Monday, 3 August 2026
Hard News Team

ตุรกีโวยบริษัทรองเท้า Adidas ใช้หนังหมูทำรองเท้าผ้าใบรุ่นดังไม่แจ้งลูกค้า

(17 ก.พ. 68) ตุรกีได้สั่งปรับ Adidas บริษัทอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่จากเยอรมนีเป็นเงินกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5 แสนบ้าน เนื่องจากไม่แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าโมเดลรองเท้าผ้าใบรุ่น "Samba OG" ที่เป็นหนึ่งในรุ่นยอดนิยมของบริษัทมีการใช้หนังหมู

หน่วยงานกำกับดูแลการโฆษณาของตุรกีได้วิจารณ์ Adidas ที่อธิบายรองเท้า "Samba OG" ซึ่งได้รับความนิยมจากเหล่าคนดังอย่าง Kendall Jenner และ Bella Hadid ว่าทำจาก "หนังแท้" โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นหนังหมู

ในคำตัดสิน ระบุว่า การใช้วัสดุที่ "ขัดต่อความรู้สึกทางศาสนาของคนส่วนใหญ่ในสังคมต้องได้รับการระบุอย่างชัดเจน" ในการโฆษณาและคำอธิบายผลิตภัณฑ์ เป็นเหตุให้หน่วยงานดังกล่าวได้ออกปรับบริษัทเป็นเงิน 550,059 ลีราตุรกี (ประมาณ 15,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ทางด้าน Adidas ออกมายอมรับว่าขณะนี้ได้ทำการ ปรับปรุงข้อมูลสเปคของสินค้าในเว็บไซต์โดยไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับเงิน

"หลังจากได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับคำอธิบายผลิตภัณฑ์ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเราที่ตุรกี เราได้อัปเดตข้อมูลวัสดุของผลิตภัณฑ์ตามนั้น" บริษัทกล่าวในแถลงการณ์สั้นๆ

ในปี 2020 สำนักงานประธานาธิบดีด้านศาสนาของตุรกีได้ตัดสินว่า "การผลิตรองเท้าหรือเสื้อผ้าที่ทำจากหนังหมูหรือขนหมูนั้นไม่อนุญาต"

"เกือบทุกท่านที่เป็นนักวิชาการมุสลิมยอมรับว่า หนังหมูไม่สามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ด้วยการฟอกหรือกระบวนการอื่นๆ" คำตัดสินระบุ

ไต้หวันขึ้นบัญชีไทย ประเทศกลุ่มเสี่ยง เข้าลิสต์เดียวกับกัมพูชา-เมียนมา-ลาว

(17 ก.พ. 68) ไต้หวันเพิ่มไทย เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา และลาว ในรายชื่อจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฉ้อโกงออนไลน์

กระทรวงมหาดไทยไต้หวันประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า นักเดินทางที่มุ่งหน้าไปยังประเทศเหล่านี้จะได้รับคำเตือนผ่านตั๋วเครื่องบิน พร้อมแนะนำให้ดาวน์โหลดแอป "คู่มือความปลอดภัยในการเดินทาง" เพื่อเพิ่มความระมัดระวัง  

รายงานจากสื่อไต้หวัน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2555 ชาวไต้หวันจำนวนมากถูกหลอกให้ทำงานในเครือข่ายฉ้อโกงในกัมพูชา ซึ่งภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ได้ย้ายฐานไปยังเมียนมา ลาว และประเทศใกล้เคียง ส่งผลให้ชาวไต้หวันจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อ ถูกกักขัง หรือบังคับให้ทำงานในขบวนการฉ้อโกง บางรายยังติดอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา  

รัฐบาลไต้หวันเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มข้อความเตือนเกี่ยวกับการฉ้อโกงบนตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแจกจ่ายบัตรข้อมูลที่สนามบิน หวังลดจำนวนเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมาย  

นอกจากนี้ ไต้หวันยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยอาศัยพระราชบัญญัติต่อต้านการค้ามนุษย์ พร้อมจับมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และสมาคมธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อให้สามารถกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย  

มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของไต้หวันในการปกป้องพลเมืองจากขบวนการฉ้อโกงที่แพร่ระบาดในภูมิภาค  

ถึงเวลากางบัญชี ‘มหาวิทยาลัย’ ตรวจสอบ เงินภาษีเพื่อการศึกษาหรือเครื่องมือปลูกฝังแนวคิดเปลี่ยนโลก?

(17 ก.พ. 68) มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ของความรู้ หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือของใครบางคน? คำถามนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด เมื่อการใช้เงินภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในภาคการศึกษา รวมถึงเงินทุนจากภาคเอกชนระดับโลก เช่น Open Society Foundations ของ George Soros ถูกตั้งคำถามว่ามีเป้าหมายเพียงเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือเป็นเครื่องมือในการควบคุมความคิดของคนรุ่นใหม่กันแน่

Calley Means เปิดประเด็น! มหาวิทยาลัยใช้งบประมาณไปกับอะไร?
Calley Means ได้ปลุกกระแสในโซเชียลมีเดีย โดยตั้งข้อสังเกตว่า เงินภาษีที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้รับจากรัฐบาลกลาง ถูกใช้ไปในทางที่ไร้ประโยชน์หรือไม่? โพสต์ของเขาระบุว่า

> "ถ้าคุณคิดว่า USAID แย่แล้ว รอจนกว่าคุณจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยใช้เงินภาษีของรัฐบาลกลางเป็นพันล้านดอลลาร์กันอย่างไร เปิดบัญชีตรวจสอบกันเถอะ!"

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลทันที เพราะ USAID เองก็เคยถูกวิจารณ์ว่าใช้งบประมาณสนับสนุนโครงการต่างประเทศที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และตอนนี้มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ก็กำลังถูกเพ่งเล็งในลักษณะเดียวกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เงินทุนของ Soros ผ่าน Open Society Foundations (OSF) ก็ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสำคัญในการแทรกแซงการศึกษา โดยเฉพาะในประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวที่อาจทำให้เกิดความไม่สงบ

มหาวิทยาลัย: จุดยุทธศาสตร์ของสงครามความคิด?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในอเมริกาและยุโรปถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า กลายเป็นศูนย์กลางของแนวคิดที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคม มากกว่าที่จะเป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้เป็นกลาง แนวคิดเสรีนิยมแบบสุดโต่ง และการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น วาระเกี่ยวกับ LGBTQ+ ความเท่าเทียมทางเพศ และทัศนคติต่อต้านโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิม มักได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้

> คำถามคือ แนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเอง หรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากแหล่งทุนที่มีวาระซ่อนเร้น?
รายงานหลายฉบับระบุว่า Open Society Foundations ของ Soros ได้ให้ทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยและองค์กรเยาวชนในหลายประเทศ โดยอ้างว่าเป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่ฝ่ายตรงข้ามมองว่านี่เป็น กลไกในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

งบประมาณเพื่อการศึกษาหรือเพื่อควบคุมเยาวชน?
หากย้อนดูตัวเลขงบประมาณในภาคการศึกษาของสหรัฐฯ จะพบว่า รัฐบาลอเมริกันจัดสรรงบประมาณมหาศาลให้กับมหาวิทยาลัย ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งทุนเอกชนด้วย

> แล้วเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปเพื่ออะไร?
ไปกับค่าจ้างอาจารย์และนักวิจัย หรือไปกับโครงการที่สนับสนุนแนวคิดเฉพาะกลุ่ม?
ไปกับการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างทักษะให้เยาวชน หรือไปกับโครงการรณรงค์ทางการเมือง?
ถูกใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา หรือเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม?

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
แม้ประเด็นนี้จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่ไทยก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากปัญหานี้เช่นกัน มีรายงานว่า องค์กรนานาชาติเหล่านี้เคยให้ทุนสนับสนุนโครงการในไทย ทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและการศึกษา บางครั้งก็มีการสนับสนุนบุคคลและกลุ่มที่มีท่าทีต่อต้านโครงสร้างเดิมของประเทศ

> ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับไทยคือ "เงินทุนเหล่านี้กำลังช่วยพัฒนาการศึกษา หรือกำลังเปลี่ยนแปลงแนวคิดของเยาวชนให้สอดคล้องกับวาระของต่างชาติ?"

ถึงเวลาที่ต้องเปิดบัญชีตรวจสอบ!
ขณะที่สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่องการใช้งบประมาณในภาครัฐ การตรวจสอบเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ระบบการศึกษาก็ควรเป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน

> มหาวิทยาลัยคือสถานที่แห่งความรู้ หรือเป็นเวทีของการต่อสู้ทางความคิดที่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง?
นี่คือคำถามที่สังคมต้องช่วยกันหาคำตอบ

มหันตภัย...บุหรี่ไฟฟ้า #1 อย่าปล่อยให้ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ถูกกฎหมาย

(17 ก.พ. 68) ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายที่เข้มงวดในการห้ามนำเข้าและจำหน่าย ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ซึ่งถือเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก จนมีประเทศต่าง ๆ ราว 40 ประเทศที่เดินตามมาในแนวทางนี้ แต่ทว่า ประเทศไทยกลับกำลังจะถอยหลังเข้าคลอง ด้วยมีความพยายามที่จะ “ปลดล็อก” การห้าม ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ เพื่อให้สามารถนำเข้า หรือจำหน่ายได้แบบไม่ผิดกฎหมาย โดยสภาผู้แทนราษฎรได้มีการตั้งอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้มีการจัดทำข้อสรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ แบนบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนปัจจุบัน อนุญาตนำเข้าเฉพาะ HTP และยกเลิกกฎหมายแบนบุหรี่ไฟฟ้า

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของ 3 แนวทางตามมาตรการด้านกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ไว้ดังนี้ 

แนวทางที่ 1 การกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย (แบนบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด) 
ข้อดี
1. กฎหมายปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันทั้ง 3 ฉบับ เป็นกฎหมายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยและของโลก ที่มีการเพิ่มจำนวนประเทศที่แบนเป็น 40 ประเทศ อย่างรวดเร็ว
2. ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารเสพติด และเป็นช่องทาง (gateway) นำไปสู่การใช้สารเสพติดอื่น ๆ
3. สามารถป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เข้าสู่การเสพติดนิโคติน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องได้รับการปกป้อง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 จากประสบการณ์ของต่างประเทศที่พบว่าประเทศที่แบนจะมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนต่ำกว่าประเทศที่ไม่แบน

แนวทางที่ 2 คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ยกเว้น Heat not burn Tobacco Product (HTP) ข้อดี
1. HTP เป็น Electronic Nicotine Delivery Device ชนิดที่เป็น solid คือ นำใบยาสูบมาหั่นฝอย โดยจะใช้ความร้อนจากอุปกรณ์มากกว่า 300 องศาเซลเซียส แต่ไม่เกิน 600 องศาเซลเซียสเหมือนการเผาไหม้บุหรี่ทั่วไป
2. มีการเผาไหม้เป็นไอ ไม่มีเถ้า ไม่มีควัน (น้ำมันดิน) ไม่มีน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ใช้ใบยาสูบซึ่งให้นิโคตินธรรมชาติ
ข้อเสีย 
1. ยังคงมีนิโคติน ผลิตภัณฑ์ HTP จะต้องมีคำเตือนว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคติน ซึ่งเป็นสารเสพติด และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ยังไม่อนุญาต ซึ่งผู้ผลิต IQOS ก็ยอมรับว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่ได้ลดความเสี่ยงเมื่อเปลี่ยนมาใช้ HTP

แนวทาง 3 ยกเลิกกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อดีที่กล่าวอ้างคือ
1. ทันสมัย เทียบเคียงได้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว
2. จะได้ควบคุมอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทย
3. จัดเก็บรายได้จากการเก็บภาษีได้เพิ่ม
4. เป็นการให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการเลือกเสพ

แต่ข้อเท็จจริงของของการเปิดเสรี ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ คือ
1. ในประเทศที่เคยแบน แล้วควบคุมได้ดี เปลี่ยนมาเป็นอนุญาตให้ขายได้ เกิดการระบาดเพิ่ม 2-5 เท่า เช่น แคนาดา นิวซีแลนด์
2. ในประเทศที่อนุญาตให้ขายได้ถูกกฎหมาย โดยห้ามขายในเยาวชน 18-21 ปี ยังคงระบาดหนักในเยาวชน เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

จากการสรุป 3 แนวทางของอนุกรรมาธิการฯ 
- แนวทางที่ 1 การคงกฎหมายห้ามนำเข้าและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จะสามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนไทยลงได้ 
- แนวทางที่ 2 และแนวทางที่ 3 ข้อดีไม่ชัดเจน แต่จะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

ร่วมเป็น 1 เสียง ปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ร่วมลงชื่อที่ https://shorturl.at/ADMRJ

‘คงกระพัน’ ติดท็อป 100 ซีอีโอชั้นนำของโลก ด้าน ปตท.ครองอันดับแบรนด์มูลค่าสูงสุดไทย

‘คงกระพัน’ ติดอันดับ 1 ใน 100 ซีอีโอชั้นนำของโลก และ ปตท. เป็นบริษัทเดียวในไทยที่ติดอันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดใน Brand Finance Global 500 ปี 2568

(17 ก.พ. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)  ได้รับการจัดอันดับที่ 66 จาก 100 CEO ชั้นนำของโลก และอยู่ในอันดับที่ 4 ของผู้นำในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ที่ส่งเสริมการสร้างมูลค่าแบรนด์องค์กรจาก Brand Guardianship Index 2025 โดย Brand Finance ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก โดยได้รับคะแนน 76.4 จาก 100 คะแนน ในดัชนี Brand Guardianship Index  ผลการจัดอันดับสะท้อนถึงคุณลักษณะที่สำคัญของ CEO ในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) ใส่ใจพนักงานอย่างแท้จริง 2) เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 3) มีความน่าเชื่อถือ 4) เข้าใจความต้องการของลูกค้า 5) เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน 6) มุ่งเน้นคุณค่าในระยะยาว 7) มีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน 8) เข้าใจความสำคัญของแบรนด์และชื่อเสียงองค์กร และ 9) มีไหวพริบทางธุรกิจ

นอกจากนี้ CEO ปตท.  ยังได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 ของโลกด้านการรับรู้เรื่องความยั่งยืน ตามผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 5,000 คน ในกว่า 30 ประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่บริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับโลก  

โดยในปีนี้ ปตท. ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ติดหนึ่งใน 500 แบรนด์แรกของโลกที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุด โดยอยู่ในอันดับที่ 249 สูงขึ้นจากอันดับ 267  ในปี 2567 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังได้รับการประเมินมูลค่าแบรนด์สูงกว่าเก้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตกว่าร้อยละ 11 ซึ่งมีเกณฑ์ในการพิจารณา อาทิ ผลการดำเนินงาน ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และความยึดมั่นในแบรนด์ที่ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ 

Mr. Alex Haigh, Managing Director – Asia Pacific of Brand Finance กล่าวว่า ดร.คงกระพัน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และการขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าระยะยาว การพัฒนาอย่างยั่งยืน และความเป็นเลิศทางธุรกิจ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้ ปตท. เป็นแบรนด์ไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ Brand Finance Global 500 และมีชื่อเสียงระดับสากลในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคพลังงาน

ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับการจัดอันดับบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดของโลกเป็นผลเนื่องมาจากพันธกิจขององค์กรที่ชัดเจนในการมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ตลอดจนการสนับสนุนจากคนไทยทุกภาคส่วนที่ให้ความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของ ปตท.

นอกเหนือไปจากการดูแลรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานแล้ว ปตท. ยังคงดูแลสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และพร้อมช่วยเหลือประเทศชาติในยามที่เกิดภาวะวิกฤติ และดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล ทั้งนี้ เพื่อเติบโตและมุ่งสู่การเป็นขององค์กรในระดับโลกอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กรสู่ระดับสากล

ทหารเขมร ร้องเพลงชาติกัมพูชาบน 'แผ่นดินไทย' หวิดปะทะเดือดที่ปราสาทตาเมือนธม

(17 ก.พ. 68) สถานการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้นบริเวณปราสาทตาเมือนทม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อคณะทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งเดินทางขึ้นมายังพื้นที่ดังกล่าว พร้อมร้องเพลงชาติของตนและมีการโต้เถียงกับทหารไทยอย่างดุเดือด  

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 12.30 น. โดยมีการบันทึกคลิปวิดีโอจากฝั่งทหารไทย ขณะที่ผู้นำทหารกัมพูชาในชุดแขนยาวสีขาว กล่าวถ้อยคำในเชิงข่มขู่เป็นภาษาไทยและภาษาเขมร โดยระบุว่า "ห้ามทหารไทยเหยียบพื้นที่นี้แม้แต่ก้าวเดียว ถ้าจะยิงก็ยิง" 

ด้านทหารไทยได้ตอบกลับอย่างใจเย็นว่า "ผมมายืนตรงนี้เพราะได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา" แต่ผู้นำทหารกัมพูชาได้สวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า "เดี๋ยวกูก็จะสั่งลูกน้องกูเหมือนกัน" ก่อนจะเดินทางกลับไปยังฝั่งกัมพูชา  

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมทหารกัมพูชาจึงขึ้นมาร้องเพลงชาติบนพื้นที่ดังกล่าว และใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวต่อทหารไทย 

ขณะเดียวกันด้าน แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้แจงกรณีทหารกัมพูชาร้องเพลงชาติบนแผ่นดินไทย ยืนยันทำไม่ได้แน่นอน

พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้แจงกรณีทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งขึ้นมาร้องเพลงชาติบริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การโต้เถียงระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน ยืนยันว่าปราสาทตาเมือนธมอยู่ในเขตแดนไทย แม้จะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันแน่ชัด ทั้งนี้ ฝ่ายไทยอนุโลมให้ชาวกัมพูชาขึ้นมาสักการะได้ แต่ต้องไม่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ใดๆ  

แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การร้องเพลงชาติบนพื้นที่ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้** ฝ่ายไทยจึงเข้าไปตักเตือนและท้วงติงเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ภาพถ่ายหรือคลิปไปเป็นหลักฐานกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ประสานพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาทหารกัมพูชาผ่านช่องทางคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว และกองกำลังสุรนารีได้ดำเนินการทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ

กลุ่มเซ็นทรัล ส่งมอบบ้าน 72 หลัง ให้กลุ่มเปราะบาง ร่วมเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

(17 ก.พ. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีรับมอบทุนสนับสนุนโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอาศัยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมทั้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ คุณปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานและกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และคุณสนธยา บุณยภูษิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องรับรอง 11 กองบัญชาการกองทัพไทย

สำหรับการจัดพิธีรับมอบทุนสนับสนุนโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักอาศัยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นความร่วมมือกันระหว่าง กองทัพไทย ประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ  กองทัพอากาศ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการและกิจกรรมฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ 

โดยน้อมนำพระราชปณิธานที่ทรงมีความห่วงใยและทรงให้ความสำคัญในความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัยของราษฎร มาเป็นแนวทางในการจัดทำโครงการฯ มีกำหนดปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน จำนวน 72 หลัง ซึ่ง บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างตามโครงการฯ ให้กับ กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ นำไปซ่อมแซมบ้านเรือนช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือบุคคลไร้ที่พึ่ง ที่ได้รับความเดือดร้อนด้านบ้านพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 53 หลัง และจังหวัดนราธิวาส จำนวน 19 หลัง ที่บ้านปารีย์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ของเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยปลายปี 2566

สภาพัฒน์คาดปี 2568 โตในช่วง 2.3 - 3.3% เร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านลงทุนและการส่งออก

(17 ก.พ. 68) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.2% เมื่อปรับผลฤดูกาลออกแล้ว โดยมีการขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ที่ 0.4%

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ขยายตัว 2%. การขยายตัวนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโต 4.4%, การอุปโภคภาครัฐที่ขยายตัว 2.5%, การลงทุนภาครัฐที่เติบโต 4.8%, และการส่งออกที่ขยายตัว 5.8% (ในรูปดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.3% ของ GDP

สภาพัฒน์ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวในช่วง 2.3-3.3% โดยค่ากลางอยู่ที่ 2.8%. การคาดการณ์นี้สะท้อนถึงการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโต 3.3% และ 3.2% ตามลำดับ รวมถึงการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5% โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ในช่วง 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5% ของ GDP

ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปี 2568 รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน, การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว, การปรับตัวของการลงทุนภาคเอกชน, และการขยายตัวของการส่งออกสินค้า

สภาพัฒน์ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า และการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพ รวมถึงการเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชน และการเพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้ยังมีการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) ควบคู่กับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

‘บอสณวัฒน์’ คว้าลิขสิทธิ์ ’มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์‘ พร้อมเปิดตัวเลขถือครอง 5 ปี มูลค่า 180 ล้าน

เมื่อวันที่ (17 ก.พ. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล - Mr.Nawat Itsaragrisil” โพสต์ภาพ นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กับป้าย MISS UNIVERSE พร้อมข้อความ MGI ผู้ถือลิขสิทธิ์ อย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวด่วนในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่า บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด “MISS UNIVERSE THAILAND” โดย คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล และ คุณแอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ จะร่วมแถลงข่าว วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ณ MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK (Show DC เดิม) พร้อมตอบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้!!

เป็นอันแน่นอนแล้วว่า ลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ในปีนี้ได้หลุดจากมือ ปุ้ย–ปิยาภรณ์ แสนโกศิก กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็น โกลบอล จำกัด มาสู่มือบอสณวัฒน์เป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ มีข้อมูลระบุว่า บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2568 ต่อตลาดหลักทัพย์ ว่า

ลักษณะการลงทุน “บริษัทเข้าซื้อลิขสิทธิ์การจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ (MUT) สำหรับปี 2568 ถึงปี 2572 รวมทั้งสิ้น 5 ปี จาก JKN Global Content Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ถือหุ้นทั้งหมดโดยบริษัท เจเคเอ็น โกลบอลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)”
มูลค่าเงินลงทุน “บริษัทจะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 180 ล้านบาท ให้กับ JKN Global Content Pte. Ltd.“

‘ต๊ะ พลัฏฐ์’ โพสต์เฟซ ฟาด!! การศึกษาไทย ยิ่งแก้ยิ่งแย่ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทำลาย!! ชีวิตวัยรุ่นของเด็กไทย ทำให้ผู้ปกครองต้องเสียเงิน เกินเหตุ

เมื่อวานนี้ (16 ก.พ. 68) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

การศึกษาไทย ยิ่งแก้ยิ่งแย่

ผมช่วยลูก 3 คนได้เข้าเรียนที่ดีๆ

เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ

ลูกสาวคนเล็ก ที่เคยเรียนระบบสวิส อยากเรียนแพทย์ เราเลยต้องเปลี่ยนระบบมาเรียน รร. สาธิต แห่งหนึ่งที่มีการสอนเป็นภาษาอังกฤษ
ผมต้องกลับมาช่วยลูกวางแผนการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง แล้วพบว่า 

ระบบ TCAS ที่ดึงรูปแบบมาจาก UKAS ของอังกฤษ พี่ไทยเราสร้างความปั่นป่วนให้เด็กไทยเรียกว่าระบบคัดกรองเรายุ่งยากและเข้มข้นกว่าอังกฤษ 
ระบบที่ว่า ได้ทำลายชีวิตวัยรุ่นของเด็กไทย แทนที่จะมีความสุขกับการเรียน ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ และมีทักษะชีวิต เพราะมหาวิทยาลัยต่างสร้างวิธีการคัดกรองที่ยิ่งนับวันยิ่งซับซ้อน จนเด็กต้องเอาเวลาไปทำให้ตัวเองผ่านความต้องการคัดเลือกไปจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต

ถ้าคุณจะสอบเข้าแพทย์ในระบบอังกฤษ ที่เราลอกแบบเขามา สิ่งที่นักเรียนต้องทำคือ 
1.สอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์
2.ทำคะแนนวิชาที่ต้องผ่านเช่น คณิต เคมี ชีวะ และหรือ อีก 1 วิชา เป็นทางเลือกให้ดีพอ
3.ถ้าหากเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Oxford ต้องสอบอีกนิดหน่อย
4.ทำให้มหาวิทยาลัยรู้ว่า ทำไมคุณอยากเรียนแพทย์ และคุณเรียนแล้วจะไปทำอะไร

ส่วนที่ประเทศไทย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยและที่เรียนเยอะมากๆ คณะแพทย์อาจจะมีน้อยหน่อย แต่ก็มีมากขึ้นเยอะมาก คณะอื่นๆหลายที่มีที่เรียนมากกว่านักเรียน เพราะเด็กเราเกิดน้อยลงเยอะมาก แต่ระบบคัดกรองยิ่งนับวันยิ่งทรมาณเด็ก

คุณต้องเรียนเยอะมากๆในหลายวิชาที่ไม่ได้ใช้ตอนโต และต้องทำเกรดเฉลี่ยให้ดี ต้องสอบแล้วสอบอีก ที่สำคัญ ต้องทำ Portfolio ที่ทำระบบผิดเพี้ยนไปจากเจตนาของการคัดกรองต้นแบบ ที่สำคัญเมื่อคุณผ่านทุกอย่างเราก็เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่อยู่ต่ำกว่า 100 ของโลก 

ถ้าหากเราใช้ระบบเดียวกัน คะแนนเท่ากันเด็กที่ส่งใบสมัครไปต่างประเทศ เชื่อไหมครับหลายคนที่พลาดหวังจากไทยจะได้เรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก และเด็กจะเหนื่อยน้อยกว่าการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยในไทย 

ขอวิงวอนให้ที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยทบทวนระบบคัดกรองใหม่ และคืนชีวิตวัยรุ่นให้เด็กไทย โตมาอย่างมีคุณภาพมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย 

ต๊ะ พลัฏฐ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top