Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

จเรตำรวจแห่งชาติรับตัวแล้ว "หวังซิง" ดาราจีน ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก เข้าสู่กระบวนการคัดกรองต่อไป

(7 ม.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และคณะเดินทางไปดูจุดที่ทหารกะเหรี่ยงมารับตัว นายหวังซิง ที่บริเวณชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก จากนั้นเดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวดตาก พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เพื่อรับตัว นายหวังซิง 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ร่วมซักถาม นายหวังซิง ด้วยตัวเอง เบื้องต้นจาการสอบถาม นายหวังซิง ให้การว่าถูกชาวจีนด้วยกันพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชันวีแชต ใช้ชื่อเป็นบริษัทบันเทิงชื่อดังของไทยทักมาติดต่อให้ทำงาน จึงหลงเชื่อ ก่อนเดินทางทางยังประเทศไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากนั้นนั่งรถที่ถูกส่งมารับที่สนามบินพาไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนจะมีคนมารับข้ามแดนทางเรือที่บริเวณชายแดน อ.แม่สอด นายหวังซิง ระบุว่ารู้ตัวว่าถูกหลอกเมื่อถูกพาข้ามแดนแต่ไม่กล้าขัดขืน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการสอบสวน ซักถาม และตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การดำเนินการช่วยเหลือ นายหวังซิง นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานให้ความช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นการร่วมมือช่วยเหลือทางการจีนตามที่ได้ประสานมา หลังจากนี้จะได้เข้าสู่กลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) หากพบว่าเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ก็จะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครอง และประสานส่งตัวกลับประเทศตามกระบวนการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และประสานญาติมารับตัว หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดลักษณะใด ก็จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

จีนเปิดตัวไฮสปีดเทรน 'ซีอาร์450' จ่อขึ้นแท่นเร็วสุดในโลก 450 กม./ชม.

(7 ม.ค. 68) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด ได้เปิดตัวต้นแบบรถไฟหัวกระสุน ซีอาร์450 (CR450) ที่จะวิ่งด้วยความเร็ว 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในกรุงปักกิ่ง

รายงานระบุว่ารถไฟหัวกระสุน ซีอาร์450 สามารถวิ่งด้วยความเร็ว 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในการทดสอบหลายรอบ ซึ่งตอกย้ำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรถไฟของจีน

รถไฟรุ่นใหม่จะมีความเร็วในการเดินรถมากกว่ารถไฟความเร็วสูงฟู่ซิง ซีอาร์400 ที่ให้บริการในปัจจุบันอย่างมาก โดยรถไฟฟู่ซิง ซีอาร์400 วิ่งด้วยความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บริษัทฯ จะจัดการทดสอบรถไฟต้นแบบบนทางรถไฟเส้นทางต่างๆ และปรับปรุงตัวชี้วัดทางเทคนิค เพื่อรับประกันว่าซีอาร์450 จะได้ให้บริการเชิงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

คาสซิม โจมาร์ต โตกาเยฟ ให้คำมั่นสร้างประเทศ สู่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและอธิปไตยในปี 2025

(7 ม.ค.68) ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตกาเยฟ ได้กล่าวในตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ Ana Tili เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2025 โดยในบทสัมภาษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จและมองไปข้างหน้า ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตกาเยฟ ได้กล่าวถึงความสำเร็จที่สำคัญของคาซัคสถานในปี 2024 พร้อมทั้งแผนงานที่มุ่งมั่นสำหรับปีต่อไป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสามัคคี ความยืดหยุ่น และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปี 2024 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของคาซัคสถาน รัฐบาลได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานโดยก่อสร้างที่อยู่อาศัย 18 ล้านตารางเมตร และซ่อมแซมถนนกว่า 7,000 กิโลเมตร อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ปิโตรเคมี และการผลิตได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมบันทึกผลผลิตข้าวที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ

นโยบายสังคมยังคงเป็นลำดับความสำคัญ โครงการกองทุนแห่งชาติสำหรับเด็กได้เริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือ เงินบำนาญและเงินเดือนข้าราชการได้รับการเพิ่มขึ้น รวมถึงการก่อสร้างโรงเรียนและศูนย์กีฬาจำนวนมาก โตกาเยฟเน้นว่านโยบายเหล่านี้เป็นการลงทุนในศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของประชาชน

ในเวทีระหว่างประเทศ คาซัคสถานยังคงเสริมความแข็งแกร่งในฐานะประเทศผู้ประสานงานเพื่อสร้างสันติภาพ ท่ามกลางสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ในปีที่ผ่านมาได้เปิดเผยข้อบกพร่องของระบบโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีแผนที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำกว่า 40 แห่ง และปรับปรุงคลองชลประทานกว่า 14,000 กิโลเมตรภายในปี 2030 โตกาเยฟยังชื่นชมการร่วมมือจากอาสาสมัครทั่วประเทศในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

แม้จะมีความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ โตกาเยฟยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการตัดสินใจที่กล้าหาญมากขึ้นเพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน การกระจายภาคอุตสาหกรรมและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งเป็นหัวใจสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ โดยโครงการขนาดใหญ่ เช่น การขยายเส้นทางรถไฟและพลังงานสีเขียว จะเปลี่ยนแปลงระบบการเชื่อมโยงของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ย้อนถึงเหตุการณ์เดือนมกราคมเมื่อสามปีที่ผ่านมา โตกาเยฟย้ำถึงความสำคัญของความยุติธรรมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ พร้อมทั้งเน้นว่าการเสริมสร้างหลักนิติธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศและสร้างเสถียรภาพ

การเสริมศักยภาพเยาวชนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ของโตกาเยฟ เขาเรียกร้องให้เยาวชนให้ความสำคัญกับการศึกษา ความเป็นมืออาชีพ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกัน ภาษาและวัฒนธรรมคาซัคที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่สะท้อนถึงการเติบโตทางวัฒนธรรมของประเทศ

เมื่อเข้าสู่ปี 2025 วิสัยทัศน์ของโตกาเยฟชัดเจน เพื่อการเสริมสร้างอธิปไตย ดำเนินการปฏิรูป และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการเน้นโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และบริการสังคม รัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน

ด้วยความเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คาซัคสถานพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคและพลังกลางในเวทีโลก เพื่อเชื่อมโยงความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือในโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น

เขย่าทิเบต ดับ 53 เจ็บ 62 ราย แรงสั่นสะเทือนไกลถึง ‘เนปาล-ภูฏาน-อินเดีย’

(7 ม.ค. 68) สำนักงานใหญ่การบรรเทาภัยพิบัติเขตปกครองตนเองทิเบต (ซีจ้าง) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ตามมาตราแมกนิจูด ที่อำเภอติ้งรื่อ เมืองรื่อคาเจ๋อ เมื่อเวลา 09.05 น. ของวันอังคารที่ 7 มกราคม ตามเวลาปักกิ่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 53 ราย และผู้บาดเจ็บ 62 รายจนถึงช่วงเที่ยง

ทางกองบัญชาการยุทธภูมิตะวันตกแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ได้รายงานว่า ได้ส่งโดรนเข้าสำรวจพื้นที่จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว และกองทัพอากาศของกองบัญชาการฯ ได้เริ่มปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติฉุกเฉินทันที โดยใช้เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ขนส่งและการแพทย์ รวมทั้งกองกำลังภาคพื้นช่วยเหลือการบรรเทาภัยพิบัติ

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังรู้สึกได้ที่กรุงกาฐมาณฑุของเนปาล ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 400 กิโลเมตร และทำให้ประชาชนต้องวิ่งหนีออกจากบ้านเรือน ขณะที่กรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน และรัฐพิหารในอินเดีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับเนปาล ก็สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่จากอินเดียระบุว่า ยังไม่มีรายงานทรัพย์สินเสียหายจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้

ภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เนปาล และอินเดียเหนือ มักประสบกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเนื่องจากอยู่บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเซีย

ก่อนหน้านี้ในปี 2008 แผ่นดินไหวรุนแรงที่มณฑลเสฉวนของจีนคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 70,000 คน และในปี 2015 ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ใกล้กรุงกาฐมาณฑุของเนปาล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 9,000 คน บาดเจ็บหลายพันคน และถือเป็นแผ่นดินไหวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเนปาล

ผช.รมต.กต. ติง “วิโรจน์” ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง 4 ลูกเรือไทยยังไม่ได้รับการปล่อยตัว หวั่นถูกเมียนมามองกดดันแทรกแซง - เตือนอย่าเอาชีวิตคนมาเป็นเรื่องการเมือง 

(7 ม.ค. 68) นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จะขอประธานสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติการเดินทางไปศึกษา และตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเรือประมงไทย ถูกเรือรบของเมียนมายิง และมีลูกเรือชาวประมงไทย 4 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เกาะสอง และเพื่อให้มั่นใจว่า ลูกเรือชาวประมงไทย จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยในวันที่ 13 – 14 มกราคมนี้ว่า หากนายวิโรจน์ และกรรมาธิการการทหารฯ จะเดินทางไปในกรณีดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศคงไม่สามารถห้ามได้ แต่ก็จะต้องขออนุญาตผ่านช่องทางการทูต แต่การไปพบผู้คุมเรือนจำนั้น ก็ไม่มีอำนาจปล่อยตัว และอาจทำให้เมียนมามองว่า ไปกดดันและแทรกแซง ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น ดังนั้น จึงขอให้นายวิโรจน์ ควรใคร่ครวญดี ๆ นึกถึงผลที่ตามมาด้วย เพราะผู้ที่ถูกขังคือลูกเรือไทย ดังนั้น จึงอย่าเอาชีวิตคนมาเป็นเรื่องการเมือง

ทรัมป์ได้ทีชวนแคนาดาร่วมเป็นรัฐที่ 51 หลังทรูโดลาออกจากนายกฯ

(7 ม.ค. 68) ไม่นานหลังจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความคิดเห็นว่า แคนาดาควรเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศลาออกจากตำแหน่ง

ทรูโดได้ประกาศลาออกในวันจันทร์ที่ 6 มกราคม โดยอ้างถึง "การต่อสู้" ภายในพรรคลิเบอรัลของเขา แต่จะยังคงดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีไปจนกว่าจะมีการเลือกผู้นำพรรคคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงเลือกตั้งทั่วไปที่มีกำหนดจัดขึ้นปลายเดือนตุลาคม

"ผู้คนจำนวนมากในแคนาดาต้องการให้ประเทศของพวกเขากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ" ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์มของตัวเองในช่วงบ่ายวันจันทร์ "สหรัฐฯ อาจไม่สามารถทนกับการขาดดุลการค้าขนาดใหญ่และการอุดหนุนที่จำเป็นเพื่อให้แคนาดายังคงอยู่ได้อีกต่อไป และจัสติน ทรูโดก็รู้เรื่องนี้ดี"

"หากแคนาดารวมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จะไม่มีการเก็บภาษี แคนาดาจะจ่ายภาษีที่ต่ำลง และจะได้รับการปกป้องเต็มรูปแบบจากภัยคุกคามของกองเรือรัสเซียและจีนที่คอยคุกคามพวกเขา" ทรัมป์กล่าว "เมื่อรวมกันแล้วมันจะกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่"

การลาออกของทรูโดเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันภายในพรรค ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการคุกคามของทรัมป์ที่จะเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก โดยทรัมป์ได้กล่าวหาว่าผู้อพยพ, อาชญากร และพวกค้ายาได้ลักลอบเข้ามาในอเมริกา ขณะเดียวกันก็มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ผ่านการละเมิดสนธิสัญญาการค้าเสรี

นอกจากนี้ มาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ คริสเตียน ฟรีแลนด์ รองนายกรัฐมนตรีแคนาดาลาออก และส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในพรรคลิเบอรัลมากขึ้น

ผู้นำแคนาดาได้พยายามหารือเรื่องนี้กับทรัมป์โดยตรง ถึงขั้นเดินทางไปพบทรัมป์ที่มาร์อาลาโกในช่วงต้นเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้กล่าวติดตลกว่า ทรูโดควรจะเป็น "ผู้การรัฐ" และว่าแคนาดาควรเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่แคนาดาอาจถูกแบ่งเป็นสองรัฐ โดยรัฐหนึ่งจะเป็นรัฐเสรีนิยมและอีกรัฐจะเป็นรัฐอนุรักษนิยม นอกจากนี้ เขายังเคยพูดถึงการซื้อเกาะกรีนแลนด์ที่อยู่ในอาร์กติก ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กและตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งแคนาดา

ถึงแม้ว่าผู้บริหารของออตตาวาจะปฏิเสธข้อเสนอในการรวมชาติตามที่ทรัมป์พูดถึง แต่เควิน โอเลียรี นักลงทุนและดาราดังของแคนาดา ได้กล่าวว่า ราวครึ่งหนึ่งของชาวแคนาดาให้การสนับสนุนแนวคิดนี้

โพสต์ล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับแคนาดามีขึ้นไม่นานก่อนที่สภาคองเกรสจะรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 โดยยืนยันว่าเขาจะสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

จเรตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ด่วน อ.แม่สอด จ.ตาก ติดตามกรณีนักแสดงจีนหายตัว กำชับทำคดีให้ชัดหลังพฤติการณ์คล้ายขบวนการค้ามนุษย์

วันนี้ (7 ม.ค.68) เวลา 12.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 และ พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ด่วนไปยัง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการหายตัวของ นายซิงซิง หรือ หวังซิง นักแสดงสัญชาติจีน จากรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เจ้าหน้าที่ได้นำรูปของนักแสดงคนดังกล่าวเข้าตรวจสอบในระบบไบโอเมติกซ์ทำให้ยืนยันได้ว่า นายหวังซิง เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.00 น. เป็นการเดินทางจากสนามบินผู่ตง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ซึ่งไม่ได้แจ้งรายละเอียดที่พัก  

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการยืนยันว่าพบตัว นายหวังซิง แล้ว ซึ่งได้เดินทางมารับตัวที่ อ.แม่สอด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชายที่ขับรถตู้ไปรับ นายหวังซิง ที่สนามบิน มาสอบปากคำแล้ว เบื้องต้นไม่ปรากฏว่า นายหวังซิง อยู่ในลักษณะถูกบังคับหรือลักพาตัว โดยเมื่อนำตัวไปส่งที่ชายแดน อ.แม่สอด แล้ว ได้มีคนมารับช่วงต่อไปยังจุดหมายทางช่องทางธรรมชาติ ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ และทำให้เรื่องดังกล่าวกระจ่างมากที่สุดเนื่องจากลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับขบวนการค้ามนุษย์

'สถาบันพระปกเกล้า' จัดงานครองราชย์ สู่ 100 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.68) พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงกาเฉลิมพระเกียรติในโอกาส '99 ปี แห่งการครองราชย์  สู่ 100 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก' พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายกู้เกียรติ ภูมิรัตน์ กรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ ประธานกรรมการจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ และ คณะกรรมการ 

นอกจากนั้น ภายในงานยังมีกิจกรรม เสวนาพูดคุยประเด็นที่มาและความสำคัญของการจัดงาน โดย นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ นาฏศิลปินทักษะพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และ ผศ.ดร.มณิศา วศินารมณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ดำเนินรายการโดย นายณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 27 สถาบันพระปกเกล้า (ปปร.27)

พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก ผู้บริหารสถาบันฯ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

เนื่องในโอกาสอันสำคัญแห่งการครบรอบ 100 ปี การขึ้นครองราชย์ และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ.2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ “99 ปี แห่งการครองราชย์ สู่ 100 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอด 2 ปี นับตั้งแต่นี้จนถึงปี 2569 

โครงการประกอบด้วย งานเสวนาวิชาการ บรรยายพิเศษ การจัดแสดงนิทรรศการ และงานการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ที่ได้หยิบยกเอาดนตรีนาฏกรรมอันทรงคุณค่าและเกี่ยวเนื่องในรัชสมัย โดยเฉพาะงานสมโภชพระนคร 150 ปี ซึ่งเป็นงานสำคัญงานหนึ่ง มาร้อยเรียงเป็นชุดการแสดงที่จะจัดให้มีขึ้นตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 - 12 มกราคม 2568 ระหว่างเวลา 17.00 – 20.30 น. ณ อาคารใหม่สถาบันพระปกเกล้า หลานหลวง และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

กิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานพบกับ การแสดงเฉลิมพระเกียรติจาก สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมพิเศษมากมาย เชิญชวนแต่งกายชุดไทยเพื่อร่วมเก็บภาพบรรยากาศงามสมโภชอย่างจุใจ ถ่ายภาพย้อนยุคด้วย AI ร่วมกิจกรรมเวิร์คชอป ทำยาดม ต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง มาลัยลูกปัด และดอกไม้โปรยทาน ชม ชิม อาหารย้อนยุค รวทั้งบูธสินค้าชุมชนจากนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรธรรมาภิบาลกับการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศสำหรับผู้บริหาร (GGE) รุ่นที่ 2 และหลักสูตรผู้นำทางการแพทย์ (ปนพ.) รุ่นที่ 1

กิจกรรม workshop พิเศษต่างๆ อาทิ  กิจกรรมสาธิตการทำยาดม การทำพุ่มดอกบัว  เปิดลงทะเบียนเพียง 5 รอบเท่านั้น 

'ดร.สุวินัย' ชี้วิกฤตจากยกเลิกเอ็นทรานซ์ สู่ปัญหาคนรุ่นใหม่ความคิดตกต่ำไร้คุณภาพ

(7 ม.ค.68) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โพสต์ข้อความแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 'สมภพ พอดี' ระบุว่า … หายนะยุคใหม่ทางการศึกษาไทยเริ่มจากการยกเลิกการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยที่ใช้คะแนนสอบครั้งเดียว 100% เป็นเกณฑ์คัดเลือกนักเรียน ในปี พ.ศ. 2542  และหลังจากนั้นก็ใช้คะแนนสอบวัดผลมัธยมปลายที่ไม่มีมาตรฐานใด ๆร่วมกับคะแนนสอบเข้า เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ใช้เกณฑ์สารพัดตั้งแต่พอร์ตโฟลิโอ จนถึงคณะจัดสอบเอง หลากหลายไปหมด 

ต่อด้วยการปล่อยให้มหาวิทยาลัยของรัฐที่ส่วนใหญ่ใช้เงินภาษีของประชาชนก่อตั้ง ทำนุบำรุง สนับสนุนให้เติบโต ออกจากระบบราชการ ด้วยความเชื่อโง่ ๆ ว่ามหาวิทยาลัยต้องมีอิสระ แต่ก็ยังต้องเอาภาษีจากประชาชนอุดหนุนแถมให้ทุกปี นอกจากที่ได้ยกทรัพย์สินของชาติให้เป็นของมหาวิทยาลัยให้ไปใช้หาประโยชน์กันเองแล้ว 

และการปล่อยและละเลยให้การศึกษาอาชีวะตกตํ่า ทั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับผลผลิต เศรษฐกิจ รายได้ของชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชน สำคัญมากกว่าการศึกษาสายสังคมในระดับอุดมศึกษาเป็นร้อย ๆ เท่า

ส่วนเรื่องยิบย่อยโง่ ๆ อย่าง 'ควายเซ็นเตอร์' ที่ทำให้ลูกคนเป็นลูกควายเพราะแทนที่จะได้เรียนรู้ตามศักยภาพก็ได้แค่ตามสภาพ การรับเด็กนักเรียนที่อาศัยในพื้นที่ใกล้กับโรงเรียนที่ลอกเลียนจากฝรั่งที่เขาใช้ภาษีของคนในพื้นที่สร้าง สนับสนุน และอุดหนุนการดำเนินการของโรงเรียนที่ต่างจากบ้านเราที่ โรงเรียนของรัฐบาลส่วนใหญ่ใช้ภาษีจากคนทั้งประเทศก็สะท้อนถึงความรู้และสติปัญญาของผู้บริหารในยุคนั้น 

และทำให้คุณภาพของโรงเรียนชั้นนำอย่างสวนกุหลาบ สตรีวิทยา บดินทร์เดชา ตกตํ่าลงตามคุณภาพของนักเรียน การโกงสอบในยุครวยแล้วไม่โกงที่นอกจากทำให้คนโง่ได้แย่งที่เรียนของเด็กนักเรียนคนอื่นแล้ว ยังทำให้คนไทยชินชาเฉยชากับการฉ้อฉล  การยกเลิกวิชาหน้าที่พลเมือง วิชาประวัติศาสตร์ และอื่น ๆ ก็กระหน่ำซํ้าเติมคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรมของการศึกษาไทยให้มืดมนลงไปอีก 

นอกจากนี้ ยังมีขบวนการบั่นทอนบ่อนทำลายชาติ ซํ้าเติมด้วยการเผยแพร่ความคิดและวาทกรรมโง่ ๆ ออกมาหลอกคนโง่ ๆ ให้โง่ลง ๆ เช่น ไม่ต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้อย่าง บิล เกตส์ รึ สตีฟ จ็อบส์, สโลว์ไลฟ์คือความสุข, อย่าสอนปลาให้ขึ้นต้นไม้, ไม่ต้องไปอบรมสั่งสอนเด็กรุ่นใหม่ เพราะเขาฉลาดกว่า รู้มากกว่า รู้ดีกว่า แล้ว, เครื่องแบบและทรงผมนักเรียน กฎระเบียบของโรงเรียน คือการกดขี่กดทับพัฒนาการของเด็ก

ทั้งหมดนี้ ส่งผลร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อสังคมไทยมาตลอด จนทำให้ผู้ที่ผ่านการศึกษาไทยจำนวนมากโง่เง่า ไม่มีความรู้อย่างที่ควรมีโดยเฉพาะคณิตศาสตร์เบื้องต้นและพื้นฐานความเป็นมนุษย์ คิดไม่ได้คิดไม่เป็น ไม่ชอบคิด ขี้เกียจคิด จนคะแนนสอบของนักเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันตํ่าตมเกือบที่สุดในโลกแล้ว และคนจำนวนมากหลงเชื่อการต้มตุ๋นหลอกลวงต่างๆ มากขึ้นทุกวัน ๆ และวาทกรรมอื่น ๆ เช่น รวยแล้วไม่โกง และอัศวินควายดำ, คนเราเท่ากัน คนที่ไม่ทำหน้าที่เท่ากับคนที่ทำหน้าที่, ประชาธิปไตยคือเป้าหมายสูงสุด, ของฟรีมีในโลก เช่น รัฐสวัสดิการที่ผู้คนจ่ายแวตอย่างเดียว, ลอกเพื่อนยังสอบตก คือ เก่ง ฉลาด สมควรเป็นนายกฯ, ไฮเปอร์ลูป คริปโต วัคซีนเทวดา แชร์สารพัดแม่ ดิไอคอน ฯลฯ 

อย่างไรก็ตาม ทุกวิกฤตมีโอกาสสำหรับคนฉลาด ๆ เสมอ สิ่งที่กล่าวมาแล้ว เกิดขึ้นจริงกับคนจำนวนมาก แต่เราสามารถบริหารจัดการให้ลูกหลานของเราไม่ต้องเป็นอย่างคนจำนวนมากที่โง่เง่า สิ้นคิด ไร้ศักยภาพ ไม่มีอนาคตได้แน่นอน และเมื่อเขามีความรู้ที่มีประโยชน์ ที่ถูกต้องท่ามกลางคนที่ไม่รู้อะไร เขาคิดเป็นคิดได้ท่ามกลางคนสิ้นคิด ที่คิดแค่ อยากมีเหล้าเบียร์เสรี โสเภณีถูกกฎหมาย  เขาย่อมมีความสามารถท่ามกลางคนที่ทำอะไรไม่เป็น เขาจะไม่มีคู่แข่งในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การค้าขายทำธุรกิจ การสร้างฐานะ สร้างความมั่นคง สร้างอิสรภาพทางการเงิน จะมีและอยู่ในสังคมของเขาที่ไม่มีคนห่วย ๆ โง่ ๆ มาปะปน

‘ดร.หิมาลัย’ โต้คนบงการเขียนบทความโจมตี ‘พีระพันธุ์’ ซัด!! ไร้ความเข้าใจนโยบาย แนะลาออกไปรับเงินเดือน บ.น้ำมัน

‘ดร.หิมาลัย’ ร่ายยาวสวนกลับบทความคนในกระทรวงพลังงานโจมตี ‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มุ่งทำเพื่อประชาชน ชี้ การสำรองน้ำมัน 90 วัน มีความจำเป็นด้านความมั่นคง ซัดคนเขียนบทความเพ้อเจ้อ ไม่รู้ข้อเท็จจริง ซัด ความคิดอคติแบบนี้ ลาออกไปรับเงินเดือนเอกชนเลยดีกว่า

(7 ม.ค. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ” กรณีมีบทความโจมตีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานข่าว THE ROOM44 และทางเฟซบุ๊กพลังงานจังหวัดลำปางได้นำไปโพสต์ต่อ ก่อนจะถูกลบทิ้งในเวลาต่อมา 

โดย ดร.หิมาลัย ได้ระบุว่า รู้กฎหมาย และสำนึกในบุญคุณของประชาชนและประเทศชาติ

ตามที่เป็นข่าวฮือฮา ในเรื่องของการลงบทความ โจมตี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในหัวข้อ “ รู้กฎหมาย ไม่รู้เรื่อง พลังงาน” โดยผู้เขียนบทความ ผ่านเพจพลังงานจังหวัดลำปางนั้น เป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ เมื่อคุณ สายธาร ประสงค์ความดี พลังงานจังหวัดลำปาง ได้เปิดเผยว่า โพสต์ดังกล่าว มาจากทีมงานประชาสัมพันธ์จากส่วนกลาง ยิ่งน่ากังวลเป็นอย่างมาก

ผู้เขียนบทความ อ้างว่าเป็นคนในกระทรวงพลังงานที่อึดอัดกับการทำงานของ ท่านรัฐมนตรีพลังงานเป็นอย่างมาก ใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรง ว่านโยบายของท่าน เป็นคำพูดสวยหรู ดันทุรัง เป็นการสร้างภาพ แสดงว่าผู้เขียนบทความ ไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง กับนโยบาย ของนายพีรพันธุ์ฯ ที่ทำเพื่อประชาชน

ผมเคยเขียน บทความ และพูด ให้กลุ่มคนเล็กๆที่สนใจในเรื่องนี้ฟังหลายครั้ง ซึ่งหลังจากอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ก็สามารถสร้างความเข้าใจได้ แต่อาจจะยากสำหรับท่านผู้เขียนบทความท่านนี้ ท่านน่าจะมีการศึกษาที่สูงส่ง จนไม่เข้าใจ คำอธิบายง่ายๆ ของท่านรัฐมนตรีพลังงาน ผมใคร่ขอชี้แจง อีกสักครั้ง

การสำรองน้ำมัน 90 วันนั้น เป็นไปเพื่อความมั่นคงของประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่านอย่าคิดว่า สถานการณ์ที่จำเป็นจะไม่เกิดขึ้น ให้ย้อนไปดูสถานการณ์ของโลก ในปัจจุบันนี้ ที่มีความขัดแย้งอยู่ทั่วไปในภูมิภาค หากเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคแถวนี้ และการขนส่งน้ำมันไม่สามารถจะทำได้ นั่นหมายความว่าธุรกิจภายในประเทศจะต้องหยุดชะงักหลังจากพ้น 30 วันไปแล้ว

การที่ประเทศมหาอำนาจ และประเทศที่ต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กำหนดให้ระยะเวลา 90 วันนั้น ได้มีการคำนวนตามหลักวิชาการและประสบการณ์ อย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขบวนการขนส่ง การเจรจาคู่ขัดแย้ง การเปิดน่านน้ำ การบริโภคภายในประเทศ ตัวเลข 90 วัน จึงเป็นตัวเลขที่เหมาะสมที่สุด ที่สำคัญ ภาระในการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่ของประชาชน เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องแบกรับ แต่หากเกิดสถานการณ์ขึ้นจริง เขาก็สามารถ มีน้ำมันที่จะขาย สร้างรายได้ให้บริษัทฯ ในช่วงนั้นอยู่แล้ว ทีนี้เรามาตั้งคำถามต่อไปว่า ผู้เขียนบทความอ้างว่าหากใช้ระบบนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น อาจจะถึงขั้นแบกรับไม่ไหวต้องถอนตัวออกจากธุรกิจไป ก็ต้องถามต่อไปว่า แล้วที่เขาไปทำธุรกิจน้ำมัน กับหลายประเทศ ที่กำหนดไว้ 90 วัน ทำไมเขาถึงทำได้ ก็เห็นข่าวว่ามีแหล่งน้ำมันที่ไหน บริษัทที่ท่านเป็นห่วงก็ไปแย่งประมูลทุกที่ไป อย่าไปกังวลแทนเขาเลยครับ

ผู้เขียนบทความ ยังเหวี่ยงแหระหว่างการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ที่บริษัทผู้ค้า ต้องเป็นผู้สำรองเพื่อเป็นหลักประกันว่าท่านจะมีน้ำมันขายให้กับประชาชนในประเทศนี้ไม่ต่ำกว่า 90 วัน ไปพูดขยายความว่า รัฐจะต้องนำเงินจากภาษีประชาชนมาซื้อน้ำมันส่วนนี้ หากกระทรวงพลังงานมีข้าราชการแบบนี้อยู่ น่าเป็นห่วงนะครับ เพราะท่านนี้หากเป็นนักเรียนก็เป็นประเภทไม่สนใจเรียน เวลาครูสอนก็ไม่ฟัง ผลสอบมาก็ตก แล้วยังหน้าด้านไปติวเพื่อนอีก ถ้าไม่เข้าใจก็ย้อนกลับไปอ่านซ้ำๆหลายทีนะครับ ส่วนที่ท่านพูดถึงว่าอาจจะต้องใช้เงินภาษีประชาชนซื้อ น่าจะเป็น น้ำมันเพื่อความมั่นคงตามยุทธศาสตร์ชาติ ท่านพีรพันธุ์ ท่านก็มาคิดว่าเมื่อสำรองน้ำมันให้ประชาชนใช้ 90 วันแล้ว หากมีสถานการณ์เกิดขึ้น รัฐจะเอาน้ำมันที่ไหนมาบริหารด้านความมั่นคง เช่น ให้ทหารใช้เพื่อการป้องกันประเทศ ให้ตำรวจใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ให้หน่วยราชการต่าง ๆ ใช้ เพื่อให้บริการประชาชน ทำอย่างไรไม่ให้การใช้น้ำมันของภาครัฐไปเบียดบังประชาชนในสถานการณ์วิกฤต ท่านจึงคิดระบบสำรองน้ำมันเพื่อยุทธศาสตร์ชาติ และเชื่อไหมครับว่า ระบบของท่าน ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว ทำอย่างไรหรอครับ ท่านก็ใช้วิธีเก็บกองทุนน้ำมันเป็นน้ำมันครับ น้ำมันส่วนนี้แหละครับ ที่ที่รัฐจะใช้ เพื่อความมั่นคงของประเทศ และยังใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพ ราคาน้ำมันด้วย ทำได้อย่างไรหรอครับ ผมจะอธิบายให้ฟัง

เรามาดูที่มาของกองทุนน้ำมันก่อนครับ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ในช่วง วันที่ 5 ม.ย. 2510 - 10 มิ.ย. 2510 ได้เกิดสงคราม 6 วัน ระหว่าง อิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ ได้แก่ จอร์แดน ซีเรีย และอียิปต์ ผลของสงครามทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคนน้ำมันในตลาดโลกทำให้ราคาน้ำมันขึ้นสูงมาก ประเทศต่างๆจึงได้คิดระบบกองทุนน้ำมันเพื่อรักษาเสถียรภาพ ของราคาน้ำมันในประเทศตัวเองขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆในยุโรปใช้วิธีตั้งกองทุนน้ำมันเป็นน้ำมัน คือเก็บน้ำมันเข้าคลังสำรองน้ำมันของประเทศ หากราคาน้ำมันขึ้นราคา ก็ใช้วิธีนำน้ำมันจากกองทุนน้ำมัน ออกสู่ท้องตลาด ทำให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ ราคาน้ำมันก็จะลดระดับลง ท่านพีรพันธุ์ก็นำความคิดนี้แหละครับ มาใช้ในประเทศเรา ระบบนี้มีข้อดีอย่างไรผมขอชี้แจงอย่างนี้นะครับ

ในปัจจุบัน กองทุนน้ำมันที่ตั้งขึ้นมาที่ประเทศอื่นเขาเก็บเป็นน้ำมัน แต่เราเก็บเป็นเงิน สภาพกองทุน ติดลบตลอดเวลา เพราะอะไรรู้มั้ยครับ เพราะมันผิดธรรมชาติครับ เจตนาการตั้งกองทุน เพื่อแบ่งกำไรจากผู้ประกอบการมาเข้ากองทุนในช่วงที่ราคาน้ำมันของตลาดโลกลดราคาลงและนำเงินส่วนที่เก็บไว้นี้จ่ายคืนให้ผู้ประกอบการในช่วงที่ราคาน้ำมันของตลาดโลกขึ้นราคา เพื่อเป็นการชดเชยให้ผู้ประกอบการสามารถขายน้ำมันในราคาที่ถูกลงได้ แต่มันผิดธรรมชาติอย่างไรรู้มั้ยครับ กองทุนน้ำมันที่เราตั้งใจเก็บจากกำไรของผู้ประกอบการกลับถูกนำไปบวก เพิ่มในราคาน้ำมันของเรา แสดงว่ากองทุนนี้โดนผลักภาระมาเป็นของประชาชน เท่านั้นยังไม่พอนะครับ สมมุติว่า วันนี้ ต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ 20 บาท รัฐให้มีค่าใช้จ่ายต่างๆได้ 10 บาท ราคาขายจะเป็น 30 บาท รัฐแจ้งว่า ต้องการให้ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท นั่นหมายความว่ารัฐต้องชดเชยต้นทุนน้ำมันลิตรละ 5 บาทเพื่อให้ราคาลงมาที่ 25 บาท ประเด็นอยู่ตรงนี้นะครับ ที่ผ่านมารัฐไม่เคยทราบต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริงเลย เมื่อรัฐ แจ้งให้ขายในราคา 25 บาท แล้วผู้ประกอบการแจ้งว่า ต้นทุนราคาน้ำมันของตัวเองอยู่ที่ 30 บาท ราคาขายจะต้องเป็น 40 บาท เมื่อรัฐต้องการให้ขาย ที่ 25 บาท นั่นหมายความว่า รัฐต้องจ่ายให้ผู้ประกอบการ 15 บาท ท่านเห็นอะไรไหมครับ เป็นเรื่องตลกสิ้นดี ถ้าเราไม่รู้ต้นทุนราคาน้ำมัน ผู้ประกอบการได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ครั้งแรก กองทุนน้ำมันผู้ประกอบการก็ไม่ได้ควักกระเป๋า มาบวกเอากับผู้บริโภคเอาดื้อๆ เท่านั้นยังไม่พอเมื่อรับแจ้งควบคุมราคาน้ำมันก็มาเอาเงินของประชาชนกลับเข้ากระเป๋าของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย ทีนี้เรามาดูนะครับ น้ำปลา มาม่า เนื้อหมู เนื้อไก่ ผู้ประกอบการยังต้องแจ้งต้นทุน จะขึ้นราคายังต้องขออนุญาต ที่ผ่านมาผู้ประกอบการน้ำมันขึ้นราคาได้ตามอำเภอใจ โดยอ้างว่าต้นทุนมีราคาสูงแล้วเมื่อรัฐขอดูก็ไม่ให้ นี่คือเหตุผลที่ท่านพีรพันธุ์ ต้องออกกฎหมายให้แจ้งต้นทุนราคาน้ำมัน เพื่อใช้คำนวณและหาค่าเฉลี่ยนำไปสู่การควบคุมราคาน้ำมันให้ขึ้นลงได้เดือนละ 1 ครั้ง สิ่งนี้มีผลในทางธุรกิจสูงมากนะครับ เพราะต้นทุนราคาน้ำมันนั้น เป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิต อย่างน้อยราคาน้ำมันปรับเดือนละครั้ง ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ก็จะสามารถทราบต้นทุนการผลิตของตนเองในส่วนนี้ได้ ในขณะเดียวกันเมื่อรัฐแจ้งนโยบายราคาน้ำมัน รัฐก็จะรู้ต้นทุนที่แท้จริง ว่าจะต้องเอากองทุนอุดหนุนกลับไปให้กับผู้ค้าน้ำมันเป็นเงินเท่าไหร่ จึงจะเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ทีนี้มาดูต่อครับ ถ้าเราเก็บกองทุนน้ำมันเป็นน้ำมัน เวลารัฐจะอุดหนุน ก็จะอุดหนุนกลับไปเป็นน้ำมันใช่ไหมครับ ทีนี้ลองมาดูนะครับ ถ้ารับสั่งให้คงราคาน้ำมันที่ 25 บาท บริษัท A แจ้งว่า ต้นทุนเขาอยู่ที่ 20 + ค่าประกอบการตามที่รัฐให้อีก 10 บาท ราคาขายของเขา ก็จะเป็น 30 บาท รัฐต้องชดเชยให้เขา 5 บาทสมมุติเค้าขายไป 100 ลิตร รัฐต้องชดเชยเขา 500 บาท ราคาน้ำมันของเขา 30 บาท เขาจะได้น้ำมันกลับไปเท่าไร ก็เอา 500 หาร 30 บริษัท A ก็จะได้ นำมันกลับไป 16.667 ลิตร 

ที่นี้มาดู บริษัท B เจ้าเล่ห์หน่อย แจ้งต้นทุน 30+ ค่าประกอบการตามที่รัฐให้อีก 10 บาท ค้าขายของเขา ก็จะเป็น 40 บาท เมื่อรัฐสั่ง ให้ราคานโยบาย อยู่ที่ 25 บาท ถ้ารับเป็นเงินแบบเดิม และไม่มีการพิสูจน์ต้นทุนราคาน้ำมันเหมือนที่ผ่านมา บริษัท B ก็จะได้รับชดเชย 15 บาท ถ้าขายไป 100 ลิตร เขาจะได้รับชดเชยเป็นเงิน ถึง 1500 บาท แต่ถ้ากองทุนน้ำมันเป็นน้ำมัน ก็เอา 1500 หารด้วยราคาน้ำมัน 40 บาท ตามที่เขาแจ้ง เขาจะได้น้ำมันกลับไป 37.5 ลิตร 

เห็นหรือยังครับว่า การแจ้งต้นทุนราคาน้ำมัน สำคัญอย่างไร เพราะหาก บริษัท B แจ้งต้นทุนราคาน้ำมัน มาสูงกว่าราคากลางที่รัฐกำหนด บริษัท B จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ต้นทุนราคาน้ำมันของตัวเองนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร หากชี้แจงไม่ได้ก็ต้องใช้ราคากลางที่รัฐกำหนด ซึ่งถ้าผู้ประกอบการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล

ท่านผู้เขียนบทความที่อ้างว่าเป็นคนในกระทรวงพลังงาน ยังพยายามที่จะใส่ร้ายท่านพีรพันธุ์ต่อไปอีกว่า ระบบ Cost Plus จะทำให้ประชาชนต้องมาแบกรับความเสี่ยง ผมว่าท่านน่ะเพ้อเจ้อ ท่านเขียนบทความนี้รู้สึกละอายบ้างไหมครับ วันนี้ประชาชนไม่ได้โง่นะครับ ทุกวันนี้น้ำมันที่ขายในประเทศถามจริงๆนะครับ เรือน้ำมันเข้ามาส่งที่ไหนครับ ที่แหลมฉบัง เกาะสีชังกับท่าเรือต่างๆในประเทศใช่ไหมครับ แล้วการไปอิงราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ มีการเอาค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทยบวกเข้าไปในต้นทุนราคาน้ำมัน ในฐานะที่ท่านเป็นข้าราชการกินเงินเดือนภาษีจากประชาชนท่านปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้อย่างไรครับ ไม่ว่าจะเป็นการเอาเงินกองทุนน้ำมันไปบวกในโครงสร้างราคาน้ำมัน เอาค่าขนส่งไปบวกในโครงสร้างราคาน้ำมัน ทำไมท่านไม่ค้านเขาครับ แล้วไปห่วงเรื่องค่าการตลาดของเขาอีก ค่าการตลาดก็ไปบวกในโครงสร้างราคาน้ำมันอีก การตลาดของธุรกิจที่ไหนก็ตามก็ต้องเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการทั้งนั้นแหละครับ แล้วค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน มันมีอยู่จริงหรอครับ มันต้องโฆษณาต้องจัดอีเวนท์ ต้องสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ทำปั๊มน้ำมันหรอครับ ที่ผมสงสัยเนี่ยประชาชนหลายคนก็สงสัยท่านช่วยตอบผมด้วยนะครับ

และการที่ท่านพีรพันธุ์ มีแนวคิดให้ผู้ประกอบการเฉพาะด้านเฉพาะกลุ่ม สามารถรวมตัวกันจัดซื้อน้ำมันได้เอง ก็เพื่อลดภาระของประชาชน เช่นกลุ่มขนส่ง กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประมง เมื่อเค้าซื้อน้ำมันได้ถูก ต้นทุนสินค้าจากกลุ่มพวกนี้ก็จะถูกลงไปด้วย เรื่องแบบนี้ท่านคิดไม่ออกจริง ๆ หรอครับ

ท่านรู้มั้ยครับ ว่าพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ทำงานหนักเพื่อประชาชนขนาดไหน ตีสองตีสามท่านยังส่งข้อความสั่งงานผมอยู่เลยครับ พอตอนเช้า ก่อน 8 โมงเช้าท่านถึงกระทรวงหรือทำเนียบแล้วครับ ท่านบอกผมว่าท่านต้องเร่งทำงานทุกวันเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ทำงานได้ถึงวันไหนท่านต้องการให้ทุก ๆ วันท่านได้ตอบแทนประชาชน ไม่ใช่คำพูดสวยหรูครับ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่พรรคที่มีทุนหนา แต่อยู่ได้ด้วยศรัทธาและความรักจากประชาชน เราได้รับเงินอุดหนุนพรรคการเมืองจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ปี 2568 เป็นอันดับ 1 เป็นจำนวนถึง 17,934,107.84 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมาจากการบริจาคให้พรรคการเมืองของประชาชน ดังนั้น ทุกสิ่งอย่างที่พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ทำนั้น เป็นเพราะรู้สำนึกในบุญคุณของประชาชนและประเทศชาติ สำหรับท่านผู้เขียนบทความ ในฐานะคนในกระทรวงพลังงานแต่ลงท้ายบทความว่า “ในฐานะผู้ผลิต” ผมขอแนะนำให้ท่านลาออกจากราชการ และไปรับเงินเดือนจากบริษัทผู้ค้าน้ำมันน่าจะถูกต้องกว่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top