Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

ผู้นำไต้หวันกร้าว จีน-รัสเซีย อันธพาลโลก เล็งทุ่มงบกลาโหมเสริมป้องกันประเทศ

(2 ม.ค. 68) ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันกล่าวในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์เนื่องในวันปีใหม่ว่า จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการป้องกันประเทศ ท่ามกลางภัยคุกคามจากจีน พร้อมระบุว่าไต้หวันเป็น 'แนวป้องกันประชาธิปไตย' ที่สำคัญของโลก  

ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า "จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่าน กำลังร่วมมือกันคุกคามระเบียบโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สันติภาพ และเสถียรภาพของโลก" คำกล่าวดังกล่าวไต้หวันสะท้อนไปยังจีนซึ่งยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตน และพร้อมใช้กำลังหากจำเป็น  

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มแรงกดดันต่อไต้หวัน เช่น การซ้อมรบรอบเกาะและการแย่งชิงพันธมิตรทางการทูตของไต้หวันให้หันไปสนับสนุนจีน ในขณะที่ไต้หวันตอบโต้ด้วยการปฏิรูปกองทัพและจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ  

ไล่กล่าวว่า "เราต้องเตรียมพร้อมในยามสงบ ด้วยการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาธิปไตยและความมั่นคงของเรา ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องไต้หวัน เพราะไต้หวันคือแนวป้องกันประชาธิปไตยสำคัญของโลก"  

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไล่ยังย้ำถึงความสำคัญของการรักษาประชาธิปไตยภายในประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยพรรคฝ่ายค้านได้ผ่านร่างกฎหมายที่ถูกวิจารณ์ว่าอาจเป็นภัยต่อประชาธิปไตย  

สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีไล่ มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงตอบโต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงหลังจากที่ผู้นำจีนแถลงในสาส์นปีใหม่ว่า "ชาวจีนของทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดสามารถตัดขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือหยุดยั้งการรวมชาติได้"  

เสม็ดครองใจนทท.ต่างชาติ คนไทยฮิตไปจันทบุรี-เซี่ยงไฮ้

(2 ม.ค. 67) Agoda แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวเปิดเผยข้อมูล พบว่า เกาะเสม็ด ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ จันทบุรี ครองอันดับหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้าน เซี่ยงไฮ้ กำลังเป็นที่สนใจของนักเดินทางชาวไทยที่มุ่งหน้าไปต่างประเทศ

ผลการจัดอันดับประจำปีของ Agoda ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลการจองที่พักย้อนหลัง 2 ปี เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทรนด์การท่องเที่ยว โดยจังหวัดจันทบุรี ได้รับความนิยมในฐานะ "อัญมณีแห่งภาคตะวันออก" ด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งชายหาดอ่าวยาง น้ำตกพลิ้ว อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ เมืองเก่าจันทบุรี และตลาดพลอยที่มีชื่อเสียงระดับภูมิภาค

เกาะเสม็ด กลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะอ่าวพร้าวที่ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบและทิวทัศน์งดงาม

ด้าน เซี่ยงไฮ้ เมืองใหญ่ของจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย เนื่องจากนโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า พร้อมดึงดูดใจด้วยเสน่ห์ของตึกระฟ้าทันสมัยที่ผสานวัฒนธรรมจีนอย่างลงตัว

ปิแอร์ ฮอนน์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Agoda กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น” สะท้อนผ่านความนิยมในจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์พิเศษ

นอกจากจันทบุรี เกาะเสม็ด และเซี่ยงไฮ้ อโกด้ายังเผยว่า เชจู (เกาหลีใต้), ปารีส (ฝรั่งเศส), ญาจาง (เวียดนาม) และ ฟุกุโอกะ (ญี่ปุ่น) เป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวเอเชีย

ส่งจดหมายถึงกองเชียร์ ประกาศสู้จนถึงที่สุด ก่อนศาลตัดสินถอดถอน เกาหลีใต้เร่งจับกุม

(2 ม.ค. 68) ทนายความของประธานาธิบดียุน ซอกยอลแห่งเกาหลีใต้ ซึ่งถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่หลังจากประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ได้เปิดเผยข้อความผ่านจดหมายน้อยที่ประธานาธิบดียุนซอกยอลส่งถึงบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนในวันที่ 1 มกราคม ระบุว่าเขาจะสู้จนถึงที่สุดหลังจากศาลเกาหลีใต้อนุมัติการออกหมายจับยุนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีที่ยังคงอยู่ในตำแหน่งคนแรกที่ต้องเผชิญการจับกุมในข้อหาก่อกบฏ

ข้อความในจดมหมายระบุว่า "ผมเห็นว่าพวกคุณกำลังต่อสู้อย่างหนักผ่านไลฟ์สดในยูทูป ผมจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อปกป้องประเทศนี้ร่วมกับพวกคุณ เนื่องจากกองกำลังภายในและภายนอก ละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศ รวมถึงกิจกรรมของกลุ่มต่อต้านรัฐ เกาหลีใต้จึงตกอยู่ในอันตราย ผมจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อปกป้องประเทศนี้พร้อมกับทุกคน"

พรรคประชาธิปไตย (ดีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและมีเสียงข้างมากในสภา ได้ยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดียุนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม กล่าวว่า จดหมายของยุนไม่ช่วยให้เขาพ้นผิดแต่อย่างใด โดยนาย โจ ซึงแร โฆษกของพรรคดีพี กล่าวว่า ความพยายามในการก่อกบฏยังไม่เพียงพอสำหรับยุนและตอนนี้เขากำลังปลุกระดมให้ประชาชนลุกฮือขึ้น

สำนักงานการสอบสวนการทุจริตสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง (CIO) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการ มีเวลาที่จะดำเนินการหมายจับยุนจนถึงวันที่ 6 มกราคม และศาลมีกำหนดพิจารณาคดีถอดถอนประธานาธิบดีในวันที่ 3 มกราคม หากศาลตัดสินให้ยุนถูกถอดถอน จะมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน

ทนายความของยุนกล่าวว่า การออกหมายจับประธานาธิบดีไม่ถูกต้องและผิดกฎหมาย เนื่องจาก CIO ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดียุนได้ส่งข้อความถึงผู้สนับสนุนที่รวมตัวกันที่หน้าบ้านพักประธานาธิบดีในกรุงโซล โดยกล่าวว่า "ผมจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อปกป้องประเทศ" และขอบคุณผู้สนับสนุนที่ต่อสู้ผ่านการถ่ายทอดสดทางยูทูบ

ปัจจุบันนายยุนกำลังเผชิญกับการสอบสวนในข้อหาก่อกบฏหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม โดยศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินใจว่าเขาจะถูกถอดถอนหรือไม่

พรรคฝ่ายค้านวิจารณ์ข้อความล่าสุดของยุน โดยกล่าวหาว่าเขากำลังยุยงให้เกิดความวุ่นวาย ขณะที่หน่วยงานปราบปรามการทุจริตกำลังดำเนินการตามหมายจับโดยเร็วที่สุด หลังจากศาลแขวงโซลออกหมายจับนายยุนในข้อหาวางแผนการประกาศกฎอัยการศึกและการใช้อำนาจในทางมิชอบ

หากจับกุมนายยุนได้ เจ้าหน้าที่จะนำตัวเขาไปสอบสวนที่สำนักงานของ CIO ก่อนจะควบคุมตัวที่สถานที่กักขังในเมืองอึยวัง ใกล้กับสำนักงานของ CIO

นอกจากนี้ คณะที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดียุนได้ยื่นหนังสือลาออกยกชุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม หลังจากที่รักษาการประธานาธิบดีชเว ซังม็อก อนุมัติการแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่ 2 คนเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังพิจารณาคดีถอดถอนประธานาธิบดียุน

การลาออกเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่รักษาการประธานาธิบดีชเว อนุมัติการแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่ 2 คน ซึ่งส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีองค์คณะผู้พิพากษา 8 คนจากทั้งหมด 9 คน การพิจารณาคดีของประธานาธิบดียุนจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 6 เสียง

พรรคพลังประชาชนวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรักษาการประธานาธิบดีชเว ว่าเป็นการกระทำที่ "ดันทุรัง" และขาดการปรึกษาหารืออย่างเพียงพอ

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 2 มกราคม 2568

รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 730209
เลขท้าย 2 ตัว 1 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท : 51
เลขหน้า 3 ตัว 2 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท :446  065 

เลขท้าย 3 ตัว 2 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท : 376 297 
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1

มี 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 730208 730210

ผลสลาก รางวัลที่ 2
มี 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท : 671700 144798 440080    905788    764177

ผลสลาก รางวัลที่ 3
มี 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท 

810497    593131    632323    286468    543132
651864    017410    023742    950821    441850

ผลสลาก รางวัลที่ 4
มี 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
452409    226925    624310    074970    953541
601172    449201    397163    666587    710399
688447    702769    676198    436266    088544
176393    640423    987193    615097    556317
358149    315874    309294    096390    094884
825425    582187    676456    422247    011243
881355    440900    601534    789122    085210
342298    067086    857858    785881    608458
293328    487715    794597    810445    379925
726121    746225    783456    618276    506949

ผลสลาก รางวัลที่ 5
มี 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
107563    826029    943848    833998    765600
184544    954563    286901    280825    021492
795138    560785    833636    183320    988047
990183    782267    089960    813239    758578
824174    468305    362401    022786    389866
602267    293532    208923    700600    246839
856581    007186    749177    058809    485535
289954    319306    492579    854220    545258
081441    511582    137743    994546    265752
020744    754462    631702    799442    603121
951202    914603    013427    028982    162386
509831    184824    865081    074378    010081
808422    485072    299555    773620    730910
395375    711289    693949    977363    498509
204356    805029    734145    586000    762213
976957    066939    830173    684186    358876
718146    520294    233615    239089    900063
021023    963902    289147    064372    991165
683261    358456    718339    795129    666663
121888    248890    718590    693948    292298

ต่างชาติเที่ยวไทยปี 67 ทะลุ 35 ล้านคน ททท.คาดสร้างรายได้กว่า 1.6 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 ธันวาคม 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 35,441,648 ล้านคน เพิ่มขึ้น 26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 สร้างรายได้ 1,668,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 35 ล้านคน ตอกย้ำการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยมีอานิสงส์จากมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) และยกเว้นบัตร ตม.6 สำหรับด่านชายแดนทางบก การเปิดเส้นทางบินใหม่ของสายการบิน เพิ่มความถี่เที่ยวบิน และความจุที่นั่งสายการบินทั้งจากตลาดระยะใกล้และไกลรับนักท่องเที่ยวช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ทำให้ในปี 2568 ตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 40 ล้านคน สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.98–2.23 ล้านล้านบาท มากที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากปี 2562 ที่มีต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 39.5 ล้านคน

“การท่องเที่ยวไทยปี 2568 จะก้าวเข้าสู่ปีแห่งอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ทัวริซึม แอนด์ สปอร์ต เยียร์ 2568 มุ่งเน้นในการขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งตลาดระยะใกล้และไกล ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฮับท่องเที่ยวในภูมิภาค ต่อเนื่องจากปี 2567 ที่มีปัจจัยหนุนจากการจัดงานเทศกาลและอีเวนต์ต่างๆ ในประเทศไทย อาทิ เทศกาลเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ โครงการ Amazing Thailand Passport Privileges การจัดคอนเสิร์ต แฟนมีตติ้งของศิลปินไทยและต่างชาติ และการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์ สถานที่ถ่ายทำเอ็มวีและภาพยนตร์ไทย รวมถึงงานเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปี ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย และขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะ นักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำนิวไฮ หรือจุดสูงสุดใหม่ เมื่อเทียบกับปี 2562 อาทิ อินเดีย 2,100,645 คน มาเลเซีย 4,898,496 คน ไต้หวัน 1,077,050 คน รัสเซีย 1,705,198 คน ซาอุดีอาระเบีย 226,094 คน อิตาลี 259,443 คน สเปน 205,914 คน โปแลนด์ 175,674 คน และตุรกี 102,680 คน

นอกจากนี้ ในภาพรวมของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลยังมีแนวโน้มที่จะสร้างนิวไฮ โดยเฉพาะจากตลาดตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 ที่ผ่านมา เกิดจากมาตรการอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศไทยของรัฐบาล

นักศึกษาไทยฝึกงานเมคคาทรอนิกส์-หุ่นยนต์ในจีน กรุยทางสู่อาชีพในอุตสาหกรรมระดับโลก

(2 ม.ค. 68) ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาของไทยได้ส่งเสริมโครงการความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยอาชีวะและเทคนิคหลิ่วโจวของจีนกับวิทยาลัยเทคนิคของไทย จำนวน 5 แห่ง ซึ่งมีการรับสมัครนักศึกษารวม 85 คน เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์

โครงการนี้จัดการฝึกอบรมแบบ “ภาษาจีน+วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์” แก่นักศึกษา โดยนักศึกษาจะเข้าฝึกงานที่บริษัท จูไห่ ฟาวน์เดอร์ ปริน เซอร์กิต บอร์ด ดีเวลอปเมนต์ จำกัด หรือฟาวน์เดอร์ พีซีบี (Founder PCB) ในจีนหลังจากผ่านการฝึกอบรม รวมถึงมีโอกาสเข้าทำงานที่ฐานการผลิตของฟาวน์เดอร์ พีซีบี ในไทยด้วย

สง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเดินทางไปส่งคณะนักศึกษาชาวไทยที่เข้าร่วมโครงการในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีนเมื่อไม่นานนี้ กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้เด็กไทยได้เล่าเรียนและฝึกงานในจีน เปิดกว้างมุมมองและประสบการณ์ มีโอกาสได้งานทำที่ดี และส่งเสริมการพัฒนาอาชีวศึกษาในไทยอย่างมีนัยสำคัญ

อนึ่ง กว่างซีได้เดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติกับอาเซียน ซึ่งรวมถึงความร่วมมือทางอาชีวศึกษา โดยสถาบันอุดมศึกษาของกว่างซีได้จัดตั้งวิทยาลัยช่างฝีมือสมัยใหม่จีน-อาเซียน จำนวน 17 แห่ง ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเกษตร การอนุรักษ์น้ำ ไฟฟ้า การขนส่ง ฯลฯ

ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระหว่างจีนกับอาเซียนได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนรุ่นใหม่ในอาเซียนจำนวนไม่น้อย เฉกเช่นอินทิรา พันธ์วิไล หรือหลี่เฟิ่งหวง บัณฑิตวิทยาลัยอาชีวะและเทคนิคหลิ่วโจว ได้เข้าทำงานที่บริษัท เซินหนาน เซอร์กิต จำกัด ในไทย ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จจากความร่วมมือดังกล่าว

กลุ่มคนวงในอุตสาหกรรมต่างๆ มองว่าความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระหว่างจีนกับไทยไม่เพียงบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถมากทักษะที่บริษัทนานาชาติต้องการ แต่ยังนำมาซึ่งโอกาสใหม่ของอาชีวศึกษาสมัยใหม่ในสองประเทศ อัดฉีดแรงกระตุ้นใหม่สู่การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ไขปริศนา 1 มกราคม: วันปีใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร? | THE STATES TIMES Story EP.161

ทำไมวันที่ 1 มกราคม ถึงกลายเป็นวันปีใหม่? 🎆
รู้หรือไม่ว่า วันปีใหม่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตั้งแต่ยุคบาบิโลเนีย จนถึงปฏิทินเกรกอเรียนที่เราใช้กันในปัจจุบัน 🌍
มาดูกันว่าทำไมโลกถึงเลือกวันนี้เพื่อเริ่มต้นปีใหม่!

📖 อ่านเพิ่มเติม: https://thestatestimes.com/post/2023122702

ส่องแนวคิด ‘จรัล ดิษฐาอภิชัย’ กับตรรกะที่ผิดเพี้ยนชู หลังชู ‘อานนท์ นำภา’ เป็นบุคคลแห่งปีทั้งที่ทำผิด กม. ซ้ำซาก

รูปปั้นประชาธิปไตยที่หล่อหลอมจากการกระทำผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 จรัล ดิษฐาอภิชัย โพสต์เสนอชื่อ อานนท์ นำภา เป็นบุคคลแห่งปี 2567 พร้อมชูเขาเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การยกย่องบุคคลที่ถูกตัดสินจำคุก 18 ปีด้วยข้อหาภายใต้มาตรา 116 และ 112 นั้น กำลังสร้างภาพประชาธิปไตยในแบบใด? มันไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพหรือความเท่าเทียม แต่คือ “รูปปั้นประชาธิปไตยที่หล่อหลอมจากการกระทำผิดกฎหมาย” และรูปปั้นนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานที่มั่นคง แต่มันสั่นคลอนด้วยแนวคิดที่ไม่เคารพหลักนิติรัฐ

มาตรา 116: กติกาที่ปกป้องเสถียรภาพของสังคม
มาตรา 116 เป็นเหมือนรั้วที่ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านประชาธิปไตย มันไม่ได้มีไว้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการพูด แต่มันมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คำพูดหรือการกระทำใดๆ ยุยงให้เกิดความไม่สงบในสังคม การที่อานนท์ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดจากการแสดงความคิดเห็น แต่เพราะเขาจงใจละเมิดกติกานี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในการปลุกปั่นยุยงและการกระทำที่ล้ำเส้นเกินกว่าการใช้เสรีภาพส่วนตัว

18 ปีแห่งการละเมิด: ราคาของการไม่เคารพกฎหมาย
การที่อานนท์ถูกตัดสินจำคุกถึง 18 ปีไม่ได้มาจากระบบที่อยุติธรรม แต่มาจากการกระทำผิดซ้ำซากที่ขัดต่อกฎหมายที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน การเชิดชูบุคคลที่ละเมิดกฎหมายในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการส่งเสริมประชาธิปไตย แต่มันคือการลดคุณค่าของระบบที่ควรสร้างบนความยุติธรรมและการเคารพกติกา

ประชาธิปไตยหรือการบูชาคนผิด?
สิ่งที่จรัลทำในการยกย่องอานนท์ คือการสร้าง “รูปปั้น” ที่ไม่ได้สะท้อนถึงประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่กลับเป็นการปั้นสัญลักษณ์ของการไม่เคารพกฎหมาย การนำคนที่ทำผิดอย่างต่อเนื่องมาชูเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาธิปไตยเสื่อมเสีย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดว่า ความวุ่นวายและการละเมิดกฎหมายคือสิ่งที่ยอมรับได้

บทสรุป: สัญลักษณ์ที่ไม่ควรมี
ประชาธิปไตยไม่ควรถูกหล่อหลอมจากการกระทำผิดกฎหมาย การสร้างสัญลักษณ์ที่ขัดแย้งกับรากฐานของระบบย่อมไม่ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง หากเรายังคงหล่อรูปปั้นจากความผิดพลาด ประชาธิปไตยในสายตาของคนไทยและนานาชาติจะไม่เหลือคุณค่า นี่ไม่ใช่การสร้างอนาคต แต่มันคือการย้อนกลับไปทำลายรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคม

เชียงใหม่-สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ตำรวจ ตม.เชียงใหม่ บูรณาการกำลัง ติดตามนักท่องเที่ยวเหตุปล่อยโคมลอยลานท่าแพ 

ตามข่าวที่ปรากฎตามสื่อโซเชี่ยล เหตุนักท่องเที่ยวต่างชาติได้พยายามปล่อยโคมลอยในพื้นที่บริเวณลานประตูท่าแพ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ห้ามปล่อยโคมลอยเนื่องจากอาจจะเกิดเพลิงไหม้ บ้านเรือนประชาชนซึ่งพักอาศัยอยู่จำนวนมาก ในเขตพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่

ซึ่งหลังจากเป็นเหตุเกิดขึ้น จนท.ตำรวจ ได้ติดตามนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว จนทราบตัวว่าเป็นใคร จึงได้ประสานติดต่อและเชิญตัวมายัง สภ.เมืองเชียงใหม่ 

ทราบชื่อว่า นายฮิราโนะ อายุ 31 ปี สัญชาติญี่ปุ่น จากการสอบสวน นายโทโมะ ได้เดินทางมาเที่ยวกับครอบครัวเพื่อร่วมงาน Count down 2025 ณ ลานท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเข้ามาเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 68

ซึ่งตนตั้งใจเดินทาง มางานดังกล่าวกับครอบครัว หลังงานเค้าดาวน์ เสร็จ เวลาประมาณ 00.30 น. ตนจึงได้นำโคมลอยมาจุด บริเวณด้านข้างลานท่าแพเพราะเข้าใจว่า เขตห้ามปล่อยคือบนลานเท่านั้นแต่ขณะกำลังจะปล่อย ได้มี หมวดทวีศักดิ์ฯ มาตรวจพบและห้ามปราม แต่ตนติดว่าจุดนี้ปล่อยได้ จึงได้เกิดอารมณ์โมโหและแสดงกริยาที่ไม่ดีออกไป ตามที่เป็นข่าว หลังจากนั้นได้มีล่ามเข้ามาอธิบายให้ฟัง ตนจึงเข้าใจว่าเป็นเขตพื้นที่ห้ามปล่อยโคม จึงได้กล่าวขอโทษ ผู้หมวดทวีศักดิ์ฯ และได้แยกย้ายจากจุดเกิดเหตุในคืนดังกล่าว

ต่อมา จนท.ตำรวจ ได้ติดต่อตนเข้ามาและนายฮิราโนะ รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงอยากเข้าพบและขอโทษ หมวดทวีศักดิ์ฯ ด้วยตนเองอีกครั้ง จึงได้ติดต่อเดินทางเข้ามา พบ พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อขอพบผู้หมวดทวีศักดิ์ฯ ในเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันเดียวกันนี้ 

โดย ผู้หมวดทวีศักดิ์ฯ ได้ยอมมาพบและรับคำขอโทษ และไม่ได้ติดใจเอาความ นายฮิราโนะ แต่อย่างใด 

แต่ความผิดอาญา อีกส่วนหนึ่ง จนท.ตำรวจ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของนายฮิราโนะฯ มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ 

จนท.ตำรวจ จึงได้อธิบายให้นายฮิราโนะฯ ทราบถึงข้อหาความผิดดังกล่าว ซึ่งนายฮิราโนะฯ เข้าใจและให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวน จึงทำการเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท 

นายฮิราโนะฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าตนขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับผิดตามกฏหมาย และหากมีโอกาสจะกลับมาเที่ยวประเทศไทย อีกแน่นอน เพราะชอบแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย และรับปากว่าไม่แสดงพฤติกรรมแบบนี้อีกเด็ดขาด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top