Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ข่าวดีในวงการแพทย์วันนี้ ทีมแพทย์ญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนถ่ายปอด จากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต ให้กับผู้ป่วยโควิด-19 เรื้อรังจนปอดเสียถาวรได้แล้ว ซึ่งนับเป็นเคสการผ่าตัดเปลี่ยนปอดจากคนเป็นสู่คนเป็นได้เป็นรายแรกของโลก

ผู้ป่วยโควิด-19 รายนี้เป็นแม่บ้านชาวคันไซ ติดเชื้อ โควิด-19 ในช่วงปลายปี 2020 และเชื้อไวรัสได้เข้าไปทำลายปอดของเธอจนปอดไม่สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ จำเป็นต้องใช้ปอดเทียมภายนอกเพื่อพยุงชีวิตไว้เท่านั้น

ทีมแพทย์จากมหาวิทยาเกียวโต นำโดย ด็อกเตอร์ ดาเตะ ฮิโรชิ ต้องหาผู้บริจาคอวัยวะให้กับแม่บ้านหญิงท่านนี้เป็นการด่วน ที่โดยทั่วไปมักเป็นผู้บริจาคที่สมองถูกทำลาย แต่อวัยวะอื่น ๆ ยังคงทำงานอยู่ แต่ทั้งนี้ก็เป็นเคสที่หายากมาก ๆ ในญี่ปุ่น และไม่รู้ว่าจะพบผู้บริจาคเช่นนี้ได้เมื่อไร

ดังนั้น สามี และลูกชาย ของคุณแม่บ้าน จึงตัดสินใจบริจาคเนื้อเยื่อปอดบางส่วนให้ หากมันจะสามารถนำไปใช้กับภรรยาของเขาได้ หลังจากนั้นทางทีมแพทย์ของด็อกเตอร์ ดาเตะ จึงได้ตัดสินใจทดลองรักษา

และน่าทึ่งอย่างมาก เพราะปรากฏว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จ ทั้งสามี และ ลูกชาย สามารถบริจาคเนื้อเยื่อปอดบางส่วนได้ และปลอดภัย ส่วนแม่บ้านชาวคันไซยังคงต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลต่ออีกราว ๆ 2 เดือน โดยสภาพร่างกายถือว่าน่าพอใจ

เหตุการณ์นี้ นับเป็นการเปลี่ยนถ่ายปอด โดยผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตสมบูรณ์เป็นรายแรกของโลก หลังจากก่อนหน้านี้ที่สหรัฐอเมริกาเคยมีกรณีจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนปอดให้กับผู้ป่วยโควิด-19 เช่นเดียวกัน และได้ใช้กลยุทธที่เรียกว่า ‘Covid to Covid’ โดยใช้ปอดของผู้ที่เคยป่วยเป็น โควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว แต่เสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่นมาเปลี่ยนให้กับผู้ป่วย โควิด-19 อีกต่อหนึ่งได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นผู้บริจาคอวัยวะที่ถือว่าเสียชีวิตแล้ว

ดังนั้นความก้าวหน้าของทีมแพทย์ญี่ปุ่นในครั้งนี้ จึงกลายเป็นความหวังของผู้ป่วยโควิด-19 เรื้อรัง จนปอดได้รับความเสียหายอีกเป็นจำนวนมากทั่วโลก ที่ยังมีโอกาสหาผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต และยินดีบริจาคบางส่วนของอวัยวะอันมีค่าให้กับคนในครอบครัว ให้สามารถใช้ชีวิตได้ร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง


อ้างอิง:

https://edition.cnn.com/2021/04/09/asia/japan-lung-transplant-covid-intl-hnk/index.html

https://www.bbc.com/news/world-asia-56684073

นนทบุรี - แม่ค้าซื้อของเก่าพบลูกปืนคอ 82 ขณะกำแยกของ แจ้งชุดเก็บกู้ระเบิดตรวจสอบ

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 9 เม.ย.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด (อีโอดี) เข้าตรวจสอบที่บริเวณบ้านเช่าติดกัน 6 หลัง ประขานิเวศน์ 3 ซอย 10/1 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี พบลูกปืนคอจำนวน 1ลูกลักษณะเก่าสนิมจับวางอยู่ข้างเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเช่าดังกล่าว 

นาง เมธาวี  ธาราธรรมรัตน์ กล่าว่าตนมีอาชีพรับซื้อของเก่าไปซื้อแถวแจ้งวัฒนะมากองหน้าบ้านที่ตนเช่าอยู่ระหว่างกำลังแยกของเมื่อช่วงเช้าพบระเบิดอยู่ในกล่องกระดาษตกใจมากจึงนำไปวางไว้ตรงเสาไฟฟ้าหน้าบ้านและรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ

หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด(อีโอดี) มาถึงและตรวจสอบอย่างละเอียดจึงพบว่า วัตถุดังกล่าวเป็นเป็นลูกกระสุนปืนคอ 82 อานุภาพการทำลายล้างสูงหากใช้การได้  และจากการตรวจสอบพบว่าลูกปืนคอดังกล่าวยังอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถระเบิดขึ้นได้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถูระเบิด (EOD) ได้ทำการเก็บกู้เพื่อนำไปทำลายต่อ


ภาพ/ข่าว กำพลศิลป์ วงษ์เดือน

เชียงราย - สสส. ผนึก 5 หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน-ประชาสังคม MOU ขยายผลห้องเรียนสู้ฝุ่น 41 โรงเรียนใน จ.เชียงราย พร้อมมอบรางวัลโรงเรียนต้นแบบห้องเรียนสู้ฝุ่น

ด้านผู้ว่าฯ เชียงราย ชื่นชม นวัตกรรม “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” สสส. ทำให้เด็กรู้ภัยอันตราย PM2.5 สู่การเป็น “พลเมืองใหม่” ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน ลดวิกฤตฝุ่นควันปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอย่างยั่งยืน เตรียมขยายครอบคลุมทุกจังหวัดในภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 เวลา 10.30 น. ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ 5 หน่วยงาน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด เติมเต็มวิสาหกิจเพื่อสังคม สภาลมหายใจจังหวัดเชียงราย สมาคมยักษ์ขาว และสมาคมสมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงราย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาต่อยอดและขยายผล “ห้องเรียนสู้ฝุ่นในบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาสังคม จังหวัดเชียงราย” พร้อมมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่โรงเรียนในโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่น 10 โรงใน จ.เชียงราย ต้นแบบการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในชุมชน

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ในปี 2562 จ.เชียงรายเป็นจังหวัดที่พบจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้น้อยที่สุดใน 9 จังหวัดภาคเหนือ จึงไม่ใช้สาเหตุหลักของค่าฝุ่นในพื้นที่ แต่ด้วยทิศทางลมที่พัดฝุ่นควันจากการเผาในพื้นที่โล่งของประเทศข้างเคียง อย่างเช่น เมียนมา ลาวเข้ามา พร้อมกับสภาพอากาศที่นิ่งและความกดอากาศสูงทำให้เกิดการขังตัวของฝุ่น PM2.5 ช่วงเดือนมกราคม-เดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพราะมีฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และอาการระคายเคืองตาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เฉลี่ย 2,200 คนต่อวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และเยาวชนในพื้นที่ จ.เชียงราย ร่วมกับ สสส. ดำเนินโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 มีโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเข้าร่วม 10 โรง “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” ถือเป็นนวัตกรรมองค์ความรู้ ที่ทำให้เด็ก และคนในชุมชนรับมือกับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาในพื้นที่โล่งได้ และทางเชียงรายมุ่งสร้าง “พลเมืองใหม่” ที่สามารถสื่อสารสร้างความตระหนักรู้แก่คนในชุมชนถึงผลกระทบต่อสุขภาวะจากฝุ่น PM2.5 จนเกิดเป็นการเปลี่ยนค่านิยมลดการเผานา-ไร่ในพื้นที่ได้

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดและขยายผลห้องเรียนสู้ฝุ่นในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในสังกัด อบจ.เชียงรายทั้งหมด 41 โรง รวม จ.เชียงรายมี 51 โรง โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม ร่วมกันสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ “มลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน และมลพิษข้ามแดน” โดยการเสริมสร้างทรัพยากรด้านความรู้ พัฒนากลไกการมีส่วนร่วม พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพในการสร้างกิจกรรมเสริมหลักสูตร การเรียนรู้ในโรงเรียน รวมถึงพัฒนาเยาวชน และประชาชนทั่วไปให้สามารถรู้เท่าทันภัยฝุ่น PM2.5 และสื่อสารส่งต่อองค์ความรู้สู้ภัยฝุ่น เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาวะเด็กและประชากรในจังหวัดเชียงรายได้

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สสส. จึงร่วมสานพลังกับภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา มุ่งเน้นสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่กลุ่มเด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนการสอนในโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่น ที่ผ่านมา สสส. และภาคีเครือข่ายนำหลักสูตรห้องเรียนสู้ฝุ่นไปใช้ในจังหวัดแพร่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน จำนวน 30 โรง และเตรียมขยายผลไปยังโรงเรียนจังหวัดอื่น ๆ ภาคเหนือ เพื่อให้เด็กมีค่านิยมและจิตสำนึกไม่เผานา เผาไร่ จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลให้กับผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชน เพื่อเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นอกจากนี้กลุ่มผู้นำชุมชนรวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้ความสำคัญขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเอื้อต่อการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

ต่อมาเวลา 14.00 น. คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. นำโดยนายชาญเชาวน์     ไชยานุกิจ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. พร้อมด้วยนายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. ลงพื้นที่ศึกษาการดำเนินงาน “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” สนับสนุนโดย สสส. ที่โรงเรียนบ้านป่าแฝ-หนองอ้อ-สันทรายมูล อ.แม่สาย จ.เชียงราย 1 ใน 10 โรงเรียนต้นแบบห้องเรียนสู้ฝุ่น จ.เชียงราย 

โดย ดร.พัชรินทร์ จันทาพูน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าแฝ-หนองอ้อ-สันทรายมูล กล่าวว่า โรงเรียนบ้านป่าแฝฯ เคยประสบกับปัญหาฝุ่นควันจนต้องหยุดทำการเรียนการสอน แต่เมื่อได้เข้าร่วมโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นในเดือนตุลาคม 2563 ทางโรงเรียนได้เพิ่มกิจกรรม “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” เสริมหลักสูตรการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา เด็ก ๆ มีความรู้สามารถอ่านค่าจากเครื่องวัดค่าฝุ่น และติดธงสีต่าง ๆ เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ 2 ครั้งต่อวัน คือ ในช่วงเช้าและเที่ยง หากแกนนำนักเรียนปักธงสีแดง หมายถึง มีค่าฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ 91 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป เด็กนักเรียนจะงดกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมกันนี้ยังได้นำความรู้เรื่องการไม่เผานา-ไร่ ส่งต่อยังผู้ปกครอง แนะนำการกำจัดฟางข้าวด้วยการหมักทำปุ๋ยทดแทนการเผา เพื่อป้องกันการเกิดฝุ่นควันในพื้นที่

พังงา - ททท.พังงาชูท่องเที่ยวชุมชน เปิดตัวแคมเปญ "Amazing Thailand enjoy Local" แจกคูปอง1000บาท ดึงชาวต่างชาติในประเทศไทยกลุ่มเอ็กซ์แพต (expat) เข้าเที่ยวในพื้นที่

ที่โรงแรม ลา ฟลอรา รีสอร์ท & สปา เขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา  นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายชูชาติ อ่อนเจริญ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพังงา และนายสมพร สาระการ ประธานเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนฝั่งอันดามัน ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ "Amazing Thailand enjoy Local" เพื่อดึงตลาดชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยกลุ่มเอ็กซ์แพต (expat) ช่วงสภาวการณ์ปิดการเดินทางระหว่างประเทศ มอบส่วนลดแพคเกจท่องเที่ยวชุมชน พร้อมรับ Free Voucher มูลค่า 1,000 บาท

เนื่องจากสถานการณ์ปิดการเดินทางระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้ในระยะนี้ นอกจากการกระตุ้นให้คนไทยเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศแล้ว อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือตลาดต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หรือที่เรียกว่ากลุ่มเอ็กซ์แพต (expat) คือ กลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานหรือศึกษาต่ออยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1.8 แสนคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและกำลังซื้อและมีศักยภาพในการเดินทางท่องเที่ยวสูง ทำให้กลุ่ม Expat มีความสำคัญอย่างยิ่งในเวลาที่ไม่สามารถเปิดการเดินทางระหว่างประเทศได้แบบมีเงื่อนไขที่จะมาถึง นอกจากนี้กลุ่ม Expat ยังมีศักยภาพในฐานะที่เป็นผู้สื่อสารออกไปได้ทั่วทุกประเทศทั่วโลกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศด้วย

โดยปกตินักท่องเที่ยวกลุ่มเอ็กซ์แพต (expat) จะนิยมเดินทางแบบอิสระด้วยตัวเองเหมือนกับคนไทย แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่แพงกว่าคนไทย ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Expat ตัดสินใจเดินทางได้ยากขึ้น หากสามารถจัดแพคเกจเดินทางท่องเที่ยวที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและสามารถรับส่วนลดพิเศษก็อาจดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้มากขึ้น ดังนั้น ททท.สำนักงานพังงา จึงได้กำหนดจัดโครงการ Amazing Thailand Enjoy Local เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Expat ให้เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดพังงาและส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายต่อทริปเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข โดยททท.สำนักงานพังงาร่วมกับพันธมิตรโรงแรมระดับพรีเมี่ยมและโรงแรมระดับ Inter chains จำนวน 15 แห่ง จัดทำแพคเกจนำเที่ยวเสนอขายผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดพังงาจำนวน 8 แห่ง โดยได้มอบส่วนลดแพคเกจท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดพังงาสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม EXPAT และผู้เข้าพักอื่นๆ "FREE VOUCHER มูลค่า 1,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด 1 VOUCHER สำหรับผู้เข้าพัก 1 ห้อง ต่อ 2 ท่าน ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 1,500 ใบเท่านั้น ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน - 30 มิถุนายน 2564 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว expat เดินทางเข้าจังหวัดพังงาไม่ต่ำกว่า 1,500 คน และสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท

ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานพังงา หมายเลขโทรศัพท์ โทรฯ 0-7641-3400-2การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท)


ภาพ/ข่าว  อโนทัย  งานดี  

เชียงราย - สสส.-กพย. ชู กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียง เป็นต้นแบบอำเภอขับเคลื่อนการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพเหมาะสม-ปลอดภัย ลุยแก้เครื่องสำอางค์-ยาอันตรายในชุมชน-ปัญหายาชายแดนสำเร็จ

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำโดยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. พร้อมด้วยนายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. ลงพื้นที่ศึกษาดูงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและระบบยา : อำเภอเชียงของ พบการดำเนินงานเข้มแข็งและสอดรับกับแนวทางการดำเนินงานของ สสส. พร้อมหนุน “กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ” สู่การขับเคลื่อนอำเภอต้นแบบการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างสมเหตุผลและปลอดภัย

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นอันตราย และการใช้ที่ไม่เหมาะสมจากการได้ข้อมูลและความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของผู้บริโภค เป็นปัญหาที่นำไปสู่การผลกระทบต่อสุขภาพและสูญเสียค่าใช้จ่ายของประชาชน  สสส. จึงมียุทธศาสตร์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถและมีระบบและสังคมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ โดยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาชนให้สามารถคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพได้อย่างมีคุณภาพ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนามาตรการควบคุมเฝ้าระวังสินค้าและบริการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน เช่น ปัญหาจากสารเคมีในผลิตภัณฑ์อาหาร ยา ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อีกทั้งได้ร่วมกับศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) สร้างความเข้มแข็งของกลไกเฝ้าระวังระบบยาในระดับพื้นที่และระดับภาค  สร้างและจัดการความรู้เพื่อการเฝ้าระวัง เตือนภัยสังคม เพื่อลดอันตรายจากความเสี่ยงดังกล่าว

“จากข้อมูลการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือยาที่ไม่เหมาะสมจากต่างประเทศ (ยาชายแดน) ในพื้นที่  อ.เชียงของ จ.เชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2557-2562 โดยกลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ พบว่า ยาที่มีการจำหน่ายมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Dexamethasone Prednisolone) 2.ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ 3.สเตียรอยด์ครีมสำหรับเป็นเครื่องสำอางค์ 4.สเตียรอยด์ครีมสำหรับใช้ทั่วไป และ 5.ยาสมุนไพรผสมสเตียรอยด์ ปัจจัยที่ซื้อบริโภค แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1. กลุ่มผู้สูงอายุและใช้แรงงานใช้ยาสเตียรอยด์แก้ปวดเพื่อให้สามารถทำงานต่อได้ 2. กลุ่มวัยรุ่นใช้ยาครีมสเตียรอยด์ทาเพื่อให้ผิวขาว และ 3. กลุ่มประชาชนทั่วไปใช้ยาครีมสเตียรอยด์ในการแก้แพ้ แก้คัน จากกลไกการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือยาที่ไม่เหมาะสมจากต่างประเทศ (ยาชายแดน) ของกลุ่มงานเภสัชกรรมฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์ยาต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในพื้นที่เชียงของ ลดลงจากร้อยละ 100 ใน พ.ศ. 2557 เหลือร้อยละ 20 ใน พ.ศ. 2562  ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่เข้มแข็งสอดรับกับแนวทางการดำเนินงานของ สสส. จึงขอยกระดับกลุ่มงานเภสัชกรรมฯ สู่การเป็น “อำเภอต้นแบบการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างสมเหตุผลและปลอดภัย” นายชาติวุฒิ กล่าว

ภก.อิ่นแก้ว สิงห์แก้ว เภสัชกรชำนาญการกลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ กล่าวว่า ปัญหาการใช้ยาสเตียรอยด์อาจส่งผลให้เกิดผู้ป่วยโรคไต และเสียชีวิตจากอาการไตวายเฉียบพลัน จากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของผู้ป่วย ของกลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ พบว่า มีผลิตภัณฑ์ยาที่มีฉลากที่ไม่ใช่ภาษาไทยและยาแก้ปวดกลุ่มสเตียรอยด์ที่บ้านผู้ป่วยหลายราย และเมื่อลงพื้นที่สำรวจและพูดคุยกับคนผู้ขายในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น อำเภอเวียงแก่น พบว่า ยาส่วนหนึ่งนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในตลาดนัดชายแดน ตลาดนัดพื้นที่ใกล้เคียง และกระจายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่น ๆ รวมถึงในกรุงเทพฯ ผ่านรถประจำทาง ขนส่งเอกชนและทางพัสดุไปรษณีย์

“การดำเนินการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและแก้ไขปัญหาการใช้ยาสเตียรอยด์ที่ไม่เหมาะสมในชุมชน มีวิธีการทำงานแบบคู่ขนาน คือ การให้ความรู้ในชุมชนควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยประสานงานกับเจ้าของตลาดและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ค้าในตลาดรับทราบถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ให้ความรู้ในโรงเรียนผู้สูงอายุ และร่วมกับ อสม. เฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมในชุมชน สำรวจร้านชำ รวมถึงการ MOU ร่วมกับหน่วยงานทางปกครอง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ด่าน อย. เชียงของ ด่านควบคุมโรคเชียงของ รพ.สต. และประเทศเพื่อนบ้าน ในการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ข้ามแดนระหว่าง 2 พื้นที่ ไทย-ลาว เพื่อป้องกันควบคุมการลักลอบนำเข้าและการจำหน่ายในพื้นที่  ซึ่งทาง สสส. จัดเวทีให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนงานวิชาการต่าง ๆ ผ่านทางศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) อย่างต่อเนื่อง ทำให้การเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือยาที่ไม่เหมาะสมจากต่างประเทศ (ยาชายแดน) มีการขยายพื้นที่การทำงานไปได้มากขึ้น จากเดิมที่เริ่มต้นในสามพื้นที่ ปัจจุบันได้ขยายไปครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย” ภก.อิ่นแก้ว กล่าว

ด้าน นายธนชัย ฟูเฟื่อง สมาคมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า สมาคมฯ ดำเนินงานด้านคุ้มครองสิทธิ์ผู้บริโภค สสส.ได้ร่วมสนับสนุนการยกระดับความเข้มแข็งให้เป็นองค์กรผู้บริโภคที่มีคุณภาพ ผ่านกลไกสนับสนุนในภาคเหนือ ทำหน้าที่เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ให้คำปรึกษาให้ความรู้กับประชาชน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับ กพย. ทำให้ได้รับการพัฒนาความรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยาอันตราย บทบาทการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในพื้นที่ เฝ้าระวังโฆษณาทางวิทยุ รวมถึงการทำงานร่วมกับเภสัชด้านคุ้มครองผู้บริโภค ที่ กพย. ได้ช่วยในการให้มีกระบวนการดำเนินงานร่วมกัน ถือเป็นการเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคทุกมิติ

ราชบุรี – แห่ชื่นชมครูหนุ่มที่สละเงินเดือนและทำไร่หาเงินซื้อคอมให้นักเรียนมาตลอด 10 ปี

แห่ชื่นชม!! ครูหนุ่ม โรงเรียนวัดเขาวัง ราชบุรี ที่สละเงินเดือนซื้อ คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก ราคากว่าหมื่นบาท ให้นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ ได้ใช้ประโยชน์ในการเรียน และ หารายได้ระหว่างเรียน มาตลอด 10 ปี โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนขอเพียงเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนและทำประโยชน์มีโอกาสช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ด้อยโอกาส

(9 เมษายน 2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียลในจังหวัดราชบุรี ได้กล่าวชื่นชม ครูหนุ่มนายหนึ่งของโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) เขตเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ที่ยอมสละเงินเดือนของตนเองเพื่อจัดซื้อ คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก ที่มีราคาชุดละ 15,000 – 19,000 บาท เพื่อให้นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน และ เพื่อเป็นอุปกรณ์ใช้ในการหารายได้ระหว่างเรียน

โดยผู้ใช้บริการ Facebook ชื่อ นวพร ช่างพานิช หรือ ด.ญ.นวพร ช่างพานิช ได้ออกมาเผยเรื่องราวความประทับใจของครูหนุ่มนายดังกล่าวที่ให้โอกาสตนเองจนเรียนจบ ซึ่งได้ระบุใจความว่า “หนูขอขอบคุณคุณครูโอ้น สมไชย กระต่ายทอง ที่ได้ไห้ประสบการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยหนูเข้าเรียน ม.1 หนูไม่รู้จักครู ครูไม่รู้จักหนู แต่ครูก็ยังให้คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก เพื่อให้หนูใช้ในการเรียนเป็นแบบจอสัมผัสด้วย หนูได้พัฒนาทักษะทางด้านการเขียนโปรแกรมสร้างเกมอย่างสร้างสรรค์ อีกยังใช้ในการเรียนรู้ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คุณครูสมไชย กระต่ายทอง มอบโอกาสกับหนูและเพื่อน ๆ ให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองโดยมีครูคอยแนะนำชี้แนะแนวทางต่าง ๆ เป็นผู้เพิ่มเติมในสิ่งที่หนูขาดให้สมบูรณ์และมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ตอนนั้นกลัวมาก ๆ ว่า จะสร้างเกมไม่ได้ ครูก็ให้กำลังใจและแนะนำจุดอ่อนจุดแข็งพัฒนาหนูจนผ่านไปได้ด้วยดี สุดท้ายนี้ หนูอยากจะบอกกับครูว่า ครูเป็นครูที่ดีที่สุดเลย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหนูจะจดจำทุก ๆ อย่างที่นี่ไว้เสมอ ขอบคุณคะครู #บันทึกไว้ในความทรงจำ #ขอบคุณตลอดระยะเวลา 3 ปี

ส่วน ผู้ใช้บริการ Facebook  ชื่อ  Pim Amporn หรือ ด.ญ.อัมพรพิมพ์ จันทร์ประทุม โพสต์ข้อความว่า “หนูขอบคุณสำหรับโอกาสดี ๆ ทุกอย่างที่คุณครูมอบให้ทั้งประสบการณ์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน พอได้มีโอกาสมาเรียนรู้กับคุณครู ได้ลงมือทำอะไรเอง ได้รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และนอกจากครูจะเป็นผู้มอบโอกาสให้หนูแล้วครูยังเป็นผู้ให้ที่ดีเสมอมา “โน้ตบุ๊ก” ที่คุณครูได้ให้มาใช้ในการเรียน ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ตั้งแต่ ม.1 จนได้มีความรู้ ได้รับรางวัลมามากมาย สุดท้ายนี้หนูขอขอบคุณคุณครูที่เป็นผู้ให้ ทั้งความรู้และโอกาสในการพัฒนาตัวเอง รวมไปถึงคำแนะนำต่าง ๆ หนูขอขอบคุณคุณครูสำหรับทุกการสนับสนุนค่ะ สมไชย กระต่ายทอง ต่อไปนี้หนูจะไปศึกษาต่อที่อื่นแล้วแต่ก็จะแวะมาให้กำลังใจครูบ่อย ๆ นะคะ

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ผ่านโลกโซเชียลในสังคมคนราชบุรี และมีการกล่าวชื่นชม ครูสมไชย กระต่ายทอง กันจำนวนมาก ซึ่งเป็นครูผู้เสียสละโดยการซื้อ คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก ให้นักเรียนจนได้ใช้จนจบการศึกษา

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปยังโรงเรียนดังกล่าว คือ โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) เขตเทศบาลเมืองราชบุรี ตั้งอยู่ที่เชิงเขาวัง ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี พบกับ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว ด.ญ.นวพร ช่างพานิช นักเรียน ม.3/4 ชาว ต.คูบัว อ.เมือง, ด.ญ.อัมพรพิมพ์ จันทร์ประทุม นักเรียน ม.3/3 ชาว ต.หน้าเมือง อ.เมือง, ด.ญ.ภาศิณี หาโอกาส นักเรียน ม.3/2 ต.เจดีย์หัก อ.เมือง และ นางสาวสุกัญญา ศรีคง ครูฝึกสอน ชาว ต.เกาะพลับพลา อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งทั้ง 4 คน เป็นนักเรียนทีได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก ที่ นายสมไชย กระต่ายทอง ครูผู้สอนคอมพิวเตอร์ชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช)

โดยทั้ง 4 คนต่างเล่าถึงเรื่องราวที่ตนเองได้รับโอกาสจากครูสมไชย นายนี้ว่า เมื่อครั้งที่ตนเองได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยที่ครอบครัวมีฐานะปานกลางแต่ยังไม่มีกำลังที่จะซื้อ คอมพิวเตอร์ แต่ปรากฏว่า ได้รับอากาศจากคุณครูสมไชย ที่ทราบว่าพวกตนไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ซึ่งคุณครูก็ได้ซื้อให้ไว้ใช้ โดยบอกกับพวกตนว่า “รักษาไว้ให้ดี ใช้ให้เกิดประโยชน์” ซึ่งหลังจากที่พวกตนได้ คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กมา ก็ได้นำมาใช้ประกอบการเรียน และ นำไปทำงานด้วยการรับจ้างพิมพ์รายงานต่าง ๆ และ ออกแบบเกมส์ประกอบการเรียนการสอน เพื่อหารายได้ระหว่างเรียน และที่สำคัญพวกตนไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสแบบนี้ เพราะไม่เห็นมีครูท่านไหนที่ใช้เงินส่วนตัวซื้อให้กับนักเรียนแบบนี้ พวกตนต้องกราบขอบพระคุณคุณครูสมไชย กระต่ายทอง เป็นอย่างมาก คุณครูที่เป็นผู้ให้ ทั้งความรู้และโอกาสในการพัฒนาตัวเอง รวมไปถึงคำแนะนำต่าง ๆ ต่อไปนี้หนูจะไปศึกษาต่อที่อื่นแล้วแต่ก็จะแวะมาให้กำลังใจครูบ่อย ๆ

ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์กับครูนายดังกล่าว ทราบชื่อคือ นายสมไชย  กระต่ายทอง หรือ ครูโอ้น เป็นคน ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ปัจจุบันเป็นครูผู้สอนคอมพิวเตอร์ชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) เขตเทศบาลเมืองราชบุรี

ครูโอ้น เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า จากประสบการณ์สอนตนพบว่านักเรียนแต่ละคนต้องการการสนับสนุนด้านศักยภาพส่วนบุคคลที่ไม่เหมือนกัน และมีปัจจัยพื้นฐาน ต้นทุนทางครอบครัวที่ต่างกัน ตนจึงมีแนวคิดที่ว่า ถ้าเราพอมีพอใช้บ้างแล้วและสามารถที่จะร่วมกันช่วยแม้เพียงนิดหน่อย หรือเริ่มจากที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา จะเป็นการส่งเริมและเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ๆ ได้ ด้วยแรงเราอาจจะไม่สามารถช่วยได้ทุกคน แต่ถ้าเราทุกคนร่วมช่วยกันคนละนิด ไม่คิดคาดหวังผลตอบแทน จะเกิดผลที่ดีกับนักเรียนหลายคน จะได้เติมเต็มความฝัน ประสบความสำเร็จ เติบโตขึ้นและมีความสุข จากการมอบให้และได้รับ เกิดการเติมเต็มให้สังคมของเรา

ครูโอ้น  กล่าวต่อว่า ในส่วนของตนเองพอที่จะช่วยได้และไม่ได้ทำให้เดือดร้อนมากก็ได้เริ่มช่วยนักเรียนตามสมควร โดยเริ่มจากเมื่อประมาณ 10 ปี ตอนสมัยอยู่ รร.วัดดอนตลุง อ.เมือง ได้พบนักเรียนที่สนใจด้านคอมพิวเตอร์มีความรู้ที่ครูได้มอบให้ แต่ขาดอุปกรณ์เพื่อเข้าไปเสริมไปพัฒนาขีดความสามารถและอาจจะต่อยอดเป็นอาชีพ ตอนนั้นตนเองรู้สึกว่าเราพอมีเงินเดือน ถ้าได้แบ่งไปให้นักเรียนคนที่มีขาดแคลนและควรได้ได้รับการสนับสนุน จึงได้เริ่มทำเงียบ ๆ อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่โรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) โดยนำเงินเดือนส่วนหนึ่ง และปีไหนเงินไม่พอก็จะกลับไปทำไร่ที่บ้าน แล้วนำเงินที่ได้มารวบรวมซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก ให้กับนักเรียน ราคาเรื่องละประมาณ 15,000 บาท บางปีจะสูงถึง 19,000 บาท 1 ปี จะได้ประมาณ 3-4 เครื่อง ซึ่งทำมาตลอด 10 ปี หลังจากที่ซื้อและมอบให้นักเรียนไป พบว่าทุกคนสามารถใช้อย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์ต่อตัวเองและประสบความสำเร็จทางการศึกษา หลาย ๆ คนสามารถคว้าทุนการศึกษาหรือนำไปรับทำงานพิเศษด้านคอมพิวเตอร์สร้างรายได้เสริมช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

ครูโอ้น กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ตนเองมอบให้นักเรียนไปตนไม่เคยขอคืน โดยให้ไปเลยฟรี ๆ ตนอยากให้นักเรียนได้รับโอกาสเหมือนเพื่อน บางคนไม่มีเงิน บ้านที่ตนเองไปเยี่ยม ส่วนใหญ่บ้านจะยากจน บางรายพ่อแม่หาเช้ากินค่ำ ไม่เงินให้ลูกซื้อคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่ตนได้ใช้เงินส่วนตัวซื้อและมอบให้นักเรียนไป ได้เห็นนักเรียนประสบความสำเร็จ ตนก็ดีใจและภูมิใจที่สุด โดยที่ตนเองไม่หวังสิ่งตอบแทนขอเพียงเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนและทำประโยชน์มีโอกาสช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ด้อยโอกาสแบบนี้บ้าง


ภาพ/ข่าว  ตาเป้ จ.ราชบุรี

บึงกาฬ - หน่วยเรือ นรข.ยึดไอซ์กลางน้ำโขง 36 กก.มูลค่า 10 ล้าน

เมื่อเวลา 07.30 น วันที่ 8 เม.ย.จากการสืบทราบของ นาวาเอกราฆพ เทวะประทีป ผบ.นรข.เขตหนองคาย ว่าจะมีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งมอบให้กับพ่อค้าชาวไทยบริเวณริมโขงบ้านท่าไคร้ หมู่ที่ 5 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงได้สนธิกำลังกับ พ.ต.อ.สุกฤษณ์ ข้อร่วมคิด ผกก.สืบสวน ภ.จว เมืองกาฬ พ.ต.อ.เอกนรินทร์ สุวรรณทา.ผกก ตม.บึงกาฬ พ.ต.ต.นิคสัน ดียา รอง สว.สส.สภ.เมืองบึงกาฬ พ.ต.ท.พลสันต์ คมขาวผบ ร้อย ตชด.244.ร.ต.อ.ทองจันทร์ หิรัญวร รอง สว.(ป.)ตำรวจน้ำบึงกาฬ นายพงษ์ชัย ศิลปะอาชา นายด่านศุลกากรบึงกาฬ นายสมบัติ ฆ้อนทอง ผอ.ส่วนควบคุมทางศุลกากร และนายภูมินทร์ ศรีโฉม ปลัดป้องกันอำเภอเมืองบึงกาฬ นำกำลังอาสาร่วมวางแผนจับกุม

ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนได้ลาดตระเวนทางบก ที่แม่น้ำโขงมี น.ต.วชิรวิชญ์ ใจสัตว์ หัวหน้าสถานีเรือบึงกาฬ ร.ท.ประพนธ์ สิวะกุล ประจำ บก.สน.เรือบึงกาฬ ร.ต.ศกุนต์ พรมเจริญ ผค.เรือ 179 และร.ต.สัญญา จันจี ผค.เรือ ล.111 ขับเรือลาดตระเวนไปถึงกลางน้ำโขงได้เห็นชายต้องสงสัยท่าทางมีพิรุธลุกลี้ลุกลนกำลังเก็บตาข่ายดักปลากลางลำน้ำโขงอย่างรีบเร่ง จึงได้ขับเรือไปใกล้พร้อมเรียกให้หยุดเพื่อตรวจค้น แต่ชายคนดังกล่าวเกิดความตกใจจึงพายเรือขวางลำน้ำโขง ที่ไหลเชี่ยวเพื่อหันหัวเรือกลับข้ามไปเส้นเขตแดน สปป.ลาว ทำให้เรือพลิกตะแคงคว่ำ สิ่งของในเรือจึงกระจายไหลไปตามน้ำมีทั้งเป็นกระสอบปานสีขาวและถุงเล็ก 6 ถุง พร้อมกับพยุงเรือที่พลิกตะแคงข้ามเขตแดนไทย-ลาว ด้วยความชำนาญ และรอดไปได้อย่างปลอดภัย

จากนั้นเจ้าหน้าจึงตามไปเก็บกระสอบสีขาว 1 ใบและกล่องวัสดุที่ไหลไปกับน้ำด้วย 6 กล่อง นำมาตรวจเช็คที่สถานีเรือบึงกาฬ พบว่าเป็นยาเสพติดประเภท 1 คือไอซ์จำนวน 36 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทจึงได้นำมาจัดแถลงพร้อมกับส่งของกลางดังกล่าวให้ พงส.สภ.เมืองบึงกาฬเพื่อติดตามหาตัวเจ้าของมาดำเนินคดีต่อไป


ภาพ/ข่าว  เกรียงไกร  พรมจันทร์

5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ - ค่ายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเขาใหญ่ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่นที่ 38

วันที่ 6-8 เมษายน 2564 มูลนิธิรัฐบุรุษ มูลนิธิรักเมืองไทย และมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จัดค่ายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเขาใหญ่ ในโครงการ “สายใจไทย สู่ใต้” รุ่นที่ 38 ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี (ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการฯ) เป็นประธานในพิธี และนายอดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ มีเยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และสตูล จำนวน 320 คน เข้าร่วมโครงการ

สำหรับกิจกรรมของค่ายฯ ในวันที่ 6 เมษายน 2564 เวลา 16.30 น. คณะเยาวชนฯ เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เข้าพักที่อาคารค่ายเยาวชนสุรัสวดี ช่วงค่ำแบ่งเยาวชนออกเป็น 2 กลุ่ม สลับกันเข้าร่วมกิจกรรม 2 กิจกรรม ได้แก่ การบรรยายโครงการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติ และการส่องสัตว์ศึกษาชีวิตสัตว์ป่าเวลากลางคืน

วันที่ 7 เมษายน 2564 เวลา 10.30 น. เป็นพิธีเปิดค่ายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเขาใหญ่ โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 38 โดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และบรรยายพิเศษ เรื่อง “การอนุรักษ์ธรรมชาติ” การจัดกิจกรรมอวยพรวันสงกรานต์ มอบของแก่คณะเยาวชนฯ ปลูกต้นไม้ ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก และกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ในภาคบ่ายเป็นกิจกรรมเข้าฐานศิลปะและดนตรี ประกอบด้วย ฐานสร้างสรรค์งานศิลป์จากวัสดุธรรมชาติ ฐานวาดภาพด้วยดินสอถ่านชาร์โคล ฐานวาดภาพแอบแสตรกต์ ฐานดนตรี ฐานดนตรีสากล ฐานภาพพิมพ์จากวัสดุธรรมชาติ และฐานภาพพิมพ์โฟมอัด ของชมรมศิลปะนางรองพิทฯ รร.นางรองพิทยาคม กลุ่มศิลปะเด็กบ้านลูกพิมพ์ และรร.เกล้าปัญญา จ.บุรีรัมย์ ส่วนในภาคกลางคืนเป็นการแสดงของเยาวชนฯ ทั้ง 5 จังหวัด และกิจกรรมอำลา ซึ่งก่อนพิธีเปิดค่ายฯ มีการสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงอย่างสนุกสนาน จากโจนัส แอนเดอร์สัน และร้องเพลงต้นไม้ของพ่อก่อนปลูกต้นไม้อีกด้วย

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ‘...ขอฝากให้เยาวชนช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยให้ทุกคนปลูกต้นไม้อย่างน้อยปีละ 1 ต้น รวมทั้งให้ทุกคนทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพราะคนที่ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็จะเป็นคนดีด้วย คนไม่ดีก็มักจะทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และขอให้การจัดกิจกรรมในโครงการฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ต่อไป...”

วันที่ 8 เมษายน 2564 เวลา 06.30 น. คณะเยาวชนฯ เดินทางจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และทัศนศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาต่อไป


ภาพ/ข่าว  สมพุด เกตขจร ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์

กาฬสินธุ์ – โครงการส่งน้ำ หาดดอกเกดเขื่อนลำปาว พร้อมรับนักท่องเที่ยวสงกรานต์เข้มมาตรการโควิด

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือเขื่อนลำปาวกาฬสินธุ์ ระดมทุกภาคส่วนวางมาตรการความปลอดภัย เตรียมรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมคุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 8 เมษายน 2564 ที่ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นายฤาชัย จำปานิล ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ นายธนทร ศรีนาค หัวสำนักงาน ปภ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข กรมเจ้าท่า หน่วยกู้ภัยเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ ผู้นำชุมชน คณะอนุกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จ.กาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันประชุมเพื่อเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่จะเดินทางมาเที่ยวยังหาดดอกเกด จุดผันน้ำเขื่อนลำปาว และบริเวณแหลมโนนวิเศษ สะพานเทพสุดา ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์

จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม และร่วมกันวางมาตรการในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ที่บริเวณหาดดอกเกดเขื่อนลำปาว และวางมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตลอดจนกำชับมาตรการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบในการจำหน่ายสินค้าและอาหารให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรม

นายฤาชัย จำปานิล ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์  กล่าวว่า สำหรับจุดผันน้ำ หาดดอกเกดเขื่อนลำปาว และบริเวณสะพานเทพสุดา อ.สหัสขันธ์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นของ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะหาดดอกเกด ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลอีสาน ซึ่งช่วงเทศกาลมักจะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวพาครอบครัวเดินทางมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เล่นน้ำเขื่อนลำปาวคลายร้อนจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปีนี้มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางมาเที่ยวที่หาดดอกเกดและจุดผันน้ำจำนวนมาก หลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2563 ที่ผ่านมา สถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 2 แห่ง ได้ปิดบริการ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะนั้นได้แพร่ระบาดในหลายพื้นที่ ซึ่งในปีนี้เบื้องต้นได้เตรียมความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ต้องมีการวางมาตรการป้องกันเรื่องต่าง ๆ ไว้อย่างเข้มงวด

นายฤาชัย กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ ทั้งการจัดระเบียบจราจรป้องกันอุบัติเหตุ การป้องกันอันตรายผู้เล่นน้ำ กำชับให้พ่อค้าแม่ค้าติดป้ายแสดงราคาอาหาร และขอความร่วมมือจำหน่ายในราคาเป็นธรรมไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และยังมีการเพิ่มมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจะต้องมีการตั้งจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก และเจลล้างมือ พร้อมทั้งจะมีเจ้าหน้าที่คอยกำชับให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดอีกด้วย


ภาพ/ข่าว  ณัฐพงษ์  ประชากูล

ยะลา - เจ้าหน้าที่ตำรวจ ป่าไม้ อส. สนธิกำลังจับชายบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าเบตง ปลูกผลไม้ ได้พร้อมของกลาง หลังรับแจ้งจากชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.64 นายฟูอาดี แตปูซู หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ยล.4 (บ่อน้ำร้อน-จันทรัตน์) สั่งการให้ นายภพ สิงห์สุวรรณ พนักงานพิทักษ์ป่า ส.3 ประสานนายพิชัย แก้วจำรัส ปลัดงานป้องกัน พ.ต.ต. มานพ ดำแดง สว.สส.สภ.เบตง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อส. ออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับป่าไม้ หลังได้รับแจ้งขากชาวบ้านว่า ที่บ้านกงสี 8 สวนแป๊ะหลิม ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการลักลอบบุกรุกถางป่าต้นน้ำเพื่อทำสวนปลูกผลไม้

เจ้าหน้าที่ได้วางแผน ขี่รถจักรยานยนต์ไปตามทางลูกรัง ผ่านสวนผลไม้ สวนยางของชาวบ้านจนสุดทาง จากนั้นได้เดินเท้าเข้าไปยังจุดที่ได้รับแจ้ง พบว่าป่าต้นน้ำถูกบุกรุกแผ้วถาง ตัดต้นไม้ขนาดกลางและขนาดเล็ก และได้ปลูกต้นทุเรียน ซึ่งป่าต้นน้ำอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเบตง บริเวณดังกล่าวยังพบนายอับดุลเลาะ แกแซแอ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127 หมู่6 ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา และพบของกลาง จอบ 2 เล่ม มีดพกพร้อมปลอก 1 เล่ม เจ้าหน้าที่ตรวจวัดพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุก เป็นเนื้อที่จำนวน 6 ไร่ 3 งาน 35 ตารางวา ส่วนค่าเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องประสานเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม มาประเมินค่าเสียหาย

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ตาม พรบ ป่าสงวนแห่งชาติ พุทธศักราช 2507 มาตรา14 ห้ามบุคคลใดยึดถือครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่าหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ และข้อหา พรบ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 มาตรา 97 ผู้ใดกระทำผิดหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใด โดยชอบกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือสาธารณะสมบัติแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายสูญหายหรือเสียหายไปนั้น พร้อมทั้งนำตัวและของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เบตง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top