Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

TikTok ปฏิเสธข่าวเล็งขายแอป ให้กับ Elon Musk เพื่อเลี่ยงการถูกแบน

(14 ม.ค. 68) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่จีนพิจารณาขาย TikTok ในสหรัฐฯ ให้กับอีลอน มัสก์ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำสั่งแบนได้

เจ้าหน้าที่จีนกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ ให้กับอีลอน มัสก์ หากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำสั่งแบนที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ ตามรายงานของ Bloomberg เมื่อวันจันทร์  

แม้ทางการจีนต้องการให้ TikTok ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของ ByteDance Ltd ซึ่งเป็นบริษัทแม่ แต่พวกเขาได้เริ่มหารือเกี่ยวกับแผนสำรองที่รวมถึงการขายกิจการให้กับอีลอน  

ByteDance ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแบนต่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จากการหารือล่าสุดพบว่าผู้พิพากษามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนคำสั่งแบนดังกล่าว  

ความตึงเครียดเกี่ยวกับการแบน TikTok ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้เข้ารับตำแหน่ง พร้อมกับการประกาศนโยบายที่เข้มงวดต่อจีน  

ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ กำหนดเส้นตายให้ ByteDance จนถึงวันที่ 19 มกราคมนี้ เพื่อขาย TikTok มิฉะนั้นจะเผชิญกับคำสั่งแบนในสหรัฐฯ โดยมีข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติ  

TikTok มีผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ประมาณ 170 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศ ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติได้แสดงความกังวลว่า TikTok อาจเก็บข้อมูลของผู้ใช้ชาวอเมริกันและเป็นภัยต่อความมั่นคง สภาคองเกรสจึงลงมติสนับสนุนคำสั่งแบนนี้ในปีที่ผ่านมา  

หาก TikTok ถูกแบน อาจส่งผลดีต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ เช่น Instagram ของ Meta Platforms และ YouTube ของ Alphabet Inc ที่ต่างเปิดตัวฟีเจอร์วิดีโอสั้นเพื่อตอบรับการแข่งขันจาก TikTok  

การขาย TikTok ให้กับอีลอน มัสก์ อาจช่วยให้แพลตฟอร์มนี้มีแนวทางดำเนินงานที่สอดคล้องกับปรัชญาการบริหารของเขา ซึ่งเคยเปลี่ยนโฉม Twitter ให้กลายเป็น X หลังการเข้าซื้อกิจการในปี 2023

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาขาย TikTok ในสหรัฐฯ ให้กับอีลอน มัสก์ เว็บไซต์ Variety รายงานเพิ่มเติมว่า ตัวแทนของ TikTok ในอเมริกาได้ออกมาแถลงว่า บริษัทไม่สามารถให้ความเห็นต่อ "เรื่องราวที่มโนขึ้นมา" นี้ได้

คำแถลงดังกล่าวสะท้อนถึงท่าทีของ TikTok ที่ยังคงรักษาความเงียบเกี่ยวกับประเด็นที่มีการพูดถึงในวงกว้าง โดยไม่มีการยืนยันหรือปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการขายกิจการในครั้งนี้

‘MASTER’ ส่ง บจ.ทวิงเกิ้ล สตาร์ ร่วมทุน บจ.รีโว่เมด กรุ๊ป เปิดตัว Dr.master ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมครบวงจร

‘MASTER’ ส่ง บริษัทในเครือ บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด ร่วมทุนกับ บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด จัดตั้งบริษัทใหม่ ในนาม ‘บริษัท เดอะ มาสเตอร์เวิร์ส จำกัด’ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ 'Dr.master' ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงเส้นผม Medical Grade ของคนไทย ตอบโจทย์ทุกปัญหาเส้นผม ชู 4 ผลิตภัณฑ์ NewHair Shampoo, NewHair Conditioner, Nutri H Dietary Supplement และ HairVital Serum สร้างตำนาน ต้านร่วง ต้านหงอก ผมงอกใหม่ รากผมแข็งแรง ด้วยสารสกัดสมุนไพรเข้มข้น 15 ชนิด ที่พัฒนาคิดค้นร่วมกับทีมแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผม จาก 3M Hair Transplant By Masterpiece Hospital และสถาบันวิจัยชั้นนำระดับมหาวิทยาลัย เข้าสู่ตลาด Consumer Product พร้อมเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์คนดัง ‘หนิง - ปณิตา’ และ ‘มดดำ - คชาภา’ ที่มาเป็น Master ตัวจริง! สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ตั้งเป้าประเดิมยอดขายปีแรก 1,000 ล้านบาท

คุณลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ผู้นำอันดับต้นของอุตสาหกรรมด้านความงามในไทยและเอเชีย ในฐานะ Regional Company เปิดเผยว่า แนวทางการขยายโอกาสทางธุรกิจของ Group MASTER เน้นการเติบโตทั้ง Organic และ Inorganic เพื่อต่อยอดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ พร้อมสร้างการเติบโตในตลาดศัลยกรรมความงาม 

ปัญหาผมร่วง ผมบาง เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย โดยพบว่าคนไทยประสบปัญหาภาวะผมร่วงบางหรือศีรษะล้านมากกว่า 30 ล้านคน โดยปัจจุบัน MASTER ครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ในตลาดปลูกผมเกินกว่า 50% นี่คือ 3M Hair Transplant by Masterpiece แต่หากมองในแง่การเข้ารักษาแล้ว จะเริ่มเห็นอายุที่น้อยลงมากขึ้น เพราะผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญต่อปัญหาเส้นผม และดูแลตัวเองมากขึ้น 

ทั้งนี้ บริษัทเห็นโอกาสและช่องว่างทางธุรกิจในตลาด Consumer Product เกี่ยวกับเส้นผม จนเป็นที่มาถึงการเข้าร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม The Master of HAIR SOLUTIONS By Dr.master เพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมโดยตรง 

โดย MASTER ตกลงร่วมกับ บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการด้านผลิตสื่อโฆษณา ที่ MASTER ถือหุ้นสัดส่วน 40% ในบริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด เพื่อดำเนินการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีความชำนาญในอุตสาหกรรมรับผลิตครีมและเครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับรองมาตรฐานสากล ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ 'บริษัท เดอะ มาสเตอร์เวิร์ส จำกัด' เพื่อประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แบรนด์ 'Dr.master'  

คุณยศภัทร กุลดิลก กรรมการบริหาร บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด (บริษัทในเครือ MASTER) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างบริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด, รพ.มาสเตอร์พีช และบริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ในครั้งนี้ ซึ่งนับต่อจากนี้ จะใช้ความรู้ความสามารถในการผลักดันแบรนด์ Dr.master ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางสื่อสารการตลาดต่างๆ ซึ่ง Core Business เป็นความเชี่ยวชาญของทวิงเกิ้ล สตาร์ ในการนำพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนร่วมกัน

ล่าสุดพร้อมเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ดูแลเส้นผม 'Dr.master' อย่างเป็นทางการ The master of HAIR SOLUTIONS By Dr.master ที่สุดของการร่วมสร้างตำนาน ต้านร่วง ต้านหงอก ผมงอกใหม่ รากผมแข็งแรง ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะของคนไทยอย่างตรงจุด คือ
1. Dr.master NewHair แชมพูกู้ร่วง ต้านผมร่วง ผมหงอก ให้ผมงอกใหม่แข็งแรง
2. Dr.master NewHair ครีมนวดผมหนา ให้มากกว่า Conditioner และ Treatment เพื่อความชุ่มชื้นขั้นสุด นุ่มลึกถึงโคนผม
3. Dr.master HairVital เซรั่มปลูกผม กระตุ้นเซลล์รากผม Detox โคน ลดการอักเสบ
4. Dr.master Nutri H Dietary วิตามินหงอก พร้อมบำรุงจากภายในสู่ภายนอก ต้านผมหงอกและผมร่วง เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่แข็งแรง

ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจรับผลิตครีมและเครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับรองมาตรฐานสากล กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทในเครือ MASTER อย่าง บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน มองเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน โดยใช้เงินลงทุนโปรเจกต์นี้ประมาณ 60 ล้านบาท 

สำหรับผลิตภัณฑ์ Dr.master ถือเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาไทยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ส่วนประกอบหลักด้วยสมุนไพรไทยสกัดเข้มข้นถึง 15  ชนิด ที่ปลอดภัยและเป็นสูตรเฉพาะของ Dr.master เท่านั้น อาทิ กะเม็ง, สารสกัดใบชาเมี่ยง, สารสกัดใบหมี่, สารสกัดมะหาด, สารสกัดว่านหางจระเข้, สารสกัดใบฝรั่ง, สารสกัดส้มป่อย, สารสกัดเหงือกปลาหมอ, ขิง, สารสกัดดอกอัญชัน, บอระเพ็ด, สารสกัดประคำดีควาย, สารสกัดทองพันชั่ง, สารสกัดใบย่านาง และสารสกัดใบบัวบก Dr.master ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ชำนาญการด้านผิวหนัง (Dermatologist) อย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านเส้นผมและหนังศีรษะของคนไทย เช่น ผมร่วง ผมหงอก หนังผมแห้ง และรังแค โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็น Medical Grade จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้างหรืออันตรายต่อผู้ใช้ โดยร่วมวิจัยคิดค้นโดยทีมแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผมจากศูนย์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ 3M Hair Transplant by Masterpiece Hospital และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผสานจุดแข็งของ บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจรับผลิตครีมและเครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับรองมาตรฐานสากล 

พร้อมทั้งเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์คนสำคัญแห่งวงการบันเทิงไทย คุณหนิง - ปณิตา พัฒนาหิรัญ และคุณมดดำ - คชาภา ตันเจริญ ที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดประสบการณ์ในการดูแลเส้นผม ร่วมด้วย ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด,  คุณภูริวัจน์ เสรีฐานุพัชร์ CEO Of Project Dr.master และคุณยศภัทร กุลดิลก กรรมการบริหารบริษัทในเครือ MASTER พร้อมประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง  

สำหรับแผนการโปรโมทผลิตภัณฑ์ Dr.master ได้ส่งต่อผลิตภัณฑ์ผ่าน Influencer TikToker และ User ร่วมแชร์ประสบการณ์และผลลัพธ์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยเน้นเจาะตลาด E-Commerce และ Social Commerce เติมเต็มเซกเมนต์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โดยตั้งเป้ายอดขายในปี 2568 อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท 

ขณะที่ในอนาคต บริษัทอยู่ระหว่างวางแผนงาน เพื่อนำ Dr.master เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แบ่งเป็น 1) กระจายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ เช่น Big C, Lotus  2) วางแผนเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์บรรจุแบบซองในร้านสะดวกซื้อ 7-11 และ 3) ขยายตลาดสู่ประเทศในแถบ UAE, CLMV และจีน  

ด้าน คุณหนิง - ปณิตา พัฒนาหิรัญ Master of Dr.master กล่าวว่า หนิงรู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ แบรนด์ Dr.master เพราะหนิงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามโดยเฉพาะเส้นผม ซึ่ง Dr.master ตอบโจทย์ทุกอย่าง รวมถึงให้ความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยและได้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการดูแลเส้นผมของตัวเองให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน หนิงอยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสด้วยตัวเอง

คุณมดดำ - คชาภา ตันเจริญ กล่าวเสริมว่า แม้ว่ามดดำกับหนิงจะมีเรื่องที่คิดต่างกันหลายเรื่อง แต่มีเรื่องเดียวที่คิดเหมือนกัน คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อเส้นผม ที่ผ่านมาประสบปัญหารากผมไม่แข็งแรง ผมร่วง มาโดยตลอด พอได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ Dr.master บอกเลยว่าผลลัพธ์ชัดเจนมาก ทุกคนที่เจอปัญหาแบบมดดำ ไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะนี่แหละคือคำตอบ 

สำหรับผู้ที่สนใจ Dr.master มาร่วมสร้างตำนานบทใหม่กับนักต้าน! ต้านผมร่วง ต้านผมหงอก ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  
Facebook: https://www.facebook.com/drmaster.official    
Instagram: https://www.instagram.com/drmaster.official  
TikTok: https://www.tiktok.com/@drmaster.official    
Line: @Dr.master หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/@Dr.master

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ กำชับทุกหน่วยงาน พร้อมบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด แนะนำเทคโนโลยีเข้าช่วย 

(14 ม.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เปิดเผยถึงผลการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงสาธารสุข เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงาน 24 หน่วยงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์การป้องกันและการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการติดตามเร่งรัดการบำบัดรักษาสถานการณ์สภาพปัญหาการป้องกันและการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด จากฟื้นฟูสภาพทางสังคม ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ศปก.ครส.) ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 - 5 มกราคม 2568 รวมระยะเวลา 97 วัน สามารถดำเนินการได้ ร้อยละ 26.58 ของเป้าหมายที่วางไว้ 

โดยแบ่งการดำเนินการ ดังนี้  1. การปราบปราม ดำเนินการจับกุมคดีความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน  36,916 คดี ขยายผลจากการจับกุมในคดีความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดไปสู่คดีการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ จำนวน 404 คดี และการยึด อายัดทรัพย์สิน คดียาเสพติด จากการดำเนินการจับกุม ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฯ จำนวน 2,167 ล้านบาท  และ 2. การแก้ไขปัญหาผู้ติดยาเสพติด บำบัดรักษาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด จำนวน 25,984 ราย บำบัดรักษา ผู้เสพยาเสพติดที่มีอาการทางจิต จำนวน 3,951 ราย และผู้ที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพจนถึงการติดตาม (Retention Rate) จำนวน 11,168 ราย 

“ทั้งนี้ผมในฐานะประธานการประชุม ได้มีข้อสั่งการให้มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และในอนาคตจะมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

สืบ ตม. รวบชายชาวไนจีเรียนลักลอบขายคีตามีนในย่านนานา

(14 ม.ค. 68) กก.1 บก.สส.สตม. จับกุม นายเคนเนดี้ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติไนจีเรียน พร้อมของกลาง ยาเสพติด ให้โทษประเภท 2 (คีตามีน) จำนวน 30 ก้อน น้ำหนักชั่งรวมสิ่งห่อหุ้ม 50 กรัม โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (คีตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวขยายผล บก.ปส.4 บช.ปส ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ภายในร้านสินค้าในซอยสุขุมวิท 5 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจาก กก.1 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีชายชาวต่างชาติผิวสีลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในย่านนานา แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ จึงทำการสืบสวนติดตาม ดูพฤติการณ์มากว่า 3 เดือน จนชัดเจน จึงได้วางแผนจับกุม โดยให้สายลับติดต่อขอซื้อยาเสพติด จำนวน 30 กรัม ในราคา 60,000 บาท (กรัมละ 2,000 บาท) โดยนัดหมายส่งมอบภายในร้านสินค้า ในซอยสุขุมวิท 5 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โดยวางแผนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เข้าไปแฝงกายปะปนกับผู้มาซื้อสิ้นค้าภายในร้าน  เพื่อเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของสายลับและนายเคนเนดี้ จนกระทั่ง นายเคเนดี้ ได้มาพบกับสายลับตามนัดหมาย จากนั้นได้ส่งมอบยาเสพติดตามที่ตกลงซื้อขายกันให้กับสายลับ สายลับจึงได้ส่งสัญญานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับ เข้าทำการตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบยาเสพติดของกลางซึ่งบรรจุอยู่ในพลาสติกใส ห่อหุ้มด้วยเทปกาวพลาสติกสีดำ จำนวน 30 ก้อน น้ำหนักชั่งรวมสิ่งห่อหุ้ม 50 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกล่องยาสีฟัน และทำการตรวจค้นตัวนายเคนเนดี้ พบเงินสดที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในมือซ้าย ต่อมาได้ตรวจค้นห้องพักของนายเคนเนดี้ พบซองพลาสติก และเทปพันสายไฟสีดำเช่นเดี๋ยวกับที่ใช้พันยาเสพติดของกลาง จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง จากการตรวจสอบของกลางด้วยชุดทดสอบสาร เสพติดเบื้องต้น (ONCB 053 Modified Cobalt Thiocyanate Reagent) ซึ่งใช้สำหรับทดสอบคีตามีน สีของน้ำยาหลังทดสอบเป็นสีม่วงและตกตะกอนสีขาว สอบถามนายเคนเนดี้ ยอมรับว่ายาเสพติด (คีตามีน) ของกลางดังกล่าวเป็นของตนเอง ซึ่งได้นำมาจำหน่ายให้กับสายลับในราคา 60,000 บาท ตามที่ตกลงซื้อขายกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว

สมาคมกีฬาปัญจกีฬาฯ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเรียนรู้  ป้องกันภัยล่วงละเมิดทางเพศในการกีฬา

เมื่อวันที่ (13 ม.ค. 68) พล.ร.อ.อภิชาติ ปัญญากิตติวัฒน์ และพล.ร.ต.หญิง เสาวนีย์ อุทัยสาง กรรมการสมาคมกีฬาปัญจกีฬาแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุม โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ณ โรงแรม เดอะพาลาสโซ กรุงเทพฯ    

โดยมี ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา กรรมการสภาโอลิมปิกแห่งเอเซีย ด้านความเท่าเทียมทางเพศ เป็นผู้ดำเนินรายการ มีนักกีฬาชื่อดังของไทย ร่วมเสวนา 4 ท่าน ได้แก่คุณเยาวภา บุรพพลชัย  นักกีฬาเหรียญทองแดง โอลิมปิกเกมส์ 2004 นายกสมาคมนักกีฬาโอลิมปิกไทย,  “โปรแหวน “ คุณพรอนงค์ เพชรล้ำ นักกอล์ฟหญิงประเทศไทย, คุณกัญญา ณัฐชาณรงค์ นักกีฬาเคอร์ลิงประเทศไทย, ” ซาร่า “ คุณนุศรา ต้อมคำ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาปัญจกีฬาแห่งประเทศไทย  ตระหนักถึงความสำคัญในมาตรฐานความปลอดภัย  และป้องกันภัยจากการล่วงละเมิดทางเพศ กับบุคคลากรทางกีฬา โค้ช เจ้าหน้าที่ และนักกีฬา สู่ "Safe Spot"  ต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

14 มกราคม พ.ศ. 2430 รัชกาลที่ 5 สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามบรมราชกุมาร

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 7 แรม 12 ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จ.ศ. 1240 ตรงกับวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2421

พระองค์ทรงมีพระอนุชาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดา ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าอิศริยาลงกรณ์, สมเด็จเจ้าฟ้าวิจิตรจิรประภา, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร, สมเด็จเจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาคือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกในรัชกาลที่ 9)

ภายหลังการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เมื่อพ.ศ. 2428 ไม่มีการสถาปนาผู้ใดขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลไม่เหมาะสมกับกาลสมัย และอาจทำให้ชาวต่างประเทศเข้าใจสับสน

และมีพระราชดำริว่า พระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเรียกว่า “สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า” ที่ตั้งขึ้นไว้ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นตำแหน่งสอดคล้องตามแบบอย่างการสืบสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ในนานาอารยประเทศที่มีราชประเพณี แต่งตั้งพระราชโอรสองค์ใหญ่เป็นมกุฎราชกุมารดำรงตำแหน่งรัชทายาท

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธยสถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2429 ( นับตามปีปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ. 2430)

มีพระนามตามจารึกสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ อดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรสมมติเทพยวรางกูร บรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงศ์ อุกฤษฐพงศ์วโรภโตสุชาต ธัญญลักษณวิลาสวิบุลยสวัสดิ์สิริวัฒนราชกุมาร

นับเป็นครั้งแรกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร เป็นตำแหน่งรัชทายาท แทนตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ประชวรด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 2 ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเมียฉศก จ.ศ. 1256 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437

ขณะมีพระชนมายุ 15 พรรษา 6 เดือน กับ 7 วัน

เปิดแผนลับเพนตากอน แม้ทรัมป์พลาดซื้อกรีนแลนด์ แต่เล็งส่งยามฝั่งคุม หวังปิดทางรัสเซียสู่อาร์กติก

(13 ม.ค. 68) การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ สร้างความตะลึงไปทั่วโลกด้วยการป่าวประกาศว่าจะซื้อดินแดนกรีนแลนด์จากเดนมาร์กนั้น หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง แนวคิดของทรัมป์แทบไม่ได้ต่างอะไรกับกลยุทธ์ของผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้านี้ที่ให้ความสนใจในดินแดนกรีนแลนด์อยู่แล้ว

อิรินา สเตรลนิโควา นักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งมอสโก กล่าวกับ Sputnik ตามแนวทางกลยุทธ์อาร์กติกที่เพนตากอนเผยแพร่กลางปี 2024 ระบุถึงบทบาทสำคัญของกรีนแลนด์ในแผนการของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ โดยการออกมาประกาศความสนใจซื้อดินแดนของทรัมป์ต่างเพียงบางจุดจากแผนการของเพนตากอนเพียงเท่านั้น

“กลยุทธ์ใหม่นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขยายศักยภาพของสหรัฐฯ สำหรับการดำเนินการในเขตอาร์กติก โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร การข่าว การสอดแนม และความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วน” เธอกล่าว  

สำหรับแผนของทรัมป์นั้น “ถ้าพิจารณาว่าแผนนี้เป็นอะไรที่ใหม่หรือไม่คาดคิด คำตอบคือไม่ นี่เป็นเพียงวิธีการแสดงออกที่มีเอกลักษณ์ในแแบบเฉพาะตัวของทรัมป์เท่านั้น” สเตรลนิโควาอธิบาย  
 
นักเคราะห์จากมอสโกยังกล่าวว่า เหตุผลหลักเนื่องจากกรีนแลนด์เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุในแผนกลยุทธ์แอตแลนติกเหนือที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่เมื่อช่วงกลางปี 2024 โดยเพนตากอนมีแผนจะปรับปรุงยกระดับฐานทัพ Thule Air Base อย่างครอบคลุม

อย่างไรก็ตาม รัสเซียรับรู้ถึงแผนของสหรัฐฯ ล่วงหน้าก่อนที่ทรัมป์จะมีบทบาท ซึ่งมอสโกได้เตรียมมาตรการเพื่อจัดการกับความเสี่ยงต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว

สเตรลนิโควาเชื่อว่าทรัมป์ไม่น่าจะประสบความสำเร็จในการซื้อกรีนแลนด์ แต่หากสำเร็จ สิ่งที่รัสเซียต้องกังวลอย่างยิ่งคือการลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ในพื้นที่ใกล้เคียงกรีนแลนด์ซึ่งจะทวีความถี่บ่อยขึ้น

“การส่งกำลังของสหรัฐฯ เพิ่มเติมในกรีนแลนด์จะลดศักยภาพการปฏิบัติการของกองเรือเหนือของรัสเซีย (Northern Fleet) และทำให้ฐานทัพเรือในเขตอาร์กติกของรัสเซียมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ แต่เราพร้อมรับมือ อย่างไรก็ตามที่สำคัญคือ จะไม่มีใครยอมขายกรีนแลนด์” เธอกล่าว  

สเตรลนิโควาชี้ว่า “หากสหรัฐไม่สามารถซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ สหรัฐจะใช่วิธีการส่งหน่วยยามฝั่ง (United States Coast Guard) เข้ามาลาดตระเวนในพื้นที่่แทน ซึ่งการกระทำนี้จะเป็นตัวกระตุ้นความตึงเครียดหลัก เพราะจากประสบการณ์และการกระทำของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้และเอเชียตะวันออก หน่วยยามฝั่งเป็นเครื่องมือกดดันที่ถูกใช้งานบ่อยกว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ และมีความก้าวร้าวในการสร้าง ‘พื้นที่สีเทาทางทะเล’ มากกว่า เนื่องจากมีต่อการเผชิญหน้าน้อยกว่า 

หน้าที่หลักของรัสเซียคือป้องกันไม่ให้หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความตึงเครียดหลัก เข้าใกล้กรีนแลนด์ 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ จะมีศักยภาพในการเข้ามาในพื้นที่อาร์กติกได้เมื่อใด เนื่องจากโครงการต่อเรือตัดน้ำแข็งของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ นั้นประสบปัญหาล่าช้ามาตลอด จึงทำให้หน่วยยามฝั่งฯ ยังไม่มีเรือที่พร้อมจะเข้ามายังพื้นที่ตอนในของกรีนแลนด์ได้

OPPO-Realme ยอมรับไม่ได้ขออนุญาต ธปท. ปมติดตั้ง “แอปเงินกู้” อ้างเพิ่มความสะดวกระบบแตะจ่ายอัตโนมัติ

OPPO-Realme เผย “แอปเงินกู้” ถูกติดตั้งในเครื่องตั้งแต่โรงงาน เพิ่มความสะดวกในการใช้งานระบบแตะจ่ายอัตโนมัติ (NFC) ไม่ได้ขออนุญาต ธปท.

(13 ม.ค. 68) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เชิญ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท โพสเซฟี่ กรุ๊ป จำกัด ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ OPPO และ บริษัท โปรทา จำกัด ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ Realme เข้าชี้แจงปมแอปเงินกู้ที่ในตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Office of the Personal Data Protection Commission – PDPC) และตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เข้าร่วมรับฟัง

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยภายหลังการหารือกับ OPPO และ Realme ว่า วันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาด้วย ได้แก่ กสทช.ตรวจอุปกรณ์โทรศัพท์ว่าคลื่นความถี่ที่แพร่สัญญาออกมาจากตัวเครื่องเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และกำลังไฟในเครื่องปลอดภัยต่อประชาชนหรือไม่ ในส่วนของแอปพลิเคชัน กำลังพูดคุยกับ สคส. และ สกมช. ว่ามาตรฐานของการใช้แอปฯ ใครควรจะเป็นผู้ดูแล ซึ่งในวันนี้ได้ข้อมูลไปเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจากแอปฯ Fineasy ซึ่งทางคณะกรรมการสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคส่วนบุคคลได้ขอให้ OPPO และ Realme ส่งข้อมูลภายในวันที่ 16 ม.ค.68 ว่าข้อมูลที่ได้ไปมีทั้งหมดเท่าใด และนำไปใช้อย่างไรบ้าง และ OPPO และ Realme ยืนยันว่าในโทรศัพท์รุ่นถัดไปจะไม่มีการติดตั้งแอปฯ ดังกล่าวแล้ว

มาตรการระยะเร่งด่วนที่ทำได้ทันที เครื่องใหม่ที่จำหน่ายในท้องตลาด ถ้ามีแอปฯ Fineasy หรือสินเชื่อมีสุข จะงดจำหน่ายทั้งหมด ถ้าพบว่ายังมีการจำหน่าย เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์จะที่จะแจ้งให้ลบทิ้ง ถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยผิดวัตถุประสงค์โทรศัพท์มือถือ เพราะโทรศัพท์มือถือไม่มีมีวัตถุประสงค์กู้เงินหรืออะไรต่างๆ และสามารถร้องเรียนมาที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 ล้านบาท

สำหรับการเรียกชี้แจงข้อมูลภายในวันที่ 16 มกราคม 2568 นั้น สืบเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการจำหน่ายโทรศัพท์อาจจะมีข้อบกพร่อง คือ

1. ในการจำหน่ายโทรศัพท์ถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้า ดังนั้นหน้าที่แรกจะต้องขอความยินยอมในการที่จะดูรายละเอียดในโทรศัพท์ให้ลูกค้าทราบ ทาง กสทช.จึงแจ้งให้ OPPO-Realme ได้ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้ทำหรือไม่ อย่างไร

2. เมื่อลูกค้านำโทรศัพท์ไปใช้แล้ว เห็นว่ามีแอปพลิเคชันหรืออะไรที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็มีสิทธิ์ที่จะแจ้งให้ลบหรือทำลายได้ ในประเด็นนี้ในการประชุมได้ข้อสรุปว่าทาง OPPO-Realme จะจัดทำช่องทางที่ให้ลูกค้าใช้สิทธิ์เข้ามาได้เลย โดยกำหนดระยะเวลาไว้ไม่เกิน 1 เดือน ทาง กสทช. เห็นว่านานเกินไป จึงให้บริษัททั้งสองกลับไปทบทวนว่าสามารถดำเนินการได้เมื่อใด

3. เครื่องยังไม่ได้จำหน่ายแต่มีแอปฯนี้ติดตั้งแล้ว ทาง กสทช.แจ้งให้ทั้งสองบริษัททราบแล้วว่าถ้าจำหน่ายไปถือว่าผิดวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะแจ้งให้ลบ ซึ่งทางด้านทั้งสองบริษัทแจ้งว่าจะไม่มีการจำหน่าย เพราะหากมีการจำหน่ายจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

4. ไม่แน่ใจว่าการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลผ่านแอปฯ ที่ดำเนินการไปแล้ว เกิดความเสี่ยงหรือผลกระทบอะไรบ้าง ให้ทั้งสองบริษัทรายงานข้อมูลโดยละเอียดทั้ง 2 แอปฯ

เมื่อทั้งสองบริษัทมีการรายงานข้อมูลมาแล้ว สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะตรวจสอบ ถ้ามีประเด็นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หากสามารถแก้ไขเยียวยาได้ จะแจ้งให้ดำเนินการทันที แต่ถ้าเป็นความผิดและมีความเสียหาย มีผู้ร้องเรียน จะรายงานต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะพิจารณาโทษทางปกครองต่อไป

ด้านตัวแทนทั้งสองบริษัท กล่าวว่า แอปพลิเคชัน Fineasy ถูกติดตั้งมาในเครื่องตั้งแต่โรงงานก่อนผ่านการอนุมัติมาตรฐานมือถือจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานระบบแตะจ่ายอัตโนมัติ (NFC) และช่วยยกระดับการใช้งานของมือถือ ให้สามารถรองรับฟังก์ชันนี้ได้ดียิ่งขึ้น คล้ายกับแอปพลิเคชัน True Wallet โดยยอมรับว่าไม่ได้ขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำหรับการติดตั้งแอปฯ ดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง

หลายพื้นที่อุณหภูมิเลขตัวเดียว น้ำค้างแข็งโผล่ทั่วแขวงหัวพันและเชียงขวาง

(13 ม.ค. 68) สภาพอากาศหนาวเย็นที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในช่วงนี้ ยังส่งผลกระทบถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ซึ่งกำลังประสบกับอากาศหนาวจัดในรอบหลายปีเช่นกัน โดยในหลายพื้นที่ของลาว อุณหภูมิลดลงจนเหลือเพียงเลขตัวเดียว

เพจข่าว ກະເເສຂ່າວ (กระแสข่าว) รายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 13 มกราคม ระบุว่า แขวงหัวพันมีอุณหภูมิต่ำสุดเพียง 3 องศา ขณะที่แขวงหลวงน้ำทา แขวงหลวงพระบาง และแขวงบอลิคำไซ มีอุณหภูมิอยู่ที่ 8 องศา ส่วนแขวงสะหวันนะเขดวัดได้ 11 องศา และแขวงอัตตาปืออยู่ที่ 12 องศา ส่วนนครหลวงเวียงจันทน์อุณหภูมิลดลงเหลือ 10 องศา

ในแขวงเชียงขวาง เพจข่าวท้องถิ่นรายงานว่า คืนวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา อุณหภูมิลดต่ำสุดถึง 2 องศา ส่งผลให้ชาวบ้านต้องนำผ้าห่มมาคลุมวัวควายเพื่อช่วยคลายความหนาว

ขณะเดียวกัน เพจ TARGET Magazine รายงานว่าที่ซำเหนือ เมืองเอกของแขวงหัวพัน น้ำค้างแข็งได้ปกคลุมทุ่งหญ้าเป็นบริเวณกว้าง

นอกจากผลกระทบต่อคนและสัตว์เลี้ยงแล้ว อากาศเย็นจัดยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเกษตรกรในแขวงจำปาสัก เพจ ຂ່າວເສດຖະກິດ-ການຄ້າ Lao Economic Daily ระบุว่าสวนกาแฟของเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ต้นกาแฟนับพันต้นแห้งตายจากสภาพอากาศหนาวเย็น

สอน. หวังทุบสถิติรับอ้อยสด 90% สูงสุดในประวัติศาสตร์ ชี้!! หาก รง.น้ำตาล งดรับอ้อยเผาจะช่วยคุมฝุ่น PM 2.5 ถาวร

(13 ม.ค. 68) นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (ลอน.) เปิดเผยสถิติการรับอ้อยเผารายวันของโรงงานน้ำตาล 58 แห่งทั่วประเทศ ณ วันที่ 11 มกราคม 2568 พบว่า โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ให้ ความร่วมมือในการรับอ้อยเผาน้อยกว่า 10% จำนวน 22 แห่ง โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเกิน 10-25% จำนวน 32 แห่ง และยังมีโรงงานน้ำตาลที่ไม่ให้ความร่วมมือ ที่ยังคงรับอ้อยเผาเกิน 25% จำนวน 4 แห่ง เฉลี่ยการรับอ้อยเผารายวันทั่วประเทศ คิดเป็น 14.89% ของปริมาณการรับอ้อยเข้าหีบทั้งหมด

โดยภาพรวมเฉลี่ยโรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาสะสมตั้งแต่เปิดหีบอ้อยจนถึงปัจจุบันคิดเป็น 19.57% ซึ่งสะท้อนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า มาตรการที่กระทรวงอุตสาหกรรมจับมือร่วมกับโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศงดรับอ้อยเผาเข้าหีบในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2568 จวบจนถึงวันเด็กแห่งชาตินี้ มีประสิทธิผลและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยตัวเลขสถิติรับอ้อยเผาเข้าหีบในปัจจุบันที่ลดต่ำลงกว่า 20% ส่งผลให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index หรือ AQI) ในหลายพื้นที่ดีขึ้นตามลำดับ 

นายใบน้อยฯ กล่าวว่า แม้ว่าปริมาณการรับอ้อยเผาเข้าหีบจะลดลงทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น แต่ยังพบว่า มีโรงงานน้ำตาลใน จ.อุดรธานี และพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ให้ความร่วมมือ และยังคงมีการรับอ้อยเผาเข้าหีบสูงเกิน 25% มาตั้งแต่วันเปิดหีบ ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สอน. จึงย้ำมายังผู้บริหารและเจ้าของโรงงานน้ำตาลใน จ.อุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 อย่างจริงจัง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างปลอดภัย ตลอดจนให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการ รวมถึงภาคการผลิตภายในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงักจากสภาวะฝุ่นพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน

นายใบน้อยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของ สอน. พบว่า ถ้าโรงงานน้ำตาลรับอ้อยสดเข้าหีบได้กว่า 90% หรือสามารถลดการรับอ้อยเผาเฉลี่ยทั่วประเทศให้ไม่เกิน 10% ของปริมาณการรับอ้อยเข้าหีบทั้งหมดตลอดฤดูการผลิต 2567/68 จะทำให้สามารถลดการเผาอ้อยจากฤดูกาลผลิตที่แล้วลงได้กว่า 22 ล้านตัน หรือเทียบเท่าลดการเผาป่ากว่า 2.2 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังลดการปลดปล่อย PM2.5 ได้อีกกว่า 5,500 ตัน เมื่อเทียบปีก่อน ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพอากาศทั่วประเทศดีขึ้นเป็นอย่างมาก

ดังนั้น ในฤดูการผลิตปี 2567/68 หากโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศให้ความร่วมมือในการรักษาระดับการรับอ้อยเผาเข้าหีบให้ไม่เกิน 10% ซึ่งเทียบเท่ากับการเผาไร่อ้อยไม่เกิน 10,000 ไร่ต่อวัน จะส่งผลให้ค่า AQI ของอากาศในภาคกลางภาคตะวันออกภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกรุงเทพมหานคร อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ไม่ส่งกระทบกับสุขภาพคนไทย ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในช่วงฤดูหีบอ้อย 4 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปีได้อย่างแท้จริง และจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศบริสุทธิ์ อย่างที่ควรจะเป็น

“พวกเรา อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจะร่วมกัน คืน “ฟ้าใส ไร้ฝุ่น PM 2.5” ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ ยกระดับศักยภาพการผลิตสู่การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับกติกาสากล ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ได้อย่างยั่งยืน” นายใบน้อยฯ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top