'การให้อภัย' ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่ 'การให้อภัย' นั้น อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตได้
การให้อภัย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้
แต่การให้อภัยนั้น อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตได้
- ท่านพุทธทาสภิกขุ -
การให้อภัย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้
แต่การให้อภัยนั้น อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตได้
- ท่านพุทธทาสภิกขุ -
????ความสั่นคลอนแห่ง 'พุทธศาสนา' แรงศรัทธา 'สูง-ต่ำ' จากหลากร้อยพ่อพันแม่!!
????ชวนคิด!! ค่านิยมผิดเพี้ยนสะเทือน ‘พุทธศาสนา' เหตุเพราะยุคเปลี่ยน หรือความคิดที่บิดเบี้ยวกันแน่!?
ในรายการ MEET THE STATES TIMES
ดำเนินรายการโดย หยก THE STATES TIMES
นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้นำทีมจัดสวนมากกว่า 100 คน เข้าปรับปรุงภูมิทัศน์สวนมิตรภาพอุซเบกิสถาน ประจำประเทศไทย (Friendship Garden) ที่ สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย – อุซเบกิสถานโดยมี MR. FAKHRIDDIN SULTANOV กงสุลใหญ่และผู้แทนถาวรแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถานประจําคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP) ให้การต้อนรับ พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับทางสวนนงนุชพัทยา


นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า ไทยกับอุซเบกิสถาน มีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนาน วันนี้ทางสวนนงนุชพัทยา ได้เข้าทำสวนแห่งมิตรภาพ ให้เกิดความเป็นสง่าสวยงาม และเป็นพยานแห่งมิตรภาพฉันพี่น้อง ที่เจริญเติบโตและมั่นคง ดั่งต้นไม้ที่ปลูกขึ้นทุกต้นในสถานที่แห่งนี้ ทั้งนี้สวนนงนุชพัทยา ได้นำอุปกรณ์และนักจัดสวน นำต้นไม้นับพันต้น เข้าปรับภูมิทัศน์ สำหรับการปรับปรุงภูมิทัศน์ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแนวคิด Friendship Garden ซึ่งถือว่าเป็นสวนแรกหลังจากที่มีการเปิดเมืองในช่วงสถานการณ์โควิด และเป็นสวนที่ 11 ที่เข้าปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ประเทศ ที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน
และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก
รวมไปถึงประเทศไทย พนักงานสวนนงนุชทุกคน ก่อนไปทำงานในพื้นที่นอกสวนนงนุช ต้องผ่านการตรวจ คัดกรองโควิด -19 เชิงรุก โดยวิธีการตรวจค้นหาเชื้อทางโพรงจมูก (SWAB) ร่วมถึงกลับเข้ามาภายในสวนนงนุช ก็ต้องได้รับการตรวจอีกรอบเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งเป็นการสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับพนักงานและประชาชน ที่จะต้องเข้ามาท่องเที่ยวภายในสวนนงนุชอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2564 ในวันศุกร์ ที่ 5 พ.ย. 64 เวลา 14.00 น. ณ พระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2564 ณ พระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และประชาชนเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกันภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการร่วมกันทำบุญ สร้างกุศล สืบทอดขนบธรรมเนียมและประเพณีจากครั้งบรรพกาลสู่ชนรุ่นหลังธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ ยอดเงินจากการร่วมทำบุญถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปี 2564 จะถวายให้แก่วัดตรีทศเทพวรวิหาร และมอบให้กับโรงเรียนวัดตรีทศเทพ เพื่อใช้ในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และเป็นค่าใช้จ่ายด้านสาธารณกุศลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 5 ตำบลป่าขาด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นางวันทนา ณัฐพูลวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย

โดยมี นางสุรียพรรณ์ ณ สงขลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายสมเกียรติ สิริชูทรัพย์ ประกันสังคมจังหวัดสงขลา นายปฐพี จิระวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 5 จังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน จังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ผู้ประกอบการ SME อาสาสมัครแรงงาน และบัณฑิตแรงงานในจังหวัดสงขลา และผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพฯ ให้การต้อนรับ

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของท่าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใย ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ที่ประสบอันตรายหรือมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้เป็นผู้ทุพพลภาพรวมถึงให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกันตนอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ ด้าน แม้ลูกจ้าง/ผู้ประกันตนประสบอันตราย กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานประกันสังคม พร้อมเข้าดูแลผู้ประกันตนอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณีอย่างเต็มที่ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน
ในโอกาสนี้ ตนและคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้โอกาสมาติดตามการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 5 จังหวัดสงขลา ที่กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้จัดตั้งขึ้น เพื่อให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เนื่องจากการทำงานตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และผู้ประกันตน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533

โดยหากมีการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญเสียอวัยวะ สามารถที่จะเข้ารับการฟื้นฟูฯ ได้เต็มตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีรูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน เป็นกระบวนการต่อเนื่องและจำเป็นสำหรับลูกจ้าง ที่สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน สูญเสียอวัยวะ พิการหรือ ทุพพลภาพและผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพ หลังสิ้นสุดการรักษาจากโรงพยาบาลแล้ว
ประกอบด้วย 2 ประการ คือ เป็นกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ในรูปแบบที่สมบูรณ์ครบวงจร ได้แก่ การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ การฟื้นฟู สมรรถภาพด้านอาชีพ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านจิตใจ และสังคม และเป็นการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
โดยดูองค์รวม ได้แก่ การให้บริการโดยพิจารณาภาพรวมของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นรายบุคคลในทุก ๆ ด้านไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการประสานงาน ของทีมงานทุกด้าน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกจ้าง และผู้ประกันตน

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’ | EP.33
???? ‘โมเดอร์นา’ สั่นคลอน!! สหรัฐฯ ชะลอใช้ - จ่อเตือน! วัคซีนทำเสี่ยงหัวใจอักเสบ!!
สำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) กล่าวเมื่อวันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้แจ้งถึงทางโมเดอร์นาว่า “ทางหน่วยงานจำเป็นต้องขยายเวลาเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลวิเคราะห์และศึกษาเรื่องผลข้างเคียง รวมไปถึงความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโมเดอร์นา"
โดยสำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การประเมินสำหรับออกคำแนะนำว่าควรฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาให้เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีหรือไม่? อาจใช้เวลาจนถึงเดือนมกราคม ปี 2022
อย่างไรก็ตามผลการศึกษาหนึ่งที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ ซีดีซี ระบุว่า อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง อย่างโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ มีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายอายุน้อย และกลุ่มเด็กผู้ชาย โดยพบว่าความเสี่ยงของอาการดังกล่าวจะสูงขึ้นอย่างมากหลังจากติดเชื้อโควิด-19
ขณะเดียวกันผลการศึกษาของซีดีซี ยังพบว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หลังฉีดวัคซีนเทคโนโลยี mRNA อีกตัว ที่ผลิตโดยไฟเซอร์ - ไบออนเทค เกิดขึ้นน้อยมากและโดยทั่วไปมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ยังได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ สำหรับฉีดให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ขวบ ในปริมาณที่น้อยกว่าวัยผู้ใหญ่แล้ว
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือตุลาคมที่ผ่านมา โมเดอร์นา ก็ได้ออกถ้อยแถลงชี้แจงลักษณะเดียวกัน หลังจากเกิดข่าวการระงับใช้โมเดอร์นาในเดนมาร์ก สวีเดน และฟินแลนด์ ให้มีการหยุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของโมเดอร์นาในกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นการชั่วคราว โดยบอกว่าอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก โดยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่มาก และสามารถหายได้เองในเวลาอันสั้นเช่นกัน
ซึ่งถ้อยแถลงในครั้งนั้น ระบุด้วยว่าโมเดอร์นา มีความตระหนักถึงประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขของ 4 ชาตินอร์ดิก อย่างประเทศเดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ ที่แนะนำให้มีการหยุดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของโมเดอร์นาเป็นการชั่วคราว ซึ่งสวีเดน และฟินแลนด์ ได้มีการระงับการใช้งานวัคซีนของโมเดอร์นากับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ส่วนเดนมาร์ก และนอร์เวย์ได้ออกคำสั่งตามมา แต่ว่าสองประเทศนี้ห้ามใช้วัคซีนโมเดอร์นาฉีดให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
รวมไปถึงไอซ์แลนด์ ที่มีการระงับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของโมเดอร์นาให้กับประชากรทุกวัย ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบด้วยเช่นกัน และจนกว่าจะมีการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนยี่ห้อดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม โมเดอร์นา ได้กล่าวเพิ่มเติมในคำแถลงว่า ความปลอดภัยของผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เรามีความมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งนับตั้งแต่มีการระบาดมาจนถึงเวลานี้ได้ส่งผลกระทบต่อประชากรหลายล้านรายทั่วโลก และคร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 4 ล้านราย
สำหรับประเทศไทย โมเดอร์นาเป็นวัคซีนทางเลือกที่จะได้นำมาใช้ในประเทศโดยภาคเอกชน ซึ่งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมานี้ ทางคณะกรรมการอาหารและยา ก็ได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนดังกล่าวในตำรับยาแผนปัจจุบัน ในฐานะยาควบคุมพิเศษ
ล่าสุดวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา วัคซีนโมเดอร์นาล็อตแรก จำนวน 560,200 โดส ได้ถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขนส่งโดยสายการบิน Lufthasa (ลุฟท์ฮันซ่า) เที่ยวบิน H772 โดยหลังจากนี้ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบคุณภาพวัคซีน แล้วจะกระจายไปยังโรงพยาบาลหรือศูนย์ฉีดต่าง ๆ ที่ได้มีการสั่งจองวัคซีนโมเดอร์นาเอาไว้
ส่วนในเรื่องของประกันสุขภาพหลังการรับวัคซีนโมเดอร์นา สำหรับประชาชนจะมีการชดเชยอย่างไรนั้น ภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า สำหรับการชดเชยหลังฉีดวัคซีนโมเดอร์นาทั้งเข็มกระตุ้น และฉีดแบบ 2 เข็ม ทางองค์การเภสัชกรรมได้ทำประกันจากบริษัท ทิพยประกันภัย ซึ่งติดไปกับการซื้อวัคซีนของ รพ.เอกชน เพื่อฉีดให้ประชาชน เบื้องต้น กรณีโคม่า หรือเสียชีวิตได้รับชดเชย 1 ล้านบาท ทุพพลภาพถาวร ชดเชย 5 แสนบาท สำหรับอาการไข้ หรือต้องเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยใน มีค่าชดเชยเป็นค่ารักษาพยาบาล 1 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม วัคซีนโมเดอร์นา เป็นวัคซีนทางเลือกที่ประชาชนยังคงมีความต้องการสูง มีประสิทธิภาพทั่วไปในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ราว 94.1 - 94.5% ซึ่งนับว่าแทบจะสูงที่สุดในบรรดาวัคซีนโควิด-19 ที่มีในปัจจุบัน จากผลการทดลองในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้สูงถึง 94% ในกลุ่มผู้ใหญ่ ขณะที่การรวบรวมผลประสิทธิภาพจากการใช้จริงในการฉีดให้แก่ประชาชนทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ 91% เมื่อได้รับวัคซีนครบ 2 โดส และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีต่อการยับยั้งสายพันธุ์เดลตาด้วย
ถึงอย่างนั้นแล้วก็คงต้องติดตามกันต่อไป ในส่วนของ FDA ว่าจะเห็นชอบวัคซีนของโมเดอร์นา เพื่อใช้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือไม่ ก่อนจะขออนุมัติใช้กับเด็กอายุต่ำกว่านั้นเป็นลำดับถัดไป
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันนี้ (5 พ.ย. 64) หลังทราบผล มสธ.โพล ว่า ผลสำรวจของมสธ.โพล เป็นการสะท้อนถึงความคิดเห็นของประชาชนซึ่งต้องขอขอบคุณคนกรุงเทพมหานคร ที่มอบความไว้วางใจให้กับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และขอขอบคุณศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชที่ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนในครั้งนี้ ตนมองว่า “มสธ.โพล” ไม่ใช่เป็นเพียงการสำรวจความนิยมเหมือนโพลอื่น ๆ ก่อนหน้านี้แต่เป็นการสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคและพรรคประชาธิปัตย์ว่าเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลในวันข้างหน้า ทั้งนี้ พิจารณาจากการตั้งคำถามสำรวจความเห็นประชาชนในหัวข้อต่าง ๆ
ตนมองว่า ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาเป็นพรรคในใจประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ก็ด้วยผลงานจากการมุ่งมั่นทุ่มเททำงานหนักของทุกคนในพรรคในยุคอุดมการณ์ ทันสมัย ทำได้ไวทำได้จริงซึ่งทำงานเป็นทีมแบบอเวนเจอร์ และการมีจุดยืนที่มั่นคงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ผลโพลเสมือนกำลังใจ เราจะทำงานหนักแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนต่อไป และเตรียมประกาศยุทธศาสตร์ประชาธิปัตย์เพื่อประชาชนในการประชุมใหญ่พรรควันที่ 18 ธันวาคม ที่จะถึงนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ส่วนการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครเมื่อไหร่นั้นคงอีกไม่นาน หัวหน้าพรรค และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค กำลังพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสม ขอให้อดใจรอ เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถในการบริหาร มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า เหมาะกับยุคกทม.เมตะเวิร์ส (METAVERSE) แน่นอน นายอลงกรณ์ กล่าวในที่สุด
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผย ผลสํารวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับ “ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องการผู้นําที่มีคุณลักษณะแบบใดเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปและคุณลักษณะพรรคการเมืองแบบใดที่ผู้นําสังกัดหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ดําเนินการสํารวจ ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2564 กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 12,350 คน เป็นชาย 6,820 คน (55.22%) หญิง 5,530 คน (44.78%)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสํารวจครั้งนี้ ชี้ให้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินว่าเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในสถานการณ์ช่วงเวลา 4-5 ปี ข้างหน้านี้ เนื่องด้วยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคุณลักษณะความเป็นผู้นําเฉพาะตัวเด่นชัดและมีคุณลักษณะพรรคการเมืองที่สังกัดเด่นชัด ตามรายละเอียดของผลการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปนี้
1. ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินคุณลักษณะความเป็นผู้นําของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
1.1 ผลสรุปภาพรวมคุณลักษณะความเป็นผู้นําของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
จะเห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนโดยภาพรวมสูงสุด (54.24%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (52.99%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (38.12%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (8.87%)
1.2 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 1 คือ ความสามารถในการกอบกู้และแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้
จะเห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (50.30%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (41.31%), นายกรณ์ จาติกวณิช (32.02%) ตามลําดับ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (9.20%)
1.3 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 2 คือ คุณลักษณะด้านความสามารถในการแก้ปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (50.89%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (43.44%), นายกรณ์ จาติกวณิช (30.14%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (7.72%)
1.4 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 3 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การบริหารประเทศ มีผลงานโดดเด่น เป็นที่ประจักษ์มาแล้วทั้งในอดีตและปัจจุบัน
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (59.53%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (42.47%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (33.40%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (6.09%)
1.5 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 4 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่รอบรู้ รอบคอบ ทุ่มเท ขยัน และรู้กลไกการผลักดันงานหรือนโยบายให้สําเร็จได้
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีคะแนนสูงสุด (63.58%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (58.72%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (42.20%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (6.36%)
1.6 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 5 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่อ่อนน้อม ปรองดอง เข้าถึงง่าย ทํางานกับทุกฝ่ายได้
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (55.51%) รองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (52.83%), นายอนุทิน ชาญวีรกูล (47.40%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (12.81%)
1.7 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 6 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เล่นพรรคเล่นพวก
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์มีคะแนนสูงสุด (64.72%) รองลงมา คือ พลตํารวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (58.74%), พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (54.13%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (9.60%)
1.8 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 7 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ที่รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
เห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนสูงสุด (62.01%) และรองลงมา คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (60.12%), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (57.96%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (16.34%)
1.9 ผลสรุปคุณลักษณะด้านที่ 8 คือ คุณลักษณะด้านการเป็นผู้ควบคุมกํากับความมั่นคงทางการทหารและตํารวจ
เห็นได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคะแนนสูงสุด (68.99%) และรองลงมา คือ พลตํารวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (60.92%) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (60.12%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อย
ที่สุด (2.85%)
2. ประชาชนในกรุงเทพมหานครประเมินคุณลักษณะพรรคการเมืองที่ผู้นําสังกัด หรือ อาจจะเป็นผู้ได้รับเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
2.1 ผลสรุปภาพรวมคุณลักษณะพรรคการเมืองที่ผู้นําสังกัด หรือ อาจจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนรวมสูงสุด (58.15%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นําจากพรรคพลังประชารัฐ (45.59%), นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นําจากพรรคภูมิใจไทย, (40.74%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร ผู้นําจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนน้อยที่สุด (31.44%)
2.2 ผลสรุปคุณลักษณะพรรคการเมือง ด้านที่ 1 ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด (62.01%) และรองลงมา คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นําจากพรรคภูมิใจไทย (54.20%), ตามลําดับ ส่วนนางสาว พินทองทา ชินวัตร ผู้นําจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนน้อยที่สุด (26.28%)
2.3 ผลสรุปคุณลักษณะพรรคการเมือง ด้านที่ 2 มีกลไกการทํางานที่เป็นระบบ เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่เป็นพรรคของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ คณะบุคคล หรือ นายทุน
เห็นได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้นําจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด (58.74%) และรองลงมา คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นําจากพรรคพลังประชารัฐ (45.93%), นายกรณ์ จาติกวณิช ผู้นําจากพรรคกล้า (42.63%) ตามลําดับ ส่วนนางสาวพินทองทา ชินวัตร มีคะแนนน้อยที่สุด (23.46%)
ระหว่างวันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 64 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการฯ พร้อมด้วยนายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางศิริพร กระจ่างหล้า หัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา สำหรับเยาวชนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2564

ประกอบด้วย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 55 โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม โรงเรียนโมโกรวิทยาคม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา (บ้านหม่องกั๊วะ) จังหวัดตาก รวม 45 ทุน รวมมูลค่าเป็นเงิน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) โดยจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 55 อำเภอเมือง และโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก


นายบุญพาศ รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุมบางนรา สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เพื่อพิจารณากำหนดแผนการดำเนินงานโครงการ กำหนดหลักสูตรที่จะเปิดอบรม มอบหมายหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษาจัดทำแบบสอบถามและแบบสรุปการสำรวจและจำแนกนักเรียนของจังหวัดนราธิวาส รวมถึงความร่วมมือจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมในการดำเนินโครงการฯ นอกเหนือจากงบประมาณปกติของสถาบันฯ

นายเสริมสกุล พจนการุณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส เปิดเผยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับจังหวัดนราธิวาสจากหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดนราธิวาส และกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ภาคการศึกษา ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม จำนวน 28 คน มีอำนาจหน้าที่อำนวยการวางแผนการดำเนินโครงการ โดยให้ความเห็นชอบปฏิบัติ ขั้นตอนการดำเนินงาน 12 ขั้นตอน ให้ความเห็นชอบหลักสูตรและงบประมาณ และจัดเตรียมตลาดแรงงาน มอบหมายและประสานการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับติดตามในการสำรวจและจำแนกกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย ติดตามและสนับสนุนในการดำเนินการฝึกอาชีพและประเมินผลการดำเนินการโครงการ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานโครงการฯ โดยกำหนดประชุมชี้แจงผู้อำนวยการโรงเรียนและครูแนะแนว ระหว่างวันที่ 7 – 9 ธันวาคม 2564 สถานศึกษานำนักเรียนกลุ่มเป้าหมายเข้าศึกษาดูงาน ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส ระหว่างวันที่ 21 – 25 ธันวาคม 2564 แต่เนื่องจากกลางเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2564 เป็นช่วงเทศกาลถือศีลอด ดังนั้นจึงได้กำหนดวันรายงานตัวและปฐมนิเทศ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 สำหรับหลักสูตรที่เปิดฝึก เป็นหลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน ระยะเวลาฝึก 420 ชั่วโมง

5 พ.ย.64 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจํานงค์ โฆษก ตร. เผยว่า จากกรณีที่มีผู้เสียหาย มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ ว่าถูกคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้โทรหาผู้เสียหาย แล้วแจ้งว่าผู้เสียหายนั้นมีส่วนร่วมในกระบวนการฟอกเงิน หลังจากที่ผู้เสียหายไม่เชื่อ ก็ได้มีการโอนสายให้กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอ้างตัวเป็น “พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์” หรือ “พ.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์” โฆษก ตร. และเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้ทำการโอนเงินไปให้กับบัญชีของคนร้าย ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นการแอบอ้างชื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ จึงขอให้ผู้ที่ได้รับสายในลักษณะดังกล่าวนี้ “มีสติ อย่าหลงเชื่อ” ตามคำกล่าวอ้างของคนร้าย และอยากแจ้งเตือนไปยังผู้ที่กระทำความผิดว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษหนักถึงขั้นจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 209 ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
มาตรา 210 ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็น “ซ่องโจร” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 200,000 บาท