Thursday, 5 November 2026
Hard News Team

‘สุวรรณภูมิ’ คว้ารางวัล Prix Versailles 2024 ชูความวิจิตรเอกลักษณ์ไทยอวดสายตาชาวโลก

(4 ธ.ค.67) ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และนายเอนก ธีระวิวัฒน์ชัย รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานยุทธศาสตร์ เข้ารับรางวัล Prix Versailles ประจำปี 2024 หมวดหมู่ สนามบิน สาขาสถาปัตยกรรมดีเด่นด้านรูปลักษณ์อาคาร (Exterior) ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ดร.กีรติ กล่าวว่า อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Midfield Satellite 1: SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับรางวัล Prix Versailles ในฐานะสนามบินสวยที่สุดในโลกประจำปี 2567 (The World’s most beautiful List 2024) จากคณะกรรมการ The Prix Versailles Selection Committee ร่วมกับ United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization หรือ UNESCO ซึ่งอาคาร SAT-1 ทสภ.ได้ถ่ายทอดความวิจิตรของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ไทยตั้งแต่ก้าวแรกที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศ

ด้วยการนำจุดแข็งทางวัฒนธรรมมาออกแบบการตกแต่งภายในอาคารเป็นแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมและศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างอาคารที่ทันสมัยครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต โดยรางวัลนี้ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ไปพร้อมกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวได้สัมผัสวัฒนธรรมไทยผสานการออกแบบอาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Design) ใช้วัสดุการก่อสร้างที่ดูแลรักษาได้ง่าย เพื่อช่วยให้ประหยัดพลังงานและเน้นการใช้แสงธรรมชาติตอบสนองนโยบายสนามบินสีเขียว (Green Airport) ทั้งยังเป็นการตอกย้ำด้านการยกระดับงานบริการ (Level of Service) ของ AOT ซึ่งจะผลักดันให้ท่าอากาศยานไทยก้าวเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ดร.กีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า AOT รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างมาก ซึ่งการได้รับรางวัลนี้จะเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของอีกหนึ่งการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้โดยสารจากทั่วโลก และเราจะมุ่งมั่นรักษามาตรฐานความสวยงามและประสิทธิภาพในการให้บริการ เพื่อให้ทุกการเดินทางของผู้โดยสารเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและจดจำ ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยต่อไป

ปักหมุดไทยทุ่มพันล้าน เปิดโรงงานแห่งแรก ชิงส่วนแบ่งรถบรรทุก ตั้งเป้าเริ่มผลิต 1,800 คันต่อปี

(2 ธ.ค. 67) “โฟตอน” ค่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์รายใหญ่ของจีน ได้ร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดโรงงานผลิตรถบรรทุก “โฟตอน ซีพี มอเตอร์” (FOTON CP Motor) แห่งแรกในประเทศไทย ณ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท โรงงานนี้จะเป็นฐานการผลิตรถบรรทุกรุ่นพวงมาลัยขวา โดยมีแผนผลิต 1,800 คันต่อปี สำหรับตลาดในประเทศ 80% และส่งออก 20% คาดว่าภายใน 3 ปีจะสามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่า 7,200 คัน

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ตอกย้ำการเติบโตของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย และเปิดโอกาสสำหรับการขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในปีนี้ยอดขายของ “ซีพี โฟตอน” เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

นายชาง รุ่ย (Mr. Chang Rui) ประธานโฟตอน มอเตอร์ กรุ๊ป กล่าวว่า การเปิดโรงงานในไทยเป็นการขยายความร่วมมือระหว่างโฟตอนและเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยโรงงานนี้จะผลิตทั้งรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปและยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อรองรับความต้องการของตลาดไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายนพดล เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม (จีน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเสริมว่า การจัดตั้งโรงงาน “โฟตอน ซีพี มอเตอร์” จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และโลจิสติกส์ของไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค พร้อมกับการขยายฐานการผลิตและความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรม เช่น Foton Cummins และ Yuchai

นายชัชชัย นาคประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด กล่าวถึงการตั้งโรงงานในไทยว่าเป็นการตอกย้ำความมั่นคงในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย โดยยอดจำหน่ายรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) ของบริษัทเติบโต 260% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเปิดโรงงาน “โฟตอน ซีพี มอเตอร์” ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และโลจิสติกส์ของไทยสู่อนาคต โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิกและขยายฐานการผลิตไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

การตั้งโรงงานในประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ “โฟตอน มอเตอร์ กรุ๊ป” ในการขยายธุรกิจทั่วโลก โดยในปี 2023 โฟตอนสามารถส่งออกรถยนต์ได้ 131,000 คัน และตั้งเป้าหมายส่งออก 150,000 คันในปี 2024 รวมถึงมุ่งหวังเพิ่มจำนวนการผลิตให้ถึง 300,000 คันในปี 2030

การร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-จีน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่พร้อมก้าวสู่ความเป็นผู้นำในด้านพลังงานใหม่และโลจิสติกส์แห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

คว้ารางวัลอันดับ 3 โอลิมปิกหุ่นยนต์โลกที่ตุรเคีย WORLD ROBOT OLYMPIAD International Final 2024

(4 ธ.ค. 67) การแข่งขัน WORLD ROBOT OLYMPIAD International Final 2024 (WRO) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่  28-30 พฤศจิกายน ที่เมืองอิซเมียร์ สาธารณรัฐตุรเคีย โดยการแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจาก  87 ประเทศ รวม 562 ทีม โดยทีมเยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 16 ทีม คว้ารางวัลสำคัญมาครอง 3 รางวัลได้แก่ รางวัลชนะเลิศอันดับ 3 ประเภท Robomission รุ่น Elementary ทีม Skyfall จาก Smart Robot Club สมาชิกในทีมประกอบด้วย เด็กชายเคลตัน วินเตอร์ ซัสแมน จูเนียร์, เด็กชายณัฐธีร์ ปัญจะ และเด็กหญิงกีรติกรณ์ ตั้งสกุลประเสริฐ  

รางวัล Team Spirit ประเภท Future Innovators รุ่น Elementary ทีม 3 Chicken จาก Robocod Center สมาชิกในทีมประกอบด้วย เด็กชายภวัต เที่ยงธรรม, เด็กชายวรินทร ไผ่เฉลิม และเด็กชายภัทระ โศภิษฐ์ประภา  

รางวัลชนะเลิศอันดับ 6 ประเภท Future Engineers ทีม KMIDS Thermodynamically Favorable จากโรงเรียน KMIDS สมาชิกประกอบด้วย นายชญานนท์ นินยวี  และนายณัฐพนธ์ อิทธิสถิตกุลชัย  

สำหรับการแข่งขัน WRO เป็นการแข่งขันสำหรับเยาวชนอายุระหว่าง 8-19 ปี การแข่งขันโอลิมปิกหุ่นยนต์โลกใช้หุ่นยนต์ที่ผลิตโดย LEGO Education จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2004 ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นการแข่งขันด้านการเขียนโค้ดและการสร้างหุ่นยนต์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างการทำงานแบบทีมเวิร์กแล้ว ทักษะเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในอนาคตด้วย ความสำเร็จจากการแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพและความพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นบุคลากรสำคัญของประเทศต่อไป

‘พลังงาน’ จับมือ ‘ซัสโก้’ ลดราคาดีเซลลิตรละ 1 บาท 1 เดือน ร่วมฉลองวันพ่อแห่งชาติ - ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน

เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แถลงถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน และ กลุ่มบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ในการลดราคาน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 1.00 บาท เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ณ สถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของ ซัสโก้ และ ไซโนเปค ทั้ง 158 แห่ง ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคใต้ เนื่องในโอกาสวันมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อสนองพระราชปณิธานในการสร้างประโยชน์และความสุขแก่พสกนิกรชาวไทย และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า กระทรวงพลังงานมีความมุ่งมั่นและดำเนินนโยบายทุกด้านในการลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันและก๊าซ หรือพลังงานอื่น ๆ เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขให้ประชาชนถ้วนหน้า อย่างไรก็ตาม แม้ราคาก๊าซและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะขึ้นอยู่กับตลาดโลกซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของกระทรวงพลังงาน แต่ที่ผ่านมา ทางกระทรวงก็ไม่นิ่งนอนใจ และพยายามหาหนทางเพื่อลดภาระด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลด้านพลังงานอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

“กระทรวงพลังงานขอขอบคุณกลุ่มบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ คุณมงคล สิมะโรจน์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทฯ เป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนชาวไทยในอีกทางหนึ่ง” 

ด้าน นายมงคล สิมะโรจน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ซัสโก้ฯ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช และเป็นผู้ริเริ่มจัดงาน 5 ธันวามหาราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการร่วมมือกับกระทรวงพลังงานครั้งนี้ว่า  กลุ่มบริษัท ซัสโก้ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจค้าน้ำมันมีความตั้งใจที่จะปรับลดราคาน้ำมันดีเซล เพื่อสนองพระราชปณิธานในการสร้างประโยชน์และความสุขแก่พสกนิกรชาวไทย และช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ภายใต้การบริหารของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่มีนโยบายของทางกระทรวงพลังงานที่ต้องการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร อุตสาหกรรม และการขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไปให้ได้เติมน้ำมันราคาถูก

จีนเปิดหมวดการศึกษาพิเศษ ให้นักเรียนพิการเข้าตำราบนโลกดิจิทัล

(4 ธ.ค. 67) ซินหัวรายงานว่า แพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะระดับชาติสำหรับการเรียนการสอนระดับประถมและมัธยมของจีนเปิดหมวดการศึกษาพิเศษเมื่อวันอังคาร (3 ธ.ค.) ซึ่งตรงกับวันคนพิการสากล

กระทรวงศึกษาธิการของจีนระบุว่าหมวดการศึกษาพิเศษเป็นแหล่งทรัพยากรดิจิทัลสำหรับโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง มีเป้าหมายสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง ครอบคลุม และเหมาะสมกับนักเรียนพิการ

ผู้สอนและผู้ปกครองสามารถเข้าถึงกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ เอกสารนโยบาย และแผนการพัฒนาฉบับล่าสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ และครูในการศึกษาพิเศษสามารถขอรับสื่อดิจิทัลที่ครอบคลุมหลักสูตรฝึกอบรมระดับชาติ รวมถึงกรณีศึกษาและกลยุทธ์การสอนจากทั่วประเทศ

แพลตฟอร์มนี้ยังนำเสนอตำราฉบับอิเล็กทรอนิกส์และทรัพยากรวิดีโอใหม่ล่าสุดสำหรับการศึกษาพิเศษ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับงานและกิจกรรมที่ส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนการสอน

กระทรวงฯ เผยว่าการเปิดหมวดการศึกษาพิเศษเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้ายุทธศาสตร์การศึกษาดิจิทัลระดับชาติและอุดช่องโหว่ทางดิจิทัลของนักเรียนพิการของจีน โดยแผนริเริ่มนี้มุ่งรับรองว่านักเรียนทุกคนมีโอกาสเติบโต มีส่วนส่งเสริมสังคม และทำฝันเป็นจริง ไม่ว่าเผชิญความท้าทายใดๆ

อนึ่ง จีนมีนักเรียนพิการราว 9.12 แสนคนในปี 2023

สอท. ร่วมกับ กสทช. จับคอลเซ็นเตอร์จีนเทาตลอบฝังตัวเช่ารีสอร์ทหรูเชียงใหม่ ตั้งฐานหลอกลวงเหยื่อ

วันนี้ (4 ธ.ค. 67) เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ด้านกฎหมายและประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ , นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล  รักษาการ เลขาธิการ กสทช., พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ  รักษาราชการแทน ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สอท. และ เจ้าหน้าที่ กสทช. ร่วมแถลงผลการจับกุมบุคคลต่างด้าวลอบตั้งฐานคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย หลังตำรวจร่วมมือกับ กสทช. ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตในหลายพื้นที่ ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานเข้ามายังประเทศไทยเพื่อใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงและเสถียรกว่าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านโทรหลอกลวงเหยื่อคนไทย การจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนหาข่าว กระทั่งพบรีสอร์ทแห่งนี้ ตั้งอยู่ใน อ.หางดง จว.เชียงใหม่ ซึ่งได้ปิดการให้บริการไปในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แต่กลับมีการให้เช่ารีสอร์ททั้งรีสอร์ท  โดยไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าพัก และมีคนต่างชาติเข้าออกสถานที่ดังกล่าวอย่างผิดสังเกต ชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม และประสานเจ้าหน้าที่ กสทช. ตรวจสอบข้อมูลการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตด้วยเครื่องมือพิเศษ พบว่ามีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณสูงผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าพัก อาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงได้ขอหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้น ผลจากการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้กระทำผิด พร้อมด้วยของกลางเป็นจำนวนมาก

พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวว่า ในห้วงหลายเดือนที่ผ่าน กสทช. ได้ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันจับกุม ซิม เสาสัญญาณ, สถานีโทรคมนาคม และสายเคเบิลข้ามแดนผิดกฎหมาย ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์บางส่วนจำเป็นต้องย้ายเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย การจับกุมนี้ครั้ง ถือเป็นทำงานร่วมกันกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบต่างๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พฤติการณ์ของเครือข่ายนี้ถือ เป็นความผิดฐานรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุโทรคมนาคม อันเป็นความผิด ตาม ม.26 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ.2498 ซึ่งต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสน บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายปราบปรามแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชติ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สอท. 4 ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ได้สืบสวนการกระผิดในพื้นที่ จนกระทั่งพบรีสอร์ทเป้าหมายใน ต.บ้านปง อ.หางดง จว.เชียงใหม่ ซึ่งเคยปิดให้บริการช่วงโควิด ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าพัก แต่มีชาวต่างชาติเข้าออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งผิดปกติ ชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม และประสานเจ้าหน้าที่ กสทช. ตรวจสอบข้อมูลการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วยเครื่องมือพิเศษของ กสทช. พบว่ามีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณสูงผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าพัก คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชา และขอหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่เข้าทำการตรวจค้น โดยพบว่า ผู้ต้องหาชาวจีนแอบลักลอบใช้อินเทอร์เน็ตของร้านกาแฟข้างๆ ปิดบังการใช้สัญญาณของคอลเซ็นเตอร์ เชื่อมโยงกับแก็งค์ที่อยู่ที่ประเทศกัมพูชา โดยพบคนต่างชาติ สัญชาติจีน 9 คน ตรวจยึดอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตได้เป็นจำนวนมาก จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดี โดยจะได้ขยายผลถึงผู้บงการเพื่อปราบปรามให้สิ้นซากต่อไป

ทั้งนี้ จึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนว่า หากพบเห็นสถานที่แห่งใด มีความผิดปกติ เช่นเคยร้างไป แต่กลับมีคนเข้าออกอย่างผิดปกติ หรือมีการใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้า หรือขอใช้อินเทอร์เน็ตมากผิดปกติ  สามารถแจ้งได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โทร.191 หรือ กสทช. 1200 ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบ ป้องกันมิให้คนร้ายเข้ามาตั้งฐานหลอกลวงคนไทยต่อไป

'ผู้ช่วยฯสิรภพ' ลงพื้นที่ ช่วยน้ำท่วมใต้ ออกมาตรการฟื้นฟูซ่อมบ้านเรือนระบบไฟฟ้า พร้อมมอบถุงยังชีพในพื้นที่ จ.ปัตตานี

(4 ธ.ค.67) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ในการนี้ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิเชษฐ์  ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วย นายศักดินาถ  สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมลงพื้นที่ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ โดย นายสิรภพ  และคณะ ได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ จำนวน 4 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1 โรงเรียนบ้านบาโงมูลง หมู่ที่ 6 ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด จุดที่ 2. ศูนย์พักพิงโรงเรียนบ้านหัวคลอง หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ มอบถุงยังชีพ จำนวน 200 ชุด จุดที่ 3. ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะเปาะ อำเภอหนองจิก มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด และ จุดที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด รวมจำนวน ทั้งสิ้น 500 ชุด  

นายสิรภพ กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่นำถุงยังชีพมาช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยได้ปักหลักอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 4 - 7 ธันวาคมนี้ ในส่วนของมาตรการการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ของกระทรวงแรงงานนั้น ประกอบด้วย การลดอัตราเงินสมทบและขยายระยะเวลาการส่งเงินสมทบแก่ลูกจ้างผู้ประกันตนลูกจ้างผู้ประกันตนที่สถานประกอบการถูกน้ำท่วมทำให้ต้องหยุดงานไม่สามารถไปทำงานได้สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย การขึ้นทะเบียนประกันการว่างงาน ผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน กรณีที่อยู่อาศัยของลูกจ้างได้รับผลกระทบเป็นเหตุให้ไปทำงานไม่ได้หรือเข้าทำงานสาย ขอความร่วมมือนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่ถือเป็นวันลา รวมถึงฟื้นฟูในพื้นที่หลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้บางพื้นที่เริ่มคลี่คลายลงแล้ว กระทรวงแรงงานก็จะจัดทีมช่างจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงงาน เข้าไปซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทำงาน บ้านเรือน รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์เล็กทางการเกษตร รวมถึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านอาชีพมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยการจ้างงานภายหลังน้ำลด เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

“กระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพี่น้องภาคใต้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยหลังจากนี้ในช่วงน้ำเริ่มลดลง เราจะนำรูปแบบ “เชียงรายโมเดล” เข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้กลับมาทำงานประกอบอาชีพได้ตามปกติ หรือติดต่อสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 ” นายสิรภพ กล่าว

ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ในห้วงวันที่ 27 พฤศจิกายน ถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 12 อำเภอ ได้รับความเสียหาย 147,002  ครัวเรือน จำนวนประชาชน 428,223 คน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน 7 ราย  มีข้าราชการ/เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปัตตานี  ได้รับความเสียหาย  81 คน บัณฑิตแรงงาน 64 คน และอาสาสมัครแรงงาน  64 คน ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มอบเงินเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องครอบครัวแรงงาน และเครือข่ายด้านแรงงานในจังหวัดปัตตานีแล้ว จำนวน 21 ราย เป็นเงิน 52,500 บาท

'สุริยะ' ประกาศดันนโยบาย 'คมนาคมสีเขียว' เร่งเดินหน้าลงทุนเปลี่ยนอีวีบัส 5,000 คัน

'สุริยะ' ประกาศนโยบายหนุนคมนาคมสีเขียว ดันลงทุนโครงการและระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เร่งเปลี่ยนอีวีบัสกว่า 5,000 คัน พร้อมเปลี่ยนผ่านการเดินทางด้วยระบบรางครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมือง

(4 ธ.ค.67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน งาน Sustainability Forum 2025: Synergizing for Driving Business ซึ่งจัดโดย 'กรุงเทพธุรกิจ' พร้อมกล่าวปาฐกถาในประเด็น 'Mobility Infrastructure for Sustainability 's Journey' โดยระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการลงทุนทุกระบบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อ และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี ตนได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายด้านคมนาคม บริการประชาชน เพื่อสร้างโอกาสประเทศไทย สนองนโยบายรัฐบาล สร้างโอกาสการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้า เชื่อมประสิทธิภาพด้านการคมนาคมให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งทางบก น้ำ ราง และอากาศ ตลอดจนเชื่อมต่อการคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

สำหรับการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงฯ กำหนดกรอบนโยบาย 9 แนวทาง ดังนี้ 1.สานต่อโครงการต่างๆ ตามแผนแม่บทของกระทรวงคมนาคม 2.ส่งเสริมโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ 3.สร้างโอกาสในการลงทุน 4.ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างเท่าเทียม 5.เปิดโอกาสให้โลจิสติกส์ไทย 6.สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรีนโลจิสติกส์เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 

7. เพิ่มความปลอดภัยภาคคมนาคมขนส่งทั้งในช่วงก่อสร้างและการให้บริการ โดยมุ่งเน้นการกำกับดูแลให้ได้มาตรฐาน 8. ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 9.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกมิติ

“เป้าหมายกระทรวงคมนาคม เรามุ่งเน้นปรับเปลี่ยนการขนส่งจากทางถนน เป็นการขนส่งทางรางและทางน้ำ ส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนการเดินทางมาเป็นขนส่งสาธารณะ มุ่งหวังประเทศไทยจะต้องมีคมนาคมขนส่งคนและสินค้าที่มีประสิทธิภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของประชาชน” นายสุริยะ กล่าว

ทั้งนี้ การผลักดันภาคขนส่งให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงฯ ได้มุ่งเน้นพัฒนาระบบขนส่งที่ตอบโจทย์การเดินทางของประชาชน เชื่อมต่อทุกการเดินทางจากบ้าน ที่ทำงาน สู่พื้นที่สำคัญต่างๆ โดยเชื่อว่าการเดินทางด้วยระบบราง รถไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ

รวมทั้งกระทรวงฯ จะเร่งเสริมให้เอกชน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งทางบก พัฒนาฟีดเดอร์ที่สนับสนุนระบบราง ด้วยการเปลี่ยนผ่านอีวีบัส รถเมล์ รถโดยสารประจำทาง และรถโดยสาร บขส. ให้ปรับเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเป็นยานยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งตามแผนกระทรวงฯ จะส่งเสริมการเปลี่ยนอีวีบัสรวมกว่า 5,000 คัน ประกอบด้วย รถโดยสารประจำทางไฟฟ้าเขต กทม.และปริมณฑล ภายใต้สัมปทานของเอกชน ปัจจุบันให้บริการ 2,350 คัน จะเพิ่มเป็น 3,100 คันภายในปีหน้า รวมไปถึงการเปลี่ยนรถโดยสารไฟฟ้าของ ขสมก. ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนรถไฟฟ้า 1,520 คัน ทดแทนรถโดยสารครีมแดง (รถร้อน) และการเปลี่ยนรถโดยสารไฟฟ้าระหว่างเมืองของ บขส. ที่มีแผนเปลี่ยน 381 คัน

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า เพื่อผลักดันให้ระบบรางเป็นการคมนาคมหลักของประเทศ กระทรวงฯ มีแผนพัฒนารถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวม 14 เส้นทาง ระยะทาง 554 กิโลเมตร ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 13 โครงการ ระยะทาง 276.84 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 โครงการ ระยะทาง 84.30 กิโลเมตร อยู่ระหว่างขออนุมัติ 3 โครงการ ระยะทาง 29.34 กิโลเมตร เตรียมความพร้อม 12 โครงการ ระยะทาง 162.93 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ โดยเปิดให้บริการแล้ว 4,044 กิโลเมตร ก่อสร้างเสร็จ 5 เส้นทาง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 เส้นทาง ขออนุมัติโครงการและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 6 โครงการ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้วพร้อมประกวดราคา 1 โครงการ

ขณะที่การพัฒนารถไฟความเร็วสูง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 2 เส้นทาง ระยะทาง 473 กิโลเมตร ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ระยะ 1 ช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้าง และรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง ส่วน 1 เส้นทาง อยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการ คือ ไฮสปีดไทยจีนระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย

ด้านการพัฒนาขนส่งทางน้ำ กระทรวงมีการพัฒนาท่าเรือโดยสารสาธารณะ จำนวน 18 ท่า ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 11 ท่า  คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2568 จำนวน 5 ท่า และภายในปี 2570 จะเปิดให้บริการได้ 13 ท่า รวมเป็น 29 ท่า นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ได้แก่ ชลบุรี เกาะสมุย และภูเก็ต เพื่อเป็นท่าเรือท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 เพื่อเพิ่มท่าเทียบเรือและแก้ไขปัญหาการจราจรภายในท่าเรือให้เกิดความสะดวก

ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศ ได้ผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ใน 20 อันดับโลกภายในปี 2572 โดยในระยะเร่งด่วน จะนำเทคโนโลยีใหม่มาให้บริการและเร่งปรับปรุงอาคารสถานที่ที่ดำเนินการได้ทันที รวมถึงการตรวจ FAA เพื่อปรับระดับมาตรฐานการบินและการเตรียมพร้อมในการตรวจของ ICAO ตลอดจนการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานในภูมิภาค เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ซึ่งจะเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลในภูมิภาคอาเซียน โดยการศึกษาพบว่าจะช่วยลดต้นการขนส่งสินค้า  15-20% เพิ่มการจ้างงานได้ 2 แสนอัตรา และโครงการนี้คาดว่าจะทำให้ GDP ของไทยโตขึ้น 5.5%

รัฐสภาเตรียมถอดถอน-ครม.จ่อลาออกยกชุด เกาหลีลงถนนประท้วง "ยุนซอกยอล" ประกาศกฎอัยการศึก

(4 ธ.ค. 67) ประธานาธิบดียุนซอกยอล ของเกาหลีใต้ กำลังเผชิญแรงกดดันให้ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง หลังจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อคืนที่ผ่านมา แม้ว่าเขาจะยกเลิกคำสั่งในเช้าวันนี้ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังคงรุนแรง  

ขณะที่ 4 ธ.ค. พรรคประชาธิปไตยและพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในเกาหลีใต้ได้ยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดียุนซอกยอล โดยมีสาเหตุมาจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกอย่างกะทันหันในคืนวันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งสร้างความตกตะลึงทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ  

แม้กฎอัยการศึกดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เพียง 6 ชั่วโมงก่อนจะถูกรัฐสภาลงมติยกเลิกในเช้าวันถัดมา แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ยุนเผชิญกับกระแสกดดันอย่างหนักจากทั้งประชาชนและสมาชิกสภา อย่างไรก็ตาม ยุนยังคงปฏิเสธที่จะลาออกและเลือกที่จะเก็บตัวเงียบ โดยในช่วงเช้าวันที่ 4 ธันวาคม เขาได้ยกเลิกภารกิจทางการทั้งหมด  

สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ที่ปรึกษาอาวุโสและเลขานุการส่วนตัวของยุนหลายคนได้เสนอขอลาออก ขณะที่รัฐมนตรีหลายคน รวมถึงนายคิมยองฮยุน รัฐมนตรีกลาโหม ก็กำลังเผชิญเสียงเรียกร้องให้ลาออกจากกรณีสนับสนุนการใช้กฎอัยการศึก ซึ่งถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดทางการเมืองครั้งใหญ่

สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าคณะรัฐมนตรีของเกาหลีใต้แสดงความตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งยกชุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการเพื่อตอบโต้วิกฤตการเมืองของประเทศ

รายงานข่าวเผยว่าฮัน ด็อก-ซู นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ แสดงความพร้อมที่จะ "รับใช้ประชาชนจนวินาทีสุดท้าย" โดยฮันมีกำหนดพบปะกับหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (People Power Party) และผู้ช่วยอาวุโสของประธานาธิบดียุน ซ็อก-ย็อลช่วงบ่ายวันพุธ (4 ธ.ค.)

ขณะที่สมาพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี (KCTU) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยการโพสต์ข้อความผ่านโลกออนไลน์ ระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึกระยะสั้นของยุนว่าเป็น "อาชญากรรมแห่งการก่อกบฏ" พร้อมทั้งเรียกร้องให้สมาชิกมากกว่า 1 ล้านคนมารวมตัวกันที่กรุงโซลและสถานที่อื่นๆ ในเช้าวันพุธ เพื่อต่อต้านการเคลื่อนไหวดังกล่าว

ตามรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ รัฐสภามีอำนาจยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดีหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ หากพบว่ามีการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย โดยกระบวนการนี้ต้องได้รับเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาซึ่งมีทั้งหมด 300 คน  

ในปัจจุบัน พรรคฝ่ายค้าน รวมกับพรรคเล็ก มีเสียงรวม 192 เสียง เสียงเกินครึ่งนึง ขณะที่ขณะที่พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นรัฐบาล มี 108 เสียง แม้สมาชิกของพรรครัฐบาลจะลงมติไม่เห็นด้วยต่อการประกาศกฎอัยการศึก แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนการถอดถอนหรือไม่

หากรัฐสภามีมติถอดถอน ประธานาธิบดีจะถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยนายกรัฐมนตรีจะขึ้นรักษาการแทน ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาสูงสุด 6 เดือนในการพิจารณาคำร้อง พร้อมตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ใน 9 เสียง  

ปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีผู้พิพากษาไม่ครบองค์คณะ เนื่องจากว่างอยู่ 3 ตำแหน่ง ยังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการพิจารณาได้หรือไม่  

ที่ผ่านมา มีการถอดถอนประธานาธิบดีเกาหลีใต้แล้วหลายครั้ง ตัวอย่างสำคัญคือ นางปาร์กกึนฮเย ประธานาธิบดีหญิงคนแรก ถูกถอดถอนเมื่อปี 2017 ในข้อหาคบคิดกับคนสนิทและใช้อำนาจโดยมิชอบ ในขณะที่นายโนห์มูฮยอน ถูกยื่นญัตติถอดถอนเมื่อปี 2004 แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินไม่รับญัตติ ทำให้เขาดำรงตำแหน่งจนครบวาระ  

หากยุนซอกยอนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือหากเขาลาออกเอง การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่จะต้องเกิดขึ้นภายใน 60 วัน โดยในระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรักษาการ  

มุมมองเส้นทางสู่สันติภาพของ ‘อิหร่าน’ เปิดกว้างสู่การเจรจา...รวมถึง ‘สหรัฐ อเมริกา’

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2024 Masoud Pezeshkian ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่าน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากพิธีรับตำแหน่ง Ismail Haniyeh อดีตนายกรัฐมนตรีของปาเลสไตน์เนชันแนลออธอริตี้ และประธานสำนักงานการเมืองฮามาส ถูกอิสราเอลลอบสังหารที่บ้านพักใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดีอิหร่าน โดย Haniyeh ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีสาบานตน และการสังหารเขาบนแผ่นดินอิหร่านทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของความท้าทายที่ประธานาธิบดี Pezeshkian จะต้องเผชิญในการดำเนินการเพื่อความสำเร็จของนโยบายต่างประเทศของเขา

แต่ ประธานาธิบดี Pezeshkian ได้เตรียมพร้อมเป็นอย่างดีที่จะรับมือกับความยากลำบากทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประธานาธิบดี Pezeshkian ตระหนักดีว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคหลังขั้วโลก ซึ่งผู้มีบทบาทระดับโลกสามารถร่วมมือและแข่งขันกันในพื้นที่ต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน เขาได้ใช้หลักนโยบายต่างประเทศที่ยืดหยุ่น โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางการทูตและการเจรจาที่สร้างสรรค์มากกว่าการพึ่งพาแนวทางที่ล้าสมัย วิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับความมั่นคงของอิหร่านนั้นครอบคลุมทั้งศักยภาพด้านการป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมและการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ผ่านการปรับปรุงในภาคส่วนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ประธานาธิบดี Pezeshkian ต้องการเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง เขาต้องการร่วมมือกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรของอิหร่าน แต่เขาก็ยังต้องการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับตะวันตกด้วย รัฐบาลของเขาพร้อมที่จะจัดการกับความตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งเลือกประธานาธิบดีคนใหม่เช่นกัน ประธานาธิบดี Pezeshkian หวังว่า จะมีการเจรจาที่เท่าเทียมกันเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่ ประธานาธิบดี Pezeshkian ได้ชี้แจงไว้อย่างชัดเจนว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล อิหร่านจะยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานของอิสราเอลเสมอ และจะไม่ย่อท้อในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 

นี่คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์แห่งความมั่นคงที่โลกไม่ควรปล่อยให้หลุดลอยไป แน่นอนว่า เตหะรานจะไม่ทำเช่นนั้น หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเปราะบางมาเป็นเวลาสองศตวรรษ อิหร่านภายใต้การนำของ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุด ซึ่งในที่สุดได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อิหร่านสามารถป้องกันตัวเองจากการรุกรานจากภายนอกได้ เพื่อยกระดับความสำเร็จดังกล่าวขึ้นอีกขั้น อิหร่านภายใต้คณะบริหารชุดใหม่มีแผนที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างระเบียบภูมิภาคในอันที่ส่งเสริมเสถียรภาพ ความมั่งคั่ง และความมั่นคง จากผลกระทบของการแทรกแซงจากต่างประเทศ สงคราม ความขัดแย้งทางศาสนา การก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การขาดแคลนน้ำ วิกฤตผู้ลี้ภัย และการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม มาอย่างยาวนาน เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ อิหร่านและพันธมิตรจะทำงานเพื่อแสวงหาการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน เสรีภาพในการเดินเรือ การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการเจรจาพูดคุยระหว่างศาสนา

ในที่สุด ความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดการภูมิภาคแบบใหม่ที่ลดการพึ่งพาอำนาจภายนอกอ่าวเปอร์เซีย และกระตุ้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแก้ไขข้อขัดแย้งผ่านกลไกการแก้ไขข้อพิพาท เพื่อดำเนินการดังกล่าว ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาจดำเนินการตามสนธิสัญญา ก่อตั้งสถาบัน กำหนดนโยบาย และผ่านมาตรการทางกฎหมาย อิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านสามารถเริ่มต้นด้วยการเลียนแบบกระบวนการเฮลซิงกิ ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งองค์กรเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป พวกเขาสามารถใช้คำสั่งที่ไม่เคยได้รับการนำไปปฏิบัติซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมอบให้กับเลขาธิการสหประชาชาติในปี 1987 ภายใต้มติ 598 มติดังกล่าวซึ่งยุติสงครามอิหร่าน-อิรัก เรียกร้องให้เลขาธิการหารือกับอิหร่าน อิรัก และรัฐในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อสำรวจมาตรการที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงและเสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซีย ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี Pezeshkian เชื่อว่า บทบัญญัตินี้สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับการเจรจาระดับภูมิภาคได้อย่างครอบคลุม

แน่นอนว่า มีอุปสรรคที่อิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านต้องเอาชนะเพื่อส่งเสริมให้เกิดระเบียบที่ประกอบด้วยสันติภาพและการบูรณาการในภูมิภาค ความแตกต่างบางอย่างกับประเทศเพื่อนบ้านมีต้นกำเนิดที่หยั่งรากลึก ซึ่งถูกกำหนดขึ้นจากการตีความประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ความแตกต่างอื่น ๆ เกิดจากความเข้าใจผิด ซึ่งส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากการสื่อสารที่ไม่ดีหรือไม่เพียงพอ และยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นโครงสร้างทางการเมืองที่ถูกปลูกฝังโดยประเทศภายนอกภูมิภาค เช่น ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับลักษณะและวัตถุประสงค์ของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

แต่อ่าวเปอร์เซียต้องเดินหน้าต่อไป วิสัยทัศน์ของอิหร่านนั้น สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศอาหรับ ซึ่งล้วนต้องการภูมิภาคที่มีเสถียรภาพและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อไป อิหร่านและโลกอาหรับจึงควรสามารถทำงานผ่านความแตกต่างได้ การสนับสนุนการต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ของอิหร่านอาจช่วยกระตุ้นความร่วมมือดังกล่าวได้ โลกอาหรับจะเป็นหนึ่งเดียวกับอิหร่านในการสนับสนุนการฟื้นฟูสิทธิของชาวปาเลสไตน์

หลังจากการจำกัดทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านมานานกว่า 20 ปี สหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตกควรตระหนักว่า อิหร่านไม่ได้สนองตอบต่อแรงกดดัน มาตรการบังคับที่เข้มข้นขึ้นของพวกเขากลับส่งผลเสียอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสูงสุดของการรณรงค์กดดันสูงสุดล่าสุดของวอชิงตัน และเพียงไม่กี่วันหลังจากการคว่ำบาตรของอิสราเอล สภานิติบัญญัติของอิหร่านได้ผ่านกฎหมายที่สั่งให้รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และลดการตรวจสอบระหว่างประเทศ จำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงในอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งเป็นปีที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ และระดับการเสริมสมรรถนะพุ่งสูงขึ้นจาก 3.5 เปอร์เซ็นต์เป็นมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หากฝ่ายตะวันตกไม่ละทิ้งแนวทางความร่วมมือ ในเรื่องนี้ Trump ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งในเดือนมกราคม 2025 และพันธมิตรของวอชิงตันในยุโรปต่างก็มีส่วนรับผิดชอบต่อความก้าวหน้าทางนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องของอิหร่าน

แทนที่จะเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ฝ่ายตะวันตกควรแสวงหาวิธีการเพื่อแก้ปัญหาเชิงบวก ข้อตกลงนิวเคลียร์ถือเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมือนใคร และฝ่ายตะวันตกควรพยายามฟื้นคืนข้อตกลงนี้ แต่เพื่อที่จะทำเช่นนั้น ฝ่ายตะวันตกจะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง รวมถึงมาตรการการลงทุนทางการเมือง นิติบัญญัติ และผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากข้อตกลงนี้ตามที่ได้สัญญาไว้ หาก Trump ตัดสินใจดำเนินการดังกล่าว อิหร่านก็เต็มใจที่จะมีการเจรจาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งเตหะรานและวอชิงตัน

ในขอบเขตที่กว้างขึ้น ผู้กำหนดนโยบายของชาติตะวันตกต้องยอมรับว่า กลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่การทำให้อิหร่านและประเทศอาหรับต่อสู้กันโดยสนับสนุนความคิดริเริ่มต่างๆ เช่น ข้อตกลงอับราฮัม (ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ปกติระหว่างประเทศอาหรับต่าง ๆ กับอิสราเอล) พิสูจน์แล้วว่า ในอดีตไม่มีประสิทธิภาพและจะไม่ประสบความสำเร็จในอนาคตอีกด้วย ชาติตะวันตกต้องการแนวทางที่สร้างสรรค์กว่านี้ ซึ่งใช้ประโยชน์จากความเชื่อมั่นที่อิหร่านได้รับมาอย่างยากลำบาก ยอมรับอิหร่านว่าเป็นส่วนหนึ่งของเสถียรภาพในภูมิภาค และแสวงหาวิธีแก้ปัญหาแบบร่วมมือเพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ความท้าทายร่วมกันดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เตหะรานและวอชิงตันมีส่วนร่วมในการจัดการความขัดแย้งแทนที่จะเพิ่มความรุนแรงแบบทวีคูณ ทุกประเทศ รวมทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในการแก้ไขสาเหตุพื้นฐานของความไม่สงบในภูมิภาค

นั่นหมายความว่า ทุกประเทศต่างมีผลประโยชน์ในการหยุดยั้งการยึดครองของอิสราเอล พวกเขาควรตระหนักว่า การต่อสู้และความโกรธแค้นจะดำเนินต่อไปจนกว่าการยึดครองจะสิ้นสุดลง อิสราเอลอาจคิดว่าสามารถเอาชนะชาวปาเลสไตน์ได้อย่างถาวร แต่ทำไม่ได้ ประชาชนที่ไม่มีอะไรจะสูญเสียไม่สามารถพ่ายแพ้ได้ องค์กรต่าง ๆ เช่น ฮิซบุลเลาะห์และฮามาสเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวปลดปล่อยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโต้การยึดครอง และจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปตราบเท่าที่เงื่อนไขพื้นฐานยังคงอยู่ กล่าวคือ จนกว่าสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเองของชาวปาเลสไตน์จะบรรลุผล อาจมีขั้นตอนกลาง เช่น การหยุดยิงทันทีในเลบานอนและกาซา

อิหร่านสามารถมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไปในการยุติฝันร้ายด้านมนุษยธรรมในกาซาในปัจจุบัน และทำงานร่วมกับชุมชนระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประชาธิปไตยต่อความขัดแย้ง อิหร่านจะยอมรับทางออกใด ๆ ที่ชาวปาเลสไตน์ยอมรับ แต่รัฐบาลของเราเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดในการหลุดพ้นจากการทดสอบที่ยาวนานนับศตวรรษนี้คือการลงประชามติ โดยทุกคนที่อาศัยอยู่ระหว่างแม่น้ำจอร์แดนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไม่ว่าจะเป็นมุสลิม คริสเตียน และยิว รวมถึงชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไล่ให้อพยพไปอยู่ต่างแดนในศตวรรษที่ 20 (พร้อมกับลูกหลานของพวกเขา) จะสามารถกำหนดระบบการปกครองในอนาคตที่ยั่งยืนได้ สิ่งนี้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและจะสร้างขึ้นจากความสำเร็จของแอฟริกาใต้ ซึ่งระบบการแบ่งแยกสีผิวได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นรัฐประชาธิปไตยที่สามารถดำรงอยู่ได้

การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับอิหร่านควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในการทูตพหุภาคีสามารถช่วยสร้างกรอบสำหรับความมั่นคงและเสถียรภาพระดับโลกในอ่าวเปอร์เซียได้ ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเอาชนะความขัดแย้งที่หยั่งรากลึก แม้ว่าอิหร่านในปัจจุบันจะมั่นใจว่า สามารถต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองได้ แต่ต้องการสันติภาพและมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่า อิหร่านสามารถเป็นหุ้นส่วนที่มีความสามารถและเต็มใจได้ ตราบใดที่ความร่วมมือนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและเท่าเทียมกัน อย่าพลาดโอกาสนี้สำหรับการเริ่มต้นใหม่

บทความนี้เขียนโดย Mohammad Javad Zarif รองศาสตราจารย์ด้านการศึกษาระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยเตหะราน ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 ตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2021 เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เขาเป็นหัวหน้าผู้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2015 และเป็นเอกอัครรัฐทูตประจำสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2002 ถึง 2007


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top