Monday, 10 August 2026
Hard News Team

'อธิบดี' ปลื้ม Smart Factory & Green Product หม้อแปลง หม้อแปลง, หม้อแปลงใต้ดิน Submersible Transformer และ Unit Substation ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอนุรักษ์พลังงาน (NIA & BOI)

(12 ก.ย. 67) นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ขอขอบคุณ นายวัฒนพงษ์  คุโรวาท  อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานพร้อมคณะ ที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงาน Platform บริหารจัดการพลังงานสะอาด หม้อแปลง Low Carbon แก้ปัญหา Net Zero, Demand Response และ Saving Energy ประหยัดพลังงาน 11.5% ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและความมั่นคงระบบพลังงานไฟฟ้าสะอาด ของภาคอุตสาหกรรม, ผู้ประกอบการ, อาคารสถานที่, โรงพยาบาล โรงแรม เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้านพลังงานและด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า อีกทั้งได้นำเสนอเกี่ยวกับหม้อแปลงใต้ดิน  Submersible Transformer และ Unit Substation ที่มีความปลอดภัยต่อระบบไฟฟ้าสายใต้ดิน ด้านอัคคีภัย ตามมาตรฐานสากล IEC 62271-202 ณ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด (สาขาสมุทรปราการและสาขาประชาอุทิศ) หม้อแปลงใต้ดิน Submersible Transformer และ หม้อแปลง Low Carbon นับเป็นนวัตกรรมใหม่ในประเทศไทยที่บริษัท เจริญชัยฯ ได้ทำการวิจัยและทดสอบตามมาตรฐานต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานของภาครัฐและสถาบันการศึกษามาประมาณ 8 ปี พร้อมติดตั้งและใช้งานจริง Submersible Transformer ที่ได้พัฒนาขึ้นนั้น ช่วยลดปัญหาก๊าซเรือนกระจก ลดคาร์บอน รวมถึงการจัดการความมั่นคงด้านพลังงาน รวมทั้งหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นการสร้างความมั่นคงทางระบบไฟฟ้า ป้องกันการเกิดอัคคีภัย สร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพราะระบบไฟฟ้าใต้ดินจะมีเสถียรภาพมากกว่าระบบสายไฟฟ้าอากาศ ช่วยเสริมสร้างทัศนียภาพอันสวยงาม ไม่มีการบังหน้าร้านค้า ไม่บังหน้าบ้าน ทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าขาย หม้อแปลง Low Carbon เป็นหม้อแปลงบริหารระบบจัดการพลังงานที่บริหารจัดการการสิ้นเปลืองให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเสถียรภาพกับการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและยั่งยืน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรม, อาคาร สถานประกอบการ ลดค่าไฟฟ้า 5-20% (Energy Saving) ลดคาร์บอน 5-20% (Low Carbon) มากกว่า 100 ล้านตัน ลดมลพิษ (Low Emission) ทำให้อุปกรณ์อายุการใช้งานยาวนานขึ้น (Long Life Equipment) เป็นการตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ เจ้าของอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด

นายกฯ แพทองธาร แถลงนโยบาย “โอกาสที่เป็นไปได้ เพื่อคนไทยทุกคน” ย้ำรูปธรรม “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ทุกนโยบายทำจริง ทำเป็น

นายกฯ แถลงนโยบาย “โอกาสที่เป็นไปได้ เพื่อคนไทยทุกคน” แจง 10 นโยบายเร่งด่วนต่อรัฐสภา “ดิจิทัลวอลเล็ต-เกษตรทันสมัย-รถไฟฟ้าราคาเดียวตลอดสาย-กำจัดอาชญากรรมออนไลน์-กำจัดยาเสพติดทั้งระบบ-ทำรัฐธรรมนูญใหม่-ปรับปรุงระบบภาษีครั้งใหญ่-ปฏิรูประบบราชการ ลดขนาดกองทัพ เดินหน้าสู่ Digital Government” ย้ำรูปธรรม “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”

(12 ก.ย. 67) ที่รัฐสภา การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม มี ครม. ส.ส. และ ส.ว. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า คณะรัฐมนตรีขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดองให้เกิดข้ึนในสังคมไทย และจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของชาวไทยทุกคน

นายกฯ แพทองธาร แถลงในประเด็นความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญว่า ประเทศไทยเผชิญความท้าทายอยู่หลายประการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่โตน้อยกว่าศักยภาพจริง ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมและการเมือง ทั้งหมดนี้รัฐบาลพร้อมจะประสานพลังกับทุกภาคส่วน เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม” ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รัฐบาลพร้อมเสริมศักยภาพ สร้างโอกาสให้ประชาชนทั้งบทบาทและสิทธิเพื่อพลิกฟื้นประเทศจากปัญหาที่รุมเร้าและนำพาให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

โดยนายกรัฐมนตรี ได้ยกความท้าทาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่โตน้อยกว่าศักยภาพจริง ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ สังคมและการเมือง ทั้งหมดนี้คือ “ความท้าทาย” ที่รัฐบาลพร้อมจะประสานพลังกับทุกภาคส่วน เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาค ทางเศรษฐกิจและสังคม” ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายสำคัญเร่งด่วนเพื่อการเดินหน้าบริหารประเทศ 10 ข้อ ที่จะดําเนินการทันที ดังนี้ 1) ผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ 2) ดูแลและส่งเสริมพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs 3) เร่งออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค อัตราค่าโดยสารร่วมรองรับนโยบาย “ราคาเดียวตลอดสาย” 4) สร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนําเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy) และเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี และนำไปจัดสรรสวัสดิการด้านการศึกษา อุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานของประชาชน ฯลฯ 5) เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ ให้ความสําคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ผลักดัน “ดิจิทัลวอลเล็ต” (Digital Wallet) ซึ่งเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐ  6) ยกระดับการทําเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ภายใต้แนวคิด “ตลาดนํา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ฟื้นนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก 7) ส่งเสริมการท่องเที่ยว สานต่อการปรับโครงสร้างการตรวจลงตราท้ังหมดของประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอวีซ่า (วีซ่าฟรี) นำเทศกาลระดับโลกมาจัดในประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระจายรายได้ 8) แก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร 9) เร่งแก้ปัญหา อาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ และ 10) รัฐบาลจะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจให้แก่คนทุกกลุ่ม เป็นต้น

นายกรัฐมนตรียังได้แถลงเนื้อหาในนโยบายรัฐบาลซึ่งเป็นแผนระยะยาวเพื่อการวางรากฐานและฟื้นโอกาสให้กับประเทศ อาทิ ยานยนต์แห่งอนาคต ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้มาตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง, ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์และส่งออก ซอฟท์พาวเวอร์, เศรษฐกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล ดึงดูดต่างชาติเพื่อตั้งดาต้าเซนตอร์, โรงงานผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ และวางรากฐานการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, การสนับสนุนระบบเศรษฐกิจสีเขียว, ศูนย์กลางการเงินระดับโลก, ขยายเศรษฐกิจสุขภาพและการแพทย์, ระบบสาธารณูปโภคคุณภาพ, พัฒนาด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ, การสร้างศูนย์กลางและระบบคมนาคม (Logistics Hub) ผ่านโครงสร้างคมนาคมขนาดใหญ่ และขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์, การแก้ปัญหาที่ดินทำกินด้วย One Map, จัดการคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรดาวเทียม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ เพื่อนำไปสู่การทำ Negative Income Tax ที่ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับ “เงินภาษีคืนเป็นขั้นบันได” ตามเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีแผนนโยบายเพื่อฟื้นโอกาสประเทศ อาทิ ส่งเสริมการเกิดและเติบโตของเด็กอย่างมีคุณภาพ, OFOS ยกระดับทักษะ ปลดล็อกศักยภาพไทย, 30 บาทรักษาทุกที่ และการฉีดวัคซีนปากมดลูก, ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ, การเร่งทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น, การพื้นฟูหลักนิติธรรมและความโปร่งใส, การปฏิรูประบบราชการและกองทัพ ลดขนาด เพิ่มประสิทธิภาพ เปลี่ยนผ่านราชการไทย สู่ Digital Government, การยกระดับการบริการภาครัฐให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน เปลี่ยนรัฐปกครองเป็นรัฐสนับสนุน ลดกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ในด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งแก้ PM2.5  ฟื้นฟูธรรมชาติ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น, ฟื้นบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้น้ำท่วม น้ำแล้ง รวมถึงนำประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง รวมถึงสานต่อการฑูตพาณิชย์เชิงรุก แก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศท้ังระบบทวิภาคี (Bilateral) และพหุภาคี (Multilateral) และเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าสำคัญ และเตรียมเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจท่ีถูกต้อง เผยแพร่ข้อมูลเก่ียวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ รวมทั้งส่งเสริมสถาบันศาสนาให้เป็นกลไกในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในการดำเนินชีวิต ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง โดยเฉพาะกฎหมายที่เก่ียวข้องกับผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ในนามนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ในนามรัฐบาล ดิฉันขอให้ความมั่นใจ กับรัฐสภาแห่งน้ีว่า จะตั้งใจบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมท้ังประสานพลังจากทุกภาคส่วน จากทุกช่วงวัย จากทุกความเชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อตอบสนองสถานการณ์ปัจจุบันให้สำเร็จ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักด์ศรี เพื่อนำพาความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย และประเทศไทย เพื่อสร้างความหวังและอนาคตท่ีดีกว่าให้ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต” นายกรัฐมนตรี กล่าว

'โซเชียล' ถกสนั่น!! ปมแซะ 'พึ่งพาอาสาฯ เยอะ เท่ากับบริการสาธารณะพัง' ทั้งๆ ที่คำว่า 'ชาติ' คือ การขับดันประเทศไปพร้อมกัน โดย 'ภาครัฐ-ประชาชน'

(12 ก.ย. 67) จากเพจ 'สมชาย ชอบชาย' ได้โพสต์ข้อความถึงคอมเมนต์หนึ่งที่กำลังถูกแชร์ในโลกโซเชียล ว่า "คนเยอรมันบอกประเทศที่พึ่งอาสาสมัครเยอะแสดงว่าบริการสาธารณะพัง" ดังนี้...

#เห็นโพสต์นี้แล้วคันปากต้นทางปิดคอมเมนต์ เห็นแล้วต้องกลับมาทบทวน ชีวิตตัวเองที่อยู่เยอรมัน 12 ปี ว่าเคยทำจิตอาสาอะไรไปบ้าง และถึงกับติดต่อไปถามสามีในสมรสคนเยอรมันที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองดังเลยทีเดียว 

กับประเด็นนี้ คำตอบ ไม่ใช่เลย ทั่วทั้ง เยอรมัน มีองค์กรการกุศล จิตอาสา เยอะมาก ที่คนทำส่วนใหญ่ไม่ได้เงิน มีเป็น 1,000 องค์กรการกุศล 

ยกตัวอย่างเช่น องค์กรช่วยเหลือสัตว์, ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสงคราม, สภากาชาด, นักดับเพลิงจิตอาสา ในทางกลับกัน สามีอิชั้น ตอบว่า ขาดองค์กรการกุศลและจิตอาสาแล้ว ประเทศเยอรมันจะพังมากกว่า 

อันนี้ อิชั้น ขยายความเอง ทุกที่ทั่วโลก จะแบ่งเป็น การทำงาน 2 ฝ่าย ภาครัฐ และ ภาคประชาชน    

#ภาครัฐมีหน้าที่โดยตรงในการ ดูแลประชาชน ในทุกด้าน ขับเคลื่อนประเทศ ด้วยระบบเศรษฐกิจ ในทุกด้าน รายได้ เงินภาษี บำรุงชาติ บำรุงคุณภาพชีวิต ของประชาชน และช่วยเหลือประชาชน ยามมีภัย ด้วยอำนาจรัฐและงบประมาณที่มี และความพร้อมในทุก ๆ ด้าน...

#ภาคประชาชน เป็นเรื่องของ ศีลธรรม จริยธรรม มนุษยธรรม เมตตากรุณา Morality, Ethics, Humanity, Kindness เป็นการเติมเต็มด้านกำลังใจ ในการเกื้อกูล ช่วยเหลือค้ำจุน ผู้ที่เดือดร้อน และด้อยโอกาสกว่า 

ทั้งหมดนี้ คือ การกระทำด้านจิตอาสา เพื่อจรรโลงให้สังคม น่าอยู่ขึ้น ด้วยจิตที่เป็นกุศล ลงมือทำด้วยกุศล  

บอกก่อน เยอรมันมีความพร้อม ช่วยเหลือชาติอื่นที่ประสบภัย แบบอันดับต้น ๆ ของโลกเลยนะ ทั้งหมอ เครื่องมือ เครื่องบิน ทุกอย่างพร้อมมาก เรามักจะเห็นทีมชาติเยอรมันไปช่วยประเทศอื่นเสมอยามประสบภัย ประเทศเขาพังตรงไหนก่อน

ส่วนคราวที่แล้ว ตอนเครื่องบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ตกหลุมอากาศ ลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เจอองค์กรจิตอาสาและรถฉุกเฉินช่วย ผู้โดยสารไปรอรับ ที่สนามบิน ทั่วโลกถึงกับตะลึงในความเร็วและความพร้อมในไทย ประเทศไทยพังยังคะ?

คำว่าชาติ รวมทั้งภาครัฐและประชาชน มันต้อง ร่วมกันเดินไปทั้งคู่ ขับดันประเทศไปพร้อมกัน ขาดเหลืออะไร เชิญทุกคนตอบในคอมเมนต์ได้ ตอนนี้คิดอะไรไม่ค่อยออก ปวดไมเกรน

คณะเอกอัครราชฑูต ณ กรุงฮานอยและหน่วยงานรัฐบาลเวียดนามเยี่ยมชมสวนนงนุชพัทยา สวนระดับโลกศึกษาดูงานด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในประเทศไทย

(12 ก.ย. 67) สวนนงนุชพัทยา นำโดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้ให้การต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอยและหน่วยงานรัฐบาลเวียดนาม จำนวน 16 ท่าน ที่นำโดยนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย รวมถึงนายธรณัส คุณยศยิ่ง กงสุล และนายเหวียน หิว เหงียะ เลขาธิการพรรคฯ จังหวัดฮึงเอียน ในการเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในประเทศไทย

การเยี่ยมชมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสวนนงนุชพัทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากการบรรยาย คณะได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หัวโขน ซึ่งเป็นการนำเสนอศิลปะการแสดงโขนของไทยที่เป็นเอกลักษณ์

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าชมการแสดงนงนุชโชว์ และการแสดงของช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลานงนุชพัทยา ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่สร้างความประทับใจให้กับคณะผู้แทนเป็นอย่างมาก

จากนั้น คณะผู้แทนได้เดินทางเยี่ยมชมพื้นที่สวนที่มีขนาดกว่า 1,700 ไร่ ซึ่งครอบคลุมหลายโซน เช่น สวนกระถาง สวนกล้วยไม้ และหุบเขาไดโนเสาร์ โดยคณะได้ใช้เส้นทางรถชมวิวเพื่อเข้าชมโซนเนิร์สเซอรี่สับปะรดสี เนิร์สเซอรี่ตะบองเพชร และสวนดอกไม้พญานาค นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พุทธคุณ ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมวัตถุมงคลและพระพุทธรูปที่มีความสำคัญทางศาสนา

การเยี่ยมชมครั้งนี้สร้างความประทับใจอย่างยิ่งให้กับคณะเอกอัครราชทูตและหน่วยงานรัฐบาลเวียดนาม ก่อนที่คณะจะเดินทางกลับ

'ประธานวุฒิสภา' ให้การรับรอง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ – เลสเตประจำประเทศไทย

เมื่อวานนี้ (11 ก.ย.67) เวลา 13.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรองนายจูเว็งซียู ดือ จือซุซ มาร์ติงซ์ (H.E. Mr. Juvêncio de Jesus Martins) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ - เลสเตประจำประเทศไทย ในโอกาสพ้นหน้าที่จากประเทศไทย โดยมีนายชิบ จิตนิยม นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และนางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา ร่วมให้การรับรอง

ประธานวุฒิสภา ให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ปีนี้ครบรอบ 22 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ผ่านมาไทยได้มีโครงการความร่วมมือในติมอร์ - เลสเต โดยไทยได้เผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อใช้ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวติมอร์ - เลสเต โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนของติมอร์ – เลสเต ด้วยการพระราชทานการสนับสนุนแก่โรงเรียนของติมอร์ - เลสเต ในส่วนของความสัมพันธ์ด้านนิติบัญญัติระหว่างไทยกับติมอร์ - เลสเต อยู่ในระดับที่ดี โดยในระดับทวิภาคีรัฐสภาของทั้งสองประเทศได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาระหว่างประเทศระหว่างกันขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกรัฐสภาของทั้งสองฝ่ายในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีด้านนิติบัญญัติร่วมกัน 

นอกจากนี้รัฐบาลไทยกับติมอร์-เลสเตได้ลงนามในความร่วมมือยกเว้นการตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยวสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา อีกทั้งไทยยังสนับสนุนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเตในประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ ขอขอบคุณและชื่นชมเอกอัครราชทูตฯ ที่ปฏิบัติภารกิจและหน้าที่อย่างมุ่งมั่นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วุฒิสภาไทยยืนยันจะสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป

ด้านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวขอบคุณประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและติมอร์-เลสเตได้พัฒนามากขึ้นในหลายมิติตั้งแต่เริ่มต้นการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งพลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และพลเอก วินัย ภัททิยกุล มีบทบาทสำคัญในกองกำลังรักษาสันติภาพติมอร์-เลสเต ที่ได้ช่วยฟื้นฟูและพัฒนากระบวนการสร้างชาติของติมอร์-เลสเตให้อยู่ในระดับสากลเสมอมา และขอให้ดำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีผ่านความร่วมมือด้านรัฐสภา การศึกษา การท่องเที่ยว ทั้งสองประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

'อดีตทูตฯ' เห็นใจ!! ชะตากรรมเด็กไทย 'ย้ายประเทศ' ไปออสเตรเลีย แนะ!! ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็กลับมาเมืองไทย "เพราะบ้านเรายังอบอุ่นกว่า"

เมื่อวานนี้ (11 ก.ย.67) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

เท่าที่ทราบ ตอนนี้พวกที่เคยทำเพจแนะนำให้ย้ายประเทศไปออสเตรเลีย เริ่มทยอยกันกลับกันมาบ้างแล้ว เพราะทนค่าครองชีพที่สูงบรรลัยที่นั่นไม่ไหว เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ยังไม่พอใช้จ่ายแต่ละเดือน เงินเหลือเก็บแทบไม่มี

มีเพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีเด็กไทยไปประสบเคราะห์กรรมเจ็บป่วย เป็นโรคซึมเศร้า มีอาการทางจิตหลายราย

บางรายก็เอาชีวิตไปทิ้งที่ออสเตรเลีย เจ็บป่วยตายแบบว้าเหว่โดดเดี่ยว น่าเวทนา ชุมชนไทยก็ระดมเงินช่วยกันเท่าที่จะช่วยได้

ยิ่งช่วงหลังเจอมาตรการของรัฐบาลออสเตรเลียที่พยายามลดจำนวนคนเอเชีย ไม่ต่อวีซ่าให้ หรือขั้นตอนการต่อวีซ่า Strict สุด ๆ

ยังไง ๆ ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ อย่างน้อยกลับมาตายรังที่บ้านเรายังอบอุ่นกว่านะ

จับตา!! ร่างกฎหมายกำกับดูแลราคาน้ำมัน สกัดผู้ค้าปรับราคาตามอำเภอใจ การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยครั้งใหญ่เพื่อคนไทยจาก 'พีระพันธุ์'

(12 ก.ย. 67) เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจดจำโมเมนต์การเติมน้ำมันผิดวันได้เป็นอย่างดี ในวันที่เราเพิ่งเติมเต็มถัง กลับมีข่าวประกาศว่า “พรุ่งนี้น้ำมันลดราคา 30 สตางค์” หรือในวันที่เลิกงานช้าถึงบ้านดึก แล้วมาพบข่าวว่า “พรุ่งนี้น้ำมันขึ้น 60 สตางค์” 

แม้จะไม่ใช่มูลค่ามากมาย แต่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจ่ายแพงกว่าเดิมแน่ ๆ นี่ยังไม่รวมโมเมนต์หงุดหงิดกับราคาน้ำมันที่ถูกอ้างว่าขึ้นตามตลาดโลก แต่เวลาตลาดโลกลดลง ทำไมราคาน้ำมันในบ้านเรากลับยังเท่าเดิม จนทำให้คิดไปได้ว่า ผู้ค้าน้ำมันนึกอยากจะขึ้นก็ขึ้นใช่หรือไม่?

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องการเร่งออกกฎหมายเพื่อมากำกับดูแลราคาน้ำมัน

แหล่งข่าวในกระทรวงพลังงาน มองว่า นับตั้งแต่ที่นายพีระพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ 1 ปี เขาได้กลายเป็นรัฐมนตรีที่สร้างความแตกต่างไปจากอดีตรัฐมนตรีพลังงานในอดีตอย่างสิ้นเชิง 

แม้นายพีระพันธุ์จะมาจากสายกฎหมาย มิใช่ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทน้ำมัน และไม่มีประสบการณ์ด้านพลังงานมาก่อน แต่นายพีระพันธุ์สามารถใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี โดยปัญหาราคาน้ำมันที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี เป็นเพราะไม่มีใครสามารถรู้ราคาต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงมาก่อน ซึ่งเมื่อไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงก็ไม่สามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมได้ แต่กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์สามารถออกประกาศกระทรวงพลังงานที่กําหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุน และมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมาแล้ว  

นอกจากประเทศไทยจะไม่เคยมีกฎหมายให้ผู้ค้าแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันแล้ว เราก็ไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมการขึ้นลงของราคาน้ำมัน ซึ่งเรื่องนี้พี่น้องประชาชนเคยสงสัยกันมาตลอด สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมกระทรวงพลังงานไม่ดูแลเลย นั่นเป็นเพราะกระทรวงพลังงานไม่มีกฎหมายอยู่ในมือจึงไม่มีอำนาจจะไปกำกับควบคุมการปรับราคาน้ำมันขึ้นหรือลงได้

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแต่กฎหมายในการอนุญาตให้ค้าน้ำมัน แต่ไม่มีกฎหมายในการกํากับดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ๆ เพราะขนาดราคาค่าไฟฟ้า ยังมีคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน เป็นผู้กํากับดูแลการปรับขึ้นราคาที่ต้องสมเหตุผล ขนาดการกํากับดูแลกิจการสื่อก็ยังมี กสทช. แต่ราคาน้ำมันไม่มีการกำกับดูแล และเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว จึงทำให้กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์ ลุกขึ้นมาจัดทำร่างกฎหมายเพื่อกํากับดูแลการประกอบธุรกิจการค้าน้ำมันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กระทรวงมีอำนาจในการดูแลราคาน้ำมัน สกัดกั้นบรรดาผู้ค้าน้ำมันที่ปรับราคาขึ้นลงตามอำเภอใจ หรืออ้างขึ้นราคาตามตลาดโลก แต่เวลาราคาตลาดโลกลดกลับไม่ลดราคาตาม

แหล่งข่าวมองว่า ภารกิจที่ท้าทายในเรื่องน้ำมันนั้น ก็คือ การผลักดันกฎหมายเรื่องสํารองน้ำมันของประเทศ เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปี ประเทศไทยไม่เคยมีการสํารองน้ำมันของประเทศเลย ที่อ้างอิงหรือระบุว่ามีนั้นมิใช่สํารองน้ำมันของประเทศ แต่เป็นสํารองน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราปล่อยให้คนทั้งประเทศและเสถียรภาพทางพลังงานทั้งหมดตกอยู่ในมือของบรรดาผู้ค้าน้ำมัน 

ดังนั้นการจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง และหากสามารถผลักดันการสำรองน้ำมันของประเทศได้ นายพีระพันธุ์ก็ยังมีแผนที่จะนำน้ำมันสำรองมาดูแลแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแทนการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง และให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนน้ำมันสำรองนี้มาเป็นสินทรัพย์ของกองทุน เพื่อให้การบริหารจัดการราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันกลายเป็นการสร้างทรัพย์สินของประเทศให้เพิ่มพูน กองทุนน้ำมันจะไม่ต้องแบกหนี้สินจากการตรึงราคาน้ำมัน และมิใช่ภาระหนี้สินของประเทศอีกต่อไป

สำหรับเรื่องพลังงานไฟฟ้า นายพีระพันธุ์ ก็กำลังผลักดันกฎหมายกำกับดูแลการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น เพราะการติดตั้งในปัจจุบันมีความยุ่งยากทั้งเรื่องขออนุญาตและการติดตั้ง ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่ไม่มีกฎหมาย ซึ่งพอไม่มีกฎหมาย บรรดากระทรวงและ หน่วยงานต่าง ๆ ก็บอกว่าเป็นอํานาจของหน่วยงานตนเองหมดเลย ประชาชนก็ต้องวิ่งไปขออนุญาตทุกที่ เสียเวลาเสียค่าใช้จ่าย และสร้างความยุ่งยากกว่าจะได้ติดตั้ง แต่หากกฎหมายของกระทรวงพลังงานเสร็จเรียบร้อย จะเปรียบเสมือนการปลดล็อกให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือในพื้นที่บ้านได้สะดวกและง่ายขึ้น

และนอกจากการออกกฎหมายให้เข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้นแล้ว กระทรวงพลังงานก็กำลังหาทางช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในราคาที่ถูกลง ด้วยการพัฒนาระบบต่าง ๆ ให้มีคุณภาพสูงแต่มีราคาถูกลง ได้แก่ ระบบแบตเตอรี่สำรอง เพราะการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงแดด จะต้องใช้แบตเตอรีเก็บสํารองที่มีราคาแพงมาก กระทรวงพลังงานจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประชาชน ซึ่งมีการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบแผงโซลาร์เซลล์ระบบอินเวอร์เตอร์ และระบบแบตเตอรี่สำรอง ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ชุดผลิตและสำรองไฟฟ้าที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือจะต้องทำให้มีราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมอุปกรณ์ รถยกสูง 4x4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ โรงครัวเคลื่อนที่ บรรทุกชุดถุงยังชีพและยาสามัญ เร่งช่วยเหลือ - อพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมชาวเชียงราย 

ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และเสียหายเป็นจำนวนมาก ค่ำวานนี้ (วันที่ 10 กันยายน 2567) นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ รถยกสูง 4x4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ โรงครัวเคลื่อนที่ ถุงยังชีพ ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ให้ความช่วยเหลือช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที

โดยมูลนิธิฯ ได้เดินทางถึงอำเภอแม่สายเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 11 กันยายน 2567 และเร่งดำเนินการจัดตั้งกองอำนวยการและโรงครัวประกอบอาหารปรุงสุก ณ โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมจัดทีมปฏิบัติการเร่งให้ความช่วยเหลือในทันที นำน้ำดื่มเข้าพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย ดำเนินการอพยพประชาชน  ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ประสบภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

โดยมี นายภรัณยู โรจนวุฒิธรรม (แทค ภรัณยู) อาสาสมัครศิลปิน พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

และในขณะนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังคงอยู่ระหว่างปฏิบัติการภารกิจอพยพในพื้นที่ต่อเนื่อง รวมทั้งประกอบอาหารปรุงสุก พร้อมจัดเตรียมน้ำดื่ม และถุงยังชีพ เพื่อบรรทุกรถและเรือ ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน  และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป 

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

สำรวจรายชื่อมหาวิทยาลัยจีน ที่ถูกมะกันหมายหัว เพราะกลัวกระทบต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ

ไม่นานมานี้ เพจ 'สะใภ้จีนbyฮูหยินปักกิ่ง' ได้แจ้งข่าวกรณีที่หลายสถาบันการศึกษาในจีนถูกหมายหัวจากสหรัฐฯ และทำให้นักเรียนสัญชาติจีนจะถูกกีดกันในการเข้าเรียนที่สหรัฐฯ โดยระบุว่า...

นักเรียนสัญชาติจีนถูกกีดกันด้านการศึกษาในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการเรียนต่อทางด้าน 'ป.โท-ป.เอก' หลังจากจบการศึกษา ป.ตรี จากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ในจีน 

โดยสหรัฐฯ จะไม่ออกวีซ่าให้ หรือไม่ก็ถ้ามีวีซ่า แต่อาจโดนเพ่งเล็งตอนเข้า ตม.ที่ USA

ลูกใครเด็กจีน ก็คิดดี ๆ ว่าอยากให้ลูกมีสัญชาติอะไร เพราะสัญชาติมีผลต่อการเรียนต่อของลูกในอนาคต

สำหรับรายชื่อสถาบันการศึกษาจากจีนที่ถูกกีดกันจากสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย....

1. สถาบันเทคโนโลยีปักกิ่ง
2. มหาวิทยาลัยการบินและอวกาศปักกิ่ง
3. มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหนานจิง
4. มหาวิทยาลัยการบินและอวกาศนานกิง
5. สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน
6. มหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บิน
7. มหาวิทยาลัยสารพัดช่างนอร์ธเวสเทิร์น

📌เปลี่ยน ปรับ เปิด ในกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ฉบับ 'พีระพันธุ์'

🔴เปลี่ยน ให้ราคาน้ำมันปรับได้เพียงเดือนละ 1 ครั้ง 

🔴ปรับ จากราคาน้ำมันที่อิงตลาดต่างประเทศเป็นระบบ Cost Plus แทนการอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ 

🔴เปิด โอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสาธารณะกุศล รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร การประมง สามารถจัดหาน้ำมันมาใช้ได้เอง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top