Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

ผบช.สตม. ขึ้นเหนือบินตรวจสนามบินเชียงใหม่ พร้อมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเที่ยวเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ ยึดหลัก สะดวก สมดุล สากล สร้างความประทับใจ

(23 ธ.ค.67) เวลา 10.30 น.  พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สอท. ช่วยราชการ รอง ผบช.สตม. พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง  บริเวณช่องตรวจทั้งระบบ เพื่อดูสภาพปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีผู้โดยสารหนาแน่นมากๆ เน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2568 คาดว่าจะเริ่มเดินทางกันในสัปดาห์นี้

พล.ต.ท.ภาณุมาศ กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักในภาคเหนือ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากคนไทยและต่างชาติ ที่รัฐบาลโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ อีกทั้งมีนโยบายที่ต้องการกระตุ้น โดยเน้นไปที่การท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ จากสถิติย้อนหลัง ปี66 พบว่ามีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการประมาณ 2 ล้านคนเศษ ปีนี้67 พบว่ามีผู้มาใช้บริการแล้วถึง 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 25%  โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศช่วง High season คือ ต.ค.-มี.ค. เฉลี่ยต่อวันสูงสุด 5,000 คน เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสัญชาติที่เดินทางเข้ามามากสูงสุด 5 อันดับแรกคือ 1.เกาหลีใต้ 21,896 ราย 2.จีน 21,843 ราย 3.ไต้หวัน 8,561 ราย 4.มาเลเซีย 6,563 ราย และ5.ฮ่องกง 4,844 ราย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะใช้วิธีการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง เพื่อช่วยระบายความหนาแน่นของผู้โดยสาร สร้างความสะดวกรวดเร็วให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในช่วงเทศกาลสำคัญนี้ 

นาย นิตินัย สาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษา สายปฏิบัติการและบำรุงรักษาท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางเข้ามากถึง 5,000 คน ต่อวัน ซึ่งทางการท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้โดยสารขาเข้าไม่กังวล เนื่องจากจะทราบไฟลท์บินล่วงหน้า สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ผบช.สตม.กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ สตม.เตรียมความพร้อมรองรับ โดยการระดมเจ้าหน้าที่จากหลายๆ ส่วนมาช่วย รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือ ยานพาหนะ เพื่อให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน แต่อย่างไรก็ดี ยังคงเข้มงวดในเรื่องของการคัดกรองกลุ่มคนต้องห้าม โดยเฉพาะประเทศหรือสัญชาติเป้าหมาย ไม่ให้แฝงตัวเข้ามารวมกลุ่มแก๊งก่ออาชญากรรมในประเทศได้  พร้อมทั้งมีการจัดกำลังเพื่อเฝ้าระวังเหตุและสืบสวนหาข่าว ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าออกในช่วงเวลาดังกล่าว

เพชรสีน้ำเงินกับขนแกะทองคำ : ไขปริศนาใน 2475 วัตถุทรงคุณค่าที่ถูกนำมาสร้างความสับสนกับ ‘คดีเพชรซาอุ’

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้ดูภาพยนตร์ 2475: Dawn of the Revolution คุณอาจจำฉากหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษได้ ฉากที่หนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่อย่างเรียบง่ายบนโต๊ะ แต่ถ้าสังเกตดี ๆ คุณจะเห็นว่าหน้าหนึ่งหนังสือมีภาพผู้หญิงและเพชรสีน้ำเงิน ซึ่งแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ในระดับสากล

เพชรสีน้ำเงินนั้นคือ The Wittelsbach Diamond เพชรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของราชวงศ์ Wittelsbach แห่งบาวาเรีย เพชรนี้ไม่ใช่แค่เพชรธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ขนแกะทองคำ (Order of the Golden Fleece) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและอำนาจในยุโรปยุคโบราณ

จุดพิเศษของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชิ้นนี้
สิ่งที่ทำให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มีความพิเศษอย่างยิ่งคือ "ขนแกะสีทอง" ที่ปรากฏอยู่ด้านล่าง เพชร Wittelsbach ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางบนยอดของเครื่องราชฯ ขณะที่ขนแกะทองคำด้านล่างถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อสื่อถึงตำนานกรีกโบราณเกี่ยวกับขนแกะทองคำ (Golden Fleece) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความรุ่งเรือง

การออกแบบที่ซับซ้อนและความสำคัญทางสัญลักษณ์ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ ทำให้มันเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ยุโรป โดยเฉพาะราชวงศ์ Wittelsbach ซึ่งใช้เพื่อแสดงสถานะและอำนาจในยุคนั้น

การบิดเบือนในประวัติศาสตร์
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ภาพของ The Wittelsbach Diamond เคยถูกใช้ผิดบริบทโดยสื่อบางสำนักในประเทศไทย โดยนำมาเชื่อมโยงกับ คดีเพชรซาอุ ในลักษณะที่บิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมทั้งปล่อยข่าวลือที่มีเจตนาใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ความเข้าใจผิดนี้สะท้อนถึงการใช้ภาพลักษณ์ของวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในเชิงการเมือง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งสับสนไปกว่านั้นคือ เพชรซาอุ ที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในเวลานั้น แท้จริงแล้วไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของมันเลย ไม่มีภาพถ่ายหรือหลักฐานชิ้นใดที่ระบุได้ชัดเจนว่าเพชรดังกล่าวมีรูปลักษณะอย่างไร แต่ภาพที่ถูกนำมาใช้เพื่อประกอบข่าวในช่วงนั้นกลับเป็นภาพของอัญมณีที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับคดี

หนึ่งในภาพที่ถูกหยิบมาใช้คือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ขนแกะทองคำ ที่มีเพชร Wittelsbach ประดับอยู่ด้านบน โดยสื่อบางสำนักนำภาพนี้มาเผยแพร่ในฐานะตัวแทนของเพชรซาอุ ทั้งที่มันเป็นสมบัติของราชวงศ์ Wittelsbach แห่งบาวาเรีย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องดังกล่าวเลย

นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกภาพของ Hope Diamond ซึ่งเป็นเพชรบลูไดมอนด์อีกเม็ดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเองมาประกอบข่าวเช่นกัน Hope Diamond เป็นเพชรสีน้ำเงินที่โด่งดังจากความงดงามและเรื่องเล่าถึงคำสาป 

หนึ่งในเจ้าของที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Hope Diamond คือ Evelyn Walsh McLean สตรีผู้มั่งคั่งในสังคมชั้นสูงของอเมริกา ซึ่งได้รับเพชรนี้จาก Pierre Cartier ในปี 1911 Evelyn มักสวมเพชรนี้ในงานสังคม ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและเอกลักษณ์ แต่ชีวิตของเธอกลับเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม เช่น การสูญเสียลูกชายและสามี รวมถึงปัญหาหนี้สิน ซึ่งหลายคนเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับคำสาปของเพชร

แต่อย่างไรก็ตาม Hope Diamond นั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด การเผยแพร่ภาพเหล่านี้สร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน และทำให้เกิดการจดจำภาพผิด ๆ จนกลายเป็นเรื่องโกหกที่ถูกกล่าวซ้ำไปซ้ำมา

การบิดเบือนลักษณะนี้สะท้อนถึงวิธีการของผู้ไม่หวังดีที่ใช้ความไม่รู้หรือความคลุมเครือของข้อมูลเพื่อสร้างความเสียหายแก่สถาบันหรือบุคคลสำคัญ แม้ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยในภายหลัง แต่ภาพจำผิด ๆ ก็ยังคงอยู่และถูกนำมาใช้ในวาระต่าง ๆ เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันกษัตริย์ไทย

เหมือนดั่งในบทสนทนาของ 'ลุงดอน' ตัวละครในภาพยนตร์ 2475 มีคำพูดที่โดดเด่นว่า "เรื่องโกหกแม้ว่าจะถูกพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว แต่ก็ยังมีคนหยิบเอามาพูดถึงเรื่อย ๆ" ซึ่งคำพูดนี้ เป็นการอุปมาอุปไมยโดยหยิบยกกรณีคดีเพชรซาอุ  เพื่ออธิบายความเท็จในเนื้อหาบางส่วนที่ปรากฏในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งบิดเบือนภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475...

ซึ่งทุกคน ณ เวลานั้นก็ทราบดีว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเท็จแต่ก็มีการหยิบยกประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1ขึ้นมาพูดถึงเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาโดยตลอด

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์ 2475: Dawn of the Revolution ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงนำเสนอเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของประเทศไทย แต่ยังแฝงไว้ด้วยรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

ข้าพเจ้ายังมั่นใจว่ามีอีกหลายฉาก หลายสัญลักษณ์ที่รอให้เราได้ค้นพบและตีความ หากทุกท่านสนใจ ข้าพเจ้าจะค่อย ๆ หยิบยกมาเล่าในครั้งต่อ ๆ ไป เพราะทุกฉากในภาพยนตร์นี้เหมือนหน้าหนังสือที่มีเรื่องเล่าซ่อนอยู่ พร้อมรอให้เราเปิดอ่าน

ดังนั้น ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกท่านที่หลงใหลในประวัติศาสตร์หรือสนใจในแง่มุมที่ลึกซึ้งของเรื่องราวในอดีต มาร่วมติดตามกันต่อ เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอการเปิดเผย และข้าพเจ้าขอสัญญาว่าจะเล่าให้ฟังอย่างถึงแก่นในครั้งหน้า

สื่อตั้งฉายารัฐบาล 2567 รัฐบาล (พ่อ)เลี้ยง - นายกฯ แพทองโพย วาทะแห่งปี 'สามีเป็นคนใต้'

(23 ธ.ค.67) ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยการตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2567 ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติส่วนตัว ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล จึงมีมติร่วมกันตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และวาทะแห่งปี ประจำปี 2567 ดังนี้ 

ฉายารัฐบาล รัฐบาล 'พ่อ' เลี้ยง

ด้วยความเป็น 'พ่อ' ของหัวหน้ารัฐบาล ยี่ห้อ 'ทักษิณ ชินวัตร' ขึ้นชื่อดีกรีความรักลูกไม่น้อยหน้าใคร ทั้งปกป้อง เลี้ยงดู อุ้มชู ปูทาง จนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น ที่มี DNA เดียวกันเป๊ะ จนไม่พ้นเสียงครหา รัฐบาลนี้ 'พ่อคิด ลูกทำ'

1.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 
'ฉายา แพทองโพย'

ล้อมาจากชื่อของนายกฯ 'แพทองธาร' กับประเด็นดรามา 'ไอแพด' คู่ใจ โพยยุคไอที ถือติดมือได้ทุกที่ เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว พกโพยเครื่องเดียวอ่าน จด โหลดข้อมูลเสร็จสรรพ จนเกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมเมื่อยกขึ้นอ่าน ระหว่างพบผู้นำ แขกต่างชาติ กลายเป็นประเด็นตอบโต้เผ็ดร้อนกับชาวเน็ต และตอกย้ำแบบโนสนโนแคร์ด้วยภาพชูไอแพดคู่ใจ ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือแม้แต่ยกไอแพด ขึ้นอ่านแถลงข่าวการระบายน้ำภาคเหนือ ลงสู่แม่น้ำโขง จนถูกวิจารณ์ยกใหญ่

2.นายภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.กลาโหม 
ฉายา 'สหายใหญ่ใส่บู๊ต'

รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 ติดโผได้รับฉายาไม่ขาด 'สหายใหญ่' ในเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 วันนั้น สู่ 'บิ๊กอ้วน' แห่งกองทัพไทยในวันนี้ ปรับโฉมกุนซือการเมือง มายกมือตะเบ๊ะ เสื้อตึงเป๊ะ ใส่ 'ท็อปบูต' นั่งเก้าอี้กลาโหม จากที่เคยอยู่กันคนละฝั่ง วันนี้ต้องคุมบังเหียนมาทำงานร่วมกับเหล่าทหาร ส่งท้ายปีจับมือท็อปบู้ตพากันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม และยังต้องรับบทหนัก ถึงหนักมาก คอยระวังหลังให้กับ 'นายกฯอิ๊งค์' อีกด้วย

3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย 
ฉายา 'ภูมิใจขวาง'

นอกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ยังสวมหมวกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำงาน 3 เดือนใน 'รัฐบาลแพทองธาร' สร้างสีสันจากบุคลิกและสไตล์การพูดหยิกแกมหยอก พร้อมสโลแกนขอทำงานไม่ขัดแย้งใคร แต่นับจากลงเรือร่วมรัฐบาล มียกมือค้านทั้งร่างกฎหมายสกัดรัฐประหาร ของสส.พรรคแกนนำ ล่าสุดโหวตสวนร่างพ.ร.บ.ประชามติ เห็นต่างจาก พรรครัฐบาล ต้องจับตาบทบาทจากนี้ 'รมต.หนู' จะปล่อยของ โชว์ลีลา สร้างผลงาน ให้ประทับใจอย่างไร

4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาครองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน 
ฉายา 'พีระพัง'

พังอุดมการณ์จากพรรคขั้วตรงข้าม 'ชินวัตร' ตกลงปลงใจมาจับมือร่วมรัฐบาล 'นายกฯอิ๊งค์' คว้าเก้าอี้รัฐมนตรีคุมกระทรวงใหญ่ ถูกคาดหวังจะมาแก้ปมเรื่องพลังงาน ให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำมันถูกลง เจ้าตัวยังหมายมั่นปั้นมือประกาศแก้กฎหมายรื้อโครงสร้างภาษีน้ำมัน จนเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็ยังไม่ชัดเจน หรือจะซุ่มทำเงียบ ๆ งานนี้สังคมช่วยลุ้นจะทำได้ทันรัฐบาลนี้ หรือจะพังพับไปก่อน

ด้านงานการเมืองยุค 'หัวหน้าพี' คุมบังเหียน 'รวมไทยสร้างชาติ' ดูยิ่งโลว์โปรไฟล์ จัดกิจกรรมพรรคได้เงียบกริบตามสไตล์ จนเกิดกระแสข่าวรอยร้าวภายใน ถูกจับจ้องถึงสัมพันธภาพกับลูกพรรค จะกอดคอรักกันนานแค่ไหน

5.พ.ต.อ.ทวี​ สอดส่อง ​รมว.ยุติธรรม
ฉายา 'ทวีไอพี'

ล็อกเป้าคุมเก้าอี้กระทรวงยุติธรรม เรียกได้ว่าเลื่อยขาเก้าอี้ไม่มีสั่น ไม่บอกก็รู้ว่า 'นายใหญ่' ไว้ใจแค่ไหน นับตั้งแต่ภารกิจพานายใหญ่กลับบ้าน ถึงอีพี 2 ส่งนายใหญ่ขึ้น 'ชั้น 14' ครองเตียง 'วีไอพี' แทนนอนเรือนจำถึงได้พักโทษ ทำให้สังคมมองว่าเป็นนักโทษวีไอพี

ต่อเนื่องที่เร่งออกระเบียบคุมตัวนอกเรือนจำ เสียงลือ แซ่ดเตรียมปูทางสำหรับ 'วีไอพีหญิง' ตามรอยพี่ชายหรือไม่ เมื่อเดินงานเข้าตา พ.ต.อ.ทวี น่าจะถือบัตรวีไอพี ยึดเก้าอี้รัฐมนตรี ไปอีกยาว

6.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ฉายา 'ประชาธิเป๋'

แปะยี่ห้อ 'ประชาธิปัตย์' รั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ประกาศพาค่ายสะตอกลับมายิ่งใหญ่ ไปๆ มาๆ พลิกหนีบทฝ่ายค้าน ไม่ติดอดีต ไม่ฟาดฟันทางการเมือง กลืนอุดมการณ์คู่ปรับนับทศวรรษกับ 'เพื่อไทย' กระโดดมาร่วมรัฐบาล เดินเป๋จากเส้นทางอุดมการณ์กว่า 70 ปี จนได้ตั๋วคุมงานกระทรวงใหญ่ แต่ผลงาน ได้เห็นเค้าแค่ลางๆ ยังไม่ชัดเจน

7.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม
ฉายา 'รวม(เพื่อ)ไทยอ้างชาติ'

เรื่องจริงหรือฝัน ทำบรรดาแม่ยก แทบไม่เชื่อสายตา ว่า 'ขิง เอกนัฏ' คีย์แมนรทสช.ต้องยอมทำเพื่อชาติ ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย เคลียร์ประเด็นคุณสมบัติคนเคยมีคดี ก่อนนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแบบใสๆ ภายใต้การนำของ”คนชินวัตร“ลั่นในใจไม่ลบ ไม่เคยลืมอดีต ก่อนยก วาทะเด็ด “ต้องทำงานโดยคิดถึงบ้านเมืองเป็นหลัก ถ้าคิดถึงบ้านเมือง ก็ทำงานร่วมกันได้” ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง เร่งโชว์ผลงานเดินเครื่องกวาดล้างโรงงานเถื่อน สารเคมีอันตราย ให้เข้าตาประชาชน

8.น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ฉายา 'จิราพอ(ล)'

จาก สส.รุ่นใหม่ดาวเด่นในสภา พูดจาฉะฉาน ถูกคาดหวังจะเฉิดฉายเมื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ช่วยปรับโฉมงานของรัฐบาล เพราะคุมทั้งสื่อรัฐ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ. )แต่งานกลับเดินไปเนิบๆ

สังคมมาถึงบางอ้อว่ารมต.น้ำ นั่งคุมสคบ.จากคดีดัง “ดิไอคอน กรุ๊ป”และ “บอสพอล” ถึงได้จังหวะโชว์ผลงาน ทั้งที่ขึ้นชั้นรมต.มาตั้งแต่ปลายรัฐบาลเศรษฐา จนถูกตั้งคำถามเรื่องการทำงาน ขึ้นปีใหม่จะเร่งเครื่องไปต่อ หรือพอใจจะทำงานเงียบๆ แบบสโลไลฟ์

กลุ่ม 'รมต.โลกลืม'
นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.พาณิชย์
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช. พาณิชย์

ทั้ง 3 คน มีบทบาท ได้คุมกระทรวงเกรดเอ ทั้งเรื่องการค้าและการศึกษา ผ่านเก้าอี้รมต.ที่เป็นประตูปูทาง สร้างงานให้โดดเด่นได้ แต่ผลงาน 3 เดือนในรัฐบาล กลับไม่เปรี้ยงแต่เงียบกริบ จนประชาชนเรียกหาให้สตาร์ทเครื่อง ตีปี๊บผลงาน รับศักราชใหม่ สลัดครหารัฐมนตรีโลกลืม

วาทะแห่งปี 'สามีเป็นคนใต้'

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการลงพื้นติดตามการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2567 ซึ่งถูกตั้งคำถามจากสังคม เปรียบเทียบการลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูภาคเหนือของนายกฯแต่อาจละเลยพี่น้องภาคใต้ ที่ถูกน้ำท่วม

นายกฯชี้แจงย้ำหนักแน่น ไม่ได้ละเลยคนใต้ ด้วยประโยคว่า “โอ้ คำว่าละเลยภาคใต้ สามีเป็นคนใต้ ครอบครัวสามีเป็นคนใต้ ถ้าละเลยคนใต้ ไม่รักคนใต้ แต่งงานคนใต้ไม่ได้นะคะ” ยืนยันคำตอบจากใจ ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับประชาชนภาคใด เพราะเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ

คำตอบของนายกฯยังไม่ใช่เหตุผลที่ตรงใจชาวโซเชียล จึงไม่วายถูกตั้งข้อสงสัยว่าเหตุที่ไม่ลงใต้ เพราะภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ไร้ที่นั่งสส.มานาน ถึงกับถามย้ำๆขอฟังชัด ๆ จะลงใต้เมื่อไหร่ กระทั่งนายกฯกลับจากเยือนประเทศมาเลเซีย ช่วงฝนเทภาคใต้รอบสอง จึงเปลี่ยนใจ บินลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 17 ธ.ค.2567 จากที่ตั้งใจจะลงไปในช่วงการฟื้นฟู

สมัคร อบจ.ชลบุรีวันแรกคึกคัก! ป๊อก-วิทยา นำทีมเรารักชลบุรี พรรคส้ม ส่ง โอ๋-ชุดาภัค ลงสมัครนายกฯ ด้านกลุ่มพลังใหม่ชลบุรีส่งแค่ผู้สมัคร ส.อบจ. ยังไร้วี่แววส่งนายกฯ 

(23 ธ.ค.67) ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้เข้ารับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี พบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี โดย นางสาววิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ได้กำหนดจัดสถานที่ที่ห้องประชุมแก้วเจ้าจอม องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่รับสมัคร โดยพบว่าวันแรกมีกองเชียร์ของแต่ละกลุ่มการเมืองร่วมเดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

จังหวัดชลบุรีมีกลุ่มการเมืองใหญ่ที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้รวม 3 กลุ่ม พบว่าในวันแรก มีผู้สมัครรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย 1.กลุ่มเรารักชลบุรี นำโดย นายวิทยา คุณปลื้ม เป็นผู้ยื่นสมัครนายกฯ คนแรก ได้หมายเลข 1 และ 2.กลุ่มพรรคประชาชน โดย นางสาวชุดาภัค วสุเนตรกุล ผู้ยื่นสมัครนายกฯคนที่สอง ได้หมายเลข 2 ส่วน 3.กลุ่มพลังใหม่ชลบุรียังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี แต่อย่างใด

ในส่วนของผู้รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ปรากฏว่ามีผู้สมัครจากทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพลังชลบุรี กลุ่มพรรคประชาชน และกลุ่มพลังใหม่ชลบุรี โดยทั้ง 9 เขตทุกอำเภอ ไม่สามารถตกลงกันได้ ทาง กกต. จึงทำการจับสลากลำดับเพื่อจับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเลือกตั้งตามลำดับ 

อย่างไรก็ตาม การเปิดรับสมัครผู้เข้ารับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 23-27 ธันวาคม 2567 และจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568

ชาวกาฬสินธุ์ แพร่ พังงา เฮ! 'เฉลิมชัย' ประเดิมมอบของขวัญปีใหม่ 68 อนุญาตที่ดินทำกินในเขตป่าให้ชุมชนที่รอมายาวนาน รวมกว่า 6,600 ไร่

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่าได้ลงนามอนุมัติการเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อนำไปดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ แพร่ และพังงา รวมเนื้อที่กว่า 6,617 ไร่  

โดยพื้นที่แต่ละจังหวัดได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาแล้วตั้งแต่ปี 2564 และได้รับความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายจากคณะกรรมการจัดหาที่ดินแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2564 – 2565 แต่เนื่องจากทั้ง 3 พื้นที่ มีพื้นที่บางส่วน หรือทั้งหมดอยู่ในเขตจำแนกการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ เขตพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม (Zone C) ที่ต้องมีการจัดทำรายการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณารายการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นชอบก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้พิจารณาอนุญาตการเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 นอกจากนี้ บางพื้นที่ยังมีการปรับลดเปลี่ยนแปลงเนื้อที่จากทางจังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบสภาพป่า ทำให้มีกระบวนการที่ทำให้ชาวบ้านต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยมาอย่างยาวนาน

“ในวันนี้ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แพร่ และพังงา ที่จะมีที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ได้รับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นตามมา เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ซึ่งหลังจากที่กระทรวงทรัพยากรฯ พิจารณาอนุญาตการเข้าใช้พื้นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปของทั้ง 3 จังหวัด จะเข้าสู่ขั้นตอนของคณะอนุกรรมการจัดที่ดิน โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ และคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ โดยประชาชนจะได้รับการจัดสรรที่ดินรายละไม่เกิน 20 ไร่ ก็ขอให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับการจัดสรรเข้าถือครองพื้นที่ ร่วมกันดูแลรักษาพื้นที่ให้ดี ปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้พื้นที่อย่างเคร่งครัดต่อไป ครั้งนี้ ถือเป็นการประเดิมมอบของขวัญปีใหม่จากกระทรวงทรัพยากรฯ ให้กับพี่น้องประชาชนเป็น 3 จังหวัดแรก ใน 3 ภูมิภาค และในปี 2568 ที่จะถึงนี้ จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ที่เหลือให้ครบตามเป้าหมายโดยเร็วต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

โดยพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในครั้งนี้ ปะกอบด้วย พื้นที่ใน จ.กาฬสินธุ์ เนื้อที่ 661 ไร่ 3 งาน 39.37 ตารางวา  จ.แพร่ เนื้อที่ 3,606 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา จ.พังงา เนื้อที่ 2,350 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา ซึ่งทั้ง 3 พื้นที่มีกำหนดระยะเวลาการอนุญาต 30 ปี และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต รวม 26 ข้อ เพื่อการร่วมดูแลและรักษาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติต่อไป

“ผบช.สตม. เดินหน้าปราบปราม แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ชูเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่อง ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ เตือนอย่าหลงเชื่อบุคคลอ้างเรียกเก็บค่าดำเนินการ ย้ำหากทำให้หน่วยงานเสียหายจะดำเนินคดีทันที ”

วันนี้ (23 ธ.ค. 67) เวลา 13.00 น. ที่ โรงแรมสมายล์ ล้านนา จ.เชียงใหม่  พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สอท. ช่วยราชการ รอง ผบช.สตม. , พ.ต.อ.ศราวุธ วะเท รอง ผบก.ตม.5,พ.ต.อ.สุรชัย เอี่ยมผึ้ง ผกก.ตม.จว.เชียงใหม่ เชิญนายจ้าง ผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทำความเข้าใจให้ความรู้การอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรและการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล สำหรับคนต่างด้าว 4 สัญชาติ เตือน "โบรกเกอร์เถื่อน" หลอกเรียกเงินนายจ้างนำเข้าแรงงาน พบดำเนินคดีเด็ดขาด

พล.ต.ท.ภาณุมาศฯ  กล่าวว่า วันนี้ตนได้เชิญนายจ้างและผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มาเข้ารับการอบรม ทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการของ สตม. กับคนต่างด้าว 4 สัญชาติ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ให้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ครบถ้วน สะดวกรวดเร็วกับทั้งตัวผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถอยู่ต่อในราชอาณาจักรได้อย่างถูกต้อง  โดยผู้ประกอบการทุกท่านสามารถนำคนต่างด้าวที่ซึ่งได้รับการอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวถึงวันที่ 13 ก.พ.68 มารับการตรวจอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรภายในวันที่ 13 ก.พ.68 และคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลได้ภายในวันที่ 28 มิ.ย.68 หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 81 ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุด สำหรับนายจ้าง หรือผู้ประกอบการ อาจจะมีความผิดฐานให้เข้าพักอาศัย ซ้อนเร้น ให้ความช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 50,000 บาท และขอความร่วมมือนายจ้างและผู้ประกอบการทุกท่านไม่จ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีอนุญาตทำงาน หรือ ให้คนต่างด้าวทำงานที่ต้องห้ามคนต่างด้าวทำ 40 งาน แบ่งเป็น งานที่ห้ามทำเด็ดขาด 27 งาน และงานที่ให้คนต่างด้าวทำได้โดยมีเงื่อนไข 13 งาน ซึ่งหากตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมาย คนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิจะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับ และในส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือให้คนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิจะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างชาติที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างชาติทำงานเป็นเวลา 3 ปี 

ทั้งนี้ยังได้กำชับ นายจ้าง สถานประกอบการ ปัจจุบันเริ่มมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ
การมอบอำนาจให้ตัวแทน ( Agent )  ไปดำเนินการติดต่อ กับทาง กระทรวงแรงงาน หรือ ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว  ตาม มติ ครม. โดยมีการเรียกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ นั้น  ขอเรียนว่าในส่วนขั้นตอนของ สตม.  นั้น  ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกินจากค่าธรรมเนียมที่ทางราชการกำหนดไว้  และปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นตอนของ สตม. คือขั้นตอนการอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักร จึงมั่นใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดไปเรียกเก็บผลประโยชน์อย่างแน่นอน หากพบเบาะแสสามารถแจ้งเข้ามาได้ที่ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัด หรือแจ้งมาที่ตน จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกกรณี

ผบช.สตม. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นไปที่ภาคการท่องเที่ยว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยโดยเฉพาะ สตม. เร่งปราบปรามอาชญากรรม ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การแย่งอาชีพคนไทย อย่างจริงจัง หากพบเบาะแส การกระทำความผิดของคนต่างด้าว สามารถแจ้งได้ที่ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดทั่วประเทศ

'มนพร' เปิดโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเปิดใช้ถนนทางหลวงชนบทสาย มห.3019 มุกดาหาร มอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2568

เมื่อวานนี้ (22 ธ.ค.67) เวลา 09.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบให้ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ของกระทรวงคมนาคม พร้อมเปิดใช้ถนนสาย มห.3019 แยก ทล.212 - บ้านบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2568 ให้ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

นางมนพร กล่าวว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท สนับสนุนการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดมุกดาหารซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงถนนสายดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ตามนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพการขนส่งระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 2 สู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ กาฬสินธุ์ และนครพนม สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Economic Zone: SEZ) ส่งเสริมการเพิ่มขีดสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายส่งเสริมและยกระดับเปิดประตูการค้า การท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทุกมิติ สอดรับกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการเป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค (Logistic Hub) เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก อีกทั้งเป็นการเพิ่มโครงข่ายโลจิสติกส์การขนส่งออกสู่ สปป.ลาว โดยไม่ต้องผ่านเข้าสู่ตัวเมืองอีกด้วย

นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่โครงการตั้งอยู่บริเวณตำบลโพนทราย และบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีจุดเริ่มต้นบริเวณ ทล.12 (กม. ที่ 781+000) และไปสิ้นสุดที่บริเวณ ทล.212 (กม. ที่ 414+262) ซึ่งในช่วง 4 กิโลเมตรแรกจะดำเนินการขยายถนนจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ส่วนที่เหลือดำเนินการก่อสร้างถนนใหม่ทั้งหมดจนไปถึงจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมกับสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 2 โดยเป็นถนนผิวจราจรแบบคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 4 ช่องจราจร ไป - กลับ กว้างช่องละ 3.5 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1.5 - 2.5 เมตร และทางเท้าบริเวณชุมชน พร้อมสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 4 แห่ง ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจร สิ่งอำนวยความปลอดภัย และระบบระบายน้ำ ระยะทาง 14.211 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 804.159 ล้านบาท ถนนสายนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่งอย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและมั่นใจให้แก่ประชาชนที่สัญจรบนเส้นทางดังกล่าว รวมทั้งจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัดในตัวเมือง รองรับการเจริญเติบโตของเมืองในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม สื่อมวลชน ประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ โดยมี นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เป็นผู้กล่าวรายงาน

บึงกาฬ-สนามบึงกาฬเดือด2พรรคใหญ่ส่งชิงนายกฯ-ส.อบจ.

สนามการเมืองท้องถิ่น ชิง นายกอบจ. และ ส.อบจ. วันแรกคึกคัก โดยครั้งนี้มีตัวแทนจากพรรคใหญ่ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย ส่งตัวแทนชิงเก้าอี้อย่างดุเดือด

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 23 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายว่า ที่บริเวณโดมเอนกประสงค์ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ที่ กกต.ใช้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นวันรับสมัครวันแรก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของกองเชียร์และผู้สมัครมีมาเฝ้ารอตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณ 07.30 น. ซึ่งก่อนถึงเวลารับสมัคร โดยทางคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งได้จัดเตรียมสถานที่ไว้อย่างเป็นระบบ จัดโซนผู้สมัคร ผู้ติดตามและกองเชียร์อย่างชัดเจน

นายวนาชาติ วงศ์พุทธา ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะ ผอ.การเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ  พร้อมเจ้าหน้าที่คณะกรรมการ คอยรับสมัครและอำนวยความสะดวกให้กับผู้มารับสมัคร โดยในวันนี้มีผู้มาสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.จำนวน 3 คน โดยคนแรกเป็นว่าที่ร้อยตรีภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 พร้อมคณะผู้สมัคร สจ.จากกลุ่มเพื่อไทบึงกาฬ ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย คนที่ 2 นายฉัตราวุฒ ทองสัมฤทธิ์ ในนามอิสระ คนที่ 3 นางแว่นฟ้า ทองศรี ดีกรีภริยา ดร.ทรงศรี ทองศรี รมช.มหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ(แชมป์เก่า) พร้อมคณะผู้สมัคร สจ.จากกลุ่มฅนบึงกาฬ ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย 

หลังจากนั้น ทางคณะกรรมการจึงได้ให้ตามเวลาลงทะเบียนการรับสมัคร รับเบอร์ผู้สมัครนายก อบจ. ผลปรากฏว่าการลงทะเบียน ว่าที่ร้อยตรีภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น กลุ่มเพื่อไทบึงกาฬ จากพรรคเพื่อไทย ได้เบอร์ 1
นายฉัตราวุฒ ทองสัมฤทธิ์ ได้เบอร์ 2 ในนามอิสระ
นางแว่นฟ้า ทองศรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้เบอร์ 3 จากนั้นคณะกรรมการได้ดำเนินการจับสลากผู้สมัคร สมาชิก อบจ.ในแต่ละเขต ทั้ง 24 เขตซึ่งเหตุการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่ามกลางกองเชียร์ที่เดินทางมาให้กำลังใจและมอบดอกไม้ พวงมาลัยคล้องคอ ผูกผ้าขาวม้า กันอย่างคึกคักให้กับผู้สมัครของตนที่มาสมัครและจับสลากเอาเบอร์

ส่วนพรรคประชาชน ส่งผู้สมัครแค่สมาชิก อบจ. 2 เขต มี ส.อบจ.เมืองบึงกาฬ เขต 1 และ ส.อบจ.เซกา เขต 3 เท่านั้น

ด้านนายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า เชิญชวนประชาชนชาวบึงกาฬออกมาใช้สิทธิ์ ในครั้งนี้ให้มากๆ เลือกคนที่ท่านรักที่ท่านชอบ ช่วยบริหารท้องถิ่น พัฒนาบึงกาฬร่วมกัน และยืนยันว่า การเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. บึงกาฬ ด้วยความโปร่งใส และยุติธรรม 

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

ประธานชมรมพยาบาลสี่เหล่า มอบรางวัล ”คนดีศรีพยาบาลสี่เหล่า

พลเรือตรีหญิง ทัศนีย์ อาชวาคม อดีตท่านผู้บริหารวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ และ นาวาเอกหญิงเรืองรอง วิยาภรณ์ อดีตรองผู้อำนวยการ รพ. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม นานัปการ เข้ารับรางวัล ”คนดีศรีพยาบาลสี่เหล่า” จาก พลตรีหญิง ศิริจันทร์ งาทอง ประธานชมรมพยาบาลสี่เหล่า ณ ห้องชมัยมรุเชฐ ชั้น 3 สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ 

โดยมี คณาจารย์วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ ข้าราชการฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ และโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ร่วมแสดงความยินดี เมื่อ 19 ธ.ค.67 ผ่านมา

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

23 ธันวาคม 2484 ‘ปรีดี พนมยงค์’ ปฏิญาณตนต่อสภาฯ รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ 8

วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2484 นายปรีดี พนมยงค์ ได้ปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ระหว่าง พ.ศ. 2484 ถึง 2488 หลังจากที่เจ้าพระยายมราช ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้ในฐานะหนึ่งในสามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ถึงแก่อสัญกรรม โดยที่ยังไม่มีผู้ใดได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน  จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กล่าวเสนอเรื่องต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ว่า  

“เนื่องจากเจ้าพระยายมราช ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ถึงแก่อสัญกรรม สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้แต่งตั้งผู้ใดแทน คณะรัฐมนตรีเห็นว่าการดำเนินงานของรัฐควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ อีกทั้งในขณะนี้ นายพลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินก็ชราภาพและสุขภาพไม่สมบูรณ์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมควรแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณวุฒิเพิ่มเติม ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เหมาะสม หากสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบ นายปรีดี พนมยงค์ จะต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทันที”  

สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ส่งผลให้นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมกับลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนายปรีดี พนมยงค์ เกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐบาลไทยร่วมมือกับญี่ปุ่นให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทย ซึ่งผู้นำบางส่วนรวมถึงนายปรีดี พนมยงค์ ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังร้องขอเงินกู้จากรัฐบาลไทยเพื่อใช้จ่ายสำหรับกองทัพญี่ปุ่น แต่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปรีดี พนมยงค์ ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งคุณพระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกตำแหน่งหนึ่ง และอนุมัติเงินกู้ตามที่ญี่ปุ่นร้องขอ  

ในขณะนั้น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประกอบด้วย พล.ต.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา พล.อ.พิชเยนทรโยธิน และนายปรีดี พนมยงค์ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2485 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ทรงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 และไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเพิ่ม จึงมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top