Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-คณะพยาบาล มช.ฉลองปีใหม่ รื่นเริงสดใสรับปี 2568

คณะกรรมการที่ประชุมอาจารย์และบุคลากรสมัยที่ 8 ร่วมกับ สโมสรนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานสานสัมพันธ์อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา "Happy New Year 2025: New Year New You, Together We're Happy" สวัสดีปีใหม่ 2568: ปีใหม่สุขสดใสรับสิ่งใหม่ไปด้วยกัน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภารัตน์ วังศรีคูณ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและอวยพรปีใหม่ ณ บริเวณสนามกีฬาด้านหลังหอพักนักศึกษาพยาบาล  เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2567

วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและสัมพันธภาพที่ดีระหว่างอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา รวมทั้งเพื่อให้ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมประกอบด้วย การรับประทานอาหารเย็น การแข่งขันเกมส์มหาสนุก การแสดงโชว์สุดพิเศษ และ จับฉลากมอบของขวัญปีใหม่ 2568 ช่วงท้ายร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'พรปีใหม่' ก่อนปิดงานอย่างมีความสุข

'พิชัย' ลุยญี่ปุ่น ถกหอการค้า-อุตสาหกรรมญี่ปุ่น และนักลงทุนยักษ์ใหญ่ ชวนขยายการลงทุนไทยพร้อมให้คำมั่น พาณิชย์ พร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่  

(21 ธ.ค.67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น นักลงทุนญี่ปุ่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และนักลงทุนญี่ปุ่นหลายบริษัท ประกอบด้วย GS Yuasa International , Extrabold Corporation , Hitachi , Scheme Verge , SIIX , Mitsubishi Electric Corporation  และ Softbank เป็นต้น รวมถึง JETRO, JICA, แบงค์กรุงเทพในญี่ปุ่น สำนักงาน BOI โตเกียว โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วม ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายพิชัย ระบุว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ดีมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2566 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย และเป็นประเทศศักยภาพที่สำคัญของไทยในด้านการลงทุน โดยเป็นนักลงทุนต่างชาติกลุ่มแรกที่เข้ามาลงทุนขนาดใหญ่ในไทยมานานกว่า 50 ปี และมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง มีลงทุนสะสมในไทยมากเป็นอันดับ 1 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการลงทุน 1 ใน 4 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ขอขอบคุณนักลงทุนญี่ปุ่นที่เล็งเห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเติบโตและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด อยากให้มีความมั่นใจและมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ทางรัฐบาลโดยการนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และทางกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่จะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

สำหรับ JETRO ซึ่งเป็นเสมือนกัลยาณมิตรของคนไทยมายาวนาน ตนได้ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในไทยมาโดยตลอด และขอให้ทำงานใกล้ชิดกันต่อไป ส่วน JICA ได้ขอบคุณที่สนับสนุนโครงการพัฒนาคุณภาพกล้วยหอมที่ปลูกบนเนินสูงของไทย จนสามารถทำให้กล้วยหอมไทยเข้าไปจำหน่ายในญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น โดยล่าสุด มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ถึง 5,000 ตัน มูลค่า 100 ล้านบาท และหวังว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต

ต่อมา นายพิชัยได้นำคณะ หารือกับ NTT Corporation ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านไอทีและให้คำปรึกษาธุรกิจระดับโลกมีสำนักงานบริการทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ ว่าตอนนี้มีแผนงานที่ชัดเจนจะมาลงทุนที่ประเทศไทยในการทำ Data Center และหวังที่จะขยาย Data Center เพิ่มขึ้น ถ้ามีความต้องการมากขึ้น 

นอกจากนั้น ตนยังได้หารือกับผู้บริหารของ Nippon Steel Corporation (NSC) บริษัทผู้ผลิตเหล็กแบบครบวงจรที่มีขนาดใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก โดยไทยเป็นประเทศที่ทาง NSC มาลงทุนเป็นอันดับสาม รองจาก อเมริกาและอินเดีย NSC ยังสนใจที่จะมาลงทุนเพิ่มในไทย

ซึ่งระบบการผลิตเหล็กของเขาเป็นแบบครบวงจร แม้ว่ายังมีปัญหาเรื่องการถูกดั๊มราคาสินค้าและมีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาเยอะจนอาจเป็นปัญหาได้ แต่ทางบริษัทฯมั่นใจว่าจะลงทุนที่ไทย ซึ่ง NSC ลงทุนที่ไทยมาแล้ว 60 ปี และจะมาลงทุนอีกหลายหมื่นล้านบาท ตนจึงให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์จะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยให้ได้ 

“การมาญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมมั่นใจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ว่า จะสามารถดูแลและลดข้อกังวลต่างๆ จากที่ได้พบปะพูดคุย ผมเชื่อว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนใหม่ในไทยอีกกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท ในเร็วๆ นี้ และญี่ปุ่นยืนยันมุ่งเป็นเบอร์หนึ่งของต่างชาติเข้าลงทุนในไทย  ซึ่งรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนในทุกด้าน” นายพิชัย กล่าว

21 ธันวาคม 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เปิดทางรถไฟสายแรกในสยาม กรุงเทพฯ – นครราชสีมา

เส้นทางรถไฟสายแรกในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2434 ภายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยเริ่มจากกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองและทันสมัยในระดับเดียวกับชาติที่มีอารยธรรม พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างทางรถไฟเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ลดระยะเวลาในการเดินทาง และทำให้การตรวจราชการในหัวเมืองต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยพระราชดำริในตอนนั้นมีความว่า “…การสร้างทางรถไฟจะทำให้การเดินทางระหว่างหัวเมืองที่ไกลกันสะดวกยิ่งขึ้น ลดความยากลำบากในการขนส่งสินค้าและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสทำมาหากินมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการตรวจตราการบังคับบัญชาภาคราชการและบำรุงรักษาพระราชอาณาเขตให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข…” การก่อสร้างเส้นทางรถไฟนี้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2443 ระยะทางรวมจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมาเป็น 265 กิโลเมตร

เส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมาในปัจจุบันได้กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาที่มีการตราขึ้นเพื่อกำหนดรายละเอียดในการก่อสร้างรถไฟ โดยมาตรา 1 ระบุว่า “…ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานกระทรวงโยธาธิการสร้างรถไฟขนาดใหญ่จากกรุงเทพฯ ไปยังบางปะอิน, กรุงเก่า, เมืองสระบุรี และเมืองนครราชสีมา…”

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์เพื่อเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา อย่างเป็นทางการ และพระองค์ได้ประทับบนรถไฟพระที่นั่งเพื่อไปเยี่ยมเยียนราษฎรและตรวจราชการที่นครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของมณฑลลาวกลาง ระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคม พ.ศ. 2443 จากบันทึกการเดินทางระบุว่า รถไฟพระที่นั่งออกเดินทางเวลา 07.25 น. และถึงนครราชสีมาเวลาประมาณ 16.00 น. ใช้เวลารวมการเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง โดยแวะพักที่เมืองกรุงเก่า, เมืองแก่งคอย, เมืองปากช่อง และเมืองสีคิ้วตามลำดับ ขณะที่ในปัจจุบัน รถไฟเร็วจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมาใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง หากไม่มีการหยุดพักระหว่างทาง เวลาการเดินทางก็จะใกล้เคียงกับรถไฟพระที่นั่งในสมัยก่อน

อินโดนีเซียเปิดตัวใช้ 'ไบโอดีเซล B40' สะท้อนชาติเบอร์หนึ่งผลิตปาล์มน้ำมัน

(20 ธ.ค.67) ยูลิออต ตันจุง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า อินโดนีเซียเริ่มผลิตเชื้อเพลิงไบโอดีเซล บี40 (B40) ที่ประกอบด้วยน้ำมันปาล์ม 40% และน้ำมันดีเซล 60% ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มมากกว่าปัจจุบันที่ใช้น้ำมันปาล์มเพียง 35% โดยไบโอดีเซล บี40 จะเริ่มนำมาใช้จริงในปี 2025

ตันจุงกล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายการผลิตไบโอดีเซล บี40 ไว้ที่ 15.62 ล้านกิโลลิตรภายในปี 2025 และคาดว่าจะสามารถจำหน่ายให้กับผู้บริโภคได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 โดยหลังจากนั้นจะมีการพัฒนาไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มถึง 50% ต่อไปในอนาคต

ด้านเอเนีย ลิสเตียนี เดวี อธิบดีฝ่ายการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ ยืนยันว่า การผลิตไบโอดีเซล บี40 ได้เริ่มต้นแล้วและผ่านการทดสอบการใช้งานทั้งในยานยนต์และการใช้งานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยานยนต์

แผนการเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมันเพื่อพลังงานสะอาดได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากการผลิตน้ำมันปาล์มในปริมาณมากของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับน้ำมัน B40 ประกอบด้วยไบโอดีเซล 40% และดีเซล 60%

คู่รักสิงคโปร์โวยเครื่องเพชรของขวัญแต่งงานหาย หลังเช็คเอาท์โรงแรมหรู 5 ดาว ย่านนานา

(20 ธ.ค.67) กลายเป็นประเด็นร้อนในต่างประเทศ เมื่อคู่สามีภรรยาชาวสิงคโปร์เปิดเผยผ่านสื่อออนไลน์ในท้องถิ่นว่า เครื่องประดับมูลค่า 30,000 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 760,000 บาท) ของพวกเขาได้สูญหายระหว่างการเข้าพักที่โรงแรมหรู 5 ดาว ย่านนานา ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งคู่ระบุว่าลืมเครื่องประดับไว้ในห้องพักหลังเช็คเอาท์ไปเพียง 30 นาที เมื่อกลับมาตรวจสอบกับพนักงานโรงแรมกลับได้รับแจ้งว่าไม่มีสิ่งของหลงเหลืออยู่ในห้องพัก พวกเขาจึงให้เพื่อนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยช่วยแจ้งความก่อนบินกลับสิงคโปร์

นายเจิ้ง ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เครื่องประดับที่หายไปมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นของขวัญแต่งงานที่เพิ่งมอบให้กันเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ของที่หายประกอบด้วยแหวนแต่งงานจากแบรนด์ทิฟฟานี แหวนเพชร 2 วง และสร้อยข้อมือ 1 เส้น เขาเล่าว่าหลังจากเช็คเอาท์เวลา 14.30 น. ทั้งสองรอรับกระเป๋าเดินทางที่ล็อบบี้นานกว่า 15 นาที แต่เมื่อกระเป๋ายังมาไม่ถึงจึงออกไปชอปปิ้งก่อนกลับมาอีกครั้ง ภรรยาจึงนึกขึ้นได้ว่าลืมเครื่องประดับไว้ในห้องพัก แต่เมื่อขอให้พนักงานช่วยตรวจสอบ กลับไม่พบสิ่งของดังกล่าว

ทั้งคู่ได้แจ้งให้โรงแรมตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งพบว่าพนักงานยกกระเป๋าคนหนึ่งมีพฤติกรรมที่ดูผิดปกติ โดยเฉพาะการมองไปที่กล้องในลักษณะที่น่าสงสัย ทำให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของพนักงานรายนี้

โฆษกของกลุ่มแบรนด์ดัง ยืนยันว่า โรงแรมรับทราบเหตุการณ์และกำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด พร้อมติดต่อผู้เสียหายโดยตรงเพื่อให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเพิ่มเติมไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวและมาตรฐานภายในของโรงแรม

ขณะนี้ทางตำรวจไทยอยู่ระหว่างการสืบสวน โดยคู่สามีภรรยาหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้เข้าพักระมัดระวังทรัพย์สินของตนมากขึ้น ทั้งนี้ผลการสอบสวนจะต้องรอติดตามความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ต่อไป

อังกฤษผุดไอเดียปรับเงินผู้ปกครอง หากนักเรียนทำพฤติกรรมแย่

(20 ธ.ค.67) สถาบันวิจัย Tony Blair Institute (TBI) ในอังกฤษเสนอไอเดียต่อรัฐบาลให้ครูมีอำนาจปรับเงินผู้ปกครองของนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในโรงเรียน โดยให้เหตุผลว่าครูควรมีอำนาจในเชิงกฎหมายที่คล้ายกันกับตำรวจปรับผู้ขับขี่ เพื่อบังคับให้ผู้ปกครองเข้าพบและจัดทำแผนปรับปรุงพฤติกรรมของบุตรหลาน

รายงานระบุว่า หากผู้ปกครองไม่ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงพฤติกรรมบุตรหลาน ครูสามารถแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานด้านสวัสดิการสังคมเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาได้ โดยชี้ว่าครูอยู่ในบทบาทที่สามารถสังเกตและปัญหาที่ลึกซึ้งและมีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหาในระยะยาวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและลดวิกฤตการณ์ขาดแคลนครูได้

Alexander Iosad ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมของ TBI กล่าวว่า “ปัจจุบันครูไม่มีอำนาจและไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอในการรับมือกับพฤติกรรมที่ก่อกวนและอันตรายที่เพิ่มขึ้น” พร้อมเสนอให้ฟื้นฟูอำนาจและสนับสนุนครูอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้บริหารโรงเรียนบางรายแสดงความกังวลว่าการให้อำนาจนี้อาจเพิ่มภาระงานและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองตึงเครียดมากขึ้น พร้อมเสนอให้เพิ่มงบประมาณสำหรับหน่วยงานด้านสวัสดิการสังคมและการสนับสนุนเด็กและครอบครัวที่มีปัญหาแทน

การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Edurio และ Opinium ระบุว่ากว่าครึ่งของครูในอังกฤษต้องเผชิญกับปัญหาการขาดการสนับสนุนในการจัดการพฤติกรรมนักเรียน และน้อยกว่า 10% เชื่อว่าโรงเรียนของตนบังคับใช้กฎระเบียบอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ครูมากกว่า 2 ใน 3 ยอมรับว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียนมักถูกรบกวนจากพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักเรียนบางคน

รายงานยังชี้ว่าการรบกวนที่ต่อเนื่องทำให้ครูหมดกำลังใจและส่งผลให้พวกเขาพิจารณาออกจากอาชีพ โดยครูที่เผชิญกับปัญหาพฤติกรรมรุนแรงมีแนวโน้มลาออกสูงเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว

Pepe Di’Iasio เลขาธิการสมาคมผู้บริหารโรงเรียนและวิทยาลัยในอังกฤษ กล่าวว่า ภาครัฐควรมุ่งเน้นการให้การสนับสนุนเด็กอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกและเพิ่มงบประมาณสำหรับการดูแลสวัสดิภาพนักเรียนในโรงเรียน แทนการเปลี่ยนไปลงโทษที่ผู้ปกครอง

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการอังกฤษกล่าวว่า “ที่ผ่านมากระทรวงทำงานร่วมกับครูอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาและจัดการกับสาเหตุพื้นฐานของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อไป”

‘เพชร กรุณพล’ โร่แจง ‘สุเมธ’ ที่ถูกจับไม่ใช่ ผอ.พรรค เหน็บพอเป็นเรื่อง ปชน. เปิดข้อมูลหมดไม่สนข้อมูลถูกผิด

(20 ธ.ค.67) จากกรณีตำรวจภูธรภาค 2 ชุดขยายผล ‘กวาดล้างผู้มีอิทธิพลใน จ.ปราจีนบุรี’ บุกค้นจับกุมบ้านผู้ต้องสงสัย พบอาวุธปืนเถื่อน พร้อมเครื่องกระสุนเป็นจำนวนมาก ก่อนจะพบว่าบ้านผู้ต้องสงสัยดังกล่าว คือ นายสุเมธ ผู้อำนวยการพรรคประชาชน ประจำจังหวัดปราจีนบุรี

ด้าน พ.ต.อ.สุรพร เทพเสน ผกก.สภ.ระเบาะไผ่ เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 ได้รับคำสั่งกวาดล้างผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี สืบเนื่องจากคดี นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ โกทร นายก อบจ.ปราจีนบุรี ผู้ต้องหาในคดี การเสียชีวิตของ นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง โดยพบอาวุธปืน 5 กระบอก เป็นปืนที่ไม่มีใบอนุญาต 2 กระบอก และเครื่องกระสุนหลายร้อยนัด และอีก 3 กระบอก เจ้าหน้าที่ได้ยึดไปตรวจสอบ โดยจะมีการดำเนินคดีข้อหาพกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝากขังต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป

ต่อมาเมื่อคืนวันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล ทวีตข้อความ ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดหลายเรื่องครับ

1. ผู้อำนวยการกองการเลือกตั้งปราจีนบุรี ชื่อ สุเมธ ไสลวงษ์

2. ผู้ถูกตรวจค้นเป็นสมาชิกพรรคชื่อ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม ชื่อเหมือนกัน แต่เป็นคนละคนนะครับ

3. ไม่มีปืนเถื่อน ปืนทั้ง 5 กระบอก มีทะเบียนถูกต้อง 3 กระบอกเป็นของคุณสุเมธ / 1 กระบอกของพี่ชาย / 1 กระบอกของพ่อ

4. ถูกบุกตรวจค้น จากการแจ้งของผู้หวังดีที่ต้องการรางวัลนำจับ (คำนี้ในบันทึกตำรวจ) ไม่ใช่การบุกจับกุม

5. ปืนทุกกระบอกอยู่ในบ้าน และเก็บรักษาในกล่อง ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทันที

6. คุณสุเมธ รับสารภาพ จากข้อหาไม่มีใบอนุญาตพกปืน ของพี่ชายและของพ่อ ที่อยู่ในบ้านตนเอง และอยู่ในกล่อง ซึ่งขณะบุกค้นไม่ได้พกปืนอยู่กับตัว

7. การบุกค้นเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ซึ่งกระทำตามหมายศาล แต่ก็แอบแปลกใจว่าไม่เคยมีชื่อเป็นผู้มีอิทธิพล ปืนมีทะเบียน แถมอยู่ในกล่อง ในบ้านตัวเอง บุกค้นเพราะอ้างว่ามีคนแจ้งเพื่อหวังรางวัลนำจับ ช่างเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ตั้งใจทำงานจนน่าประทับใจคุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชนจริง ๆ

อะไรที่เกี่ยวกับพรรคประชาชน ไม่ต้องเดาให้ยาก มาครบทั้งชื่อ ทั้งตำแหน่ง แม้จะมั่วบ้างจริงบ้าง เสียหายไปแล้วก็ช่างมันไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องขอโทษ แต่กับคนอื่นพรรคอื่น เขียนให้เดาเอาไว้ฝึกสมองประชาชนสินะครับ

‘เอกนัฏ’ เอาจริงปิดยาว ‘รง. ซิน เคอ หยวน’ หลังเกิดเหตุไฟไหม้ พบบกพร่องหลายจุดจนเกิดเหตุระเบิด ส่อโดนฟันมาตรฐานเพิ่มเติม

‘เอกนัฏ’ ส่ง ‘ทีมสุดซอย’ ตรวจเข้ม ‘รง. เหล็กซิน เคอ หยวน’ ที่เกิดเหตุไฟไหม้ เผยไม่แจ้งย้ายถังก๊าซจนเกิดเรื่อง สั่งปิดยาวปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย ‘ฐิติภัสร์’ เผย สมอ.พบผลิตเหล็กไม่ทำตามหลักเกณฑ์สั่งแก้ไขทันที ส่อโดนยึดใบอนุญาต จ่อฟันข้อหาเพิ่มหากผลตรวจเหล็กตกเกรด

เมื่อวานนี้ (19 ธ.ค.67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ภายใน บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จากการรั่วไหลของถังก๊าซ LPG ขนาด 110,000 ลิตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ จำนวน 5 คน เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.67 ว่า ได้ส่งชุดตรวจการสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์ ผอ.กองตรวจการมาตรฐาน 1 เจ้าหน้าที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีการเคลื่อนย้ายถังก๊าซ LPG โดยไม่แจ้งขออนุญาตจากสำนักงานพลังงานจังหวัดระยอง ซึ่งในส่วนนี้สำนักงานพลังงานจังหวัดระยองได้สั่งระงับไม่ให้ใช้งานภายในบริเวณถังก๊าซที่เกิดเหตุ สั่งห้ามนำถังก๊าซที่เกิดเหตุกลับมาใช้ใหม่และต้องแก้ไขพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุให้กลับอยู่สภาพเดิมตามที่เคยขออนุญาตไว้ โดยต้องมีวิศวกรควบคุม พร้อมปรับเงินจำนวน 5 หมื่นบาท ในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้สั่งให้ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในทั้งหมด ตรวจสอบสภาพถังก๊าซให้เป็นไปตามมาตราฐานทั้งโรงงาน ตรวจสอบสภาพอาคารภายในโรงงานทั้งหมดว่าแข็งแรงปลอดภัยหรือไม่

“อุตสาหกรรมจังหวัดระยองได้สั่งให้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หยุดประกอบกิจการเป็นระยะเวลา 30 วัน และต้องแก้ไขตามข้อสั่งการ รวมถึงแก้ไขสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานทั้งหมด โดยต้องมีวิศวกรเฉพาะด้านรับรอง และแจ้งให้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองร่วมตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยก่อนจึงจะพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการอีกครั้ง” นายเอกนัฏ กล่าว

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ร่วมตรวจสอบสายการผลิตและผลิตภัณฑ์เหล็กของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ด้วย โดยพบว่า ผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ สมอ. โดยมีการซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบทะเบียนของบริษัท ไม่กำหนดเกณฑ์ตัดสินความสามารถของผู้ขายวัตถุดิบ กำหนดเกณฑ์การตัดสินทางเคมีไม่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ มอก. กำหนด สมอ.จึงสั่งให้แก้ไขปรับปรุงภายใน 15 วัน หากไม่แจ้งกลับมาจะถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการ

“สมอ.ยังได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กไปตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์หรือไม่ด้วย คาดว่าจะได้ผลในสัปดาห์หน้า และหากพบว่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป” น.ส.ฐิติภัสร์ ระบุ

มาเลเซียฟื้นภารกิจค้นหาเที่ยวบิน MH370 ตั้งเงินรางวัล 70 ล้านดอลลาร์ หากพบเบาะแส

(20 ธ.ค.67) รัฐบาลมาเลเซียแถลงว่าจะรื้อฟื้นภารกิจค้นหาเที่ยวบิน  MH370 ที่หายไป หลังจากหายไปมากกว่า 10 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปริศนาใหญ่ที่สุดในวงการการบินโลก 

เที่ยวบิน MH370 ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 777 บรรทุกผู้โดยสาร 227 คนและลูกเรือ 12 คน ได้หายไปในระหว่างการเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ไปปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014

ในคำแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย แอนโทนี โล๊ค ได้กล่าวว่า ข้อเสนอในการค้นหาเที่ยวบิน MH 370 บนพื้นที่ใหม่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ตกเป็นของบริษัท Ocean Infinity ซึ่งเคยดำเนินการค้นหาครั้งล่าสุดจนสิ้นสุดในปี 2018 หากบริษัทนี้สามารถค้นพบเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การไขปริศนาจะได้รับเงินรางวัล 70 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,400 ล้านบาท) 

ในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลมาเลเซียมี 'ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่' ต่อผู้คนที่สูญเสียคนที่รักเมื่อเครื่องบินหลุดจากเรดาร์ในมหาสมุทรเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 เขากล่าวเสริมว่ารัฐบาลของเขาหวังที่จะ 'ให้ความกระจ่าง' แก่ครอบครัวที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

จากการสืบสวนของมาเลเซียในตอนแรกไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินถูกบังคับออกนอกเส้นทางโดยเจตนา กระทั่งพบหลักฐานเป็นชิ้นส่วนที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของเที่ยวบินดังกล่าวลอยขึ้นฝั่งแอฟริกาและเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรอินเดีย ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนมามุ่งค้นหาบริเวณพื้นที่มหาสมุทรอินเดียแทน

ทั้งนี้ แม้การค้นหายังไร้เบาะแสสำคัญ แต่ที่ผ่านมาบรรดาญาติของผู้สูญหายได้เรียกร้องให้มีการชดเชยจากมาเลเซียแอร์ไลน์ โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องยนต์ Rolls-Royce และกลุ่มประกัน Allianz ซึ่งเป็นบริษัทผู้เอาประกันของเครื่องบินดังกล่าว แต่ก็ยังไร้ความคืบหน้าในการจ่ายค่าเสียหายชดเชยเช่นกัน

‘รมช.กลาโหม’ ลั่น ‘กองทัพ’ พร้อมรบปกป้องอธิปไตย ย้ำชัด ‘ทหารไทย’ ไม่ได้อ่อน หลังถูกวิจารณ์ปมว้าแดงรุกล้ำเขตแดน

‘รมช.กลาโหม’ ลั่น ทหารไทย ไม่ได้อ่อน หลังถูกวิจารณ์ ปมว้าแดงรุกชายแดน ย้ำ 'กองทัพ' พร้อมปกป้องอธิปไตย ชี้ รบกันไม่ยาก แต่ผลกระทบเกินเยียวยา

(20 ธ.ค.67) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยเมียนมา กรณีพื้นที่ที่มีการพิพาทเกิดขึ้นกับกลุ่มว้าแดงในขณะนี้ ว่า ประเด็นนี้ไม่ขอลงรายละเอียด แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยหากเกิดการรุกล้ำอธิปไตยเข้ามา เช่นเดียวกับกรณีที่เมียนมายังคงไม่ปล่อยตัว 4 ลูกเรือประมงไทย ไม่อยากจะลงในเรื่องของรายละเอียด เนื่องจากอยู่ระหว่างการพูดคุย ซึ่งอาจกระทบต่อขั้นตอนการเจรจา อาจทำให้คนไทยที่อยู่ฝั่งนู้นได้รับผลกระทบ 

เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าหน่วยงานความมั่นคง ไม่ได้อ่อนเกินไป พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่ายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่ได้อ่อน เราพร้อมปฏิบัติการเมื่อรัฐบาลสั่งการ แต่การพูดคุยจะต้องคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว แต่อยากให้เชื่อใจ หากเป็นเรื่องอธิปไตย กองทัพปกป้องแน่นอน ไม่ยอมให้ใครมารุกล้ำอธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน การพูดคุยก็ต้องคำนึงถึงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

"การรบกัน การปะทะกัน เป็นอาชีพของทหาร และความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน เราต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย"

เมื่อถามว่ากลุ่มว้าแดง ไม่ได้รุกล้ำมาเพียงแค่จุดเดียว แต่ตลอดแนวชายแดนไทยเมียนมา มีการรุกล้ำถึง 80 จุด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งพื้นที่ตามแนวชายแดน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ปัจจุบันยังปักปันชายแดนไม่แล้วเสร็จ จึงมีพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนหลายแห่ง ก็ต้องมีการพูดคุยกันในคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ไทย - เมียนมา (TBC)และยืนยันว่าไม่มีเดดไลน์อย่างที่เป็นข่าว 

เมื่อถามว่า กระทรวงกลาโหมมีแนวทางอื่นหรือไม่ ในเมื่อการปักปันเขตแดนไม่สามารถทำได้ในพื้นที่ที่เกิดการสู้รบ เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ที่ผ่านมาก็มีอยู่แล้ว แม้ไม่มีแนวเขตแดน แต่เรามีเส้นปฏิบัติการที่กำหนดว่าทั้งสองฝ่ายจะอยู่กันบริเวณไหน เพื่อเป็นกรอบการปฏิบัติของแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเรามีคนไทยในการพูดคุยอยู่แล้ว และมีความแน่นแฟ้นกับชนกลุ่มน้อย แต่พื้นที่ตรงนั้น เป็นพื้นที่ที่เราไม่ได้พูดคุยกับเมียนมาโดยตรง มีชนกลุ่มน้อย ที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มอยู่ตรงนั้น เราจึงใช้กลไกทั้ง TBC และกลไกอื่น ๆ เข้ามาเสริม

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังฝากไปถึงสื่อโซเชียลที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ว่า ขอให้มั่นใจ กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตย และในการพูดคุยเราไม่ได้มองแค่ประเด็นด้านความมั่นคงหรือการทหารเพียงอย่างเดียว มีเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ ผลกระทบต่อประชาชน การรบการปะทะกันน่ะง่าย แต่เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะเยียวยา กองทัพจึงคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คำนึงจนอ่อนอย่างที่สังคมวิจารณ์ เมื่อไหร่ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย เราก็พร้อม ปฏิบัติการได้ทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top