Monday, 10 August 2026
Hard News Team

'ททท.' ผนึก ‘depa-NIA-SME D Bank’ เปิดเวที Travel Tech Startup 2024 เฟ้นหาคนเก่ง ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 67) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA)ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เปิดเวทีขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ Travel Tech Startup พร้อมติดอาวุธทางการตลาดให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพได้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจ พร้อมร่วมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 350,000 บาท และสิทธิประโยชน์จากพันธมิตร

นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า การท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันจากประเทศต่าง ๆ ที่นำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวที่หลากหลายและคุ้มค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในประสบการณ์และรูปแบบการท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น เพื่อพยายามครองความเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

ททท. เล็งเห็นว่า Travel Tech เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์การสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว จึงได้จัดโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน รวมทั้งโอกาสในการพบกับพันธมิตรที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีทิศทาง ซึ่งเมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีจำนวนผู้ประกอบการ Travel Tech มากขึ้น จะทำให้ข้อมูลและบริการท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น รวมถึงเข้าใจแนวโน้มและความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในตลาดโลกและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกอีกด้วย

คุณนิตาภา อินชัย หัวหน้างานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า depa มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในภาคการท่องเที่ยวไทย ผ่านโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 โดยส่งเสริมการผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการเติบโตของ Startup เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ซึ่ง depa เชื่อว่า ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถสร้างระบบนิเวศทางดิจิทัลที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนให้แก่ Startup ไทยก้าวสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น และนำเสนอเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) กล่าวว่า NIA มุ่งมั่นที่จะผลักดันนวัตกรรมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ภายใต้โครงการ TAT Travel Tech Startup 2024 นี้ NIA มีวิสัยทัศน์ที่จะส่งเสริมและสนับสนุน Startup ที่มีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้กลายเป็น Net Zero Tourism เชื่อว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดย NIA ได้มุ่งเน้นสร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เช่น นวัตกรรมเส้นทางท่องเที่ยวโลว์คาร์บอนในระดับชุมชน, ยานยนต์ EV สำหรับการท่องเที่ยวทางบกและทางน้ำ เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและการดำเนินงานของธุรกิจการท่องเที่ยวในทุกระดับ NIA มุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของ Startup ด้านการท่องเที่ยวไทย โดยการให้การสนับสนุนทางด้านทรัพยากรและการเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค

คุณสุชาดา โคตรสิน รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย SME D Bank กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความท้าทายที่ซับซ้อน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาและขยายธุรกิจ SME D Bank จึงมีวิสัยทัศน์ในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ Startup และผู้ประกอบการด้าน Travel Tech อย่างครบวงจร ด้วยเงื่อนไขที่เหมาะสมและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการทุกขั้นตอน ธนาคารมุ่งเน้นในการสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก เชื่อว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความยั่งยืนของธุรกิจด้านการท่องเที่ยว พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

โครงการ Travel Tech Startup 2024 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ Tech Startup ที่มีการดำเนินกิจการมาแล้ว มีผลการเติบโตที่ดี และต้องการต่อยอดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถสมัครเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาและขยายการเติบโตของธุรกิจ พร้อมทั้งเข้าถึงการส่งเสริมตลาดทางการท่องเที่ยว โดยจะประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 17 ตุลาคม 2567 เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Founder First Date และ Online Bootcamp จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2567 พร้อมทั้งร่วมนำเสนอผลงานใน Opportunity Day ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 เพื่อชิงเงินรางวัลและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากหน่วยงานพันธมิตร 

โดยผู้ชนะอันดับที่ 1 จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 200,000 บาท อันดับที่ 2 เงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท และ อันดับที่ 3 เงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากหน่วยงานพันธมิตร โดยโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด (Tech Sauce) ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด (Dentsu) บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด (Siam Piwat) และ SIAM PARAGON SCBX NEXT TECH และพันธมิตรด้านสื่อ ประกอบด้วย สมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย Mission To The Moon greenery.org และ สำนักข่าว THE STATES TIMES 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ Startup ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี นักพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สนใจร่วมแข่งขันในโครงการประกวดผู้ประกอบการ Travel Tech Startup 2024 สามารถติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.TATstartup.com และ Page Facebook: TAT Startup Thailand เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่ 5 กันยายน 2567 - 4 ตุลาคม 2567

โหวตงบฯ 68 รัฐบาลไม่แตกแถว 309 ต่อ 155 ปชป.งดออกเสียง 4 บ้านป่าไม่เห็นด้วย 9 เสียง

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตผ่านวาระ 3 ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยคะแนน 309 ต่อ 155 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 1 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เสียงที่เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดย ‘พรรคเพื่อไทย’ (พท.) ส่วนใหญ่พบว่าปกติ ยกเว้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ณัฐจิรา อิ่มวิเศษ สส.นครราชสีมา, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ ที่ไม่พบว่าลงมติใดๆ

ขณะที่ ‘น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กดไม่ลงคะแนนเสียง แต่ได้รับการชี้แจงภายหลังว่า กดเห็นด้วย แต่เครื่องลงคะแนนเสียงมีปัญหา ขณะที่ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ (ปชป.) ซึ่งงดออกเสียง ประกอบด้วย นายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์สส.บัญชีรายชื่อ และ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา

ขณะที่ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ (พปชร.) ที่แบ่งออกเป็นสองขั้ว ระหว่างขั้วของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ สส.พะเยา กับ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ สส.บัญชีรายชื่อ พบว่า สส.ในกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ที่มีจำนวน 20 คน ลงมติเห็นชอบ ยกเว้นนาย’ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ สส.สงขลา ในส่วนของ สส.กลุ่ม พล.อ.ประวิตร มี 20 คน แต่ลงมติไม่เห็นด้วยเพียง 9 คน ส่วนคนที่เหลือไม่ปรากฏว่า ลงมติใดๆ อาทิ พล.อ.ประวิตร, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว, นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สส.สิงห์บุรี, นายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร เป็นต้น

ส่วนของ ‘พรรคไทยสร้างไทย’ (ทสท.) ยังคงเป็นกลุ่มที่เคยโหวตสวน ประกอบด้วย นางสุภาพร สลับศรี สส.ยโสธร, นายหรั่ง ธุระพล สส.อุดรธานี และ นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส.อุดรธานี สำหรับพรรคเล็ก 6 พรรค ที่เป็นของรัฐบาลก็โหวตเห็นด้วยเช่นกัน ส่วนพรรคเล็กที่อยู่ฝ่ายค้าน 3 เสียง นั้น นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. ‘พรรคไทยก้าวหน้า’ และ นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ ‘พรรคเป็นธรรม’ ลงมติไม่เห็นด้วย ยกเว้น นายกฤดิทัช แสงโยธิน สส.บัญชีรายชื่อ ‘พรรคใหม่’ ที่จัดว่าอยู่ฝ่ายค้าน แต่รอบนี้โหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ส่วน ‘พรรคเสรีรวมไทย’ 1 เสียง ที่หัวหน้าพรรคประกาศว่าขอเป็นฝ่ายค้านนั้น ‘นายมังกร ยนต์ตระกูล’ สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค ไม่แสดงตนและไม่ลงคะแนน

อย่างไรก็ตาม ‘พรรคประชาชน’ (ปชน.) พบว่า ส่วนใหญ่ลงมติไม่เห็นด้วย มีเพียงแค่ นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน และนายสิริน สงวนสิน สส.กทม. ที่พบว่าไม่มีการลงมติใด ๆ

'ไอซ์ รักชนก' ถล่มศาลรธน. ของบ 1 ล้าน สำรวจความเห็นประชาชน แต่ปิดคอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊กศาล ประชาชนเข้าไปวิจารณ์ไม่ได้

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 67) ‘นางสาวรักชนก ศรีนอก’ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 31 ศาล ถึง โครงการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 68 จำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่าเมื่อมีการสอบถามในชั้นกรรมาธิการงบประมาณฯ ได้รับคำตอบว่าอาจจะทำเป็นรูปแบบการสอบถามออนไลน์ แต่เมื่อดูในแฟนเพจเฟซบุ๊กของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้

“ท่านปิดคอมเมนต์เฟซบุ๊ก แต่ท่านมาของบประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อไปสำรวจความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ นี่เป็นการเขียนคำของบประมาณที่ย้อนแย้งของท่านหรือไม่ ขอ 1 ล้านบาท อยากจะฟังความคิดเห็น แต่ปิดเมนต์ฉ่ำ ไม่สามารถมีประชาชนคนไหน ที่เข้าไปคอมเมนต์ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้”

นางสาวรักชนกมองว่า ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่สามารถรับฟังความเห็นได้อย่างไม่จำกัด มีประชาชนเข้ามา เพื่อให้สามารถสำรวจความเห็นได้ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่เสียเงินสักบาท ไม่แน่ใจว่าท่านปอดแหกหรือไม่ ที่ไม่กล้าเปิดคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก และสุดท้ายจะเป็นการกรองเอาความเห็นที่มีประโยชน์ หรือตรงไปตรงมาหรือไม่

โดยยกตัวอย่างการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเองในการสอบถามเรื่องนี้ เสมือนเป็นการนำร่องโครงการให้ ซึ่งมีความเห็นมากมายหลากหลาย อาทิ ”ฝากบอกว่าประชาชนกินข้าวไม่ได้กินหญ้า …รับใช้เผด็จการ“, “ศาลตัดสินโดยใช้หลักการอย่างนี้อย่างเลย ถ่วงความเจริญของประชาชน”, ” ไม่มีความเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากขอบเขตอำนาจของตัวเอง เกินกว่าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีใครสามารถเอาผิดได้“, ”เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากเกินไป จนอาจใช้เป็นเครื่องมือทางการได้“

นางสาวรักชนก ชี้ว่า ความคิดเห็นทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณซักบาทเดียว เพียงแค่เปิดคอมเมนต์เฟซบุ๊ก ให้ประชาชนเข้ามาชื่นชมการทำงานของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคอมเมนต์ที่ตนเองได้ยกตัวอย่างไปนั้น คนในสำนักงานฯ อาจจะบอกว่า เป็นประชาชนที่ไม่ได้รู้กฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างคลิปวิดีโอ ‘บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญไทย ผ่านสายตา 6 อาจารย์นิติศาสตร์‘

นางสาวรักชนก ทิ้งท้ายว่า การนำร่องโครงการในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องของบประมาณในส่วนนี้ จึงขอตัดงบประมาณทิ้งทั้งหมด ด้วยความเคารพ คนในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตนเข้าใจในหัวอกดีว่า การทำงานในหน่วยงานนี้ อาจจะได้รับคอมเมนต์ และคำชม ที่อาจทำให้ไม่สบายใจ แต่เป็นด้วยผลของการกระทำของคนในองค์กรท่าน

แฟนคลับเศร้า!! สิ้น 'ป๋าโก๋ คาราบาว' มือกลองประจำวง เสียชีวิต ในวัย 50 ปี

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก Carabao Official โพสต์ข้อความ แจ้งข่าวการเสียชีวิตของ ‘โก๋ คาราบาว’ มือกลองประจำวง โดยระบุว่า "ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณ ชวลิต ฉลองพงษ์ หรือ โก๋ คาราบาว ขอให้พี่โก๋เดินทางสู่ภพภูมิที่ดีครับ ด้วยรักและอาลัย" 

ขณะที่มีคนมาคอมเมนต์แสดงความไว้อาลัยจำนวนมาก

สำหรับ ‘โก๋ คาราบาว’ ชื่อจริง ‘ชวลิต ฉลอมพงษ์’ อายุ 50 ปี เป็นชาว จ.อุบลราชธานี โดย ‘โก๋ คาราบาว’ ได้เข้าร่วมวงคาราบาว ในอัลบั้มชุดที่ 11 วิชาแพะ เมื่อปี 2534 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ‘วงคาราบาว’ เป็นวงดนตรีเพลงเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดวงหนึ่งของของประเทศไทย มีผลงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จนถึงปัจจุบัน โดยมี ‘แอ๊ด ยืนยง โอภากุล’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้อง-นักประพันธ์เพลงไทยสากล) พ.ศ.2556 เป็นหัวหน้าวง

6 กันยายน ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ’ กระตุ้นจิตสำนึกคนไทย ไม่นิ่งเฉยต่อการคดโกง

6 กันยายน ของทุกปี กำหนดให้เป็น ‘วันต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งชาติ’ โดยวันต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากการริเริ่มของ ‘ดุสิต นนทะนาคร’ อดีตประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ได้ทุ่มเทขับเคลื่อนสร้างความตื่นตัวของคนไทยเรื่องนี้ จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ

ในปีพ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีอันดับการคอร์รัปชันแย่ลงจาก 78 เป็น 80 จาก 183 ประเทศทั่วโลกทั้งยังมีคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นเพียง 3.4 จาก 10 คะแนนเท่านั้น

โดยในปีแรกงานจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554 ณ ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ภายใต้หัวข้อ ‘จุดเปลี่ยนประเทศไทย’ และได้กำหนดให้วันที่ 6 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ’ เนื่องจาก ‘นายดุสิต นนทะนาคร’ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554 โดยในช่วงสุดท้ายของชีวิต งานที่ท่านให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ ความมุ่งมั่นที่จะทำให้สังคมลุกขึ้นมาร่วมกันต่อต้านการคอร์รัปชัน ดังนั้น จึงมีการเสนอให้ถือเอาวันแห่งการจากไปของท่าน เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ

ที่มา : องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (แห่งประเทศไทย) ได้กำหนดให้วันที่ 6 กันยายน ของทุกปีเป็น ‘วันต่อต้านคอร์รัปชัน’ เพื่อปลุกจิตสำนึกคนไทยไม่ทนต่อการทุจริต

ในปีพ.ศ. 2554 ประเทศไทยมีอันดับการคอร์รัปชันแย่ลงจาก 78 เป็น 80 จาก 183 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังมีคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นเพียง 3.4 จาก 10 คะแนนเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ‘ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน’ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตื่นตัว และลุกขึ้นมาร่วมใจกันต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม 

โดยในปีแรกงานจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554 ณ ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ภายใต้หัวข้อ ‘จุดเปลี่ยนประเทศไทย’ และได้กำหนดให้วันที่ 6 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ’ เพื่อเป็นการรำลึกถึง ‘ดุสิต นนทะนาคร’ พลังสำคัญผู้ก่อตั้งภาคีฯ ผู้นำการต่อต้านการคอร์รัปชันเข้าสู่แผนปฏิรูปประเทศไทยภายใต้แผนปรองดองของหอการค้าไทย ที่ได้เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

‘ปธ.กมธ.อุตฯ’ เสนอ 2 ร่าง กม. ปฏิรูปการกำจัดของเสียภาคอุตสาหกรรม เพิ่มโทษผู้ประกอบการละเมิดกฎ - ตั้งกองทุนกำจัดสารพิษ กากของเสีย

(5 ก.ย. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้อภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2568 ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า…

ทุกวันนี้ปัญหาในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมที่เป็นปัญหาใหญ่ คือปัญหาในการจัดการสารพิษ กากของเสีย และมลภาวะของโรงงานและผู้ประกอบการ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จากปัญหาดังกล่าวตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการให้คณะทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติโรงงาน 2 ฉบับ ดังนี้

ฉบับแรกจะเป็นการเพิ่มโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิดในการปล่อยกากของเสีย มลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจุบันพระราชบัญญัติโรงงานมีเพียงโทษปรับ 200,000 บาทต่อกรณีเท่านั้น ส่งผลให้ผู้กระทำความผิดไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ดังนั้นในร่างพระราชบัญญัติโรงงานจะมีการเพิ่มโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีเข้าไปด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

และร่างพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งที่ยกร่างเรียบร้อย อยู่ระหว่างการได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการจัดตั้งกองทุนโรงงาน หรือกองทุนจัดการของเสียอุตสาหกรรม 

กองทุนจัดการของเสียอุตสาหกรรมนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมในอนาคต โดยที่มาของเงินทุนของกองทุนดังกล่าวจะมาจากการเรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเงินส่วนนี้จะมีการคืนให้แก่ผู้ประกอบการเมื่อเลิกกิจการ 

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ใช้เงิน 2 ส่วนในการจัดการกับของเสียอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของพี่น้องประชาชน คือ ส่วนแรกจากงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเป็นการของบกลาง ส่วนที่สองจากกองทุนสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะดำเนินการขออนุมัติได้  

ดังนั้นกฎหมายในการจัดตั้งกองทุนจัดการของเสียอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในการจัดการของเสียอุตสาหกรรมจากผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมได้ และงบประมาณส่วนนี้จะได้ใช้สำหรับการลงทุนอื่น ๆ เพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาประเทศต่อไป

และสุดท้ายตนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่านายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ จะสามารถจัดการปัญหาที่กล่าวถึงข้างต้นได้อย่างแน่นอน

'เชฟชุมพล' วอน!! 'พรรคประชาชน' โปรดพูดความจริงในสภาฯ อย่าบิดเบือนข้อมูลงบประมาณ Soft Power อาหารไทย

(5 ก.ย. 67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ปรับลด 7,824,398,500 บาท วาระที่ 2 เป็นวันที่ 3 มีช่วงหนึ่งที่ นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตขอตัดงบประมาณโครงการซอฟต์พาวเวอร์ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จำนวน 6 โครงการ วงเงิน 762,386,000 บาท ที่แบ่งออกเป็นโครงการด้านอาหาร 4 โครงการ และแฟชัน 2 โครงการ สามารถรีดไขมัน เพื่อประหยัดงบประมาณได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นในการตั้งข้อสงสัยที่ดูจะไม่ถูกต้องสักเท่าไร คือ โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 เชฟ วงเงิน 468 ล้านบาท ที่ สส.คนดังกล่าว อ้างว่า มีค่าจัดเลี้ยงอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม 289 ล้านบาท หรือ 60% ของโครงการนั้น...

ด้าน เชฟชุมพล แจ้งไพร ประธานอนุกรรมการในโครงการดังกล่าว ในฐานะเชฟดีกรีมิชลินสตาร์ 2 ดาว และเป็นหนึ่งในทีมทำอาหารเลี้ยงผู้นำเอเปค 2022 ก็ได้ออกมาตอบโต้ผ่านจากประเทศแคนาดาทันที ว่า...

เมื่อสักครู่ได้ดูการถ่ายทอดการประชุมงบประมาณ ผมมีความไม่สบายใจหนึ่งนะครับ เพราะว่ามี สส.ท่านหนึ่งจากพรรคฝ่ายค้าน ที่อภิปรายโครงการ 'หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟ' ซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยงบ 468 บาท โดยนำข้อมูลที่มีความผิดพลาดมาอภิปราย ซึ่งอาจจะกลายเป็นความเข้าใจผิดที่สร้างความเสียหายต่อคนทำงานได้

ในฐานะที่ผมเป็นประธานอนุกรรมการ แล้วก็มีอนุกรรมการฯ ที่ทํางานด้วยกันร่วม 30 ท่าน จึงอยากขอชี้แจงผ่านจากประเทศแคนาดา เพราะว่าบางอย่างที่มันไม่ถูกนำเสนอเป็นเรื่องไม่จริง ไม่ควร และจะทําให้ผู้ที่ต้องการทํางานจริง ๆ เสียกําลังใจ

ทั้งนี้ ผมอยากจะให้มาดูข้อเท็จจริงนะครับว่า ค่าใช้จ่ายจริงในส่วนของปี 68 ที่เราขอจากคณะอนุกรรมการฯ และทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ที่ขอไปกว่า 500 ล้านบาทนั้น ได้ถูกปรับลดจากสํานักงบประมาณไปกว่า 120 ล้านบาทแล้ว จนเหลือ 468 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเรื่องจริง

แต่ผมอยากให้ดูตรงรายละเอียดค่าใช้จ่าย 289 ล้านบาท ที่ สส.คนดังกล่าวอ้างว่า เป็นค่าอาหารจัดเลี้ยง ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ... ตรงนี้ไม่ใช่เลยนะครับ!!

ท่านไปนำค่าใช้จ่ายนี้มาจากที่ไหน?

เพราะความเป็นจริง ตัวเลข 289 ล้านบาทนี้ เป็นงบที่ใช้ไปกับบุคลากร 17,000 คน ตกคนละ 15,000 บาท ซึ่งรายการนี้จะต้องจ่ายไปที่มหาวิทยาลัย / วิทยาลัยต่าง ๆ แล้วก็อาชีวะทั่วประเทศ ที่ทํางานร่วมกับคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งจะมีหน้าที่ไปทำการอบรมพี่น้องประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศครับ

ย้ำว่าเป็นการให้งบแก่สถาบันต่าง ๆ ไม่ว่าอาชีวะหรือมหาวิทยาลัย สังกัดอว. ที่เราจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันทั้งประเทศ ร่ววม 160 แห่ง โดยใครที่รับผิดชอบในการจะเทรนด์ให้กับพี่น้องประชาชน ... งบประมาณตรงนี้ ก็จะต้องจ่ายเป็นค่าหัวไปให้กับสถาบันต่าง ๆ ฉะนั้น ไม่ใช่ค่าอาหารจัดเลี้ยงและค่าอาหารว่างเครื่องดื่ม ตามที่ สส.ฝ่ายค้านคนดังกล่าวนำเสนอ!!

การนําเสนอแบบนี้มันสร้างความสับสนและการเสียหาย ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจะควรระวัง เพราะความตั้งใจของโครงการนี้ เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้พี่น้องนั้นได้มีโอกาสเพิ่มรายได้ สร้างโอกาสให้กับชีวิทุก ๆ คน และเอาจริง ๆ งบรวมก้อนนี้ก็เหลือ 420 กว่าล้านไม่ใช่ 468 ล้านแล้วด้วย เพราะสํานักงานสํานักงบประมาณปรับลดลงไปอีก จึงอยากรบกวนและขอร้องให้เอาเรื่องจริงมาพูดครับ

'ขุนคลัง' ชี้!! การเมืองนิ่งมีส่วนทำตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงกว่า 30 จุด แง้ม!! ปมขึ้นค่าแรง 400 บาท เตรียมหาทางช่วยผู้ประกอบการแล้ว

(5 ก.ย. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล ‘นายพิชัย ชุณหวชิร’ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสถานการณ์การลงทุนที่ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบ 30 จุด ว่าถือเป็นเรื่องที่ดี และน่ายินดี

เมื่อถามว่าการตอบรับของตลาดหุ้นมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนใช่หรือไม่? นายพิชัย ระบุว่า "ก็คงมีส่วนด้วย แต่ก็มีหลายประเด็นที่เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกัน"

เมื่อถามว่ามาตรการเรื่องภาษีที่กระทรวงแรงงานอยากให้กระทรวงการคลังเสนอเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศในวันที่ 1 ต.ค.นี้? นายพิชัย กล่าวว่า "ตอนนี้ได้รับแจ้งความคืบหน้าเข้ามาแล้ว อยู่ระหว่างการรอพิจารณามาตรการทางภาษีที่จะเสนอเข้ามาอีกครั้ง"

'โซเชียล' แห่แชร์!! เด็ก ป.1 ถูกครูทำโทษตีขา 25 ครั้งจนบวม เดือด!! ตีเหมือนระบายอารมณ์ ถาม? ไม่มีวิธีทำโทษอื่นแล้วหรือ?

ไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Tananya Jantaraphitak' ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพเด็กซึ่งเป็นหลานของตนโดนลงโทษด้วยการตีที่ขา 25 ครั้ง สาเหตุที่ตีเพราะไม่มีอุปกรณ์การเรียน ว่า...

เด็กชั้น ป.1

เมื่อเช้า อาบน้ำให้หลาน เห็นแบบนี้ สงสารจับใจ 
ถามว่า ครูตีใช่มั้ย น้องตอบแบบเสียงสั่นเครือ...
"หนูไม่มีอุปกรณ์การเรียน เลย โดนตี 25 ครั้ง"

คำถามคือ ตีสั่งสอนเด็ก 
#ต้องตีจนบวม ขนาดนี้เลยหรือ ??
ไม่เหมือนตีสั่งสอน แต่เหมือนระบายอารมณ์มากกว่า‼️

และการทำโทษเด็ก ด้วยวิธีอื่น ไม่มีแล้วหรือ?  

แค่สงสัย..
แม่ ๆ ผู้ปกครองท่านอื่นว่ายังงัย ขอความเห็นด้วยค่ะ

นอกจากนี้ยังได้โพสต์ต่ออีกว่า "ขอบคุณทุกความเห็นโพสต์เรื่องเด็กโดนทำโทษ เราไม่มีเจตนาทำร้ายใคร แค่อยากปกป้องสิทธิให้หลาน และไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครเราได้คุยกับทาง รร.แล้ว หวังว่าเด็กจะไปเรียนได้ปกติ ขอจบเรื่องนี้ ใว้เพียงเท่านี้ค่ะ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top