระสุนปืนและเส้นทางการเข้าถึงอาวุธทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการสืบสวนในขณะนี้

“ตอนนี้ทราบเพียงว่าอาวุธปืนมีชื่อผู้ครอบครองเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนผู้ก่อเหตุนำอาวุธออกมาได้อย่างไร และมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ขอให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ควบคุมและกำกับการปฏิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบหลักฐาน และจัดทำแผนผังจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจจัดส่งทีมจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเยียวยาความสูญเสียและลดผลกระทบทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด พยานบุคคล และเส้นทางการครอบครองอาวุธปืนอย่างละเอียด เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงทั้งหมดและสรุปสาเหตุของเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ต่อไป

‘นิพนธ์’ กู้ศักดิ์ศรีคืน!! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ปลดพ้นนายก อบจ.สงขลา พลิกคดี กู้เกียรติยศคืน ย้ำมีอำนาจแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“นิพนธ์ บุญญามณี”กู้ศักดิ์ศรีคืนแล้ว กรณีศึกษาศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 พ้นนายกฯอบจ.สงขลา

กรณีของนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ถูก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย สั่งปลดจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา แต่นิพนธ์ยกมาเป็นประเด็นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งปลด คดีถึงที่สุด เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีมหาดไทย อันถือว่า นิพนธ์ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวเอง และวงศ์ตระกูล

กรณีของพิพนธ์ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายปกครองว่า “รัฐมีอำนาจ แต่การใช้อำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย” ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะสั่งปลดผู้บริหารท้องถิ่นได้ทันที หากขั้นตอนหรือเหตุผลไม่ถูกต้อง คำสั่งก็อาจถูกศาลเพิกถอนได้

หลักเกณฑ์โดยสรุปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต. พ้นจากตำแหน่งได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น มีการชี้มูลความผิดในบางกรณี หรือมีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย
แต่การออกคำสั่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน มีฐานกฎหมายรองรับ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด หากละเลยขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ศาลปกครองมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งได้

สำหรับคดีของนิพนธ์ ศาลปกครองวินิจฉัยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปลด และให้คำสั่งมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง

เมื่อศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแล้ว ผลเป็นให้
คำสั่งปลดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลของการเพิกถอนมีผลย้อนหลัง เสมือนคำสั่งนั้นไม่เคยมีผลบังคับ ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิประโยชน์ที่สูญเสียไป หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

อาจจะมีคนถามว่า แล้ว “ผู้ออกคำสั่ง” ต้องรับผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลเพิกถอนคำสั่งแล้วผู้ลงนามจะต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีหลักกฎหมาย
หากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต แม้ศาลเพิกถอน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกสั่งปลด รัฐอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย และต่อมารัฐอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำได้ ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “รัฐมนตรีมหาดไทยจะนึกอยากปลดก็ปลดไม่ได้” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้อง เพราะอำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เหตุผล และกระบวนการที่ถูกต้อง มิฉะนั้นคำสั่งย่อมถูกศาลเพิกถอนได้

กรณีนิพนธ์จึงกลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ย้ำหลักว่า การใช้อำนาจทางปกครองต้องเคารพกระบวนการตามกฎหมาย หากขั้นตอนผิด แม้ผู้มีอำนาจจะลงนามเอง คำสั่งก็อาจเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนโดยศาลได้

เรื่องนี้ในทางการเมือง นิพนธ์มีสิทธิ์อันชอบธรรมสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่า พ้นบ่วงอำนาจ คสช.มาแล้ว กูศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ เดินยืดอกได้

นิพนธ์ยังสามารถนำผลแห่งคดีนี้ไปสู้ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ที่ถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เบิกจ่ายให้ผู้รับเหมา หลังพบว่า มีการฮั้วประมูล และทางจังหวัดมีคำสั่งชะลอการจ่าย การถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือต้นเรื่องของคำสั่งปลดพ้นนายกฯอบจ.สงขลา

อนาคตของพิพนธ์จะเดินต่อไปอย่างไรบนถนนสายการเมือง ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จะบุกเดินหน้า หรือปล่อยวางให้ลูกชายทำต่อ

สหรัฐฯ ผลิต Patriot ไม่ทัน!! ยูเครนคุมโดรนภายใต้ระบบ Patriot คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ขาดแคลนหนัก สงครามยืดเยื้อกับอิหร่านเสี่ยงเสียเปรียบ พันธมิตรเผชิญความเสี่ยงการสนับสนุนลดลง

ยูเครนเชื่อว่าจะสามารถเหนือชั้นกว่ารัสเซียได้ ด้วยการนำศูนย์ผลิตโดรนที่ทันสมัยที่สุดของตนไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot รอบกรุงเคียฟ ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์การทหาร ให้ความเห็นกับ Sputnik พร้อมระบุว่า การคำนวณดังกล่าวกลับผิดพลาด เพราะขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ถูกใช้งานจนขาดแคลน

“เยอรมนี นอร์เวย์ กลุ่มประเทศบอลติก และชาติราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียที่จัดซื้อระบบ Patriot ขณะนี้กำลังเผชิญกับความจริงว่า ‘โล่ป้องกันของสหรัฐฯ มีช่องโหว่’ และไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าว

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จนต้องลดขนาดแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ และปฏิเสธคำร้องของยูเครนที่ขอขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติม โดยสงครามกับอิหร่านถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะถูกบีบให้ปฏิบัติการภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดของตนในตะวันออกกลางไปพร้อมกับให้การสนับสนุนยูเครนได้” คนูตอฟกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ระบุว่า คลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจยังไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงช่วงปี 2029-2031

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังมองว่า สหรัฐฯ อาจลดระดับการปกป้องชาติพันธมิตรลงด้วย โดยระบุว่า
-ยูเครนเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก และพันธมิตรชาติอื่น ๆ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับการสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ ที่ลดลง

-ขีปนาวุธอิหร่านจำนวนมากที่มุ่งเป้าไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังไม่ได้รับการสกัดกั้น เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องเก็บขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ป้องกันฐานทัพของตนเองในภูมิภาค

-หน่วยทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางอากาศหรือการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ถูกถอนออกจากตะวันออกกลางแล้ว

ความไม่สมดุลในสงครามอิหร่านอยู่ในระดับวิกฤต
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่มีทางเทียบอิหร่านได้ทั้งในแง่ต้นทุนหรือความเร็วในการผลิต” คนูตอฟกล่าว

“อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธและโดรนได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ขณะที่โรงงานและสถานที่ผลิตของอิหร่านก็กระจายตัวอยู่หลายแห่งและได้รับการปกป้อง”

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากสหรัฐฯ เลือกทำสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนกำลังกับอิหร่าน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา : Sputnik

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

จีนเอาคืนสหรัฐฯ หยุดมาตรการกดดัน!! ขึ้นบัญชีบริษัทอเมริกัน ห้ามทำธุรกรรมในจีน ปมช่วย FCC เล่นงานบริษัทจีน พร้อมตอบโต้เพิ่ม หากเดินหน้าจำกัดจีนต่อ

จีนขึ้นบัญชีตอบโต้บ.สหรัฐฯ หลังให้ความช่วยเหลือ FCC ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน

เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้นบัญชีบริษัท คอมพลายแอนซ์ เทสติง จำกัด (Compliance Testing LLC) ของสหรัฐฯ ในรายชื่อบริษัทที่ตกเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตอบโต้ เพื่อตอบโต้กรณีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน ซึ่งละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจีนอย่างร้ายแรง

บริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคณะกรรมการฯ ในการดำเนินมาตรการดังกล่าว อันเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์การพัฒนาของจีน จึงมีการขึ้นบัญชีมาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรจากต่างประเทศและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของจีน โดยสั่งห้ามองค์กรและบุคคลภายในดินแดนจีนทำธุรกรรม ความร่วมมือ หรือกิจกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว

โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าคณะกรรมการฯ โหมกระพือแนวคิดความมั่นคงของชาติอย่างเกินควรมาโดยตลอด พร้อมกำหนดข้อจำกัดต่อจีนหลายประการ อาทิ การดำเนินงานด้านโทรคมนาคม ห้องปฏิบัติการทดสอบ โดรน เราเตอร์สำหรับผู้บริโภค สายเคเบิลใต้น้ำ และสาขาอื่นๆ โดยไม่คำนึงถึงการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและเสียงเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมทั้งในจีนและสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่ามาตรการตอบโต้ของจีนโดยรวมเป็นไปอย่างยับยั้งชั่งใจ โดยจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และหวังว่าสหรัฐฯ จะร่วมดำเนินการไปในทิศทางเดียวกับจีน

ทั้งนี้ จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องทันที ยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และกลับสู่เส้นทางที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อแตกต่างผ่านการหารือและความร่วมมือที่เป็นมิตร เพื่อร่วมกันรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีเชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และจีนจะใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมเพื่อรับมือต่อไปหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าออกมาตรการจำกัดใหม่ต่อจีน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top