Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ชัวร์ ก่อน แชร์ !! ‘ตระหนก & ตระหนัก’ ยุควิกฤติโรคระบาด ก่อนแชร์ให้ใคร!! เข้าใจ ‘ความจริง’ ดีหรือยัง?

เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ที่วันนี้โลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีหลากหลายแพลตฟอร์ม ได้ปล่อยข่าวสาร ข้อมูล หรือบทความต่าง ๆ ออกมาสู่สาธารณะชนมากมาย จนช่วยเปิดโลกให้ประชนอย่างเราได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าจรวด

แต่จะมีใครรู้ไหมว่า เรื่องบางเรื่อง ข่าวสารบางอย่าง มันก็ไม่ได้เปิดโลกที่ดีให้กับเราทั้งหมด เพราะบางเรื่องราวก็พร้อมจะเป็นข่าวปลอม หรือ ‘Fake News’ ที่เล่นกับความสนใจของผู้คนในสังคมช่วงนั้น ๆ เพียงเพื่อโน้มน้าว ชักจูง เรียกยอดไลค์ ยอดแชร์ หรืออะไรก็ตามแต่ แพร่ลามไปมาก จนเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าระหว่าง ‘การแพร่กระจายข่าวปลอม’ กับ ‘การแพร่กระจายไวรัสโควิด-19’ อะไรที่จะกระจายเป็นวงกว้างไปมากกว่ากัน

ยิ่งในโลกโซเชียลด้วยแล้ว ยิ่งลุกลามหนักจนเกิดความเข้าใจผิดในหลากเรื่อง หลายประเด็น และที่แย่คือเจ้า ‘ไอ’ แห่งความเสียหายจากการที่เราแชร์ๆ กันออกไป มันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว จนไปทำร้ายใครหรือไม่ ก็มิทราบได้... 

อย่างประเด็นข่าวปลอมเรื่องโควิด-19 นี่เรียกว่าเป็นประเด็นเท็จสุดคลาสสิคที่หนีไม่พ้นเอามาก ๆ

มากซะจนมีเรื่องมาให้รวบรวมไว้เพียบ จนต้องขอหยิบมาสร้างความกระจ่างกันอีกรอบแก่ผู้ที่อาจจะยังไม่กระจ่าง 

ฉะนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันแบบง่าย ๆ ก็เลยขออนุญาตพาไปแยกแยะว่าเรื่องไหนจริง หรือเรื่องไหนลวงในโลกโซเชียลกันดู แต่จะรับรู้กันธรรมดา ก็คงจะน่าเบื่อ!!

ลองมาปล่อยนิ้วเลือก ‘กด’ กับ 2 ปุ่มสัญลักษณ์ของความ ‘จริง-เท็จ’ อย่าง ‘ปุ่มตระหนก’ (แตกตื่น) และ ‘ปุ่มตระหนัก’ (แตกฉาน) กันสักนิด น่าจะสร้างแรงจดจำให้ผู้อ่านได้มากยิ่งขึ้น หากพร้อม ‘กดปุ่ม’ แล้วตามมาเลย...


ข่าวเท็จ: กินฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันโควิด-19 ได้

ปุ่มตระหนก : บนสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 ด้วยฟ้าทลายโจรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนไทยมีความหวาดกลัวติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้นและต่อเนื่อง จึงได้พยายามติดตามข้อมูลจากสังคมออนไลน์ พบว่า สมุนไพร ฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ทำให้ประชาชนเริ่มเดินทางหาซื้อสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังจะป้องกันความเสี่ยงจากโรคโควิด-19 ได้ 

ปุ่มตระหนัก : ข้อมูลไม่เป็นความจริง ภญ.ดร.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดย ภญ.ดร.ผกากรอง กล่าวยืนยันกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลระบุว่าฟ้าทะลายโจรสามารถใช้เป็นทางเลือกแทนวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 ได้นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะยังไม่มีการศึกษาวิจัยว่าการใช้ฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ ที่ผ่านมาเป็นการศึกษาว่าฟ้าทะลายโจรมีผลต่อภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่มีการศึกษาว่ามีผลต่อภูมิคุ้มกันของเชื้อโควิด-19 ไม่เหมือนกับวัคซีนที่มีการศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจรแทนวัคซีน

ข่าวเท็จ : ยาเขียว ใช้รักษาโควิด-19 ได้ ด้วยวิธีขับไวรัสออกทางเหงื่อ และปัสสาวะ

ปุ่มตระหนก : บนสังคมออนไลน์มีการแชร์คลิปเสียง พร้อมบอกว่า เป็นเสียงของคณบดีศิริราช ที่แนะนำว่าให้กิน “ยาเขียว” เพื่อขับพิษโควิด-19 ได้ ด้วยวิธีขับไวรัสออกทางเหงื่อ และปัสสาวะ โดยให้รับประทานยาเขียวเพื่อทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เมื่อร่างกายเกิดความร้อนก็จะมีการขับเหงื่อและปัสสาวะออกมาซึ่งเชื้อไวรัส จะออกมาด้วยกับเหงื่อและน้ำปัสสาวะ 

ปุ่มตระหนัก : ข้อมูลไม่เป็นความจริง เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช และปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผล และความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ดังนั้น จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าการกินยาเขียว สามารถใช้รักษาโรค โควิด-19 ได้ โดยทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ชี้แจงว่า เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และข่าวนี้เป็นข่าวเก่าที่เคยมีการส่งต่อแล้ว โดยยาเขียวเป็นตำรับยาไทย ตามองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทย หรือหมอพื้นบ้าน ที่มีการใช้กันมานานหลายทศวรรษ และเป็นตำรับที่ยังมีการผลิตขายทั่วไปตราบจนปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปในสมัยก่อนจะรู้จักวิธีการใช้ยาเขียวเป็นอย่างดี กล่าวคือ มักใช้ยาเขียวในเด็กที่เป็นไข้ออกผื่น เช่น หัด อีสุกอีใส เพื่อกระทุ้งให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นเพิ่มขึ้น และหายได้เร็ว ซึ่งยาเขียวจัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวส่วนใหญ่มีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งพิษในที่นี้หมายถึงของเสีย หรือความร้อนที่อยู่ภายในร่างกายเท่านั้น 

นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างของข่าวที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก และมีการแชร์ข้อมูลกันอย่างมากมาบางข่าวเท่านั้น โดยจะเห็นได้ว่าข่าวที่ปล่อยออกมา มีการแชร์กันแพร่หลาย ซึ่งถือว่าไม่ได้มีการกลั่นกรองกันเสียเลย ช่องทางของข้อมูลทางออนไลน์ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก และเข้าใจว่า ‘ทุกคน’ สามารถเป็นผู้ส่งสาร หรือเป็นคนกระจายข่าวได้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะทำการส่งต่อข่าว เราต้อง เข้าใจข้อมูล ‘ความจริง ’เองเสียก่อน 

ทีนี้มาดูข่าวที่เป็นข่าวจริง เกี่ยวกับโควิด-19 ที่อยากให้ได้ทราบกันบ้าง!! 

ข่าวจริง : ปรับคนขับรถไม่ใส่หน้ากาก-ออกนอกเคหสถาน จริงหรือ?

ปุ่มตระหนก : ในโซเชียลมีเดีย มีการแชร์ภาพใบเสร็จรับเงินค่าปรับ พร้อมคำเตือนว่า “ถึงจะอยู่ในรถส่วนตัว ก็ต้องใส่ Mask ด้วยนะ เจอด่านตรวจ จับปรับทันที”

ปุ่มตระหนัก : เป็นข้อมูลจริง เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2564 ณ เวลา 14.30 น. ศูนย์โควิดกระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) ได้อัพเดทรายชื่อ 50 จังหวัดที่มีบทลงโทษ กรณีประชาชนไม่ใส่หน้ากาก ทั้งหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า เมื่ออยู่นอกเคหสถาน หรือ สถานที่สาธารณะ หรือในชุมชน ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 (สองหมื่นบาท) ถ้าขับรถหรืออยู่ในรถคนเดียวไม่ใส่หน้ากากอนามัยได้ แต่ถ้ามีคนอื่นนั่งมาด้วยต้องใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งคนที่ไม่ใส่หน้ากากที่อยู่ในรถนั้นจะเป็นผู้ที่ถูกปรับ การจับและปรับผู้ไม่ใส่หน้ากากอนามัยนั้น เจตนาในการประกาศคือการป้องกันการติดต่อของโรคจากบุคคลไปสู่บุคคล ดังนั้นเมื่อมีบุคคลอื่นอยู่ในรถด้วยจึงต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ไม่ยกเว้นแม้เป็นครอบครัวเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และกรณีนั่งคนเดียวจึงอนุโลมได้ว่าไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย 

เมื่อข่าวสารได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างแล้ว หากเป็นข่าวปลอมหรือ Fake News ก็เท่ากับมีคนรับข่าวสาร ข้อมูลที่ผิดเพิ่มเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยข่าว Fake News และรับข้อมูลผิด ๆ เราต้องหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือก่อน ใช้เวลาสักนิดก่อนกดแชร์ จะช่วยลดอัตราการส่งต่อข่าวสารข้อมูลผิด ๆ

ก่อนจบเนื้อหานี้ไป ขอแชร์ 6 วิธีทิ้งทาย ที่อยากให้ลองไปปรับใช้กันดู เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของ Fake News อีกต่อไป ดังนี้ 
1.) ข่าวต้องมีความน่าเชื่อถือ มีแหล่งอ้างอิงที่มาที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
2.) สังเกตการเรียบเรียงเนื้อข่าว และการสะกดคำต่างๆ เพราะข่าวปลอมมักจะสะกดผิดและมีการเรียบเรียงที่ไม่ดี
3.) สังเกต URL ให้ดี โดยข่าวปลอมอาจมี URL คล้ายเว็บของสำนักงานข่าวจริง
4.) ดูรายงานข่าวจากที่อื่น ๆ ว่ามีข่าวแบบเดียวกันหรือไม่ มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
5.) ตรวจสอบข่าวจากการเสิร์ชหาข้อมูล อาจพบว่าเป็นข่าวเก่า หรือพบการแจ้งเตือนจากเว็บไซต์อื่นว่าเป็นข่าวปลอม
6.) ข่าวปลอมอาจมีการนำรูปภาพจากข่าวเก่ามาใช้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ


ข้อมูลอ้างอิง 
https://tna.mcot.net/category/sureandshare
 

ถอดสมการ ‘เฟกนิวส์’ ‘ทฤษฎีสมคบคิด + ข่าวปลอม’ ยกกำลังสองด้วย ‘โซเชียลมีเดีย’ = โกหกอย่างมีหลักการ

การที่เทคโนโลยีได้นำพาสิ่งที่เรียกว่า ‘โซเชียลมีเดีย’ ออกมาแนบชิดประชาคมโลก มันก็เป็นอะไรที่ช่วยเปิดหูเปิดตาคนได้เยอะ

ข่าวสารมากมาย ความรู้หลากหลาย หาพบได้แค่ ‘นิ้วคลิก’ และ ‘ลากรูด’ ผ่านหน้าจอกะทัดรัดที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถเชื่อมโลกทั้งใบให้เรา ‘รู้กว้าง’ ได้มากกว่าเคย

แต่อย่างว่าเหรียญย่อมมี 2 ด้าน (ถ้าไม่ทะลึ่งไปทำหัว 2 ฝั่ง ก้อย 2 ฝั่ง) เรื่องดี ๆ มีเพียบ แต่เรื่องอัปรีย์ก็มีเสียบแทรกเข้ามาให้เห็นได้พร้อม ๆ กัน

ข่าวปล่อย ข่าวปลอม ข่าวเท็จ หรือเรียกรวม ๆ กันว่า ‘เฟกนิวส์’ (Fake News) มันก็คือหนึ่งในสิ่งที่วนเวียนอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียที่มาพร้อมกันกับโลกจริงแบบคู่ขนาน และดูท่าช่วงนี้จะหลุดออกมามาก ถึงขนาดที่ว่ากันว่าไฟลามทุ่ง ยังไม่รุ่งเท่าแสงแห่ง ‘เฟกนิวส์’ ที่ปล่อยกันในโลกโซเชียลยังไงยังงั้น!! 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพูดเอาฮา เพราะเคยมีทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย MITตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับข่าวปลอมในปี 2018 โดยระบุว่า พบ ข่าวปลอม ที่ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเพียงการลือถึง 126,000 โพสต์ แพร่กระจายไปในวงกว้างถึงผู้คนราว 3 ล้านคน และรีทวีตไปรวมมากกว่า 4.5 ล้านครั้ง ระหว่างปี 2006–2017 

ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยชิ้นเดียวกันยังระบุด้วยว่า แค่ 1% ของเฟกนิวส์ สามารถแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปสู่คนได้ตั้งแต่ 1,000 ถึง 100,000 คนต่อหนึ่งข่าว (แล้วแต่ข่าว) กันเลยทีเดียว

คำถาม คือ ทำไมผู้คนจึงเชื่อเฟกนิวส์?

ตรงนี้มี 2 ปัจจัยใหญ่ ๆ ให้ลองเช็ค...

ปัจจัยแรก หากพูดตามหลักการแล้ว ‘เฟกนิวส์’ เป็นสิ่งที่เล่นกลกับจิตใจคน เหตุเพราะทุกคนล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘การรับรู้อย่างมีอคติ’ (Cognitive Bias) ซ่อนอยู่ในตัว และการรับรู้ในลักษณะนี้นี่แหละ ที่มักจะนิยมชมชอบเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรง หรือแม้แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ ตื่นกลัว เกลียดชัง ขยะแขยง ดูถูกดูหมิ่น ฯลฯ (รวม ๆ แล้วฝักใฝ่เรื่องแย่ ๆ ซะมาก)

...มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชวนเชื่อได้ง่ายกับสิ่งเหล่านี้!!

และถ้ายิ่งเนื้อหานั้น ๆ ออกมาจากคนในครอบครัว เพื่อน ๆ หรือคนที่เราชื่นชม ผสมผสานไปกับความคิดเห็นหรือความเชื่อที่เรามีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมด้วยล่ะก็...โอ้โห!! ความถูกผิดที่เคยสั่งสมมาในสมองนี่ถูกย่อยสลายเกลี้ยงได้เลย 

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย หากเราเชื่อว่าผู้นำบางคนในต่างประเทศ (ประเทศไทยก็ได้) ชอบพูดอะไรที่ดูไม่เข้าท่าหรือไม่ฉลาด และบังเอิญดันมีคนไปแชร์คำพูดประหลาด ๆ จากคนเหล่านั้นมาผ่านตาเรา เราก็จะเชื่อง่ายเป็นพิเศษและรีบแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว โดยจะตัดความคิดว่านี่คือข่าวปลอมไปจากหัว (ถามใจดูซิว่าเคยทำไหม)

ปัจจัยที่สอง เป็นเพราะคนยุคนี้ไม่ชอบเรื่องราว ‘ซับซ้อน’ และ ‘ขี้เกียจ’ ที่จะตามหาหรือสืบค้นต้นตอให้ยุ่งยาก 

เฮ้ย!! ขนาดนั้นเลยหรอ? 

ขนาดนั้นเลยแหละ!! ขนาดพอ ๆ กับที่เขาบอกกันว่าคนยุคนี้อ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัดยังไงยังงั้นนั่นแหละ 

เรื่องนี้ถ้ายกตัวอย่าง อยากจะพูดในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นภาพสักนิด โดยย้อนไปถึงยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ มักจะรู้ว่าสื่อต้นตอข่าวที่ตัวเองรับข่าวสารมา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ และรายการโทรทัศน์ใดบ้างมีระดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ไปบอกเล่าต่อได้

แต่บังเอิญทุกวันนี้ หลากหลายสื่อเล่นกันง่าย ๆ แค่ไปเอาเรื่องราวจากในโซเชียลมีเดีย เอาโพสต์จาก Facebook หรือ Twitter มาอ่านออกอากาศกันอย่างหน้าตาเฉย ราวกับอยากจะช่วยรับประกันว่า ข่าวพวกนั้นเชื่อถือได้ พอมันเป็นแบบนี้ เรื่องจริง เรื่องปลอม จึงปะปนกันมั่วซั่วไปหมด แล้วมันจะไปประสาอะไรกับคนที่อยู่ในโลกโซเชียลที่พบเจอเรื่องอะไรก็เชื่อไปโดยไม่หาต้นตอ ถ้าบังเอิญเรื่องนั้นมันจริง ก็ OK ไป แต่ถ้าไม่ใช่นี่สิ ฮ่วย!! หน้าแหก 

...และนี่แหละที่บ่งชี้ชัดว่า ‘จิตใจคน’ เอย ‘ความไม่ชอบซับซ้อน’ เอย และความ ‘ขี้เกียจ’ เอย เป็นตัวเร่งชั้นดีให้ข่าวปลอมเกิดได้อย่างรวดเร็ว 

ทฤษฎีสมคบคิด ส่วนผสมที่ลงตัวแห่ง ‘เฟกนิวส์’ ที่ทรงเสน่ห์

อย่างไรก็ตาม เฟกนิวส์ หรือ ข่าวปลอมที่ดี (เดี๋ยว ๆ มีด้วยเหรอ) มักจะมาจาก ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ที่บ้างก็เรียกว่า ‘ลัทธิการกบฏ’ (Conspiracy Theory) ซึ่งเป็นเรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน มีข้อเท็จจริงประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย กับทุกประเด็นทั้งการเมือง ศาสนา วัฒนธรรม กีฬา และอื่น ๆ 

แต่บอกไว้ก่อนว่าเรื่องเหล่านี้ นักวิชาการจะไม่นำมาใช้อ้างอิงหรอกนะฮะท่านผู้ชม!!

แต่ ๆ ๆ ถึงแม้จะไม่มีใครหยิบมาอ้างอิง ก็จะมีบางกลุ่มที่หยิบ ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ มาอ้างอิงให้เป็นข่าว (ปลอม) โดยพยายามปั้นทฤษฎีให้กลายเป็นข่าว แล้วดันข่าว (ปลอม) เหล่าให้คนในสังคมยอมรับว่าเป็น ‘เรื่องจริง’

ตรงนี้น่ากลัวกว่าข่าวปลอม จากแหล่งที่โกหกและแชร์ต่ออย่างไม่มีนัยยะแอบแฝงอย่างมาก 

เพราะต้องขอบอกว่า เฟกนิวส์ ที่มาจากทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ มีความรุนแรงและพร้อมสร้างความแตกแยกให้กับผู้คนในสังคมได้ง่ายๆ เนื่องจากผู้เผยแพร่ส่วนใหญ่จะหวังผลในระดับสังคม ประเทศ การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม โดย ‘ยกระดับข่าวปลอม’ ด้วยข้อมูลเหตุผลช่วยประคอง ทำให้คนบางพวกที่มี ‘ขบถทางความคิด’ มักจะชอบและเลือกหยิบมาเผยแพร่ต่อได้ง่าย

เอาง่าย ๆ อย่างตอนนี้เรื่องที่ถูกจับมาเป็นข่าวปลอมเชิงทฤษฎีสมคบคิดบ่อยสุด มันก็จะวน ๆ กับเรื่องของโควิด-19 

ตัวอย่างแค่ใกล้ ๆ อย่างในประเทศไทยก็พอ เราคงได้เห็นข่าวปลอม ข่าวมั่วเกี่ยวกับโควิด ที่มีการให้เหตุผลเกี่ยวกับการดูแลร่างกาย การรักษาระยะห่าง วิธีใส่หน้ากาก หรือแม้แต่การฉีดวัคซีนแบบผิด ๆ มาปนเปื้อนใส่หัวคนแบบมีเหตุผลประกอบ แต่มีคนแชร์กันเพียบ ซึ่งหากมองผลลัพธ์ของมันแล้ว นอกจากจะทำให้เกิดการติดเชื้อแพร่หลาย ยังกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาล ที่สะท้อนถึงความห่วยไม่สามารถคุมสถานการณ์อยู่ก็เป็นได้

หรืออย่างทฤษฎีสมคบคิด ที่ถูกใช้ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ใหญ่โตหน่อย ก็กรณีสหรัฐอเมริกากับจีนที่กล่าวหากันเรื่องที่มาของผู้แพร่ไวรัส ที่มองว่าผู้แพร่โรคนี้ต้องการใช้ไวรัสเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เพราะหลักฐานไม่ชัดเจน ไม่หนักแน่นพอ สุดท้ายแนวคิดเหล่านี้ก็หายไป

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับโควิด-19 ก็ยังมีหลุดออกมาอีกมาก ถึงขนาดมีองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่อย่างเป็นทางการ เช่น QAnon ที่สหรัฐอเมริกา กลุ่มขวาจัดที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีผู้ติดตามจำนวนไม่น้อย

เรื่องราวของกลุ่มนี้ สามารถจับนั่นโยงนี่ได้จนต้องเบ้ปากมองบน เช่น สร้างข่าวปลอมทฤษฎีสมคบคิดในยุโรปว่าเสา 5G เป็นสื่อกลางกระจายไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษ และ เนเธอร์แลนด์ หรือบ้างก็พยายามเผยแพร่ให้เห็นว่าแผนการล้างโลกด้วยการปล่อยเชื้อโรคให้ระบาดอย่างร้ายแรงและรวดเร็ว 

แม้แต่ บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) เจ้าพ่อ Microsoft ก็ยังโดน!! โดยมีการอ้างว่าโควิด-19 เป็นแผนของนายบิลล์ เกตส์ ที่หวังรวยจากการพัฒนาวัคซีนและยา ที่มูลนิธิของเขาให้การสนับสนุนหลายแห่ง โดยไม่เชื่อมโยงจากคำพูดในงาน TED Talk เมื่อปี 2015ที่เตือนเรื่องการระบาดของไวรัสที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ 

อันที่จริงแล้ว หลากหลายทฤษฎีสมคบคิด มักเป็นแนวคิดที่เกิดจากการ ‘สะสมอคติ’ แม้หลักฐานจะไม่น่าเชื่อถือในเชิงวิชาการ แต่ในเชิงหลักคิดที่มีอารมณ์นำพา มันตอบโจทย์!!  

ที่น่ากลัว คือ ‘ต่อให้มีใครมาบอกข้อมูลจริง ก็ไม่ได้ต้องการการพิสูจน์แล้ว’ เหมือนกับกรณีที่วันนี้ยังมีบางกลุ่มถกกันเรื่อง ‘โลกกลม VS โลกแบน’ อยู่ไม่เลิก

แน่นอนว่า ส่วนผสมที่ลงตัว ต้องพึ่งพาเครื่องมือที่พร้อมลงทัณฑ์ นั่นก็เลยย้อนกลับมาที่โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ทฤษฎีสมคบคิดและข่าวปลอมกลายเป็น ‘เนื้อเดียวกัน’ แถมยังกระจายไปไกลและรวดเร็ว เกิดมีแอปพลิเคชัน มีแพลตฟอร์ม มีเว็บไซต์มากมายหลายร้อยที่ใช้เผยแพร่ แม้บรรดาเจ้าของเครื่องมือสื่อใหญ่อย่าง Facebook, Twitter, Line และ YouTube จะออกมาตรการควบคุม แต่ก็ไม่สามารถจัดการลบอะไรพวกนี้ได้หมด

ความบิดเบือนทางการเมือง ศาสนา สังคม วัฒนธรรม และอื่น ๆ ของ ‘เฟกนิวส์’ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต่อยอดความเชื่อและความศรัทธา ได้มากกว่า ‘เหตุผล’ ไปเป็นที่เรียบร้อยในยุคที่สมการ ‘ทฤษฎีสมคบคิด + ข่าวปลอม ยกกำลังสองด้วย โซเชียลมีเดีย’ 

ใคร? ซึ่งในที่นี้ไม่ได้อยากระบุว่าเป็น คน, รัฐบาล หรือองค์กรใด ๆ ที่คิดว่าตนเองมี ‘ข่าวแท้’ อยู่ในมือ แต่กลับนิ่งเฉย จะไม่มีวันเอาชนะ ‘เฟกนิวส์’ เหล่านี้ได้ 

และถ้าหากแต่ปล่อยให้พลังของเฟกนิวส์ เกิดการทำซ้ำ ย้ำเรื่องปลอมเข้าไปเรื่อย ๆ โอกาสที่เรื่องปลอม ๆ จะกลายร่างเป็นเรื่องจริง จนถึงขั้นมาทดแทน ‘เรื่องที่แท้จริงแบบไม่บิดเบือน’ ก็มีสูง 

โกหกคำโต พูดง่ายๆ ซ้ำ ๆ สุดท้ายผู้คนก็จะเชื่อ!!

ธรรมชาติของมนุษย์มันก็จะประมาณนี้แหละ!!


อ้างอิง: 
https://siamrath.co.th/n/174018
https://www.the101.world/fake-news/
https://www.nytimes.com/2020/04/17/technology/bill-gates-virus-conspiracy-theories.html
 

ปทุมธานี – รองผู้ว่าฯ จ.ปทุมธานี เป็นประธานการประชุมคณะกรมการจังหวัด ครั้งที่ 7/2564 ผ่านระบบ Video Conference

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมบัวหลวง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี อำเภอเมืองจังหวัดปทุมธานี นายสุพจน์  รอดเรือง ณ หนองคาย รอง ผวจ.ปทุมธานี  เป็นประธานการประชุมคณะกรมการจังหวัด ครั้งที่7/2564 ผ่านระบบ Video Conference โดยมี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช , นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าฯ พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.อ.ชิตพล กึนสี รองผอ.รมน.จ.ปทุมธานี และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด จังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมประชุม 

โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference ในครั้งนี้เช่นกัน ในที่ประชุมได้มีพิธีมอบโล่ให้แก่ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2564 ที่ไม่มีสถิติผู้เสียชีวิตในพื้นที่ ได้แก่ อ.ลาดหลุมแก้ว และ อ.สามโคก หลังจากนั้นได้มีการมอบเข็มเชิดชูเกียรติ (ครุฑทองคำ) และประกาศเกียรติบัตรให้แก่ พล.ต.ต.ชยุตฯ กับพวก รวม 3 ราย ซึ่งเป็นผู้ท่ีได้รับการคัดเลือกจากคณะอนุกรรม การคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น ระดับประเทศ ให้เป็นข้าราชการพลเรือน ดีเด่น จ.ปทุมธานี ประจำปี 2563 และมอบเกียรติบัตรข้าราชการพลเรือน ดีเด่น จ.ปทุมธานี อีกจำนวน 11 ราย


ภาพ/ข่าว ประภาพรรณ ขาวขำ รายงาน

ชลบุรี - รองนายกเมืองพัทยาร่วมตม.ชลบุรี ตรวจประมงพื้นบ้านสแกนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง หวั่นแพร่เชื้อโควิด-19

รองนายกเมืองพัทยาประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ตรวจสอบประมงพื้นบ้านหลังรับเรื่องร้องเรียน ต่างด้าวลักลอบทำงานแย่งอาชีพคนไทย และหวั่นเกรงแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมเตือนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ ช่วยรักษาความสะอาด

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 30 เมษายน 2564 นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.ตม.จว.ชลบุรี สั่งการให้ร.ต.อ.สวรรค์ ราชพิทักษ์ รอง สว.ตม.จว.ชลบุรี ร.ต.อ.สิทธิพงศ์ สมพันธ์ รอง สว.ตม.จว.ชลบุรี นำกำลังลงพื้นที่บริเวณสะพานยาว นาเกลือ ม.4 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตรวจสอบกลุ่มคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ประกอบอาชีพโดยผิดกฎหมาย รวมไปถึงเป็นการสแกนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ากลุ่มคนงานต่างด้าวที่กำลังสาวอวนขึ้นจากเรือนั้น โดยที่อวนยังมีสัตว์น้ำติดอยู่จำนวนมาก บางรายกำลังคัดแยกสัตว์น้ำออกจากอวนใส่ตะกร้า ก่อนจะส่งออกไปขายยังตลาดสดอาหารทะเล เจ้าหน้าที่จึงขอทำการตรวจเอกสารประจำตัว กลุ่มคนงานต่างด้าวทั้งสัญชาติพม่า และกัมพูชา ส่วนใหญ่มีนายจ้าง มีเอกสารแสดงอย่างถูกต้อง ส่วนภายในทะเลยังพบเรือประมงอีกกว่า 20 ลำจอดลอยลำอยู่โดยไม่มีเจ้าของและคนงานแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มคนงานบางรายไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนให้ทำตามมาตรการทุกคน หากพบอีกจะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตากฎหมาย

ด้านนายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยาได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้มีประชาชนชาวนาเกลือ ร้องเรียนมายังเมืองพัทยาว่า มีชาวต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย และยังเข้ามาทำประมงพื้นบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าทีตรวจคนเข้าเมือง เข้าตรวจสอบว่าเข้ามาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และตรวจสอบเกี่ยวกับนายท้ายเรือที่ออกไปหาปลากัน ส่วนใหญ่แล้วก็มีบัตรมาแสดงถูกต้อง แต่ต่างด้าวไม่สามารถขับเรือได้ ซึ่งยังมีบางส่วนที่ยังไม่ถูกต้อง ในการตรวจสอบครั้งต่อไปนั้นก็จะต้องประสานทางกรมเจ้าท่าร่วมตรวจสอบ ว่านายท้ายเรือที่ร่วมออกเรือไปถูกต้องหรือไม่ ในวันนี้ได้พื้นที่ก็พบว่ามีต่างด้าวเป็นกัมพูชา ทำประมงเป็นลูกจ้างจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังฝากในเรื่องของความสะอาดโดยในการทำประมงบริเวณนี้ ก็ได้รับร้องเรียนส่วนหนึ่งว่าทำให้เกิดความสกปรกมาก มีการนำปลาหรือส่งของเหลือใช้แล้ว มาทิ้งบริเวณชายหาด ไม่เก็บให้เรียบร้อย ในวันนี้ก็ได้ทำความเข้าใจกันแล้วว่า บริเวณชายหาดนั้นเป็นพื้นที่ส่วนรวม ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ ก็ให้ทางผู้ทำประมงช่วยกันทำความสะอาด เก็บสิ่งของให้หมดออกไป เพื่อประชาชนเข้ามาใช้ชายหาดร่วมกันได้ พร้อมแสดงความเสียใจกับน้าค่อมอีกด้วย


ภาพ/ข่าว  สมชาย​ โค​ต​ล่าม​แขก​ ผู้​สื่อข่าว​พัทยา​

แม่ฮ่องสอน - ทพ.36 ออกลาดตระเวนทางน้ำทางบก เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย การกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยริมฝั่งลำน้ำสาละวิน ขณะที่สถานการณ์ฝั่งเมียนมายังไม่สงบ

สถานการณ์การสู้รบในฝั่งเมียนมา บริเวณริมน้ำสาละวิน ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา ทางฝ่ายความมั่นคงระบุ ยังได้ยินเสียงปืนจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านต่อเนื่อง บริเวณฐานด๊ากวิน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ บ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยได้มีการเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ กรณีที่จะมีการอพยพของราษฏรกะเหรี่ยงเพิ่มเติม หากทางทหารเมียนมายังใช้การปฏิบัติการทางอากาศโจมตี

ขณะที่ทาง เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36   ฐานปฎิบัติการบ้านแม่สามแลบ ออกลาดตระเวนทางน้ำ ตั้งแต่ท่าเรือจุดผ่อนปรนแม่สามแลบ  ถึง ท่าเรือบ้านสบเมย  อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยทำการลาดตระเวนทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อตรวจสอบ/สกัดกั้น ป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย  การลักลอบลำเลียงยาเสพติด การลักลอบขนอาวุธสงคราม  หรือ การกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ และ การ ติดตามสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนชาว การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตามแนวริมฝั่งลำน้ำสาละวิน  

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ยังคง ตั้งจุดตรวจบริเวณหน้า ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ห้ามบุคคลภาพนอก และสื่อมวลชน เข้าไปในพื้นที่ บ้านแม่สามแลบ ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย ที่ผ่านมา พร้อมปิดจุดผ่อนปรนการค้านบ้านแม่สามแลบ และ ห้ามเดินเรือในแม่น้ำสาละวิน  ขณะที่ราษฏรไทยบ้านแม่สามแลบที่อพยพอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย บ้านห้วยกองก๊าด ยังคงได้รับความดูแลจาก องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ในการเปิดรับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือ การทำอาหารแจกจ่ายให้ราษฏรในพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้ทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 นำรถโมบายเคลื่อนที่มาให้บริการแจกจ่ายน้ำอุปโภคให้แก่ราษฎร จากยอดที่เดินทางเข้าครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 เมษายน  450 คน ปัจจุบันเหลือเพียง 208 คน ส่วนหนึ่งกลับไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง


ภาพ/ข่าว  สุกัลยา / ถาวร  อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

ชลบุรี - ครั้งที่ 3 แล้ว ! วัดช่องแสมสารห่วงใยพระสงฆ์และประชาชน จัดต้มยาสมุนไพรตำราหลวงปู่ทวดสู้ภัยโควิด-19 ให้ดื่มกินฟรี

เมื่อวันนี้ 29 เม.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณวัดช่องแสมสาร จ.ชลบุรี พระครูวิสารทสุตากร เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง เจ้าอาวาสวัดช่องแสมสาร ได้จัดให้มีการต้มยาสมุนไพรต่อสู้ภัยโควิด-19 ที่เคยต้มแจกให้ประชาชนดื่มกินฟรี เมื่อครั้งโควิดระบาดรอบแรกและรอบที่สองที่ผ่านมา และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่จัดให้มีการต้มยาสมุนไพรนี้ ซึ่งการปรุงยานี้เป็นยาตำราหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในยุคอโยธยาที่โรคห่าระบาด โดยประชาชนสามารถมาดื่มทานได้ฟรี หรือจะนำกลับไปทานที่บ้านก็ได้

ท่านพระครูวิสารทสุตากร กล่าวว่า ด้วยปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของเชืื้อโควิด-19 ในระลอกที่ 3 และมีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทางวัดช่องแสมสารเป็นห่วงคณะสงฆ์และสาธุชนที่มาทำบุญ จึงจัดให้มีการต้มยาสมุนไพรนี้ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมา 2 ครั้งก่อนที่มีการแพระระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีประชาชนเข้ามานำไปทานกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนผสมของยานี้ก็มี ข่า ขิง หอม กระเทียม ตะไคร้ พริกไทดำ เอามาต้มผสมรวมกัน ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ก็เป็นสูตรยารักษาหวัดให้กับญาติโยมทั่วไป และก็ทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว และยังเป็นสูตรยาเดียวกันที่ใช่รักษาโรคห่าในอดีตที่ผ่านมาอีกด้วย


ภาพ/ข่าว  สมนึก เชื้อสนุก

R.I.P. น้าค่อม ชวนชื่น ผู้ชายที่ด่าคำว่า ‘ไอ้สัสสสส’ ได้น่ารักที่สุด และคนถูกด่าไม่โกรธ มีแต่รอยยิ้ม!

R.I.P. น้าค่อม ชวนชื่น ผู้ชายที่ด่าคำว่า ‘ไอ้สัสสสส’ ได้น่ารักที่สุด และคนถูกด่าไม่โกรธ มีแต่รอยยิ้ม!

ป้องรายวัน! "แรมโบ้" วอน "ฝ่ายค้าน" หยุดโหนกระแส ไล่นายกฯ ”วอน” หยุดตีกินหาเสียงทางการเมือง

เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในขณะนี้ว่าซึ่งแม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะยังสูงอยู่ แต่ที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชน รวมไปถึงการออกมาตรการต่างๆของทางภาครัฐ จึงทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสองวันนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องรัดกุมเฝ้าระวังการ์ดตกไม่ได้ ขณะเดียวกันจากการที่ ศบค.  ได้ออกมากำหนดพื้นที่ควบคุม และมีมาตรการต่างๆเพื่มขึ้นและรัดกุมยิ่งขึ้นนั้น ก็มั่นใจว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น 

“เชื่อว่าการที่สถานการณ์ค่อยๆดีขึ้นนั้นตามลำดับนั้น เกิดจากที่ ครม.ได้โอนอำนาจรัฐมนตรีให้กับนายกฯได้สั่งการต่างๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาคล่องตัวและให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ฝ่ายค้านมองว่าการโอนอำนาจเป็นการยึดอำนาจรัฐมนตรี ฝ่ายค้านคิดแต่จะหาประเด็นมาโจมตีโดยที่ไม่ดูข้อเท็จจริง และการโอนอำนาจมาที่นายกฯ ก็เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา ที่ฝ่ายค้านออกมาโจมตีแบบนี้เพราะไม่สนใจว่าประชาชนจะเป็นอย่างไร  ถือว่าใช้ไม่ได้
ยืนยันว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว”

นายเสกสกล กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคร่วมฝ่ายค้านหยุดเรื่องการเมืองไว้ มาหาเสียงตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ อย่าเอาความเดือดร้อนความเป็นความตายของประชาชน มาหากินบนความกระหายและกระสัน มีกิเลสตัณหาความอยากใคร่สูง กลับมามีอำนาจทางการเมืองของพวกตนเองโดยการไล่นายกรัฐมนตรีให้ลาออก ประชาชนเบื่อหน่ายเอือมระอา

" การที่ฝ่ายค้านออกมารุมโจมตีไล่นายกฯให้ออกจำตำแหน่ง และกล่าวหายึดอำนาจนั้น สก็ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่นายกฯตัดสินใจถูกต้องที่สุด เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็ว ทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตให้ประชาชนปลอดภัยสูงสุด การที่ฝ่ายค้านเล่นการเมืองเพื่อหวังโหน กระแสมากเกินไป ทำให้เห็นธาตุแท้ที่หวังล้มนายกฯเพื่อกลับมามีอำนาจเสียเอง ไม่คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเป็นหลัก การที่ยอดรวมผู้ที่ติดเชื้อ ลดลงกว่าพันรายใน 2 วันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่านายกฯและคณะทีมแพทย์ สาธารณสุข และทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันเดินมาถูกทางแล้ว มีแต่พรรคร่วมฝ่ายค้านที่คอยจ้องฉวยโอกาสทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน น่าอับอายละอายใจแทนคนไทยทั้งประเทศ" นายเสกสกลกล่าว

สสส. ย้ำ โควิด-19 แรงงาน ต้อง “ป้องกัน” ก่อน “รักษา”  เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงติดและแพร่เชื้อ เน้น กินอาหารดี มีกิจกรรมทางกาย ด้านสภาองค์การลูกจ้างฯ ประกาศ ผู้ใช้แรงงานติดโควิด-19 เข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพ ประสานขอความช่วยเหลือได้

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ที่ระบาดซ้ำและมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่ม สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเสริมสุขภาพสำหรับคนทุกกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง “ผู้ใช้แรงงาน” จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ มีปัญหาเข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพ ทำให้ สสส. ต้องทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายแรงงาน ที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 เรื่อง “Safety Thailand” และ “ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ” เพื่อวางระบบบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ เน้นให้แรงงานทุกคน “ป้องกัน” ก่อน “รักษา” ผ่านกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ การบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย และได้รับบริการทางสุขภาพตามสิทธิ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และลดภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ

“แรงงานทุกกลุ่มต้องมีสุขภาพดี รู้เท่าทันกฎหมาย เข้าถึงกระบวนการสร้างเสริมและระบบบริการสุขภาพครอบคลุม ที่ผ่านมาพบว่า สถานประกอบการมีสิทธิสวัสดิการดูแลแรงงานไม่เหมือนกัน พบการเข้าไม่ถึงบริการของแรงงานนอกระบบ ขณะที่แรงงานขาดความรู้เรื่องการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ทำให้ สสส. ต้องเน้นส่งเสริมความรู้เชิงรุก ขับเคลื่อนสังคมแรงงานมีสุขภาวะดี ผ่านการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย สนับสนุนงานวิชาการด้วยการนำปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเสี่ยง และผลกระทบต่าง ๆ มาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด ควบคู่กับการทำสื่อให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ โดยมีภาคีเครือข่ายผู้ใช้แรงงานช่วยกระตุ้น หนุนเสริม”  นางภรณี กล่าว

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทยและเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและสังคมของผู้ใช้แรงงาน เป็นปัจจัยที่ทำให้สภาองค์การลูกจ้างฯ สานพลังกับ สสส.  พัฒนาต่อยอดให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของการป้องกันและรักษาสุขภาพในกลุ่มผู้ใช้แรงงานให้มากที่สุด ยิ่งสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดจนมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูง “ผู้ใช้แรงงาน” คือกลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่ม เพราะต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ทำอาชีพรับจ้างรายวัน แต่ละวันต้องเผชิญความเสี่ยงมากมายในชีวิต ต้องเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ เผชิญกับผู้คนจำนวนมาก เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงได้ไม่ง่ายเหมือนคนทั่วไป สะท้อนชัดเจนว่าสิทธิสวัสดิการทางสุขภาพแรงงานจำเป็นและสำคัญ

“โควิด-19 ครั้งนี้ ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากได้รับผลกระทบ  จึงขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบการ ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาวะผู้ใช้แรงงาน ปรับแนวทางการจ้างงานให้เลี่ยงความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ให้มากที่สุด แรงงานทุกคนต้องดูแลตัวเองสวมหน้ากาก 100% หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง ส่วนแรงงานที่เจ็บป่วยจากโรคประจำตัว หรือติดเชื้อโควิด-19 แล้วเข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพ สามารถประสานของความช่วยเหลือได้ที่เบอร์ 0-2755-2165 หรือ สายด่วนประกันสังคม 1506” นายมนัส กล่าว

แม่ฮ่องสอน - นายอำเภอแม่ลาน้อย สนธิกำลังป่าไม้ ตำรวจร่วมจับกุม 6 ผู้ต้องหา ฐานร่วมกันมีไม้สักท่อนไว้ในครอบครอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้  นายชูชาติ คำมา นายอำเภอแม่ลาน้อย  ได้ร่วมกับทาง  นายนิพนธ์ วรนาม เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน พ.ต.ท.เดชา วิบูลกิจ สว.สส.สภ.แม่ลาน้อย นายวัชรพงศ์ จันทิมา ปลัดอำเภอแม่ลาน้อย พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 6 คน ตรวจยึดไม้สักท่อนจำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 9.7 ลบ.ม. และรถยนต์ 3 คัน กระทำความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักท่อนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต 

ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ได้รับแจ้งจาก ผู้หวังดี ว่ามีการลักลอบตัดไม้ บริเวณในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งขวา ท้องที่บ้านแม่แลบ ต.แม่ลาน้อย อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน คณะเจ้าหน้าที่ จึงได้สนธิกำลังวางแผนและเดินทางมาถึงบริเวณตามที่ได้รับแจ้ง ได้พบชาย จำนวน 6 คน อยู่ในบริเวณที่มีการตัดไม้ ห่างออกไปจากบริเวณที่ไม้ถูกโค่นล้มออกไปประมาณ 30 เมตร พบรถบรรทุก 2 คันและรถเก๋ง 1 คัน ในบริเวณข้างเคียง ตรวจพบไม้ถูกโค่นล้มตัดทอนแล้ว จากการสอบถามชายทั้ง 6 คน ได้ให้การว่าไม้ดังกล่าวมีการซื้อขายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ปรากฏว่าเป็นไม้สัก จึงทำการจับพิกัดตอไม้ ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่กรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ซึ่งไม้ดังกล่าวขึ้นอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งขวา

สำหรับไม้สักท่อนของกลางได้ขออนุมัติพนักงานสอบสวนนำมาเก็บรักษาไว้ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มส. 25 (ท่าผาปุ้มเดิม) ตามระเบียบต่อไป คณะเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมด้วยของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ลาน้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยมีนายชูชาติ คำมา นายอำเภอแม่ลาน้อย เข้าร่วมเป็นผู้สอบสวนในครั้งนี้ด้วยตนเอง


ภาพ/ข่าว สุกัลยา / ถาวร อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top