Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (1) : ความเป็นมาของกิจการพลังงานไฟฟ้า รู้จัก!! หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘ค่าไฟฟ้า’

(26 ม.ค. 68) การดำรงชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน นอกจากปัจจัย 4 อันได้แก่  อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคแล้ว ยังมีปัจจัยที่กลายเป็นจำเป็นในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นมาอีกหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ในสภาวะที่เต็มไปด้วยฝุ่น PM 2.5 เครื่องฟอกอากาศก็กลายเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็น เครื่องซักผ้า เตารีด หม้อหุงข้าว ปั้มน้ำ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า

ดังนั้น วิถีชีวิตของชาวโลกรวมถึงคนไทยในทุกวันนี้โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้องพึ่งพาอาศัยใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าจึงมี ‘ค่าไฟฟ้า’ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่งต้องจ่ายตามมาเป็นประจำทุกเดือน แม้ว่า ‘ค่าไฟฟ้า’ จะเป็นรายจ่ายประจำทุกเดือน จะมากหรือน้อยก็เป็นไปตามปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้ แต่พี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจถึงความเป็นมาและความเป็นไปของกิจการพลังงานไฟฟ้า อันประกอบด้วยหลายหน่วยงานมากองค์กร ซึ่งมีบทบาทหน้าที่และภารกิจที่แตกต่างกัน รวมถึงเรื่องราวรายละเอียดต่าง ๆ ของ ‘ค่าไฟฟ้า’ จึงขอนำมาบอกเล่าให้ผู้อ่าน The States Times ได้เข้าใจพอสังเขป 

ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2427 โดยไฟฟ้าดวงแรกส่องสว่างภายในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2427 ต่อมา พ.ศ. 2441 มีก่อตั้งบริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด โรงไฟฟ้าเอกชนแห่งแรกของไทย โดยโอนกิจการมาจากบริษัทบางกอก อิเลกตริกไลท์ ชิกดีแคท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2441 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนกลายเป็น 3 หน่วยงานหลักที่บริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยคือ (1)การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ (2)การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีหน้าที่ในการจัดหาและจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน แต่ กฟน. จะรับผิดชอบในพื้นที่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ และ กฟภ. จะดูแลในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจาก 3 จังหวัดนี้ โดย (3)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะมีหน้าที่ผลิตและจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าเพื่อส่งต่อให้กับ กฟน. กฟภ. รวมถึงจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมี ‘โครงสร้างกิจการไฟฟ้า’ ในรูปแบบ ‘Enhanced Single Buyer Model (ESB)’ คือ “การที่รัฐเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนไม่สามารถขายไฟฟ้าตรงให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าได้ จุดแข็งของระบบโครงสร้างนี้คือ ทำให้รัฐมีอำนาจในการบริหารจัดการและควบคุมสั่งการได้อย่างเด็ดขาด 100% เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา” ซึ่งเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปัจจุบัน กฟผ. เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ส่งไฟฟ้า และเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน ได้แก่ IPP (โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดมากกว่า 90 MW) และ SPP (โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดน้อยกว่า 90 MW) รวมถึงรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ

ในขณะที่ กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจาก VSPP (โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดน้อยกว่า 10MW) โดย กฟผ.จะจำหน่ายไฟฟ้าผ่านระบบส่งไฟฟ้า (Transmission) ให้แก่ กฟน. และ กฟภ. เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าภายในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟน. หรือ กฟภ. นอกจากนี้ กฟผ. ยังจำหน่ายไฟฟ้าบางส่วนโดยตรงให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่บางรายที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator : SO) ทำหน้าที่ในการควบคุม บริหารและกำกับดูแลการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ทั้งของ กฟผ. IPP SPP และโรงไฟฟ้าที่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ทำให้ระบบพลังงานมีความสมดุล มั่นคง มีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ตามความในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดย กฟผ. เป็นผู้รับใบอนุญาตควบคุมระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลในขณะนั้นให้การส่งเสริมเอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า เพื่อจะเป็นการเพิ่มการแข่งขันในกิจการพลังงานไฟฟ้า ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและผู้บริโภคมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังจะเป็นการลดภาระการลงทุนของรัฐและลดภาระหนี้สินของประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรณีของโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ SPP ซึ่งใช้ระบบพลังงานความร้อนร่วม เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับบริการและคุณภาพไฟฟ้าที่ดีขึ้น สนับสนุนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการด้านพลังงานของประเทศและช่วยพัฒนาตลาดทุน

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2535 รัฐบาลมีนโยบายลดภาระการลงทุนภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า โดยมีมติ ครม.เห็นชอบเรื่องแนวทางในการดำเนินงานในอนาคตของ กฟผ. กำหนดขั้นตอนและแนวทางให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้นในกิจการไฟฟ้าประเทศไทย ให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้ารูปแบบของ IPP และจะต้องขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. และให้ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก ซึ่งใช้พลังงานนอกรูปแบบ เป็นการแบ่งเบาภาระทางด้านการลงทุนของรัฐในระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าด้วย โดย กฟผ. ได้ประกาศรับซื้อไฟจากเอกชนรายใหญ่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้มติเห็นชอบของ ‘คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)’ มาจนถึงปัจจุบัน

โดย ‘คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ’ มีอำนาจหน้าที่ในการ (1) เสนอนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี (2) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ (3) ติดตาม ดูแล ประสาน สนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการทั้งหลายที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เพื่อให้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ และ (4) ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ

โดยมี ‘คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)’ ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน อันหมายถึง กิจการไฟฟ้า กิจการก๊าซธรรมชาติ และกิจการระบบโครงข่ายพลังงาน โดยมีมีอำนาจหน้าที่ใน “การอนุญาตการประกอบกิจการพลังงานการกำกับดูแลอัตราค่าบริการ การกำหนดมาตรฐานการ ให้บริการพลังงาน และมาตรฐานความปลอดภัยในการประกอบกิจการพลังงาน การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้พลังงาน รวมทั้งการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประกอบการให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การใช้อสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์ในการสำรวจหรือ เพื่อหาสถานที่ตั้ง ระบบโครงข่ายพลังงานการใช้อสังหาริมทรัพย์ เพื่อประโยชน์ในการสำรวจหรือเพื่อหาสถานที่ตั้ง ระบบโครงข่ายพลังงาน และการพิจารณาข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการพลังงาน” และทำหน้าที่ในการพิจารณากำหนด “อัตราค่าไฟฟ้า”

LEVI'S® เปิดตัวคอลเลคชันใหม่ล่าสุด!! ‘ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025’ ด้วยแฟชั่นกางเกงขาบาน กางเกงทรงหลวม สำหรับ ‘ชาย – หญิง’

(26 ม.ค. 68) โลกแฟชั่นตอนนี้อยู่ใน "ยุคของกางเกงทรงหลวม" อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะกางเกงยีนส์และกางเกงทั่วไป LEVI'S® จึงตอบรับกระแสนี้ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 ที่มาพร้อมดีไซน์ทรงหลวมและขาบานแบบพิเศษทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 90 แต่ปรับให้ดูสดใหม่และทันสมัยมากขึ้น

สำหรับผู้หญิง ในซีซันนี้ LEVI'S® ได้ขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ตระกูล XL ที่เริ่มต้นจากรุ่น XL Straight ซึ่งเป็นกางเกงยีนส์ทรงหลวมที่มาพร้อมดีไซน์เอวปรับได้ ขากางเกงทรงตรง และมีเชือกผูกเอว สำหรับคอลเลคชันนี้ กลุ่ม XL ได้เพิ่มไอเทมใหม่อย่าง XL Superwide, XL Culotte, XL Overall และ XL Skirt โดย XL Superwide ยังคงดีไซน์ทรงหลวมแบบ XL Straight แต่เพิ่มความโดดเด่นด้วยขากางเกงที่กว้างขึ้น ช่วยเพิ่มความโดดเด่น เหมาะสำหรับใส่กับรองเท้าหัวแหลม ส่วน XL Culotte เป็นกางเกงขาสั้นทรงกว้าง ความยาวถึงกลางหน้าแข้ง ให้ความรู้สบายๆ แต่ดูมีสไตล์ สามารถแต่งตัวได้หลากหลายทั้งแบบทางการและลำลอง XL Skirt เป็นกระโปรงยาว ที่มาพร้อมดีไซน์เข็มขัดผูกเอว เพิ่มความหวานและนุ่มนวลให้ลุค และ XL Overall เป็นเอี๊ยมทรงหลวมที่ผสมผสานกลิ่นอายเวิร์คแวร์ เข้ากับความแฟชั่นที่ทันสมัยอย่างลงตัว

นอกจากนี้ยังมีไอเทมเสื้อผ้าผู้หญิงรุ่นใหม่ ได้แก่ Harley Boyfriend Shirt เสื้อเชิ้ตลายทางที่ผลิตจากผ้า poplin ใส่สบาย มีทรงที่หลวมกำลังดี เหมาะสำหรับใส่ปล่อยชายเสื้อแบบสบายๆ หรือเก็บชายเสื้อเข้ากางเกงเพื่อให้ดูมีสไตล์ 
Dry Goods Waffle-knit Henley เสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายทรงเข้ารูปที่ให้กลิ่นอายวินเทจ และ Mandy Blouse เสื้อเบลาส์ผ้าฝ้ายบางเบา ตกแต่งด้วยลูกไม้และมีดีเทลจับจีบเล็กๆ เหมาะสำหรับจับคู่กับกระโปรง กางเกงขาสั้น หรือยีนส์ 501®

สำหรับผู้ชาย LEVI'S® ยังคงเดินหน้ากับกระแสกางเกงทรงหลวม โดยในซีซันนี้ได้เพิ่มไอเทมใหม่อย่าง 578 Baggy และ 567 Relaxed Flare โดย 578 Baggy ได้แรงบันดาลใจจากยุค 90 ที่มาพร้อมทรงหลวมๆช่วงบนและขากางเกงที่ค่อยๆ แคบลง เหมาะสำหรับใส่คู่กับสนีกเกอร์หรือรองเท้าบูท ส่วน 567 Relaxed Flare เป็นทรงขาบานเล็กน้อยพร้อมดีไซน์ที่ดูผ่อนคลาย เป็นการตีความใหม่ที่ทันสมัยจากสไตล์ยุค 90 ใส่คู่กับรองเท้าบูทหรือสนีกเกอร์ก็ดูดี

ในส่วนของเสื้อผ้าผู้ชาย ซีซันนี้มีสินค้าใหม่ในกลุ่ม Authentic Collection ได้แก่ Authentic Button Down เสื้อเชิ้ต Oxford ดีไซน์วินเทจที่มีให้เลือกทั้งแบบย้อมสีและลายทาง Authentic Crew Sweatshirt เสื้อสเวตเชิ้ตคอกลมที่ผลิตจากผ้าฟลีซเนื้อนุ่ม ใส่สบาย มีหลากหลายสีให้เลือก และ Vintage T-Shirt เสื้อยืดคลาสสิกที่ออกแบบมาในทรงวินเทจหลวมๆ ใส่ได้ทั้งแบบพอดีตัวหรือ oversize

'มาร์โก รูบิโอ' จี้!! เวียดนาม ให้เร่งแก้ปัญหาการค้าเกินดุลกับ ‘อเมริกา’ หลังยอดขาดดุล 11 เดือนแรกปีที่แล้ว พุ่งทะลุ 1.1 แสนล้านดอลลาร์

(26 ม.ค. 68) ‘มาร์โก รูบิโอ’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาเป็นคนแรกในรัฐบาลทรัมป์ ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนาม บุ่ย แทงห์ เซิน (Bui Thanh Son) เมื่อวันศุกร์ เรียกร้องให้เวียดนาม ‘แก้ปัญหาการค้าที่ไม่สมดุลกับสหรัฐ’ และหารือเรื่องความกังวลต่างๆ เกี่ยวกับจีน  

ทั้งนี้ เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดในโลก จากข้อมูลของทางสหรัฐพบว่า เฉพาะช่วง 11 เดือนแรกของปี 2024 ยอดเกินดุลการค้าและบริการสูงถึงกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นเพราะค่าเงินดองที่อ่อนค่าลงทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  ทำให้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตาว่าอาจจะถูกหมายหัวในยุคของรัฐบาลใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  

แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ในการหารือกันทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกระหว่างนักการทูตระดับสูง 2 คน ทั้งสองได้แสดงความยินดีในวาระครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและเวียดนาม และความคืบหน้าที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งทั้งสองประเทศได้ตกลงกันในปี 2023

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐยังได้หารือถึงข้อกังวลในภูมิภาค ซึ่งรวมถึง ‘พฤติกรรมก้าวร้าวของจีนในทะเลจีนใต้’ ด้วย และในขณะที่มีการชื่นชมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน รูบิโอก็ได้เรียกร้องให้เวียดนามแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่าเวียดนามจะกลายมาเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐ แต่นักวิเคราะห์มองว่า

ของสหรัฐในเดือนนี้แสดงให้เห็นว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐกับเวียดนามเพิ่มขึ้นเกือบ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ ‘สูงที่สุดเป็นอันดับ 4 รองจากจีน สหภาพยุโรป และเม็กซิโก’

ก่อนหน้านี้ที่ทรัมป์เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระแรก ทรัมป์ได้สิ้นสุดวาระปีสุดท้ายด้วยการที่กระทรวงการคลังสหรัฐออกประกาศว่า ‘เวียดนาม’ และ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ เป็นสองประเทศที่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ (currency manipulation) โดยมีการแทรกแซงตลาดทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงเพื่อความได้เปรียบทางการค้า

ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้กล่าวในที่ประชุม เวิลด์ อีโคโนมิ ฟอรั่ม (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เวียดนามกำลังดำเนินการหาทางออกเพื่อสร้างสมดุลเรื่องดุลการค้ากับสหรัฐ โดยย้ำคำมั่นสัญญาที่จะ "ซื้อเครื่องบิน" ของบริษัทโบอิ้ง และแสดงความสนใจในการซื้อสินค้าไฮเทคอื่นๆ ของสหรัฐมากขึ้น

‘ฮอนด้า’ ชวน!! ลูกค้าเข้าศูนย์บริการ ร่วมมาตรการรัฐ Easy E-Receipt 2.0 รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

(26 ม.ค. 68) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศร่วมมาตรการ ‘Easy E-Receipt 2.0’ โดยลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการในศูนย์บริการ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2568 ได้ตามจริงสูงสุด 30,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 - 28 กุมภาพันธ์ 2568 

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าที่เข้าร่วมมาตรการ ‘Easy E-Receipt 2.0’ ได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง  (Honda Call Center)

ทั้งนี้เงื่อนไขสินค้าและงานบริการที่สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในมาตรการ ‘Easy E-Receipt 2.0’ ได้แก่ 

•งานบริการ รวมถึงอะไหล่และเคมีภัณฑ์ ที่ชำระเงินและใช้บริการในช่วงเวลาของมาตรการ
•งานตรวจเช็กตามระยะทาง งานซ่อมทั่วไป และงานซ่อมตัวถังและสี ประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน
•งานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ (Accessories) และ Honda Connect

ทั้งนี้การตรวจเช็คตามระยะทางที่ค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขมาตรการ เนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่าลูกค้าจะได้รับการบริการในช่วงเวลาที่โครงการกำหนดหรือไม่ ได้แก่
•โปรแกรมอัลติเมทแคร์ (อัลติเมท 1, 2, 3)
•แพ็กเกจเช็คระยะฮอนด้าเพย์เซฟ

การเมืองโลกในมือ Elon Musk : ชายผู้สร้างระเบียบใหม่ด้วยวิสัยทัศน์แห่ง ‘Tony Stark’ สร้างนวัตกรรม!! การใช้เทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนแปลง เกมการเมืองระดับโลก

(26 ม.ค. 68) ในยุคที่ระเบียบโลกเดิมกำลังสั่นคลอน แนวคิดใหม่ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี ความเป็นผู้นำ และการปรับโครงสร้างประชากรกำลังก้าวขึ้นมาแทนที่ ในศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Elon Musk ผู้ถูกขนานนามว่า "Tony Stark ในชีวิตจริง" ด้วยความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองระดับโลก

การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก: จากเสรีนิยมสู่ประชานิยม

ยุคที่เสรีนิยมครองโลกกำลังถูกท้าทายจากแนวคิดประชานิยมและชาตินิยมที่กลับมามีบทบาทอีกครั้ง Musk ไม่ใช่แค่ผู้นำทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการเมืองของฝ่ายขวาในโลกตะวันตก เขาได้แสดงการสนับสนุนต่อ Donald Trump และความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายขวาในยุโรป เช่น พรรค Alternative für Deutschland (AfD) ในเยอรมนี ผ่านการใช้แพลตฟอร์ม X (ชื่อเดิม Twitter) ซึ่ง Musk เป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ Musk ยังใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวเพื่อสนับสนุน "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ซึ่งช่วยให้เสียงของฝ่ายขวาโดดเด่นขึ้นในเวทีการเมืองโลก ขณะเดียวกัน แนวคิดนี้ยังเป็นตัวเร่งที่ทำให้แนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิมเริ่มเสื่อมถอยลง

ประชากรศาสตร์: กุญแจสำคัญในระเบียบโลกใหม่

Musk เน้นว่าการแก้ปัญหาประชากรโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เขาสนับสนุนนโยบายที่กระตุ้นอัตราการเกิด เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ครอบครัวที่มีลูก ขณะเดียวกัน Musk ยังเคยวิพากษ์แนวคิด "Woke Culture" ที่รวมถึงประเด็น LGBTQ+ ว่าอาจส่งผลทางอ้อมต่อการลดลงของอัตราการเกิด

แนวคิดของ Musk คือการผลักดันให้รัฐบาลส่งเสริมครอบครัวและสร้างโครงสร้างประชากรที่มั่นคง เพื่อสร้างรากฐานสำหรับอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

การรุกสู่ TikTok: ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ และโอกาสของ Elon Musk

สถานการณ์ของ TikTok ในสหรัฐอเมริกาเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสื่อสังคมยอดนิยมที่มีเจ้าของคือ ByteDance บริษัทสัญชาติจีน ได้เผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกแบนในสหรัฐฯ เนื่องจากข้อกังวลด้านความมั่นคง

ล่าสุด ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้กำหนดเส้นตายให้ ByteDance ต้องขายกิจการในสหรัฐฯ ภายในเดือนมกราคม 2025 หากไม่ปฏิบัติตาม TikTok จะถูกแบนจากตลาดอเมริกา ท่ามกลางสถานการณ์นี้ มีการคาดการณ์ว่า Elon Musk อาจเป็นผู้ซื้อ TikTok เพื่อหลีกเลี่ยงการแบน ข้อมูลจากรายงานยังระบุว่า จีนเองก็กำลังพิจารณาขายกิจการ TikTok ให้กับ Musk หรือบุคคลสำคัญอื่นๆ เช่น Larry Ellison เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแพลตฟอร์มในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า Musk ได้มีการเสนอซื้อ TikTok แต่นี่คือสัญญาณชัดเจนถึงบทบาทของ Musk ในการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางเทคโนโลยีและการเมือง

เทคโนโลยี: เครื่องมือเปลี่ยนเกมการเมือง

นวัตกรรมที่ Musk สร้างขึ้น เช่น ดาวเทียม Starlink หรือโครงการยานอวกาศ SpaceX ไม่ได้มีแค่บทบาทด้านเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลต่อการเมืองโลกโดยตรง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ Starlink ในสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งช่วยให้การสื่อสารยังคงดำเนินต่อได้ในพื้นที่สงคราม

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงศักยภาพของ Musk ในฐานะนักนวัตกรรม แต่ยังสะท้อนถึงความสามารถของเขาในการสร้างผลกระทบต่อระเบียบโลก

การวางรากฐานระเบียบใหม่

Elon Musk ไม่ใช่แค่นักนวัตกรรม แต่เขาคือผู้วางแผนระเบียบโลกใหม่ที่เน้นการรวมพลังของประชากร เทคโนโลยี และการเมือง การสนับสนุนของเขาต่อแนวคิดประชานิยมและการท้าทายเสรีนิยมทำให้ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกเขย่า ขณะเดียวกัน เขาได้สร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่ไม่เพียงแค่แก้ปัญหา แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอย่างยั่งยืน

บทสรุป
Elon Musk ไม่ได้เป็นเพียง ‘Tony Stark’ ของโลกเทคโนโลยี แต่ยังเป็นสถาปนิกแห่งระเบียบโลกใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวคิดที่เน้นการปรับโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมือง และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง Musk กำลังเขียนอนาคตของโลกด้วยมือของเขาเอง

MG จัดงาน!! ทดสอบทักษะการบริการ ‘MG SKILL CONTEST’ เน้น!! ความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ คุณภาพการบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

(26 ม.ค. 68) บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ - ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดการแข่งขันทักษะฝีมือพนักงานผู้จำหน่าย หรือ MG SKILL CONTEST สื่อถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณภาพการบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้า รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของพนักงานเอ็มจีทั่วประเทศ

สำหรับการแข่งขัน MG SKILL CONTEST ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 โดยในปีนี้ได้มีการปรับบททดสอบให้สอดรับกับบทบาทการเป็นแบรนด์ชั้นนำยานยนต์ไฟฟ้า และเอ็มจีถือเป็นแบรนด์ที่มีรถยนต์พลังงานทางเลือกหลากหลายรุ่น อีกทั้งในแต่ละรุ่นต่างอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การทดสอบทักษะของพนักงานทุกภาคส่วนจึงเป็นหนึ่งในแผนการยกระดับคุณภาพการให้บริการของพนักงานโดยแบ่งเป็น 8 ประเภท ได้แก่ ด้านที่ปรึกษาการขาย ด้านที่ปรึกษาการบริการ ด้านลูกค้าสัมพันธ์ ด้านการจัดการงานอะไหล่ ด้านการจัดการงานรับประกันคุณภาพ ด้านเทคนิคและงานซ่อม ด้านการประเมินราคางานซ่อมสีและตังถัง และด้านงานเทคนิคซ่อมสีและตัวถัง

ผลการแข่งขัน MG SKILL CONTEST ครั้งที่ 7 
1. ด้านที่ปรึกษาการขาย
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย จักริน จันทสิทธิ์ (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ เพชรเกษม)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นางสาว วิไลวรรณ อัศวภูมิ (บริษัท พรนุภาพ เอ็มจี จำกัด)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นางสาว ชราวดี อินภูธร (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด (สาขาแม่โจ้)

2. ด้านที่ปรึกษาการบริการ
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย เกรียงไกร โกศัยเนตร (บริษัท เซควอญ่า หลักสี่ จำกัด สาขารามอินทรา)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย พัสกร เจริญบวรศักดิ์ (บริษัท ซีเอ็นเอ็กซ์ ออโต้ จำกัด สาขาลำพูน)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. วิรุฬรัตน์ สุนทรวัฒน์ (บริษัท สุวัฒนา ขอนแก่น จำกัด)

3. ด้านลูกค้าสัมพันธ์
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. ชนิตา ช่วงมณี (บริษัท เอ็มจีลักซูรี่ หาดใหญ่ จำกัด สาขาเมืองสงขลา)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. ทัศวรรณ ประทุมทิพย์ (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด สาขาพัทยา)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. กนกพร อร่ามโรจน์ (บริษัท เอ็มจี พระนคร จำกัด สาขาอ้อมน้อย)

4. ด้านการจัดการงานอะไหล่
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. แพรวพรรณ พลพิภักดิ์ (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด สาขาชลบุรี)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: จ.ต. วิษณุ นาดี (บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย สุชาติ รัชนาทกุล (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด สาขาชลบุรี)

5. ด้านการจัดการงานรับประกันคุณภาพ
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. สุนันทา สุริยะ (บริษัท เอ็มจีลักซูรี่ หาดใหญ่ จำกัด สำนักงานใหญ่ ลพบุรีราเมศร์)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. สุธิดา ก้อนเกษ (บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. กัญชลิกา สลับสี (บริษัท เซควอญ่า หลักสี่ จำกัด สาขารามอินทรา)

6. ด้านเทคนิคและงานซ่อม
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย นิพนธ์ ภักดีวงษ์ (บริษัท เอ็มจีลักซูรี่ หาดใหญ่ จำกัด สาขาทุ่งสง)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย จักรกฤษณ์ เจริญแพทย์ (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด สาขาชลบุรี)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย พัฒน์พงศ์ สุกปลั่ง (บริษัท ดีพร้อม มอเตอร์เซลส์ จำกัด สาขาพิษณุโลก)

7. ด้านงานประเมินราคางานซ่อมสีและตัวถัง
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. จิรัชญา เทียมจันทร์ (บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ เพชรเกษม)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. ชนัญธิดา ฤทธิ์จันอัด (บริษัท ปฐพีทองออโต้ จำกัด สาขาหัวทะเล)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: น.ส. วรรณา มารรัมย์ (บริษัท เอ็มจี อนันตภัณฑ์ ออโตเซลส์ จำกัด)

8. ด้านเทคนิคงานซ่อมสีและตัวถัง (แข่งขันเป็นทีม ทีมละ 2 ท่าน)
• รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย ณัฐกิตต์ แสงสุข และ นาย นิรันด์ แก่นนาคำ (บริษัท เอเลแกนซ์ วีฮีเคิล จำกัด)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย วรวุฒิ บุตรสุวรรณ และ นาย สมศักดิ์ พรหมพิทักษ์ (บริษัท เอ็มจี เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด สาขาปทุมธานี)
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และใบประกาศนียบัตร: นาย คงภัค ยันจอหอ และ นาย จักรกฤษณ์ ซึมกลาง (บริษัท เอ็มจี อนันตภัณฑ์ ออโตเซลส์ จำกัด)

นอกเหนือจากรางวัลผู้ชนะเลิศแต่ละประเภทแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้ทำการมอบรางวัลพิเศษ สำหรับผู้จำหน่ายที่ได้รับการโหวตคะแนนสูงสุด แต่ละประเภท โดยได้เปิดให้ผู้สนใจ ได้เข้าร่วมโหวดผู้ชนะการแข่งขัน ในแต่ละประเภทผ่านทาง Website MGcars.com MGThailand Facebook page และกลุ่มไลน์ MG Family โดยผู้จำหน่ายที่ได้รับการโหวตคะแนนสูงสุด แต่ละประเภท ดังนี้
1. Popular Vote ด้านที่ปรึกษาการขาย : บริษัท วัชรเซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
2. Popular Vote ด้านที่ปรึกษาการบริการ : บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) เพชรเกษม
3. Popular Vote ด้านลูกค้าสัมพันธ์ : บริษัท เอ็มจี เอซี ตาก ออโตโมบิล จำกัด (สาขาแม่สอด)
4. Popular Vote ด้านการจัดการงานอะไหล่ : บริษัท เอ็มจีลักซูรี่ หาดใหญ่ จำกัด (สำนักงานใหญ่) ลพบุรีราเมศร์
5. Popular Vote ด้านการจัดการงานรับประกันคุณภาพ : บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด
6. Popular Vote ด้านเทคนิคและงานซ่อม : บริษัท เคเอเอส มอเตอร์ส จำกัด
7. Popular Vote ด้านงานประเมินราคาซ่อมสีและตัวถัง : บริษัท เอ็มจี ลักซูรี่ นครศรีธรรมราช จำกัด (สำนักงานใหญ่)
8. Popular Vote ด้านเทคนิคงานซ่อมสีแลตัวถัง : บริษัท อยุธยา แกรนด์ เอ็มจี เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 

และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

เพชรบูรณ์  รมช.คลัง มอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุตามโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

(26 ม.ค. 68) เวลา 10.00 น. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  มอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ภายใต้โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ "สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน" โดยมี นายศรัณยู  มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ คณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้เช่าที่ราชพัสดุ เข้าร่วม ที่อาคารหอประชุมโรงเรียนแคมป์สนวิทยาคม   อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังมีเจตนารมณ์ในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด และตระหนักถึงนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้แก่ราษฎร จึงให้กรมธนารักษ์ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่มีภารกิจหน้าที่ปกครอง ดูแล และบำรุงรักษาที่ราชพัสดุนำที่ราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในราชการ มาสนับสนุนการดำเนินโครงการของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้แก่ประชาชน โดยจัดให้ประชาชนที่ถือครองที่ราชพัสดุอยู่ก่อนวันที่ 4 ตุลาคม 2546 และไม่โต้แย้งกรรมสิทธิ์เช่าที่ราชพัสดุตามนโยบายรัฐบาลในอัตราผ่อนปรน ผ่านกลไกการจัดให้เช่าของกรมธนารักษ์ตามกฎหมายที่ราชพัสดุส่งผลให้ราษฎรที่ยินยอมเช่าที่ราชพัสดุมีคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนด้านสาธารณูปโภค และระบบสาธารณูปการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของทางราชการ สร้างรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งด้านสังคมและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับราษฎร   โดยในครั้งนี้กรมธนารักษ์ได้ดำเนินการมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน พช.80 พช.468 พช.768 และ พช.861 จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ประมาณ 9,113-0 - 55 ไร่ มอบสัญญาเช่า จำนวน 107 ราย เนื้อที่ประมาณ 100 - 2 - 62ไร่ แบ่งเป็น เพื่ออยู่อาศัย จำนวน 48 สัญญา เนื้อที่ประมาณ 26 - 0 - 70 ไร่ และเพื่อการเกษตร จำนวน 91 สัญญา เนื้อที่ประมาณ 74 - 1 - 92 ไร่ ตามโครงการ "ธนารักษ์เอื้อราษฎร์ "

สำหรับโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ "สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน" เป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของ รัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มคุณภาพ ชีวิตด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม และในปี พ.ศ. 2568 รัฐบาลมีนโยบายในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนภายใต้โครงการ

"ธนารักษ์เอื้อราษฎร์" อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายในการมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้แก่ประชาชนไม่น้อยกว่า 3,950 ราย ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นได้มากขึ้นต่อไป

นราธิวาส-มทภ.4 นำความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชา พร้อมเข้าเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ ย้ำดูแลเร่งรัด สิทธิ์สวัสดิการอย่างดีที่สุด กำชับทหารเป็นที่พึ่งประชาชนทุกมิติ

(26 ม.ค. 68 ) เวลา 13.30 น. ที่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการของกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดลาดตระเวน กองร้อยทหารพรานที่ 4511 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 บริเวณศาลาปฏิบัติธรรม บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 5 หมู่ที่ 9 ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 6 นาย เสียชีวิต 1 นาย เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์อย่างใกล้ชิด จำนวน 4 นาย คือ 

1.จ่าสิบเอก ครรชิต เสนาะกรรณ อายุ 43 ปี ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหัวไหล่ขวา และใต้เข่าขวา มีอาการแน่นหน้าอก ปวดบริเวณหน้าอก
2. อาสาสมัครทหารพราน อดิศักด์ หนูเนตร อายุ 39 ปี มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ มีอาการปวดตามร่างกาย 
3. อาสาสมัครทหารพราน ซาฮารี ยูเปาะนะ อายุ 34 ปี ได้รับบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า มีอาการระคายเคืองตาซ้าย มีแผลบริเวณเปลือกตาซ้ายและแขนซ้าย ปวดบริเวณหน้าอก มีอาการปวดตามร่างกาย
 4. อาสาสมัครทหารพราน อัมมัร รือราโพ อายุ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ ปวดตามร่างกาย

โดย พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้นำกระเช้าเยี่ยมแสดงความห่วงใยจาก ผู้บังคับบัญชามาถึงผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังจากนี้ได้กำชับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เรื่องสิทธิสวัสดิการของกำลังพลให้เร็วที่สุด พร้อมกล่าวชื่นชมในความกล้าหาญ ทุ่มเทและเสียสละ และในนามของรัฐบาลและกองทัพบก ตลอดจนผู้บังคับบัญชาทุกคน ขอนำความห่วงใยและความปรารถนาดี มาสู่เพื่อนข้าราชการและครอบครัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนาย  พร้อมย้ำว่าผู้บังคับบัญชาพร้อมให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มขีดความสามารถ และพร้อมจะอำนวยความสะดวกเมื่อเกิดปัญหา ทั้งนี้ขอให้กำลังพลรักษาสุขภาพ ร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งโดยเร็ว และขอให้หายจากการเจ็บป่วยในเร็ววัน ยืนยันรัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้ามีความห่วงใยไม่ทอดทิ้งกำลังพลทุกนาย ย้ำทุกฝ่ายเร่งสืบสวน สอบสวน รวบรวมหลักฐานในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมพร้อมมาตรการเข้มดูแลประชาชนช่วงเทศกาลตรุษจีน 2568 ทั้งวันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว แนะประชาชนระมัดระวังป้องกันอัคคีภัย และระวังภัยออนไลน์  “อั่งเปาทิพย์”

(26 ม.ค. 68) พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองสารนิเทศ (รอง ผบก.สปพ.รรท.ผบก.สท.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 27-29 มกราคม 2568 เป็นเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2568 โดยพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจะออกมาจับจ่ายซื้อของ เพื่อทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ รวมทั้งเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเฉลิมฉลองเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพตลอดห้วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งวันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงกำชับให้หน่วยปฏิบัติดำเนินการตามมาตรการป้องกันปราบปรามอย่างเคร่งครัด

พล.ต.อ.ประจวบฯ สั่งการไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1 – 9, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด , กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวด โดยเน้นการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจบริเวณที่มีประชาชนเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่นำไปประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ รวมทั้งเฝ้าระวังการป้องกันเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ ธนาคาร ร้านทอง ร้านอัญมณี ร้านสะดวกซื้อ โรงทาน รวมทั้งเฝ้าระวังการเกิดเหตุเพลิงไหม้ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตามแผนเผชิญเหตุ และเน้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตามสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือในย่านที่เป็นที่พักอาศัยของคนไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยว รวมทั้งป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ หรือการลักทรัพย์ในเคหะสถาน 

พร้อมกันนี้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารการเดินทาง ผ่านเข้า-ออกราชอาณาจักร , ให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างจับกุมผู้ค้ายาเสพติด และขบวนการลำเลียงยาเสพติดที่ฉวยโอกาสในห้วงเวลาดังกล่าว ลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาตามแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ เพื่อส่งต่อไปยังลูกค้ารายย่อยตามภูมิภาคต่าง ๆ หรือลักลอบลำเลียงส่งผ่านต่อไปยังประเทศที่สามและผู้ค้ารายย่อย อย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนร่วมปฏิบัติ รวมทั้งให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ดำเนินการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทศโนโลยีทุกกลุ่มคดีความผิด 

นอกจากนี้ พ.ต.อ.วรศักดิ์ฯ กล่าวว่า ในเทศกาลตรุษจีนนี้ขอให้พี่น้องประชาชนโปรดระมัดระวังป้องกันอัคคีภัยจากการจุดธูปเทียนไว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้า การเผากระดาษเงินกระดาษทองต้องมีภาชนะที่ไม่ติดไฟและแข็งแรงรับรอง ต้องดูให้ไฟดับสนิท การจุดประทัดต้องจุดในที่โล่ง และก่อนออกจากบ้านต้องตรวจสอบปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าและถอดปลั๊กออกทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้งาน รวมทั้งระมัดระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ ที่อาจมาหลอกลวงพี่น้องประชาชนในรูปแบบ “อั่งเปาทิพย์” ส่ง SMS แนบลิงก์เชิญชวนให้รับโชค ซึ่งเป็นลิงก์อันตรายหลอกติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน หรือหลอกขอข้อมูลส่วนตัว 

ทั้งนี้ หากต้องการขอความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุ สามารถแจ้งได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นราธิวาส-พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตรวจเยี่ยมเรือนจำจังหวัดนราธิวาส

(26 ม.ค. 68) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติตรวจเยี่ยมเรือนจำจังหวัดนราธิวาส พร้อมคณะ พล.ต.ท. พัฒนวุธ อังคะนาวิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โฆษกพรรคประชาชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ได้เดินทางมาเรือนจำ จ.นราธิวาส ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ผู้ต้องราชทัณฑ์คดีความมั่นคงให้โอวาทและสื่อสาร ความรักความห่วงใย ในโอกาส เทศกาลปีใหม่ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์คดีความมั่นคงและครอบครัว ขอบคุณบัณฑิตอาสาพัฒนามาตุภูมิ ศอ.บต. ประจำหมู่บ้าน ร่วมกิจกรรมไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้ กยศ. ให้แก่ผู้ต้องขังจำนวน 14 ราย  และหน่วยสนับสนุน สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม สำนักงานเลขานุการ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่าวันนี้ก็ต้องขอบคุณเรือนจำนราธิวาสที่ได้จัดให้มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิดของผู้ต้องราชทัณฑ์ซึ่งเรือนจำนราธิวาสมีผู้ต้องราชทัณฑ์จำนานมากประมาณ 3,000 คน ดังนั้นจึงมีการหลายวันแต่วันนี้วันที่ 25 และวัดไปอีก 26 วัน และ 27- 31 ก็จะเปิดโอกาสให้ญาติ หรือบุคคลที่มีญาติมาเยี่ยมได้เยี่ยมใกล้ชิดจำนวน 1-5 คนขึ้นไป ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันแรกที่เราจัด และที่เราจัดไม่พร้อมกันเนื่องจากว่าผู้ต้องราชทัณฑ์ใน 3  จังหวัด มาอยู่นราธิวาสแต่ครอบครัวอยู่ปัตตานี บางคนอยู่ปัตตานีครอบครัวอยู่นราธิวาส เราเลยได้มีการจัดแบบสลับวัน เราเห็นว่าอยากจะให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิดกันก็ว่าได้เพราะเรือนจำมีไว้ออกไม่ได้มีไว้ให้เข้า ถ้าได้ออกไปเราอยากจะเป็นสถานที่ฟื้นฟูเพื่อให้มีคนใหม่เพื่อให้มีชีวิตใหม่ดีขึ้น ซึ่งบุคคลที่เข้ามาอยู่จะได้มีโอกาสต่างๆนาๆในการพัฒนาศักยภาพ และที่สำคัญก็คือ ได้รู้ความถนัดและความสามารถของตนเอง บางคนไม่รู้ว่าตนเองมีความถนัดอย่างศิลปะ เช่น ร้องเพลงเพราะเข้ามาอยู่ในนี้ก็ได้แสดงออก วันนี้ก็เป็นวันที่เรามีความเจตนาที่อยากจะคืนความสุขเพราะเราพูดเสมอว่า วาระของครอบครัว คือ วาระของรัฐบาล ไม่ว่าพรรคประชาชาติที่ตั้งอยู่ได้คือวาระของมะห์ ครอบครัวถ้าเราครอบครัวอบอุ่นครอบจะต้องเป็นผู้สร้างชีวิตใหม่และความสุขของคนก็อยู่ที่ครอบครัว

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top