Wednesday, 4 November 2026
Hard News Team

'ทรัมป์' สั่งเปิดแฟ้มลับคดีลอบสังหาร 'เจเอฟเค' และ 'มาร์ติน ลูเธอร์ คิง'

(24 ม.ค.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจัดทำแผนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารที่สำคัญ 3 เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ได้แก่ การสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี, โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 23 มกราคมว่า "หลายคนรอคอยการเปิดเผยนี้มานาน และเราจะเปิดเผยทุกอย่าง" พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องส่งแผนการเปิดเผยเอกสารภายใน 15 วัน

การลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดีเกิดขึ้นที่ดัลลาสในปี 1963 ขณะที่โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดีถูกยิงเสียชีวิตในปี 1968 ขณะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในแคลิฟอร์เนีย และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนก็ถูกสังหารในเมมฟิส รัฐเทนเนสซี

เอกสารเกี่ยวกับการสืบสวนเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยบางส่วนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังมีเอกสารอีกจำนวนมากที่ถูกเก็บเป็นความลับ โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของเคนเนดีที่มีรายละเอียดซับซ้อน

การสืบสวนเกี่ยวกับการสังหารของเคนเนดีระบุว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว แต่ยังมีข้อสงสัยและทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องของกลุ่มต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐบาล มาเฟีย หรือบุคคลอื่น ๆ ซึ่งได้สร้างข้อสงสัยในหมู่ประชาชน

ในปี 1992 สหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายให้เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนภายใน 25 ปี ซึ่งมีการเปิดเผยเอกสารจำนวนมากในยุคของทรัมป์และโจ ไบเดน แม้ว่าเอกสารบางส่วนยังคงเป็นความลับ

ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะเปิดเผยเอกสารทั้งหมดในระหว่างการดำรงตำแหน่งครั้งแรก แต่ไม่ได้ทำตามสัญญา หลังจากที่หน่วยงานอย่างซีไอเอและเอฟบีไอขอให้เก็บเอกสารบางส่วนเป็นความลับ

การลงนามในคำสั่งล่าสุดของทรัมป์ระบุว่า การรักษาความลับไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสาธารณชน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการลอบสังหารและความเชื่อมโยงของออสวอลด์กับหน่วยงานต่าง ๆ

นอกจากนี้ เอกสารที่เปิดเผยเมื่อไม่นานนี้ยังมีการเพิ่มข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการติดตามออสวอลด์โดยซีไอเอ รวมถึงการให้ข้อมูลจากพยานเห็นเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ทฤษฎีที่ว่าออสวอลด์เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียวต้องได้รับการพิจารณาใหม่

ในคดีของโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดีและมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ก็ยังมีความสงสัยในคำกล่าวอ้างว่า เซอร์ฮานและเจมส์ เอิร์ล เรย์ เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว เนื่องจากครอบครัวของทั้งสองได้ตั้งคำถามว่า การลอบสังหารเป็นผลจากแผนการสมคบคิดที่กว้างขวางกว่าที่เคยเชื่อกัน

สส.รีพับลิกัน ผุดไอเดียแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดัน 'ทรัมป์' นั่งประธานาธิบดีสมัยที่ 3

(24 ม.ค.68) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันได้ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 มกราคม เพื่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีในอนาคตสามารถดำรงตำแหน่งได้มากถึง 3 สมัย

ญัตติที่เสนอขึ้นมาเพียงไม่กี่วันหลังจากที่นายทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง โดยนายแอนดี้ โอเกิลส์ สส.พรรครีพับลิกันจากรัฐเทนเนสซี ซึ่งเป็นผู้เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้กล่าวว่า นายทรัมป์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นฟูสหรัฐให้กลับมายิ่งใหญ่และควรได้รับโอกาสอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปัจจุบัน มาตราที่ 22 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดให้ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกสามารถดำรงตำแหน่งได้สูงสุดเพียง 2 สมัย โดยระบุว่า "ไม่มีบุคคลใดจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกินกว่า 2 ครั้ง" ในขณะที่การแก้ไขครั้งนี้จะเปลี่ยนเป็น "ไม่มีบุคคลใดจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกินกว่า 3 ครั้ง"

นอกจากนี้ยังมีการเสนอการแก้ไขเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่เกิน 2 ปีในระหว่างที่บุคคลอื่นดำรงตำแหน่ง ซึ่งจะสามารถลงเลือกตั้งได้อีกเพียงครั้งเดียว

นายโอเกิลส์กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะช่วยให้สหรัฐสามารถรักษาผู้นำที่กล้าหาญไว้ในประเทศได้

มาตราที่ 22 ได้รับการเสนอในปี 2490 และมีการรับรองในปี 2494 เพื่อป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีคนใดดำรงตำแหน่งยาวเกินไป โดยอ้างอิงถึงอดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ ผู้เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งเกิน 2 สมัย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่จำนวนที่นั่งเพียงแค่ 3 ที่นั่งทำให้การผ่านญัตตินี้ยังมีความยากลำบาก และคาดว่าแนวทางนี้อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต

'หลานม่า' ไม่ผ่านเป็น 5 เรื่องสุดท้าย ชวดชิง Oscars ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

(24 ม.ค.68) สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ ได้เปิดเผยรายชื่อสุดท้ายของภาพยนตร์ นักแสดง และผู้กำกับที่เข้ารอบชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 โดยพบว่า ภาพยนตร์ไทยเรื่อง หลานม่า จาก GDH ไม่สามารถผ่านเข้าสู่ 5 เรื่องสุดท้ายในการชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม (97th Academy Awards: International Feature Film) แม้ว่าจะได้รับเสียงชื่นชมและประสบความสำเร็จในไทยและหลายประเทศทั่วโลก

โดยรายชื่อภาพยนตร์ที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายประกอบด้วย:
- I’m Still Here จากประเทศบราซิล
- The Girl with the Needle จากประเทศเดนมาร์ก
- Emilia Pérez จากประเทศฝรั่งเศส
- The Seed of the Sacred Fig จากประเทศเยอรมนี
- Flow จากประเทศลัตเวีย

สำหรับกำหนดการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 จะมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2568 เวลา 07:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

แม้ว่าภาพยนตร์หลานม่า จะพลาดเข้าชิงรางวัลออสการ์อันทรงเกียรติ แต่ก็นับว่าเป็นภาพยนตร์ไทยที่สามารถกวาดรางวัลระดับโลกในหลายรางวัล อาทิ Best Picture, Best Original Screenplay และ Best Leading Actor (บิวกิ้น-พุฒิพงศ์) ที่งาน Asia Pacific Film Festival ครั้งที่ 61 และรางวัลรองชนะเลิศ GEMS 2024 Audience Award จาก Miami Film Festival

นักวิชาการชำแหละ ทรัมป์บอกลา WHO ถอนข้อตกลงปารีส เปิดช่องจีนครองบทบาทผู้นำโลก

(24 ม.ค.68) หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยสองเพียงไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งถอนสหรัฐออกจากการเป็นสมาชิกใน 2 องค์กรระดับโลกคือ การถอนตัวออกจากสมาชิกองค์การอนามัยโลก และการถอนตัวสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งท่าทีทั้งสองดังกล่าว นักวิชาการจากสถาบันในรัฐแคลิฟอร์เนียมองว่า เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น 

ศาสตราจารย์โรเดอริก เคียวเวียต (Roderick Kiewiet) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) เผยต่อสำนักข่าวสปุตนิกว่า ในกรณีการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ที่มีเป้าหมายในการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมนั้น มีลักษณะเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะสหรัฐและประเทศอื่น ๆ แทบไม่มีทางบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ได้อยู่แล้ว

“การถอนตัวของสหรัฐเป็นเพียงการยืนยันว่าทั่วโลกยังคงใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในอัตราเดิมต่อไปอีกนาน” เคียวเวียตกล่าว ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับศาสตราจารย์คานิชกัน สถาสิวัม (Kanishkan Sathasivam) จากมหาวิทยาลัยเซเลมสเตต รัฐแมสซาชูเซตส์ เห็นด้วยว่าการถอนตัวครั้งนี้เป็นเพียง 'เชิงสัญลักษณ์' และคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว  

“หลายสิ่งที่สหรัฐทำในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นดำเนินการผ่านกฎหมายในประเทศ ทั้งระดับรัฐบาลกลางและรัฐ ซึ่งแม้แต่ประธานาธิบดีก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยลำพัง” สถาสิวัมกล่าว  

ด้าน ศาสตราจารย์ริชาร์ด เบนเซล (Richard Bensel) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐจากข้อตกลงปารีสจะลดบทบาทของประเทศในเวทีโลก ขณะเดียวกัน จีนอาจใช้โอกาสนี้เพื่อเพิ่มบทบาทความเป็นผู้นำของตัวเอง “ผลกระทบหลักจากการถอนตัวครั้งนี้คือการสูญเสียอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐ ขณะที่จีนจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ทรัมป์ทิ้งไว้” เบนเซลกล่าว  

ขณะที่กรณีทรัมป์สั่งถอนสหรัฐออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนว่าทรัมป์ละเลยความเป็นจริงของวิกฤตภูมิอากาศและผลกระทบในระดับโลก แกเร็ธ เจนกินส์ นักวิจัยอาวุโสอิสระจากโครงการศึกษาซิลค์โร้ดและศูนย์ตุรกีแห่งสถาบันนโยบายความมั่นคงและการพัฒนาในกรุงสตอกโฮล์มกล่าวว่า 

"ทุกประเทศจำเป็นต้องดำเนินมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นสมาชิก เช่นเดียวกับที่เราทุกคนต้องรับผลกระทบ หากสหรัฐฯ ผลิตน้ำมันมากขึ้น ก็จะสร้างมลพิษมากขึ้น และเช่นเดียวกับที่การแพร่ระบาดของโควิดแสดงให้เห็นว่าโรคระบาดเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน แน่นอนว่า WHO จะทำงานได้อย่างแข็งแกร่งหากสหรัฐยังเป็นสมาชิกอยู่ ดังนั้นการถอนตัวจาก WHO จะจะยิ่งทำให้องค์กรนี้อ่อนแอลง" เจนกินส์กล่าว 

อย่างไรก็ตาม เจนกินส์ เห็นพ้องกับนักวิชาการคนอื่นๆ ว่า การที่สหรัฐถอนตัวจาก WHO จะเป็นโอกาสทองที่จีนจะก้าวขึ้นมามีบทบาทในองค์กรด้านสาธารณสุขระดับโลกนี้มากขึ้น 

จัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2025 โดย time higher education

เปิด Top 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2025 จากการจัดอันดับของ time higher education พบ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดยืนหนึ่ง

ส่วน ‘คนดัง’ ระดับมันสมองของไทย คนไหนเรียนจบสถาบันใดบ้าง ไปส่องกันได้เลย

อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำไทย จ่อนั่งผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศ คุมการเมืองเอเชีย ดูแลความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ

(24 ม.ค.68) สำนักข่าวนิเคอิรายงานว่า นาย ไมเคิล ดีซอมบรี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับตำแหน่งนักการทูตระดับสูงด้านเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในรัฐบาลชุดใหม่

ดีซอมบรี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ มีแนวโน้มที่จะได้รับตำแหน่งแทน แดเนียล คริเทนบริงค์ นักการทูตอาวุโสในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการขั้นสุดท้าย ก่อนจะเสนอชื่อให้วุฒิสภาพิจารณา

ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีความรับผิดชอบในการจัดการกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนในภูมิภาค ทั้งความสัมพันธ์กับจีน ปัญหาความมั่นคงของเกาหลีเหนือ และการรักษาความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับพันธมิตรสำคัญ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

ดีซอมบรีมีความรู้และประสบการณ์ด้านการควบรวมกิจการในเอเชีย โดยได้ใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยในช่วงปี 2563-2564 นอกจากนี้ เขายังมีความสามารถในการพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว และยังสามารถสื่อสารภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นได้บ้าง

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก และครูประจำหมวดวิชา ให้มีความพร้อมในการฝึกพลทหารผลัดใหม่

เมื่อวานนี้ (23 ม.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึกและครูประจำหมวดวิชา ณ อาคารฝึกอบรมรวม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การฝึกทบทวนฯ ดังกล่าวกำหนดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 ม.ค.68 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกฯ ได้ทบทวนความรู้ทำให้มีมาตรฐานในการฝึกอบรมทหารใหม่ทุกผลัด โดยมีหัวข้อประกอบด้วย การฝึกทหารราบ , บุคคลท่ามือเปล่า , ท่าอาวุธ , การฝึกแถวชิด เป็นไปตามแบบฝึก ตลอดจนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคลมร้อน (Heat Stroke) , การให้ความช่วยเหลือฟื้นคืนชีพพื้นฐาน (CPR) , ความรู้เกี่ยวกับจิตเวช และความรู้ในเรื่องกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ

ทั้งนี้กองทัพเรือกำหนดให้เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 4/67 ตั้งแต่ 1 ก.พ.68 - 3 เม.ย.68 ดังนั้น ศฝท.ยศ.ทร. จึงกำหนดหัวข้อในการทบทวนครูฝึก และครูประจำหมวดวิชา ให้มีความพร้อมในการฝึกอบรม และดูแลทหารใหม่ เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยเฉพาะนโยบายเฉพาะที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ 'Navy-Safety 2025'

คนไทยจูงมือจด 'สมรสเท่าเทียม' เริ่มชีวิตคู่ตามกฎหมาย ส่งเสริมหลากหลายทางเพศ

เมื่อวานนี้ (23 ม.ค. 68) กฎหมายสมรสเท่าเทียมแห่งประเทศไทยมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม 'บางกอกไพรด์' (Bangkok Pride) ภาคประชาสังคมท้องถิ่น ร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจัดงานเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ มีทั้งการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม เดินขบวนพาเหรด และสุนทรพจน์จากนักการเมืองคนสำคัญ ดึงดูดความสนใจของประชาคมโลก

เดือนไพรด์บางกอกมักจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี และถือเป็นกิจกรรมสำคัญในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ เนื่องด้วยกฎหมายสมรสเท่าเทียมในไทยมีผลใช้บังคับในปีนี้ จึงได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองพิเศษขึ้นในเดือนมกราคม โดยเน้นที่ประเด็นด้านสมรสเท่าเทียม แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของประเทศไทยในด้านค่านิยมความเสมอภาคและความหลากหลาย และเป็นหมุดหมายสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศของชาว LGBTQ+ กิจกรรมครั้งนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร (Paetongtarn Shinawatra) นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้า นายเศรษฐา ทวีสิน (Srettha Thavisin) อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (Chadchart Sittipunt) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนักการเมืองท่านอื่น ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อแสดงถึงความสนับสนุนและความคาดหวังต่อสมรสเท่าเทียม

นายจาง จวิ้น ฝู ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (สำนักงานฯ) ได้นำ นายต่ง ซือ ฉี รองผู้อำนวยการใหญ่ และคณะเข้าร่วมงานดังกล่าว นายจางฯ ได้จับมือกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแสดงคำอวยพรจากไต้หวัน นอกจากนี้ ยังได้พบปะหารือกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย รวมถึงเอกอัครราชทูตประเทศอื่นประจำประเทศไทย เช่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นี้ร่วมกัน

นายจางฯ ได้กล่าวว่า เมื่อปี 2017 ไต้หวันในฐานะที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลใช้บังคับเป็นประเทศแรกในเอเชีย มีความเข้าใจถึงความสำคัญของสมรสเท่าเทียมอย่างลึกซึ้ง พร้อมกล่าวว่า “ในฐานะพันธมิตรที่มีแนวคิดเหมือนกัน ไต้หวันและไทยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามค่านิยมสากล เช่น เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไต้หวันขอชื่นชมความก้าวหน้าและความเป็นผู้นำของไทยในการส่งเสริมสมรสเท่าเทียม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบนพื้นฐานค่านิยมร่วมกันจะกระชับความร่วมมือทวิภาคีให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้านเศรษฐกิจ การค้า และสิทธิมนุษยชน ร่วมกันนำมาซึ่งความหวังและความก้าวหน้าสู่ภูมิภาค”

ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้แสดงความยินดีประเทศไทยผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กเช่นกัน

เช้าวันนี้ นายต่ง ซือ ฉี รองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานฯ ได้เดินทางไปยัง สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสักขีพยานเรื่องหน่วยงานทะเบียนราษฎรไทยรับจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม อันเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้หารือกับ นายธัญญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส. พรรคประชาชน และ ผู้ผลักดันกฎหมายการสมรสเท่าเทียมในไทย พร้อมแสดงความชื่นชมอย่างสูงต่อความก้าวหน้าด้านสมรสเท่าเทียมของประเทศไทย นอกจากนี้ เขายังได้พบกับปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส. พรรคประชาชน และ น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีต สส. พรรคก้าวไกล พร้อมแจ้งว่าไต้หวันสนับสนุนสมรสเท่าเทียมในไทย และเชิญชวนให้เดินทางไปไต้หวันเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการส่งเสริมกฎหมายสมรสเท่าเทียม อีกทั้ง นายต่งยังได้พบกับ แมงโก้คัปเปิล  (Mango Couple) ยูทูบเบอร์เกาหลี และได้ใช้ภาษาเกาหลีสนทนาเกี่ยวกับประเด็นสมรสเท่าเทียม สื่อให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและการสนับสนุนในการสื่อสารเชิงพหุวัฒนธรรม

ไฮไลต์ของงานนี้ ได้แก่ พิธีจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม การแสดงเชิงพหุวัฒนธรรม และการกล่าวสุนทรพจน์โดยนักการเมืองสำคัญหลายท่าน เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในการโอบอ้อมอารีค่านิยมที่หลากหลาย และยังเน้นย้ำถึงความพยายามของรัฐบาลไทยที่กระตือรือร้นในการส่งเสริมความเสมอภาค

ข่าวของสำนักงานฯ ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายการสมรสเท่าเทียมถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในกระบวนการเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมกันของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นฐานค่านิยมร่วมกันระหว่างไต้หวันและไทย อนาคตจะมีความร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ เพื่อผลักดันประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันที่มีความโอบอ้อมอารี

จเรตำรวจแห่งชาติหารือทางการจีน เตรียมคิกออฟศูนย์ประสานงานร่วมไทย-จีนปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์  

(24 ม.ค.68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์  และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ และผู้อำนวยการ (จตช./ผอ.ศพดส.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤตยา รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล รักษาราชการแทนผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนทางการจีน นำโดย Mr.Liu Ningning รองอธิบดีสืบสวนกลาง กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ , Mr.Zhou Weinan ผู้อำนวยการ ฝ่ายอำนวยการคดีภาค 2 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ , Mr. Wei Song สว. กรมสืบสวนกลาง กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ , Mr.Ma Xiao สว. กรมสืบสวนกลาง กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ , Mr.Shen Anjun ผู้กำกับการ กองกำกับการ9 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กรมความมั่นคงสาธารณะเซี่ยงไฮ้ , Mr.Cai Xingyan รอง ผกก.สส. บก.สส. กรมความมั่นคงสาธารณะเจียงซู สถานเอกอัครราชทูต (สอท.)จีน , พล.ต.ต. Wen Yonggang ทูตตำรวจประจำ สอท.จีน และ พ.ต.ต.Zhao Yongning ผู้ช่วยทูตตำรวจประจำ สอท.จีน ในการเข้าพบเพื่อหารือประสานความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ณ ห้องรับรอง 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจีนได้ส่งคณะผู้แทนมาหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติใน 2 เรื่อง คือ

1. ความคืบหน้าขยายผลการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับคดีนายหวังซิง นักแสดงจีนที่หายตัวไปอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา ซึ่งทางการจีนแจ้งว่าได้ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องจำนวน 30 คน จับกุมไปแล้ว 22 คน ยังเหลือบุคคลตามหมายจับอีก 8 คน ซึ่งทางการจีนจะร่วมมือกับประเทศไทยในการขยายผลจับกุมคนกลุ่มนี้ต่อไป ซึ่งทั้ง 30 คนดังกล่าวพบว่าเป็นคนจีนทั้งหมด ยังไม่พบคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง

2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย และกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน จะตั้ง “ศูนย์ประสานงานป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน” โดยจะร่วมมือสืบสวน ขยายผล ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งในเขตเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา และฝั่งประเทศกัมพูชา ซึ่งมีทั้งคนจีนและคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยศูนย์ประสานงานฯ จะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกส่วนหนึ่งทางการจีนจะขอให้มีศูนย์ประสานงานฯ ดังกล่าว ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ด้วย เพื่อจะได้มีการประสานงานได้อย่างรวดเร็วกรณีคนจีนถูกหลอกมาแล้วข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดขึ้นมา คือการคัดกรองอย่างเข้มข้นในพื้นที่ที่จะเข้า อ.แม่สอด จ.ตาก โดยหากมีคนต่างชาติเดินทางเข้าไป เจ้าหน้าที่จะสอบถามถึงแผนการท่องเที่ยว ที่พัก และจะให้มีการประสานงานสถานทูตทุกครั้งเพื่อให้ทราบวัตถุประสงค์ที่มาให้มีความชัดเจน อีกส่วนหนึ่งตนได้หารือกับผู้บัญชาการทหารบกในการร่วมมือกันต่อสู้ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะมีการตรวจร่วมระหว่างทหารและตำรวจตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้มีใครลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติไปได้

ในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระหว่างไทย-จีนนั้น จะทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกลุ่มแก๊งอาชญากรรมที่มาจัดทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทางการจีนระบุว่าหลังจากที่จีนร่วมมือกับทางการเมียนมาปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองเล่าก์ก่าย ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา ทางกลุ่มนี้ก็ย้ายฐานไปยังเมืองเมียวดี ติดกับ อ.แม่สอด ของไทย จุดนี้เราต้องการการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว รวมทั้งในเรื่องของการปราบปรามด้วย เชื่อว่าเมื่อมีศูนย์ประสานงานฯ กรณีที่คนจีนมาแล้วติดต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะผ่านทางประเทศไทย หรือช่องทางใดก็ตาม จะมีการเร่งรัดติดตามตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และจะเดินหน้าปราบปรามจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งส่วนมากเป็นคนจีน หรือกลุ่มทุนร่วมกับคนไทยในการเข้ามาหลอกทั้งคนไทย คนจีน และคนทั่วโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตำรวจสอบสวนกลางเปิด 'ปฏิบัติการปิดจบสยบ Fiwfans (ฟิวแฟน) แพลตฟอร์มค้ามนุษย์เด็กออนไลน์' 

(24 ม.ค.68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร.) เป็นประธานแถลงผลการจับกุมกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งใช้รูปแบบแฟลตฟอร์มเว็บไซต์ออนไลน์ 'ปฏิบัติการ ปิดจบสยบ Fiwfans (ฟิวแฟน) แพลตฟอร์มค้ามนุษย์เด็กออนไลน์'

ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ 16 และ 17 ปี จำนวน 2 ราย ส่งตัวเข้ารับการคุ้มครอง โดยกลุ่มองค์กรอาชญากรรมได้ลักลอบเปิดเว็บไซต์ค้าประเวณีออนไลน์ มากว่า 4 ปี มีรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท และมีเงินหมุนเวียนในที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี รวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท มีหญิงที่ค้าประเวณีผ่านเว็บไซต์ประมาณ 46,000 ราย

ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่เป็นแอดมินในการเปิดเว็บไซต์ฟิวแฟน ในการเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์กลางในการโฆษณาค้าประเวณี จำนวน 5 ราย โดยกลุ่มองค์กรอาชญากรรมมีพื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี เป็นโปรแกรมเมอร์ เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศมาก่อน จึงใช้เทคนิคในการปิดพรางซ่อนตัวตน ยากต่อการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ พบว่ากลุ่มแอดมินเว็บไซต์จะได้รับเงินที่เป็นค่าโฆษณาค้าประเวณีและค้าประเวณีเด็ก โดยใช้การเติมเงินผ่านระบบทรูมันนี่ และปกปิดซ่อนตัวตนในการตรวจสอบข้อมูล สร้างระบบให้มีการนำเลขทรูมันนี่ เข้าไปเติมเงินในเว็บไซต์ฟิวแฟน และเงินจะผ่านเข้าไปเติมในเกมออนไลน์ นอกจากนั้นยังใช้วิธีการเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ในการอำพรางเว็บไซต์ว่าตั้งอยู่ต่างประเทศ 

นอกจากนี้ มีการจับกุมผู้กระทำความผิดค้ามนุษย์ โดยเป็นแม่เล้าสัญชาติลาว ที่มีการนำเด็กหญิงสัญชาติลาว อายุต่ำกว่า 18 ปี มาค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ได้รับค่าส่วนแบ่งรายได้จากการค้าประเวณีเด็กมากกว่าเดือนละ 1-2 แสนบาท ทำมามากกว่า 2 ปี โดยโพสต์โฆษณาค้าประเวณีเด็กผ่านเว็บไซต์ฟิวแฟน 

ต่อมา พ.ต.อ.ทรงกลด เกริกกฤติยา รอง ผบก.อก.บช.ส.รรท.ผบก.ปคม. ได้สั่งการให้มีการเข้าตรวจค้นและจับกุม จำนวน 6 จุด ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีการตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เช่น สมุดบัญชีธนาคาร เงินสด โฉนดที่ดิน รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทองคำ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ จำนวนมาก รวมมูลค่าประมาณ 34 ล้านบาท และได้อายัดเงินในบัญชีธนาคารประมาณ 6 ล้านบาท รวมอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินกว่า 40 ล้านบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top