Saturday, 8 August 2026
Hard News Team

สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์  ได้จัดงานเสวนาในโครงการส่งเสริมขีดความสามารถและเครือข่ายด้านเศรษฐกิจ BCG ไทย – สิงคโปร์ (Seminar on Opportunities for Cooperation in BCG Business with Singapore)

สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์  ได้จัดงานเสวนาในโครงการส่งเสริมขีดความสามารถและเครือข่ายด้านเศรษฐกิจ BCG ไทย – สิงคโปร์ (Seminar on Opportunities for Cooperation in BCG Business with Singapore) ในวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2567 เวลา 09.30-12.00 น. ที่ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ถ. ศรีอยุธยา จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์

งานเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งเสริมกิจกรรมความร่วมมือด้าน BCG ระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์ โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและภาคเอกชนของสิงคโปร์เดินทางมาประเทศไทย เพื่อนําเสนอข้อมูลนโยบาย Green Economy ด้านความยั่งยืนและคาร์บอนเครดิตของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานเสวนาทราบถึงโอกาสทางธุรกิจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มองเห็นโอกาสจากการที่สิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างมาก อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ เช่น การขาดแคลนแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และการมีพลังงานทางเลือกที่จำกัด ดังนั้น สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวที่มีความยั่งยืน

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดทำนโยบาย Singapore Green Plan 2030 เป็นวาระแห่งชาติของสิงคโปร์มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ในระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564 – 2573) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Bio-Circular-Green (BCG) Economy ของประเทศไทย และเพื่อการบรรลุเป้าหมายตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ค.ศ. 2030 (SDG) และความตกลงปารีส ทั้งนี้ สิงคโปร์ตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 โดยกำหนดกฎระเบียบเพื่อการปรับให้ธุรกิจสิงคโปร์ให้ส่งเสริมความยั่งยืน มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เร่งสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความยั่งยืน และสร้างสังคมที่นิยมกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

โดย มีนโยบายเชิงเศรษฐกิจสำคัญที่น่าเรียนรู้ของสิงคโปร์ อาทิ
(1) สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่เริ่มการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 ในอัตรา 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (S$5/tCO2e) และในปีนี้ได้ปรับเพิ่มอย่างก้าวกระโดดเป็น 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอีก
(2) การพัฒนาศูนย์กลางซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับโลกในลักษณะตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้าน Circular Economy และ Green Economy อย่างมาก เนื่องจากบูรณาการความร่วมมือเพื่อสนับสนุนความเชื่อมโยงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงต้องการที่จะนำข้อมูลความสำเร็จเหล่านี้มาแบ่งปันเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในด้านเศรษฐกิจ BCG นำไปปรับใช้ประโยชน์ และปรับตัวทางธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อตลาด BCG ของโลก โดยเฉพาะด้านคาร์บอนเครดิต

สำหรับกิจกรรมกรเสวนา ในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละท่านจะได้รับข้อมูลที่ทันสมัยจากหน่วยงาน ผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายด้านความยั่งยืนและคาร์บอนเครดิตของสิงคโปร์ และสามารถต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือในตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่อาจมีโอกาสพัฒนาเป็นการซื้อขายลักษณะเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

‘สุริยะ’ เผยเตรียมลดค่าทางด่วน 50 บาทตลอดสาย คาด เริ่มหั่นค่าผ่านทาง ม.ค. เป็นของขวัญปีใหม่

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการที่ได้มอบหมายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษ ระยะที่ 1 และให้ กทพ. ไปดำเนินการปรับปรุงระบบเก็บค่าผ่านทาง และลดอัตราค่าผ่านทาง ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาท (50 บาทตลอดสาย) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยในระยะแรกจะดำเนินการบนโครงข่ายทางพิเศษในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานครนั้น

ทั้งนี้ กทพ. ได้เจรจาร่วมกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในฐานะผู้รับสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 เพื่อปรับลดอัตราค่าผ่านทางฯ โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างเสนอขอความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ฉบับแก้ไข) และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน – ปากเกร็ด (ฉบับแก้ไข) ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 คาดว่า จะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนฯ ได้ในเดือนธันวาคม 2567 และเริ่มปรับลดอัตราค่าผ่านทางในเดือนมกราคม 2568

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ กทพ. ไปเจรจาร่วมกับ BEM เพื่อให้ลงทุนก่อสร้างโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) มูลค่าประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบนทางพิเศษในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร โดยในการลงทุนก่อสร้าง Double Deck ของ BEM ในครั้งนี้ จะขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 ออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอเรื่องการแก้ไขสัญญาฯ ต่อคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ในการขยายสัมปทานดังกล่าว เป็นการแลกกับการก่อสร้าง Double Deck เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการปรับลดค่าผ่านทางแต่อย่างใดเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และประเทศชาติ

“การดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนแต่อย่างใด แต่เร่งดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ ได้ให้นโยบายและเน้นย้ำว่า ทุกกระบวนการในการดำเนินงานนั้นตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความละเอียดรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า สำหรับการปรับลดอัตราค่าผ่านทางและการปรับปรุงระบบค่าผ่านทาง โดยในเบื้องต้น โดยจะยกเลิกด่านประชาชื่น (ขาออก) และด่านอโศก 3 ซึ่งมีปริมาณจราจรหนาแน่น เพื่อให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้น และจะทำการปรับเพิ่มช่องเก็บค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติ (ETC) แบบไม่มีไม้กั้น และลดจำนวนช่องเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสด (MTC) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทาง และจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คือ ผู้ใช้ทางจ่ายค่าผ่านทางในราคาที่เหมาะสม และคุ้มค่าเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ การดำเนินการปรับลดค่าผ่านทางบนโครงข่ายทางพิเศษในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ทางพิเศษเฉลิมมหานคร และทางพิเศษศรีรัช ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้ทางพิเศษในปีงบประมาณ 2566 เฉลี่ย 968,150 คัน/วันจากจำนวนผู้ใช้ทางพิเศษเฉลี่ยรวมทุกสายทาง 1,715,306 คัน/วัน หรือ 56% ของปริมาณจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษทั้งหมด โดยผู้ใช้ทางจะได้รับประโยชน์ สามารถเดินทางข้ามระบบทางพิเศษในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานครโดยจ่ายค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดไม่เกิน 50 บาท สำหรับรถยนต์ 4 ล้อ อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้สูงสุด 30 นาที/เที่ยว

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาของ กทพ. ระบุว่า การปรับลดค่าผ่านทางดังกล่าว สามารถทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้ 1,200-3,000 ล้านบาท/ปี ตลอดอายุโครงการ รวมถึงไปจนถึงผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะในด้านการประหยัดเวลาการเดินทาง (Value of Time Saving) มูลค่ามากกว่า 1,300 ล้านบาท/ปี อีกทั้งยังทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จากการที่ประชาชนสามารถนำค่าผ่านทางที่ประหยัดได้มาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงช่วยลดก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพของเมือง และที่สำคัญคือ ลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพของประชาชนในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

‘ดร.นิว’ ย้ำชัด "การเซ็นรัฐประหาร" ไม่มีจริง ชี้!! เป็นเพียงวาทกรรมใส่ร้ายในหลวง ร.9 เท่านั้น

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค.67) ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุข้อความว่า...

การเซ็นรัฐประหารเป็นเพียงวาทกรรมใส่ร้าย ร.9 

ในหลวง ร.9 โดนบิดเบือนให้ร้ายมากที่สุดในข้อกล่าวหาเซ็นรัฐประหาร ทั้ง ๆ ที่การเซ็นรัฐประหารเป็นเพียงแค่วาทกรรมเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่จริง แต่กลับถูกปั่นกระแสบิดเบือนทางโซเชียลมีเดีย ผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ท่องตาม ๆ กัน ไม่ต่างจากนกแก้วนกขุนทอง เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ปราศจากความรู้และความเข้าใจในความจริง 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระราชอำนาจส่วนใหญ่ที่มีมาแต่เดิมของพระมหากษัตริย์ได้ผ่องถ่ายมาสู่ประชาชน พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มิได้มีพระราชอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมถึงไม่ได้มีพระราชอำนาจที่จะยับยั้งการรัฐประหารได้ 

พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ต่างจากพ่อที่ได้ยกมรดกหรือกิจการให้ลูก ๆ ไปแบ่งปันดูแลเกือบหมด จนเป็นหน้าที่ของลูกๆ ในการบริหารจัดการกันเอง พ่อจึงเป็นได้เพียงแค่ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงที่มีความเป็นกลาง คอยเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ สามารถแนะนำ ให้กำลังใจ และตักเตือนได้เท่านั้น แต่ไม่อาจแทรกแซงได้ 

การรัฐประหารแต่ละครั้งคล้ายกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของคณะราษฎรที่ไม่ได้สร้างประชาธิปไตย ไม่ได้ทำอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการยึดอำนาจที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้กับประชาชนมาเป็นของคณะราษฎรเสียเอง แล้วก็ไม่เคยที่จะส่งอำนาจนั้นถึงมือประชาชน 

เมื่อการเซ็นรัฐประหารไม่ได้มีอยู่จริง แต่สิ่งที่มีอยู่จริง คือ การนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร ซึ่งการรัฐประหารเหมือนกับการที่ลูก ๆ ทะเลาะกัน ส่วนการนิรโทษกรรมก็คล้ายกับการที่ลูกฝ่ายซึ่งได้ดูแลกิจการขอโทษพ่อที่ลูก ๆ ทะเลาะกัน โดยต้องยอมรับว่าการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหารเป็นวัฒนธรรมที่คณะราษฎรริเริ่มขึ้น 

การที่ในหลวง ร.9 ไม่ได้ทรงยุ่งเกี่ยวกับการรัฐประหารถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด อีกทั้งยังเป็นไปด้วยความรักที่มีต่อประชาชนอย่างลึกซึ้ง เพราะถ้าหากในหลวงทรงแทรกแซงด้วยการไม่ยอมรับการรัฐประหาร ก็เท่ากับปลุกให้ประชาชนลุกฮือ อันเป็นเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายรัฐประหารกับฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร 

นอกจากนี้ การที่ในหลวง ร.9 ทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการรัฐประหาร จึงเหมือนกับการที่ในหลวง ร.7 ทรงตัดสินพระทัยไม่ต่อสู้กับคณะราษฎร ในหลวงทุกพระองค์ล้วนรักประชาชนอย่างแท้จริง ในหลวงต่างจากนักการเมืองที่ความรักของในหลวงไม่ได้หวังผลตอบแทน และไม่ได้ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเฉกเช่นนักการเมือง แต่ทรงรักประชาชนเหมือนดั่งลูก 

ดร.ศุภณัฐ
14 ตุลาคม พ.ศ. 2567
#ประชาธิปไตยTheseries by ดร.ศุภณัฐ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนไม่มีการรับแจ้งความ-ลงทะเบียนคืนเงินผ่านโซเชียล การรับแจ้งความออนไลน์มีเพียงเว็บไซต์เดียวเท่านั้น คือ www.thaipoliceonline.go.th

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค.67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันได้มีกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยการลงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อ้างเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานราชการอื่น ระบุข้อความว่า 'แจ้งความออนไลน์ได้ที่นี่' 'ลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ' หรือข้อความในลักษณะดังกล่าว โดยบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพสร้างขึ้นมา มักจะมีการนำภาพของผู้บังคับบัญชา และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ มาใช้ ซึ่งล่าสุดได้มีการนำภาพของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผบ.ตร. มาใช้ประกอบการหลอกลวงด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวังในใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการรับแจ้งความหรือลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีช่องทางในการแจ้งความร้องทุกข์ผ่านช่องทางออนไลน์ 'เพียงช่องทางเดียว' คือเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th เท่านั้น ไม่มีการรับแจ้งความร้องทุกข์ผ่านช่องทางแชทในเฟซบุ๊ก หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อย่างแน่นอน
 
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ใด ลงโฆษณาอ้างว่าสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลต่อไป และหากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ถอดรหัสล้มล้างฯ ภาคสอง ‘ทักษิณ-เพื่อไทย’ สยองขวัญ..!? เก้าอี้สั่น ‘ทนายธีรยุทธ’ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ใช้โมเดลเดียวกับกรณี ยุบก้าวไกล

(12 ต.ค. 67) กรณีที่ 1 ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี โดยพบว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ใช้พรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นเครื่องมือควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินสั่งการรัฐบาลผ่านกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลตำรวจ ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกร้องที่1 ระหว่างต้องโทษจำคุกได้พักอาศัยอยู่ห้องพัก ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อไม่ต้องรับโทษอยู่ในเรือนจำแม้แต่วันเดียว เป็นการฝ่าฝืนไม่น้อมรับโทษจำคุกในเรือนจำตามพระบรมราชโองการ การกระทำของผู้ถูกร้องที่1 เป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่งทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่งผลให้เกิดการเซาะกร่อน บ่อนทำลายพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด

กรณีที่ 4 ผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการแทน ผู้ถูกร้องที่ 2 ในการเจรจากับแกนนำของพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือการเสนอบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่บ้านพักส่วนตัวของผู้ถูกร้องที่ 1 (บ้านจันทร์ส่องหล้า)

จำเป็นต้องคัดลอกมาให้อ่านเต็ม ๆ สำหรับ 2 กรณีจากเอกสารสรุปสาระสำคัญ 6 กรณี ที่ทนายธีรยุทธ สุวรรณเกสร ผู้หาญกล้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลวินิจฉัยสั่งให้ผู้ถูกร้องที่1 ทักษิณ ชินวัตร และผู้ถูกร้องที่ 2 พรรคเพื่อไทย “เลิกการกระทำใช้สิทธิเสรีภาพอันอาจจะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49”

วิเคราะห์กระชับสั่น ๆ ได้ว่า ทนายธีรยุทธดำเนินการโมเดลเดียวกับกรณีพรรคก้าวไกล คือ หลังจากยื่นอัยการสูงสุดครบ 15 วันเรื่องเงียบก็เดินเกมสองสเต็ปท์ สเต็ปท์แรก- ยื่นคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัยสั่งให้ผู้ถูกร้องเลิกการกระทำ สเต็ปท์สอง – ต่อยอดคำวินิจฉัยนำไปร้องกกต.ให้ยุบพรรคหรือดำเนินคดีอาญา..

กรณี 'ทักษิณ-เพื่อไทย' จะถูกเช็กบิลเหมือนกรณี ‘พิธา-ก้าวไกล’หรือไม่..ด่านแรก คือต้องรอการพิจารณาของศาลรธน.ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่..คาดว่าแถวๆพุธที่ 30ต.ค.อาจจะพอทราบ ถ้าศาลไม่รับก็จบข่าว...ถ้าศาลรับก็ต้องรอดูว่าจะเป็น “จุดเริ่มนำไปสู่จุดจบ” ของทักษิณ-เพื่อไทยหรือไม่..ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปี

เมื่อทบทวนอดีต..กรณีคดีล้มล้างฯภาคพิธา-ก้าวไกล  สเต็ปท์แรก ทนายธีรยุทธยื่นเรื่อง 16 มิ.ย.2566 ศาลตัดสิน  31 ม.ค.2567 ใช้เวลา 228 วัน สเต็ปท์สอง(ยุบพรรค) กกต.ยื่นศาลรธน. 18 มี.ค.2567 ศาลตัดสิน 7 ส.ค.2567 รวม 201 วัน

ก็ต้องลุ้นกันว่ากรณีล่าสุดนี้ ศาลรธน.จะรับไว้พิจารณาหรือไม่...คุณธีรยุทธอธิบายว่าทั้ง 6 กรณีที่ร้องเป็น ‘จิ๊กซอว์’ ซึ่งกันและกัน ในมุมมองของ 'เล็ก เลียบด่วน' เห็นว่ากรณีที่1 และกรณีที่ 4 ดังที่ยกมาตอนต้นเป็นกรณีที่น่าขีดเส้นใต้มากที่สุด  ทั้งในแง่อาจทำให้ศาลรับไว้พิจารณาและชี้เป็นชี้ตายผู้ถูกร้อง (หากศาลรับไว้พิจารณา)..

ประเมินความเห็นของผู้สันทัดกรณีหลายฝ่าย ณ จุดเริ่ม เห็นว่า ‘น้ำหนัก’ ของเรื่องอาจจะเบากว่ากรณีพรรคก้าวไกล แต่โอกาสที่ศาลรธน.จะรับไว้พิจารณาก็พอมีแต่เฉียดฉิวระดับ51/49เปอร์เซ็นต์..ถ้าเป็นมติก็5ต่อ4 ประมาณนั้น..

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม...รายการนี้หากได้อ่านไส้ในคำร้อง 65 หน้า น่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยและนายใหญ่อยู่ในอาการ (ปากกล้า) ขาสั่นใจสั่นอย่างแน่นอน!!

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่าง ‘นวัตกรรมการลดอุบัติเหตุ’ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย สร้างระบบป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน 

(16 ต.ค.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในการเปิดเวที Kick Off ชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นร่าง ‘นวัตกรรมการลดอุบัติเหตุ’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการศึกษาแนวทางความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน (คศป.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทาง ถนนแบบองค์รวม และกำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องขับเคลื่อน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญ จากเหตุการณ์ของคณะครูและนักเรียนที่เดินทาง มาทัศนศึกษาจากจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็รู้สึกเสียใจทั้งในฐานะผู้นำประเทศ ไม่ต่างจากทุกคนที่เห็นภาพข่าวในวันนั้น

นายประเสริฐ กล่าวว่า การศึกษาแนวทางและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยเป็นวาระร่วมของประเทศในขณะนี้ สังคมจับตามองควรมีการกำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ แนวทางการแก้ไขปัญหา และมาตรฐานความปลอดภัย โดยกำหนดให้มีโครงสร้างการทำงานแบบมีส่วนร่วม เพื่อบูรณาการจัดทำแผนสนับสนุนการ จัดอบรมให้ความรู้รวมถึงด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมีโครงสร้างการที่เน้นการมีส่วนร่วมของ หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เป็นต้น 

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ควรส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันในการเดินทาง และเสริมสร้างให้เกิดระบบบริหารจัดการถนน อัจฉริยะที่เป็นต้นแบบ และเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งพัฒนาให้เกิดระบบฐานข้อมูล เชื่อมต่อการ บูรณาการบนระบบฐานข้อมูล และตรวจสอบสมรรถนะ คน ยานพาหนะ และกฎหมายจราจร ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงควรบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังเรื่องความปลอดภัยสูงสุดทุกรูปแบบ ประการสุดท้าย หากคณะกรรมการชุดนี้ได้สรุปและรวบรวมข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น จนเกิดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเรียบร้อย แล้วกระผมในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาและมีข้อสั่งการต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ปฏิบัติต่อไป 

การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ , นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข , ดร.วัลลภ สุวรรณดี ประธานอนุกรรมการด้านวิชาการฯ , นายสมชาย สุดเสนาะ ประธานอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบปฏิบัติการฯ , อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร, อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , สภาเด็กและเยาวชน , ผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะ , ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง , พนักงานรับส่งผ่านแอพพลิเคชั่น , คณะกรรมการศึกษาแนวทางการส่งเสริมความปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน พร้อมหน่วยงาน องค์กร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 700 คน โดยจะมีการสรุปผลเพื่อ จัดทำร่าง ‘นวัตกรรมการลดอุบัติเหตุ’ ฉบับสมบูรณ์ต่อไป

‘AION’ จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้รถยนต์รุ่น ‘AION ES’ ตอกย้ำ!! รถแท็กซี่ไฟฟ้ายุคใหม่ ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม

(16 ต.ค 67) AION THAILAND ร่วมมือกับสมาคมประสานงานรถรับจ้างสุวรรณภูมิ จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับคนขับแท็กซี่ ณ ลานจอดรถแท็กซี่ สนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 24 - 26 กันยายนที่ผ่านมา โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ AION ES รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสารในบริการขนส่งสาธารณะอย่างแท็กซี่ โดยเน้นถึงประสิทธิภาพสูงและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยในกิจกรรมครั้งนี้ ทาง AION THAILAND ได้มอบสิ่งของอำนวยความสะดวกให้แก่คนขับแท็กซี่ที่เข้าร่วมกิจกรรม เช่น ยาดม ทิชชูเปียก ผ้าเย็น และน้ำดื่ม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับโค้ดชาร์จไฟฟรีสำหรับใช้งานที่ EV Station Pluz สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมขนส่งสาธารณะ โดยมี EVme ผู้ให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า และไทยสมาย ลีสซิ่ง ผู้นำด้านธุรกิจรถแท็กซี่แบบครบวงจร เข้าร่วมงานในครั้งนี้

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น AION ES ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของคนขับรถแท็กซี่โดยเฉพาะ ทั้งในด้านการประหยัดพลังงาน การขับขี่ที่เงียบ และการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอย่างมีนัยสำคัญ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไม่ปล่อยไอเสียที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งยังมีระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพและสามารถชาร์จไฟได้ทั้งที่บ้านและสถานีชาร์จไฟที่มีให้บริการทั่วประเทศ

ในแง่ของประสิทธิภาพ AION ES สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง 442 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในแต่ละวันของคนขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากนี้ ตัวรถ AION ES ยังมีพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการเดินทางระยะยาว ด้วยเบาะนั่งที่รองรับสรีระอย่างเหมาะสม ทำให้ขับขี่ได้อย่างสบายและลดความเหนื่อยล้า

เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบของ AION ES ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขับขี่อย่างมาก โดยค่าใช้จ่ายในการชาร์จพลังงานต่อกิโลเมตรอยู่ที่เพียง 60-70 สตางค์ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการเติมพลังงานแล้ว AION ES ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม เพราะไม่มีระบบเครื่องยนต์ซับซ้อนเหมือนกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ส่งผลให้มีการสึกหรอน้อยกว่า จึงไม่ต้องเสียค่าซ่อมบำรุงที่สูง

AION ES ถูกออกแบบมาให้เน้นที่ความนุ่มนวลในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นในสภาพถนนที่ขรุขระหรือต้องเผชิญกับการจราจรที่หนาแน่นของกรุงเทพฯ ระบบช่วงล่างและระบบควบคุมที่ล้ำสมัยช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเมื่อยล้าของคนขับ อีกทั้งยังมีเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์น้อยลง ทำให้ทั้งคนขับและผู้โดยสารรู้สึกสบายและผ่อนคลายมากขึ้น ด้วยการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนขับแท็กซี่ AION ES ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้โดยสารที่ได้ใช้บริการ พวกเขาชื่นชมถึงความสะดวกสบายของห้องโดยสาร ความเงียบสงบขณะเดินทาง และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง สามารถรองรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย

ณัฐวุฒิ เปิดเหตุผลไม่ได้เข้าร่วมงานนวมินทราชา อาจจะเป็นเพราะการประสานงาน

(15 ต.ค. 67) นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืน ม.112 หลังจากนี้ว่า นโยบายเกือบทั้งหมด พิจารณาต่อเนื่องมาจากสมัยพรรคก้าวไกล นโยบายแต่ละอย่างต้องมาดูรายละเอียดว่าได้ผลักดันไปแล้วบ้างหรือไม่ สำหรับ ม.112 ตนย้ำมาโดยตลอดว่าเห็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งต้องตรงกัน แต่ก็เคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะนำมาเป็นกรอบในการเดินหน้าว่าหากจะแก้ไขปัญหา ม.112 จะเดินหน้าตามกรอบที่ศาลกำหนดและสิ่งที่พรรคจะทำมากน้อยแค่ไหน โดยตนอยากเรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม หากเห็นตรงกันเป็นฉันทามติของสังคม อยากให้มาช่วยกันติดตาม โดยควรจะหาข้อสรุปให้สังคมและคืนความยุติธรรมบางส่วนให้ผู้ได้รับผลกระทบจากคดี

เมื่อถามว่าเรื่องนี้อ่อนไหว อย่างวันที่ 14 ต.ค. วันรำลึกเหตุการณ์ 14 ต.ค. พรรคประชาชนไปวางพวงมาลา แต่วันที่ 13 ต.ค. วันนวมินทราธิราช พรรคประชาชนกลับไม่ไป จะทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยจากฝั่งอนุรักษ์นิยมหรือไม่ นายณัฐวุฒิ ตอบว่า ในกรณีของงานพิธีทุกอย่างที่มีการติดต่อหรือประสานงานมา เราเองก็เข้าร่วมตลอด ตนเองในวันที่ 13 ต.ค. ก็เข้าร่วมพิธีในจังหวัดอ่างทอง และเพื่อนสมาชิกก็เข้าร่วมพิธีตามจังหวัดต่างๆ แต่จากการสอบถามเบื้องต้น คาดว่าอาจจะเป็นเรื่องการประสานงานที่ทำให้เราไม่ได้ไปวางพวงมาลา แต่สำหรับวันอื่น ๆ เราก็ไปร่วมมาโดยตลอด แล้วพิธีการทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบที่สภาวางไว้

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าการเข้าร่วมของ สส.พรรคประชาชน เป็นการเข้าร่วมส่วนตัวในระดับจังหวัด ไม่ใช่ส่วนกลางของพรรค นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่ในเดือน ต.ค. จะเห็นได้ว่ามีวันสำคัญหลายวันที่ต้องแยกส่วนระหว่างประเด็นเรื่องงานพิธีการกับประเด็นเรื่องวันสำคัญของพี่น้องประชาชนที่เราก็จัดอันดับความสำคัญทุกเรื่องอย่างเสมอกัน

ระทึกยามเช้า เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกลางเมือง เด็กช่างยกพวกตีกันบน รฟฟ. สถานีสยาม

(16 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบัญชี X หรือ Twitter หลายรายได้รายงานว่า มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันบนสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีสยาม โดยคาดว่าเป็นการทะเลาะวิวาทของเด็กช่าง โดยปัจจุบันสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้แล้ว 

12 ยอดฝีมือจาก 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ 2024' รับทุนสนับสนุนพัฒนาฝีมือจากเครือ ‘บางจาก’

(16 ต.ค. 67) นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ ประธานจัดการแข่งขัน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์' และนายพงษ์ศิริ ศิริมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายปรับปรุงและซ่อมบำรุงสถานีบริการ และนายรชต พืชจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการโรงกลั่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีกับแชมป์กอล์ฟเยาวชน ในการแข่งขันรายการ 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ 2024' แข่งขันระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค.2567 ที่แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี  
คลับ จ.นครราชสีมา 

รายการนี้เป็นอีกหนึ่งรายการที่นับคะแนนสะสมในอันดับนักกอล์ฟสมัครเล่นโลก (World Amateur Golf Ranking – WGAR) และคะแนนสะสมของ Junior Golf Scoreboard (JGS) 

สรุปผลการแข่งขัน 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ 2024' รอบสุดท้าย  (13 ต.ค.67) มีดังนี้
รุ่น Special GENZ (ชาย) ที่ 1 ปุณยวัจน์ จงศรีอดิสรณ์ คว้าแชมป์ด้วยสกอร์รวม 3 โอเวอร์พาร์ 219 (74-73-72) 

รุ่น Special GENZ (หญิง) ที่ 1 เกณิกา บุญประเสริฐ สกอร์รวม 1 โอเวอร์พาร์ 217 (68-73-76) 

รุ่น Super GENZ (ชาย) ที่ 1 ราชศักดิ์ สุระสัจจะ นักกอล์ฟเจ้าถิ่น ฟอร์มฮอตในรอบสุดท้าย เก็บเพิ่มอีก 3 อันเดอร์ คว้าแชมป์ไปด้วยสกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 208  (70-69-69)  

รุ่น Super GENZ (หญิง) ในรุ่นนี้เป็นการเพลย์ออฟระหว่าง ภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ และเขมมินทรา งามเหลา ที่เร่งเครื่องรอบเดียวเก็บไป 4 อันเดอร์ ทำให้สกอร์รวมในรอบสุดท้ายเท่ากันที่ 2 อันเดอร์พาร์ 214 หลังจบการเพลย์ออฟที่หลุม 1 ผลปรากฏว่า เขมมินทรา อาศัยความนิ่งพัตต์พาร์ลง คว้าแชมป์สนามนี้ได้สำเร็จ สกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 214 (71-75-68)  

รุ่น Junior GENZ (ชาย) ที่ 1 อิทธิ์ชพัฒน์ บัณฑิตมหากุล รอบสุดท้ายตีโหดกดเพิ่มได้อีก 5 อันเดอร์พาร์ สกอร์รวมสองวันที่ 10 อันเดอร์พาร์ 206 (71-68-67) รุ่น Junior GENZ (หญิง) ที่ 1 ณชา สถิตย์สัมพันธ์ คว้าแชมป์ในสนามสุดท้ายไปครองด้วยสกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 211 (65-72-74) 

สำหรับนักกอล์ฟที่ได้เข้าร่วมโครงการ GENZ Crew 2024 และได้รับทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาฝีมือจากทาง 'บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)' จำนวน 12 คน มีดังนี้ รุ่น Super GENZ (ชาย) ภูมิกิตติ์ พิชยเสาวภาคย์, ปัญญาภัทร์ ขันติยู และณฐภัทร ตรงจิตภักดี รุ่น Super GENZ (หญิง) เขมมินทรา งามเหลา, ศศิศรร์ จงศรีอดิสรณ์ และภัสธนมนท์ สุทธิรักษ์พงศ์ รุ่น Junior GENZ (ชาย) อิทธิ์ชพัฒน์ บัณฑิตมหากุล, ฐิติวัฒน์ ปิตุรงคพิทักษ์ และสุรพิชญ์ พิชยเสาวภาคย์ รุ่น Junior GENZ (หญิง) สุริฏฐ์ปรียา พฤกษานุบาล, ณชา สถิตย์สัมพันธ์ และสุธันยา โกมลเกษรักษ์...ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และอัพเดทกิจกรรมต่างๆ ของ 'เดอะ เจ็นซ์' ได้ที่ Official Line : @genzgolf  หรือโทร. 065 696 2229


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top