Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

มินนี่ (G)I-DLE บริจาค 2.3 ล้านบาท ช่วยฟื้นฟูแผ่นดินไหวในไทย-เมียนมา

สำนักข่าวเกาหลี Star News รายงานว่า มินนี่ (G)I-DLE หรือ มินนี่ ณิชา ยนตรรักษ์ ศิลปินไทยชื่อดัง ได้บริจาคเงินจำนวน 100 ล้านวอน (ราว 2.3 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและฟื้นฟูความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นใน เมียนมาและประเทศไทย

แผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรงต่อหลายพื้นที่ในเมียนมาและภาคเหนือของไทย มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก บ้านเรือนเสียหาย และความช่วยเหลือยังคงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน

การบริจาคของ มินนี่ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากแฟนๆ และประชาชนทั่วไป โดยเธอถือเป็นศิลปินที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดบิวต์ในวงการบันเทิงเกาหลี โดยก่อนหน้านี้เธอได้ บริจาคเงิน 100 ล้านวอน ให้กับสภากาชาดเกาหลีเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูจาก เหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในเกาหลี และยังเคย บริจาคเงิน 20 ล้านวอน ให้กับการฟื้นฟูจาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวในตุรกี-ซีเรีย เมื่อปี 2023 อีกด้วย

ด้านแฟนคลับของมินนี่ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ต่างร่วมกันแสดงความชื่นชมและขอบคุณในความมีน้ำใจของเธอ พร้อมติดแฮชแท็กสนับสนุนในโลกออนไลน์ #MINNIE #GIDLE #PrayForMyanmarAndThailand

จีน-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น จับมือร่วมต้านแรงกดดันภาษีทรัมป์ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่ยอมถูกบีบจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ

(2 เม.ย. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จับมือกันในด้านเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับนโยบายทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเก็บภาษีศุลกากรที่มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้เริ่มเจรจาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยมีเป้าหมายในการลดผลกระทบจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการส่งออก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจทั้งสามประเทศ

ทั้งสามประเทศประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า พวกเขาตกลงที่จะเร่งการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไตรภาคีและเพิ่มความร่วมมือในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการควบคุมการส่งออก ตามที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผย

การเจรจาครั้งนี้คาดว่าจะครอบคลุมหลายด้าน เช่น การพัฒนาความร่วมมือในเทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างเครือข่ายการค้าทั่วภูมิภาค และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเงินและการลงทุนระหว่างกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการตลาดของสหรัฐฯ ที่มีความผันผวน

นโยบายการเก็บภาษีสินค้าส่งออกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้หลายประเทศในเอเชียตื่นตัว และเริ่มมองหากลยุทธ์ใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้าและลดความเสี่ยงจากการขึ้นภาษี ซึ่งมีผลกระทบต่อการผลิตในหลายภาคส่วน

จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่สหรัฐฯ เพิ่มภาษีศุลกากรและกำหนดข้อจำกัดทางการค้ากับสินค้าจีน ในขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างก็มีการส่งออกสินค้าหลายประเภทไปยังสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

การรวมตัวครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับทั้งสามประเทศในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยเฉพาะในกรอบการค้าเอเชียแปซิฟิก โดยการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจอาจช่วยให้สามประเทศนี้สามารถตอบโต้ผลกระทบจากนโยบายการค้าและเพิ่มความแข็งแกร่งในการแข่งขันกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ

ลู่ ฮ่าว นักวิจัยจากสถาบันญี่ปุ่นศึกษาแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่าความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นความจริงที่ชัดเจน ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะกดดันให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ “ลดความเสี่ยง” หรือแยกตัวจากจีนนั้นไม่น่าจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง

“นโยบายของทำเนียบขาวเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้พันธมิตรในเอเชียของวอชิงตัน โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เกิดความกังวลมากขึ้น” ลู่กล่าว และเสริมว่าทั้งสองประเทศควรกลับมาสู่เส้นทางของการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคและปรับปรุงการมีส่วนร่วมกับจีน เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ

สำหรับการเจรจายังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น โดยมีความคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยลดผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และขยายฐานเศรษฐกิจในภูมิภาคให้มีความหลากหลายและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณถึงการปรับตัวของสามประเทศในเอเชียที่มีเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อตอบโต้การเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการค้าระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

เวียดนามชิงประกาศลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อป้องกันผลกระทบจากมาตรการภาษีใหม่ของ ‘ทรัมป์’

(2 เม.ย. 68) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เวียดนาม ประกาศลดภาษีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ หลายประเภทในความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีใหม่ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เมษายน 2568 นี้

ตามแถลงการณ์จากเว็บไซต์รัฐบาล การลดภาษีครั้งนี้รวมถึงการปรับลดภาษีรถยนต์บางประเภทจากเดิมที่สูงถึง 64% ลงมาเหลือ 32% และลดภาษีก๊าซ LNG จาก 5% เหลือเพียง 2% ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ให้เวียดนามแก้ไขปัญหาการเกินดุลการค้า และเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการค้าให้ดีขึ้น 

นอกเหนือจากรถยนต์และ LNG แล้ว เวียดนามยังได้ปรับลดภาษีเอทานอลจาก 10% เหลือ 5% และลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น แอปเปิลสด ไก่แช่แข็ง อัลมอนด์ และเชอร์รี่

การลดภาษีครั้งนี้ของเวียดนามดูเหมือนจะเป็นการตอบสนองล่วงหน้าต่อแผนการเก็บภาษีที่สหรัฐฯ อาจใช้กับสินค้าเวียดนาม หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้เริ่มตรวจสอบการนำเข้าของเวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าบางประเภทที่สหรัฐฯ มองว่ามีการค้ากับเวียดนามในลักษณะไม่เป็นธรรม

เวียดนามจึงพยายามลดภาษีในบางสินค้าหวังที่จะป้องกันไม่ให้มาตรการภาษีใหม่จากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนในระดับสากล

การลดภาษีของเวียดนามอาจช่วยรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีที่อาจกระทบต่อการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของเวียดนามในปัจจุบัน

ตามข้อมูลจากสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เวียดนามได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช่องว่างการค้ากับสหรัฐฯ ใหญ่ที่สุด โดย เวียดนาม ครองอันดับที่ 3 ของประเทศที่มีดุลการค้าส่วนเกินกับสหรัฐฯ รองจาก จีน และ เม็กซิโก ซึ่งปัญหานี้ทำให้เวียดนามตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์ที่มุ่งหวังลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

สำหรับการลดภาษีในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของเวียดนามในการรักษาสมดุลในการค้าระหว่างประเทศและรับมือกับความท้าทายจากมาตรการภาษีที่อาจเกิดขึ้น โดยรัฐบาลเวียดนามจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนการรับมือหากเกิดการตอบโต้จากสหรัฐฯ หรือประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชุดปฏิบัติการสุดซอยลุยตรวจโรงงานผลิตเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ หวังไขปมเหล็กล็อตไหนถูกใช้สร้างอาคาร สตง. รอเฉลยภายใน 7 วัน

(2 เม.ย. 68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็ก บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

โดยโรงงานผลิตเหล็ก บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ถูกสั่งให้ ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2567 แต่ก็มีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า “ที่โรงงานยังมีคนเข้าออกอยู่เลย” ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องบุกไปดูโรงงานซินเคอหยวน ให้เห็นกับตา 

การตรวจสอบดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำตัวอย่างเหล็กจากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบคุณภาพ และพบว่าเหล็กข้ออ้อยขนาด 20 มิลลิเมตร และ 32 มิลลิเมตร ไม่ได้มาตรฐาน จึงต้องเข้าตรวจสอบของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม จำนวน 2,441 ตัน มูลค่าราว 50.1 ล้านบาท

จุดแรกที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ คือ บริเวณโกดังเก็บเหล็กเส้นของกลางที่ถูกอายัด เพื่อตรวจสอบว่ามีการนำเหล็กออกไปจากที่เก็บหรือไม่ จากนั้นจุดที่สองคือโรงงานผลิตเหล็ก เพื่อดูว่ามีการเปิดเตาหลอมเหล็กดำเนินกิจการต่อหรือไม่

ก่อนเข้าตรวจสอบภายในโรงงาน หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้พูดคุยกับตัวแทนบริษัท พร้อมทั้งตรวจสอบบิลค่าไฟของโรงงานในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยพบว่าก่อนถูกอายัด โรงงานแห่งนี้มีค่าไฟสูงถึง 130 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ในเดือนมกราคม ค่าไฟลดลงเหลือ 1.2 ล้านบาท และในเดือนกุมภาพันธ์ ค่าไฟลดลงเหลือ 6.4 แสนบาท

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้ขอเอกสารบันทึกการขายเหล็ก เพื่อตรวจสอบว่าเหล็กล็อตใดถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคาร สตง. ซึ่งตัวแทนบริษัทเปิดเผยว่า บริษัทไม่ได้ขายเหล็กให้กับ สตง. โดยตรง แต่ขายผ่านบริษัทตัวกลางก่อนส่งต่อให้กับผู้รับเหมาที่ก่อสร้างอาคารดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง

เบื้องต้น ตัวแทนบริษัทรับปากว่าจะจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อตรวจสอบภายใน 7 วัน นับจากวันที่ 2 เมษายน 2568

สำหรับการเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมมาตรฐานอุตสาหกรรมของภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กไม่ได้มาตรฐานถูกนำไปใช้ในงานก่อสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในอนาคต

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงผลการปฏิบัติระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในห้วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568

(2 เม.ย. 68) ตำรวจภูธรภาค 5 ระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมกุมบุคคลตามหมายจับในห้วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2568

วันอังคารที่ 1 เมษายน 2568 เวลา 13.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมกุมบุคคลตามหมายจับ ในห้วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2568 (ห้วงวันที่ 21-30 มี.ค.68) ดังนี้

1. การสืบสวนขยายผลปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายผู้ค้าอาวุธปืนออนไลน์ของ ภ.5 จำนวน  4 เครือข่าย
2. ผลการสืบสวนขยายผลการจับกุมผู้ค้าอาวุธปืนออนไลน์ 4 เครือข่าย ในพื้นที่ ภ.5 จับกุมจำนวน 28 ราย 27 คนขยายผลในพื้นที่ ภ.2 จับกุมจำนวน 2  ราย 2 คน รวม 30  ราย 29 คน ของกลาง 21 รายการ
3.ผลระดมกวาดล้างอาวุธปืน On Ground ในพื้นที่ ภ.5 จับกุมจำนวน 356 ราย 334 คน ของกลาง 6 รายการ
4. สรุปผลระดมกวาดล้างอาวุธปืน Online และ On Ground ในพื้นที่ ภ.5 จับกุมจำนวน 61 คน
5. ผลการจับกุมบุคคลตามหมายจับ ทั้งหมด 1,409 หมาย แบ่งเป็นหมายจับ ตร. จำนวน 1,026 หมาย แยกเป็นหมายใน ภ.5 จำนวน 964 หมาย / นอก บช. 57 หมาย / หมายนอก 383 หมาย

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

WBC ปฏิเสธการรับรอง!! หลังรองประธานฯ มวยกัมพูชา แห่เข็มขัด 'WBCKUNKHMER' โพสต์อวดโซเชียล

(2 เม.ย. 68) เมื่อไม่นานมานี้ 'สเร จันทร' รองประธานกิตติมศักดิ์สหพันธ์มวยกัมพูชา ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กของตนเอง พร้อมเข็มขัดศิลปะการต่อสู้ กุน ขแมร์ ซึ่งได้รับการกล่าวอ้างว่าได้รับการรับรองจาก WBC (สภามวยโลก) โดยเข็มขัดดังกล่าวมีการออกแบบด้วยสีของธงชาติกัมพูชาและรูปภาพของนครวัด เพื่อเฉลิมฉลองศิลปะการต่อสู้กุนขแมร์ของประเทศ และเชิญชวนชาวกัมพูชามาร่วมต้อนรับขบวนพาเหรดเข็มขัดเส้นนี้

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้รับการแชร์และเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ทางสภามวยโลก (WBC) ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีการรับรองเข็มขัดกุนขแมร์จากทางสภามวยโลกแต่อย่างใด โดยเข็มขัด 'WBC Kun Khmer' เป็นแค่ ของที่ระลึก ที่ทาง WBC จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่รัฐบาลกัมพูชา ที่ให้ทุนสนับสนุนการแข่งขัน WBC Silver ที่จะจัดขึ้นวันที่ 14 เม.ย. นี้

WBC ยืนยันว่าการจัดทำเข็มขัดที่ใช้ในกีฬามวยนั้นต้องผ่านกระบวนการและการรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด และเข็มขัดที่แสดงในโพสต์ของ 'สเร จันทร' ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ได้รับการรับรองจาก WBC นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า ภาพที่ถูกโพสต์อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสาธารณะและผู้ที่สนใจศิลปะการต่อสู้กุนขแมร์ได้ เพราะเข็มขัดดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรของ WBC ทั้งสิ้น

“ถึงเพื่อนกัมพูชา ไม่มีการพัฒนา WBC กุน ขแมร์ เลย ไม่มีแชมป์โลก WBC กุน ขแมร์
เข็มขัดเส้นนี้เป็นของขวัญพิเศษจากประธาน WBC ในเม็กซิโกสำหรับงานมวยสากลระดับตะวันตกในกัมพูชาในวันที่ 14 เมษายน ขอบคุณ” WBC คอมเมนต์ใต้รูปของนายสเร จันทร

ด้าน สเร จันทร ยังไม่ได้มีการชี้แจงหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิเสธจาก WBC แต่เชื่อว่าเขาจะยังคงเดินหน้าผลักดันให้ศิลปะการต่อสู้กุนขแมร์ได้รับการยอมรับและยกระดับในเวทีโลกต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีอุปสมบทหมู่ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 

(2 เม.ย. 68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 2 เมษายน 2568 ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 70 พรรษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้โครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล โดยวานนี้ เวลา 16.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะ พิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชนาค พิธีมอบบาตรและผ้าไตร และพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจเฉลิมพระเกียรติ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2568 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 14 เมษายน 2568 รวมทั้งสิ้น 19 วัน โดยมีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 78 นาย ซึ่งหลังจากบรรพชาและอุปสมบทแล้ว วันที่ 3 – 13 เมษายน 2568 จะไปศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรม ณ ศาลาปฏิบัติธรรมเตชะอิทธิพร วัดโบสถ์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เมื่อครบกำหนดโครงการมีพิธีลาสิกขาและแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ในวันที่ 14 เมษายน 2568 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ทั้งนี้ นับเป็นโอกาสมหามงคลที่สำคัญอีกวาระหนึ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดีและปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล และสืบทอดพระพุทธศาสนารักษาขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงามของไทย 

‘วินท์ สุธีรชัย’ โยนคำถามถึงสังคมไทย – อุตสาหกรรมก่อสร้าง ถึงเวลาหรือยังที่ต้องแบนเหล็กเส้น T ที่ผลิตจากเตาหลอมแบบเก่า

(2 เม.ย. 68) นายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) และกรรมการปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “เหล็กแข็งนอกอ่อนใน” Ep. 2: เหล็กจีนตีเหล็กไทยตาย

ช่วงปี 2560 ประเทศจีนประกาศไม่ให้ใช้เหล็กเส้น T หรือ Temp Core จากโรงเหล็กที่ใช้เตาหลอมเศษเหล็ก Induction Furnace (IF) โดยให้เหตุผลว่าเตาหลอมเหล็กประเภทนี้มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและน้ำเหล็กที่ผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานของประเทศจีน

ช่วงปี 2560-2561 จึงเป็นช่วงที่โรงงานเหล็กในจีนย้ายเครื่องจักรที่ใช้อยู่แล้วในประเทศจีนมาติดตั้งในประเทศในแถบอาเซียนเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ ประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นโรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้เตาหลอมเศษเหล็ก Electric Arc Furnace (EAF) ที่ว่ากันว่ารักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าและเนื้อเหล็กสะอาดกว่า

เหล็กเส้น T จากเตา IF ที่ทุนจีนมาประกอบการในไทยเริ่มตีตลาดในประเทศไทยได้อย่างมากมายมหาศาล เพราะราคาถูกกว่าเหล็กเส้น Non-T ที่รีดด้วยเตา EAF จนปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่ในไทยใช้เหล็กเส้น T เป็นหลัก

แต่หากจะบอกว่าเหล็กเส้น T ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้เลยก็ดูจะเป็นการกล่าวร้ายกันเกินไป เนื่องจากประเทศไทยในหลายพื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพมีดินที่ค่อนข้างนิ่มและไม่ค่อยเกิดแผ่นดินไหวเหมือนในต่างประเทศ ดังนั้นเวลาเกิดเหตุแผ่นดินไหวอาคารที่มีความสูงไม่มาก เช่น อาคาร 1-3 ชั้น ใช้เหล็กเส้น T ก็ไม่มีผลกระทบอะไร

แต่เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้:
ประเทศไทยควรจะแบนเหล็กเส้น T จากเตา IF เหมือนประเทศจีนหรือไม่? 
ถ้าเราแบนเหล็กเส้น T อาคารขนาดเล็กแพงขึ้นค่าครองชีพคนไทยแพงขึ้น คุ้มหรือไม่?
หากไม่แบน เราจะคุมไม่ให้ใช้เหล็กชนิดนี้ไม่ให้ใช้ผิดประเภทอีกได้อย่างไร?

ผมว่า คนๆเดียวคงไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แต่ควรจะมีการตั้งผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ว่าประเทศไทยเราควรจะเดินไปในทิศทางไหน เพราะความเสี่ยงแผ่นดินไหวที่ในอดีตที่ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้… ได้เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต… ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาหาคำตอบเรื่องนี้ร่วมกัน

นาทีชีวิตแม่ช้างมือใหม่ของสวนนงนุชพัทยาตกลูกครั้งแรกเกือบไม่รอด เจ้าหน้าที่มีความพร้อมเลยช่วยชีวิตลูกช้างไว้ทัน

แม่ช้างชื่อพังมุกมีอาการเต้านมคัด มีน้ำนมไหลตลอดเวลาใกล้คลอดมาเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งแม่ช้างมีอาการร้อง และอาละวาดเนื่องมาจากแม่ช้างที่ยังไม่เคยมีลูกมาก่อนและในเวลา 23.00 น.ของคืนวันที่ 21 มีนาคม 2568 แม่ช้างคลอดลูกด้วยความเจ็บปวดและดูหงุดหงิด ในขณะที่เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังช่วยดึงลูกช้างออกมาเพราะกลัวแม่ช้างจะเหยียบลูกตัวเอง จากนั้นช่วยกันเอาเมือกออกจากปากและงวง กระตุ้นการหายใจ ใช้ผ้าพยุงตัวให้ยืนขึ้น หลังจากนั้นนำลูกช้างคืนให้แม่ช้างอย่างปลอดภัย

ตามประเพณีของป้างช้างสวนนงนุช นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดพิธีรับขวัญช้างเพื่อตอนรับสมาชิกใหม่ได้นิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพตมาประกอบพิธี 

โดยพิธีคล้องพวงมาลัยและสายสิน ลงแป้งเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล
         
การจัดขบวนรับขวัญช้างประกอบไปด้วย ขบวนนางรำกว่า 50 คนและโขลงช้าง จำนวน 30 เชือก พร้อมกันนี้ท่านประสวนนงนุชพัทยา ตั้งชื่อให้น้องช้างว่า พังจุ๊บแจง นับเป็นช้างที่คลอดลำดับที่ 3 ของปีนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยามีช้างในความดูแล 83 เชือก จึงถือได้ว่ามีความพร้อม และยังได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง จากกรมปศุสัตว์และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และทางป้างช้างสวนนงนุชพัทยาดีใจนาน ๆ ครั้งที่ได้ลูกช้าง 3เชือกภายใน 3 เดือน

ทายาท ‘รังสรรค์ ต่อสุวรรณ’ ออกมาชี้แจงกรณีนายหน้าขายตึก ‘สาทร ยูนีค’ ยืนยันยังไม่ได้ขายตึกในราคา 4 พันล้านบาท ตามที่เป็นข่าว

(2 เม.ย. 68) จากกรณีมีนายหน้ารายหนึ่ง โพสต์ข้อความว่า ปิดดีลขายตึก ‘ตึกสาทร ยูนีค’ ที่ร้างมานาน ได้แล้ว ซึ่งขายได้ในราคา 4 พันล้านบาท ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไป สร้างความฉงนให้กับชาวเน็ตบนโลกโซเชียล

ล่าสุด เฟซบุ๊ก Tampote Torsuwan หรือคุณตามโพธ ต่อสุวรรณ ลูกของ อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ เจ้าของตึกตัวจริง ออกมาโพสต์ถึงกรณีนี้ว่า คุณพ่อไม่ได้เป็นผู้ประกาศขายตึกสาทรยูนีคตามที่หลายคนเข้าใจผิดกัน

ตึกสาทรยูนีคนี้มีข้อพิพาทและคดีความมากมาย โดยผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่มีลักษณะของการฉ้อฉล ซึ่งการยึดทรัพย์ภาคเอกชนถูกถ่ายโอนไปยังองค์กรข้ามชาติแล้วฟอกทรัพย์กลับมาเข้ามือกลุ่มทุนสามานที่มีอำนาจในประเทศนี้ อีกทั้งยังกล่าวถึงการต่อสู้ของคุณพ่อและคุณแม่ที่ยาวนานร่วม 30 ปีในการต่อสู้กับกระบวนการดังกล่าว

นอกจากนี้ หัวใจสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ ห้องชุดในตึกนี้ได้ถูกขายไปแล้วมากกว่า 90% ตั้งแต่เปิดขายเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มทุนสามานนี้ไม่ได้แค่ปล้น Developer เท่านั้น แต่ยังปล้นผู้ซื้อทุกคนผ่านการโอนถ่ายทรัพย์ไปมาเพื่อทำให้ตึกนี้กลายเป็นตึกเปล่าที่ไม่มีใครสามารถซื้อได้อย่างแท้จริง จนกลายเป็นตึกที่ดูเหมือนจะไม่มีเจ้าของแม้จะมีห้องชุดที่ขายไปแล้วมากมาย

สุดท้าย คุณตามโพธ ต่อสุวรรณ ได้เน้นย้ำว่าเรื่องราวการต่อสู้ของคุณพ่อและคุณแม่ยังคงดำเนินต่อไป และมั่นใจว่ามันจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ “การประกาศขายไม่ได้มาจากคุณพ่อ และท่านไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับใครเกี่ยวกับตึกนี้ในการขาย” เขากล่าว พร้อมกับเสริมว่า ช่วงระยะหลังคุณพ่อสุขภาพไม่ค่อยดี และท่านพักผ่อนเสียเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ขอให้ชาวเน็ตที่รับข่าวสารนี้ใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวและเข้าใจสถานการณ์อย่างละเอียด โดยเฉพาะกับตึกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 30 ปี หากปัญหาตึกนี้มันสามารถจบได้ง่ายๆ คงไม่กลายเป็น “อนุสาวรีย์ต้มยำกุ้ง” มานานขนาดนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top